เขื่อนและความขัดแย้งกับสถานการณ์ความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
เรื่องและภาพโดย จับซา


แม่น้ำโขง (Mainstream) มีระยะทางยาว 4909 กิโลเมตร จุดกำเนิดของแม่น้ำนี้เกิดจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งในบริเวณที่ราบสูงทิเบตที่อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย เมื่อไหลผ่านประเทศจีน เรียกว่าลุ่มน้ำโขงตอนบน (Upper Mekong Basin) และเมื่อไหลผ่านมณฑลยูนานของจีนมาแล้ว จะไหลผ่านเมียนม่าร์ ไทย ลาว กัมพูชาและไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามเรียกว่าลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Basin) สายน้ำที่ไหลผ่านประเทศทั้ง 6 ประเทศและมีระยะทางยาวเป็นอันดับที่ 12 ของโลกนี้ก่อให้เกิดการพัฒนาของลุ่มน้ำสาขานั่นก็คือแม่น้ำทุกสายของทั้ง 6 ประเทศที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะพัดพาตะกอน (Silt) ระดับหน้าดินที่มีแร่ธาตุลงสู่แม่น้ำโขงอีกด้วย เมื่อรวมกับแร่ธาตุจากแม่น้ำโขง (Mainstream) จึงทำให้สายน้ำแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อระบบนิเวศน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันมาก และก่อให้เกิดห่วงโซ่อาหารที่หลากหลาย ซึ่งห่วงโซ่เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดสายใยอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในขั้นสูง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิต ขนบ (คะลำ) ระบบนิเวศ (นิเวศน้ำและนิเวศป่าบุ่งป่าทาม) การทำมาหากิน นิเวศวิทยาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีมากถึง 65 ล้านคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำโขงแห่งนี้ อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนต่าง ๆ โดยมนุษย์ที่อยู่นอกพื้นที่ลุ่มน้ำโขงนี้ได้ทำให้การใช้ประโยชน์ของประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำนี้เปลี่ยนแปลงไป


 

 


จากการที่สายน้ำในแม่น้ำโขงได้พัดพาตะกอนที่มีแร่ธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำและพืชน้ำ เมื่อตะกอนถูกกักเก็บไว้ตามเขื่อนต่าง จึงทำให้การไหลและกระจายตัวของตะกอนนั้นลดลง สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้แร่ธาตุอาหารจากดินตะกอนที่มีความสำคัญต่อพืชและสัตว์น้ำนั้นไม่สามารถแพร่ไปทั่วสายน้ำได้ ปัญหาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความหลากหลายของชีวภาพในลุ่มน้ำโขงจะลดลง และจะเกิดปัญหาต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ตะกอนที่ถูกกั้นโดยเขื่อนต่าง ๆ เมื่อระยะเวลานานเข้า ดินตะกอนจะเกิดการย่อยสลายและจะคายก๊าซมีเทน รวมถึงก๊าซไนโตรเจนซัลไฟล์ออกมาซึ่งส่วนนี้จะมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงอีกด้วย และผลกระทบนี้ก็ส่งผลเป็นลูกโซ่ในลักษณะเป็นวงกลมนั่นก็คือปริมาณสัตว์น้ำและพืชน้ำที่ลดลง ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจของประชากรที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง


 

ช่วงหน้าแล้งและประเทศจีนไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อน ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงลดลงจนเห็นสันดอนทรายผุดขึ้นกลางแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ที่อาศัยแม่น้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่ ที่กิน และการเดินทาง


จากที่กล่าวมาจะพบว่าสายน้ำและตะกอนจากแม่น้ำโขงมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่มีชีวิตในอนุภาคลุ่มน้ำโขง ตะกอนที่ไหลไปตามแม่น้ำซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งมาจากประเทศจีนก็มีความสำคัญเช่นกันเพื่อปกป้องสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจากการบุกรุกของน้ำเค็มจากทะเล แต่ตะกอนส่วนใหญ่ตอนนี้เขื่อนกั้น ทำให้ปริมาณของตะกอนจาก 60 ตันในปี 2546 ลดลงเหลือ 10 ตันในปี 2552 เมื่อทำการตรวจวัดที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายจะพบว่าตะกอนร้อยละ 96  ถูกปิดกั้นจากเขื่อนในพื้นที่ประเทศจีน ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือความสมบูรณ์ของแร่ธาตุในตะกอนจะลดลงซึ่งมีผลต่อการเกษตร โดยคิดเป็นมูลค่าถึง 4000 ล้านบาท
 

 
สายน้ำและตะกอนนี้มีส่วนสำคัญต่อการผลิตข้าวในประเทศปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนาม ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้เป็นที่ผลิตข้าวของประเทศดังกล่าวถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ปริมาณน้ำและอัตราการไหลของน้ำจากแม่น้ำโขงยังช่วยให้พื้นที่ลุ่มนี้ต่อต้านการรุกของน้ำเค็มจากทะเล การสร้างเขื่อนทำให้อัตราการไหลของสายน้ำและตะกอนในแม่น้ำโขงลดลงเนื่องจากไม่สามารถต้านน้ำเค็มจากทะเลที่รุกเข้ามาในพื้นที่ผลิตได้ ซึ่งมีผลต่อปริมาณการผลิตเกิดความเสียหาย ซึ่งการผลิตข้าวของไทยและเวียดนามสองของผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกก็ได้ลดลงอย่างรวดเร็วในปี 2562 และ 2563
 

 
เขื่อนกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศลาว

 
ด้วยนโยบายแบตเตอรี่แห่งเอเชีย (Battery of Asia) ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ชาติของประเทศลาวที่ต้องการให้ลาวมีรายได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับเพื่อนบ้านเป็นหลัก และยังสามารถใช้ประโยชน์จากไฟฟ้านี้ในประเทศของตนเองอีกด้วย จึงทำให้ปัจจุบันทางการลาวได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำถึง 60 แห่งในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง และอีกสองแห่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก (mainstream) นอกจากนี้รัฐบาลลาวกำลังวางแผนที่จะสร้างเขื่อนอีก 6 แห่งