คุยเรื่องเก่า เล่่าเรื่องใหม่
|
|||
คนริมเล ผู้เฝ้าแผ่นดิน
เรื่องโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร และ วรรณวณัช สุดจินดา ภาพโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร
สองหมู่บ้านในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบนระหว่าง หมู่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นชุมชนชายฝั่งที่มีวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญา ที่สะสมและสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถึงแม้ว่าทั้งสองหมู่บ้านนี้จะมีวิถีชีวิตที่คล้ายกันแต่สภาพทางภูมิศาสตร์ชายฝั่งกลับแตกต่างกัน ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชนแตกต่างกันด้วย แต่ก็ยังมีปัญหาหนึ่งที่เหมือนกันก็คือการที่แผ่นดินถูกกัดเซาะจากคลื่นน้ำทะเล ซึ่งดูเหมือนว่าที่บ้านขุนสมุทราจีนจะรุนแรงกว่า ถึงแม้ว่าระดับของปัญหาจะแตกต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ชาวบ้านมีความรักและหวงแหนทรัพยากร ธรรมชาติ ในบ้านเกิด จึงได้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนของชุมชนเพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผืนแผ่นดิน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีวิธีแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยวิธีแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่นั้นก็มีความเหมือนกันในหลักการคือ จะต้องลดการกัดเซาะของคลื่นและเพิ่มตะกอนดินเลนเพื่อปลูกป่าชายเลน เพราะป่าชายเลนเท่านั้นจะช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะอย่างยั่งยืนได้
โคกขาม ผู้ใหญ่หมูเล่าให้ทีมงานฟังว่าก่อนที่จะคิดตั้งศูนย์เรียนรู้นี้ สัตว์น้ำทะเลจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ตามธรรมชาติมีเยอะมาก ชาวบ้านจับมาได้มากมาย แต่ระยะหลังสัตว์จำพวกนี้ลดน้อยลงไปมาก จึงเกิดความสงสัยว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร จึงเริ่มต้นศึกษาจากตำราต่างๆ สำรวจพื้นที่และจัดทำข้อมูล ก็พบว่าสาเหตุที่สัตว์น้ำพวกนี้ลดน้อยลงหรือหายไปจากพื้นที่ก็เพราะเกิดจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง เนื่องจากการใช้ทรัพยากรแบบแข่งขันกันใช้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ หรือป่าชายเลน “เมื่อปี 2525 รัฐบาลส่งเสริมการส่องออกกุ้งกุลาดำทำให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงกุ้งกันเยอะ ในยุคนั้นมีการทำลายป่าชายเลนกันในทุกพื้นที่ที่จะสามารถทำบ่อกุ้งได้ซึ่งรัฐก็สนับสนุน แต่รัฐไม่ได้มองกลับมาว่าธรรมชาติ มันต้องหายไป รัฐมองเห็นอย่างเดียวคือ GDP ตัวเลขที่ส่งออก” นี่คือสาเหตุเริ่มต้นของการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติและแผ่นดินชายฝั่งทะเลของพื้นที่นี้
แนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น
ภาพหลังไม้ไผ่ชะลอคลื่น จะเห็นว่าต้นโกงกางเหล่านี้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว
ภาพเปรียบเทียบชายฝั่งระหว่างปี 2517 กับปี 2552
สาเหตุหลักของการกัดเซาะ ผู้ใหญ่สมรเล่าให้เราฟังว่า โดยหลักใหญ่แล้วเกิดจากธรรมชาติและภูมิศาสตร์ของชายฝั่งเอง ส่วนที่มีผู้บอกว่าเกิดจากตัดไม้ทำลายป่าและทำบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่นั้นเป็นความจริงเพียงบางส่วน อย่าลืมว่าการตัดไม้ในพื้นที่นั้นเป็นการใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่ได้สอนเราว่า เวลาตัดไม้ไปใช้ให้แบ่งป่าไม้ออกเป็นแปลงๆ อย่าตัดทีเดียวหมด เมื่อตัดแปลงที่หนึ่งแล้วให้ปลูกเสริมรอโต ในขณะที่เราตัดแปลงที่สองและที่สามได้อีก และเมื่อแปลงที่หนึ่งโตแล้ว เราก็หมุนเวียนมาตัดใหม่อีก และอีกอย่างหนึ่งก็คือป่าถูกทำลายโดยน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา ชาวบ้านถึงไปตัดไม้ที่มันล้มอยู่ ส่วนการทำนากุ้งนั้น อย่าลืมว่าเราไม่มีที่ทำกิน ดังนั้นการทำบ่อเลี้ยงกุ้งจึงเป็นของนายทุนซึ่งเราไม่สามารถไปยับยั้งได้ แต่ปัจจุบันนี้นากุ้งก็ไม่มีแล้วเนื่องจากพื้นที่ถูกกัดเซาะไปหมด
แนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาของทั้งสองพื้นที่นี้ได้จากการเรียนรู้ธรรมชาติและทดลองปฏิบัติจริง ในแต่ละพื้นที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ชายฝั่งที่แตกต่างกันก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ปัญหานั้นคล้ายกัน ดังตัวอย่างของทั้งสองหมู่บ้านที่เป็นตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนา ในการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ ให้กลับสู่สมดุลของธรรมชาติ ด้วยการนำวิธีการมีส่วนร่วมของชุมชน ภูมิปัญญาในท้องถิ่นที่ไม่สามารถหาได้จากในหนังสือหรือในชั้นเรียนแต่เกิดจากการลองผิดและลองถูก การเรียนรู้จากธรรมชาติ จนเข้าใจถึงธรรมชาติ จนทำให้รู้ว่าต้องจัดการแก้ไข ปัญหาในธรรมชาติได้อย่างไร
วรพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลโคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ผู้ก่อตั้งศูนย์ เรียนรู้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาชัยฝั่งตะวันออก ผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หาดแสงจันทร์ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชายหาดหลังการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
เรื่องและภาพโดย จับซา ในสมัยก่อนนั้นนอกจากจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงที่ขยายตัวมาจากปากน้ำเมืองระยองแล้วยังมีผู้คนมากมายทั้งจากท้องถิ่นเองและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้ใช้ประโยชน์ในด้านสันทนาการ แต่ปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว โดยชายหาดแห่งนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ ซึ่งผู้เขียนเองได้สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ถ้าหันหน้าออกทะเลแล้วมองไปทางซ้ายมือ จะเห็นโรงงานและท่าเรือในที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองระยอง
การกัดเซาะชายหาดจะรุนแรงมากเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพทางกายภาพและภูมิศาสตร์ของชายหาดนั้นๆ เอง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านองศาความชันของชายหาด ปริมาณประการังและหญ้าทะเลในบริเวณนั้นแต่ก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ระดับความรุนแรงของการกัดเซาะชายหาดเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ปัจจัยนั้นก็คือกิจกรรมของมนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นนั่นเอง โดยที่มนุษย์เหล่านั้นไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึงว่ากิจกรรมที่ทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อชายหาดรุนแรงถึงเพียงใด
เมื่อมองไปทางขวามือไกล ๆ นั่นคือท่าเรือน้ำลึกของนิคมฯ มาบตาพุด
การกัดเซาะของน้ำทะเลได้รุกเข้ามาถึงถนนเลียบชายหาด ส่งผลให้ถนนดังกล่าวเกิดความเสียหาย และมีแนวโน้มว่าบ้านเรือนของประชาชนจะถูกผลกระทบจากการกัดเซาะด้วย ทางราชการที่เกี่ยวข้องจึงต้องสร้างถนนใหม่ให้ถอยร่นเข้ามาและมีการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะชายหาด
เปรียบเสมือนการจำลองเอาท่าเรือทั้งสองแห่งมาอยู่ใกล้กัน เมื่อปัญหาเกิดขึ้น การแก้ไขปัญหาจึงเกิดตามมา ในยุคสมัยหนึ่งทางราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อหยุดยั้งการกัดเซาะดังกล่าว แต่เนื่องจากความไม่รู้ถึงธรรมชาติของคลื่น-ลมและการกัดเซาะ ทำให้สร้างเขื่อนเป็นเขื่อนหินและวางเป็นช่วง ๆ ตลอดชายหาด การทำเช่นนี้มันก็คือการจำลองท่าเรือทั้งสองแห่งมาไว้ใกล้ ๆ กันนั่นเอง ผลก็คือชายหาดทั้งแนวถูกคลื่น-ลมกัดเซาะเป็นช่วงๆ จนกลายเป็นรูปเกือกม้าดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเกิดการกัดเซาะเข้ามาในแผ่นดินอีกต่อไป สาเหตุที่แท้จริงในการที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้เปลี่ยนสภาพไป สามารถที่จะสรุปได้ว่าเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั่นเอง ถึงแม้ว่าการพัฒนาดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่จะสามารถดึงเงินลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเสริมเศรษฐกิจ แต่ความผิดพลาดของรัฐ ที่มองเห็นแต่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน อีกทั้งขาดการวางแผนในการแก้ปัญหาที่ดีและรอบครอบนั้น เป็นอันตรายต่อการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง อีกประเด็นหนึ่งก็คือ สภาพพื้นที่ภูมิศาสตร์ชายฝั่งของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่จึงต้องแตกต่างกันไปด้วย เมื่อผู้รับผิดชอบขาดความรู้ ความเข้าใจถึงสภาพการณ์ แล้วนำแบบอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างพื้นที่เข้ามา จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่มีประสิทธิผล อีกทั้งยังจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอย่างมากมาย นี่จึงเป็นบทเรียนหนึ่งที่สอนว่า การที่มนุษย์เข้าไปแทรกแทรงธรรมชาติอย่างเกินพอดีทั้ง ๆ ที่ไม่มีแผนแม่บทรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบนิเวศ และภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นมนุษย์ที่จะต้องรับไป และไม่สามารถที่จะหลีกเีลี่ยงได้ เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็ลี่ไหลลง
ภาพและเรื่องโดย จับซา
เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็ลี่ไหลลง ทุกคนคงเคยจะได้ยิน ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วน จะพบว่านี่เป็นการบอกเล่าถึงสภาวะภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ![]() ในฤดูฝนตามปกติแล้วน้ำจะเริ่มนองที่ภาคเหนือก่อนประมาณสองเดือน มวลน้ำจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน จะมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาในเดือนสิบ เมื่อเข้าเดือนสิบเอ็ดน้ำก็จะเริ่มล้นตลิ่งท่วมในพื้นที่ภาคกลางและทรงตัวไปจนถึงเดือนสิบสองเนื่องจากอิทธิพลของดวงจันทร์ หลังลอยกระทงก็จะเข้าเดือนอ้ายซึ่งเป็นปีใหม่ของชาวอุษาคเนย์ (mainland) น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะไหลลงทะเลทำให้ระดับน้ำเริ่มลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนยี่ หลังจากนั้นจะเริ่มแห้งขอดคลองในเดือนสาม อันเป็นไปตามวัฏจักรทุก ๆ ปี ![]() ผลกระทบจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เกิดจากธรรมชาตินี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมของชาวลุ่มน้ำทั้งภาคเหนือและภาคกลางอย่างหลากหลายและได้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ ไม่ว่าจะลอยกระทง แข่งเรือ หรือประเพณีทางศาสนาเช่นออกพรรษา นี่เป็นตัวอย่างของสภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศเฉพาะลุ่มน้ำในภาคเหนือและภาคกลาง ในปัจจุบันเนื่องจากประชากรที่เพิ่มขึ้นพื้นที่รับน้ำเริ่มลดลงเนื่องจากมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นที่สำคัญสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปอยู่ในเส้นทางน้ำนอง เมื่อน้ำไม่มีทางไปจึงทำให้ ไหลบ่าท่วมพื้นที่อื่น ๆ ไปด้วย ผลกระทบดังกล่าวได้ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบกับประชาชนขึ้น ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการบรรเทาสาธารณะภัยไปเป็นจำนวนมาก ถ้านักยุทธศาสตร์พิจารณาและวิเคราะห์สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศดังกล่าวให้ถี่ถ้วนแล้วนำไปวางแผนการพัฒนาภูมิภาคโดยเฉพาะผังเมือง ภัยธรรมชาติที่เกิดจากการไหลบ่าของน้ำก็จะไม่เกิดขึ้น แต่จะกลายเป็นวัฏจักรการไหลของน้ำที่ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ อย่างหลากหลาย เมื่อโชติช่วงชัชวาลย์ในยุค 80 ทำให้เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกันที่มาบตาพุดในยุคปัจจุบัน
เรื่องโดย จับซา
เครดิตภาพจาก Post Today 9/5/2567 ท่านที่เป็นวัยรุ่นในยุค 80 น่าจะยังจำเหตุการณ์ตอนที่พบก๊าซธรรมชาติกลางอ่าวไทยครั้งแรกได้ การพบก๊าซนี้ทำให้เกิดวลีที่โด่งดังในยุคนั้นก็คือคำว่า "โชติช่วงชัชวาล" การค้นพบก๊าซธรรมชาตินี่เองทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ โดยกำหนดให้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเพื่อพัฒนาบ้านเมืองในยุคนั้น ![]() จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีโรงงานที่เข้ามาตั้งในนิคมอตุสาหกรรมมาบตาพุดเพิ่มมากขึ้น โรงงานเหล่านั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานเพิ่มมากขึ้นตามเศรษฐกิจที่ได้เจริญเติบโต นักศึกษาวิศวกรจบใหม่ ช่างฝีมือต่างๆ ก็นิยมไปทำงานกันที่นั่น เนื่องจากเงินเดือนสูงมาก สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดเสียอีก นอกจากเงินเดือนจะสูงแล้วยังมีค่าตอบแทนอื่นๆ อีกเช่น ค่าเสี่ยงภัย เบี้ยกันดารและเงินช่วยค่าเช่าบ้าน ซึ่งในความเห็นของผมเงินส่วนนี้ก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างสมัยเมื่อ 25 ปีก่อน วิศวกรจบใหม่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท ค่าตอบแทนอื่นๆ อีก 6,000-8,000 บาทซึ่งเงินค่าตอบแทนนี้สามารถนำไปผ่อนบ้านที่ระยองได้สบาย จากรายรับที่สูงนี่เองจังหวัดระยองจึงเป็นศูนย์รวมของนักวิศวกรรมและช่างฝีมือรวมทั้งแรงงานไร้ฝีมือที่มากที่สุดของประเทศ จึงเป็นเหตุให้เมืองระยองเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีมากเมืองหนึ่งของประเทศไทย ทั้งการจับจ่ายใช้สอยของพนักงานโรงงานซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่เองรวมถึงภาษีจากทางโรงงานต่าง ๆ พื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมในสมัยก่อนอยู่ไกลจากชุมชนและผู้คนมาก ดังนั้นพื้นที่รอบ ๆ โรงงานจึงเป็นเขต Buffer Zone ในการป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีโรงงานเข้ามาตั้งกันเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ก่อสร้างโรงงานก็ได้ขยายออกไปในขณะที่พื้นที่ของนิคมยังคงเท่าเดิม ทำให้ Buffer Zone นั้นเหลือน้อยลงและไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพดั่งสมัยก่อน อีกประการหนึ่งก็คือการขยายตัวของชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมที่เข้ามาประชิดติด เนื่องจากต้องการที่จะเข้ามาค้าขายกับโรงงานต่าง ๆ ที่อยู่ในนิคมฯ ความเจริญรอบๆ นิคมฯ นี้จึงเป็นตัวทำให้มลพิษจากโรงงานส่งผล กระทบต่อผู้คนในบริเวณนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่ามลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่เป็นจริงหรือไม่และอย่างไร คำตอบก็คือจริงเพราะสารเคมีที่ใช้ในโรงงานแต่ละโรงงานนั้นล้วนก่อให้เกิดอันตรายจนถึงตายได้ครับ ตัวอย่างเช่นสาร VCM ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PVC แม้ว่า Final Product คือ PVC นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน แต่ VCM นั้นเป็นสารก่อมะเร็งตับเลยทีเดียว สารนี้มีกลิ่นหอม หวาน แหลมครับ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพไม่หอมหวานเหมือนกลิ่น หรือจะเป็น HCL ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนโดนเมื่อไหร่ อวัยะวะถึงแหว่งได้เมื่อนั้น ถ้าหายใจเอาละอองฟูมของมันเข้าไป ปอดก็คงไม่เหลือ แต่อย่างไรก็ตามโรงงานต่างๆ ก็ได้มีการป้องกันมลพิษเหล่านี้แพร่สู่ชุมชนอยู่แล้วครับเนื่องจากระบบป้องกันต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกออกแบบไว้และมูลค่าลงทุนค่อนข้างสูง ถ้าถามว่าก็ในเมื่อมีระบบป้องกันต่างๆ อยู่แล้วทำไมชาวบ้านจึงได้รับผลกระทบอีก คำตอบก็คือมันเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุม ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ได้ 100% ถ้าว่ากันตามหลักของวิศวกรรมแล้วระบบป้องกันอาจจะ 100% แต่ผู้ควบคุมอาจจะไม่ 100% ความเผอเรอ ความประมาท ความขี้เหนียวที่ใช้อุปกรณ์ป้องกันราคาถูกไม่มีคุณภาพก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ได้ อย่างเช่นกรณีท่อส่งสารเคมีรั่ว ระบบป้องกันไม่ทำงาน หรือถังเก็บสารเคมีระเบิด ทำให้พนักงานต้องเข้าโรงพยาบาลกันเป็นทิวแถว นี่ก็เพราะความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ดูแลทั้งสิ้น ข้างต้นนี้เป็นระบบป้องกันอุบัติภัยอันเกิดจากการคาดไม่ถึง นอกจากระบบนี้แล้วยังมีระบบป้องกันอีกระบบหนึ่ง เรียกว่าระบบป้องกันมลพิษที่เกิดจากการผลิต จะเป็นพวกอากาศเสีย น้ำเสียและขยะอันตราย ถ้าท่านเคยผ่านไปแถว ๆ โรงงานที่มาบตาพุด คงจะเคยเห็นปล่องสูง ๆ ที่โรงงานปล่อยอากาศเสียออกมาเป็นควันสีขาวหรือดำ ควันดังกล่าวสามารถกำจัดได้ด้วยวิธีการเผาตามหลักวิศวกรรม ถ้าเห็นมีเปลวไฟลุกที่ปากปล่องควันก็แสดงว่าโรงงานนั้นกำลังกำจัดอากาศเสียที่เกิดจากการผลิตอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นเปลวไฟแล้วที่ปล่องมีควันลอยออกมานั่นก็แสดงว่ามีการปล่อยอากาศเสียสู่ภายนอกโดยไม่มีการกำจัด ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่กำจัด คำตอบก็คือต้นทุนค่ากำจัดแพง เนื่องจากต้องใช้น้ำมันหรือแก๊สที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในปริมาณสูงมาก ความร้อนที่เกิดขึ้นต้องเกิน 2,000 องศาเซลเซียส ถึงจะทำให้โมเลกุลของอากาศเสียแตกตัวได้ โดยส่วนใหญ่แล้วโรงงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะแอบปล่อยอากาศเสียกันช่วงที่ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานหรือกรมควบคุมมลพิษมาตรวจ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจท่านคงจะเห็นเปลวไฟเหนือปล่องควันกันเกือบทุกโรงงานเป็นแน่แท้ ช่วงที่นิยมแอบปล่อยอากาศเสียกันอีกช่วงหนึ่งก็คือวันที่อากาศปิดครับ ลมสงบ ท้องฟ้ามึนทึม ช่วงนี้ก็จะแอบปล่อยกันมาก เมื่อไม่มีลมพัดอากาศเสีย ชาวชุมชนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ แต่ชุมชนใกล้ๆ ที่อยู่ประชิดติดกับนิคมอุตสาหกรรมรับไปเต็ม ๆ ทีนี้มาพูดถึงน้ำเสีย โรงงานในนิคมฯ นั้นบางโรงงานก็มีระบบบริหารงานแบบธรรมาภิบาลเพื่อภาพพจน์ของตนเอง บางโรงงานก็ไม่มีเอาเสียเลย โรงงานที่มีชื่อเสียงก็จะมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐาน การปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงานก็จะได้ค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนโรงงานไหนที่ไม่มีมาตรฐานก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกินจากกฎหมายกำหนด น้ำเสียนี้จะไหลรวมลงสู่คลองตากวน คลองนี้จึงเป็นที่รวมน้ำที่มีอันตรายมากที่สุดในประเทศไทย ทำนองเดียวกันถ้ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าเป็นมาตรฐานกันเป็นทิวแถว น้ำจากคลองตากวนจะไหลสู่ทะเล ต่อมาก็ถึงคิวของขยะอันตราย ขยะที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือตะกอนเคมีจากระบบบำบัดน้ำเสียถือว่าเป็นขยะอันตราย โรงงานจะต้องส่งขยะเหล่านี้ไปกำจัดด้วยวิธีพิเศษคือถ้าไม่เผาก็ต้องฝังกลบ ค่าใช้จ่ายในการเผาและฝังกลบนี้ก็เป็นต้นทุนของโรงงาน ผู้ประกอบการที่รับกำจัดขยะพวกนี้มีหลายเจ้าและมีการแข่งขันด้านราคากันสูง บางรายจะเสนอค่ากำจัดด้วยราคาถูกเพื่อให้โรงงานสนใจเรียกใช้บริการของตนเอง เป็นการตัดราคาคู่แข่งไปในตัว ผลก็คือเมื่อราคาถูก ผู้ประกอบการรายนั้นก็จะไม่นำไปกำจัด แต่จะนำไปแอบทิ้งตามพื้นที่ของชาวบ้านแถบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวๆ ป่าใกล้เคียง ไร่มันของชาวบ้าน หรือที่รกร้างของทางราชการ ผล กระทบที่เกิดขึ้นก็คือดินบริเวณนั้นจะปนเปื้อนสารเคมี และเมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนจะพาสารเคมีเหล่านี้ลงไปในชั้นน้ำบาดาล ทำให้มีการร้องเรียนของชาวบ้านเสมอและก็หาตัวผู้ที่แอบนำมาทิ้งไม่ได้สักที บางท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วพนักงานโรงงานได้รับผลกระทบเหมือนชาวบ้านบ้างไหม คำตอบก็คือได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะพนักงานส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่ในตัวจังหวัดระยองและพื้นที่โดยรอบ ได้รับทั้งฝุ่น ทั้งกลิ่น แต่พนักงานโรงงานส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพครับ เป็นอะไรก็รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงได้ฟรี อีกทั้งมีการตรวจสุขภาพทุกปี จะได้รู้ตัวก่อนและรักษาทัน ผิดกับชาวบ้านที่ใช้บัตรทอง ซึ่งได้รับการรักษาที่ค่อนข้างไม่ดีเท่าที่ควร และชาวบ้านเหล่านี้ไมได้ตรวจสุขภาพกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ท่านอาจจะสงสัยอีกว่าถ้าทุกโรงงานมีระบบป้องกันภัยที่ดี มีการปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียตามมาตรฐานของกฎหมายทุกโรงงาน ปัญหาผลกระทบจากมลพิษคงไม่น่าจะเกิด ท่านคิดถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่าทุกโรงงานจะปล่อยของเสียออกมาตามค่าที่กำหนดไว้ แต่ผลของการสะสมพิษในพื้นที่ยังมีอยู่ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ในการรองรับมลพิษนั่นเอง ก็น่าเห็นใจชาวบ้านที่รับผลกระทบจากมลพิษนี้ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะความเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ได้ถูกวางแผนไว้ในสมัยก่อนอาจจะเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐขาดความรู้และความต้องการของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เข้มข้นเหมือนปัจจุบันนี้ อีกทั้งการต่อต้านโครงการเมื่อสมัยก่อนยังไม่มี ดังนั้นนิคมฯ แห่งนี้จึงเติบโตแบบไร้ทิศทางและทำให้เกิดผลกระทบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มีคนที่มีความรู้บางคนถามว่าควรจะปิดโรงงานหรือควรจะย้ายชาวบ้านดี คำตอบก็คือไม่ว่าจะย้ายใครก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าจะให้ปิดโรงงานคงจะยุ่งกันใหญ่เพราะโรงงานหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า พันล้าน หมื่นล้าน และถ้าจะให้ย้ายชาวบ้านก็คงจะยุ่งอีกเหมือนกันเพราะชาวบ้านทุกคนเขารักถิ่นเกิดและที่ดินของตัวเองทั้งนั้น เพราะติดที่ข้อจำกัดนี้ปัญหาจึงยังไม่มีที่สิ้นสุดซักที ถึงแม้ว่าจะมี NGO หลายองค์กรเข้ามาช่วยดูแลแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนักเนื่องจาก NGO เหล่านั้นแสดงบทบาทผิดหน้าที่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะช่วยหาจุดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา แต่กลับไปเป็นหัวขบวนหรือเป็นผู้นำชาวบ้านประท้วงเสียเอง นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังทำให้กระบวนการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับโรงงานไม่มีจุดจบ สำหรับการที่จะปรับเปลี่ยนให้นิคมฯ แห่งนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของบางกลุ่มแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นไป ได้ยากเพราะระบบของนิคมได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงจัดระบบ Zoning ซึ่งหมายถึงหยุดการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในนิคมฯ และหยุดการสนับสนุนการสร้างโรงงานใหม่ ๆ จนกว่าจะแก้ไขปัญหา และจัดทำแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำเร็จ อีกทั้งต้องเข้มงวดกับของเสียที่ออกมาจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อมรวมถึงการตรวจสอบระบบป้องกันอุบัติภัยอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันสิ่งที่คาดไม่ถึงที่จะทำให้สารเคมีรั่วไหลออกสู่ชุมชน แต่สิ่งที่รัฐควรจะตระหนักถึงถ้ามีโครงการพัฒนาใหม่ ๆ ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ก็ควรจะใช้ SEA ประเมินก่อนตัดสินใจนะครับท่านนายกฯ ริบหรี่แล้วฤาที่แม่กลอง
ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวที่เมืองแม่กลองสิ่งที่ท่านผู้อ่าน นึกถึงมีอะไรบ้างครับ อันดับแรกคงจะเป็นปลาทูที่มีเอกลักษณ์หน้างอคอหัก จากนั้นคงจะเป็นตลาดน้ำยามเย็น อุทยานร.2 หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ค่ายบางกุ้งและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ entry นี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสกับแสงหิ่งห้อยยามค่ำคืนในมุมมองของนักสิ่งแวด ล้อมครับ
![]() การล่องเรือชมหิ่งห้อย ที่แม่กลองนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาชมรำลึกถึงละครเรื่องคู่กรรมได้เป็นอย่างดี บางท่านที่สูงอายุหน่อยก็จะรำลึกถึงชีวิตสมัยยังเด็กที่วิ่งเล่นท่ามกลางแสง หิ่งห้อยยามค่ำคืน แต่ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังดื่มด่ำกับความสุขโดยการนึกถึงเรื่องเก่าๆ นั้นก็ได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลองโดยที่นักท่อง เที่ยวเหล่านั้นไม่รูสึกตัว ![]() ชาวบ้านดั่งเดิมที่ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่อยู่ริมคลองต่างก็ได้รับความเดือด ร้อนจากเรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย เนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ของเรือรบกวนวลานอนหลับพักผ่อน และยังละเมิดสิทธิส่วนตัวของพวกเขาเหล่านั้นด้วยการขอร้องแกมบังคับของผู้ ประกอบการท่องเที่ยวที่ตะโกนบอกให้เจ้าของบ้านที่เรือไปจอดใกล้ๆ ปิดไฟเพื่อให้นักท่องเที่ยวชมดูหิ่งห้อยได้อย่างถนัดตา ในขณะที่ชาวบ้านเหล่านั้นกำลังทำกิจวัตรประจำวันอยู่ไม่ว่าจะเป็นการล้อมวง กินข้าว หรือดูโทรทัศน์ อีก ปัญหาหนึ่งก็คือการที่เรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยนั้นแล่นเข้า ไปในลำคลองเล็กๆ ด้วยความเร็วจนทำให้เกิดคลื่นน้ำกัดเซาะตลิ่งพังทลายลงมา ส่งผลให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของหิ่งห้อยอีกด้วย รวมถึงมลพิษจากควันท่อไอเสียของเครื่องเรือหางยาว ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านบริเวณนั้น จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีข่าวเกี่ยวกับการพิพาทระหว่างชาวบ้านและผู้ประกอบการ ท่องเทียว จนทำให้ชาวบ้านโค่นต้นลำพูที่อยู่ริมน้ำออกไปเพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่ของ หิ่งห้อยทำให้หิ่งห้อยที่มีอยู่มากลดลงอย่างน่าตกใจ แม้ จะมีข้อเสนอว่าให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเปลี่ยนจากเรือหางยาวมาเป็นเรือพาย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เนื่องจากเหตุผลที่ว่าเรือพายรับนักท่องเที่ยวได้น้อยคน และยังทำเวลาในการรับนักท่องเที่ยวในรอบต่อไปไม่ทัน ถ้าปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังแสงริบหรี่ของหิ่งห้อยคงจะริบหรี่และจางหายไปจากอัมพวาในไม่ช้า ขอขอบคุณ //www.moohin.com และ //www.raktrip.com ที่เอื้อเฟื้อภาพ |
จับซา
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]![]() คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้ All Blog
Link |
||
| Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved. | |||



























ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [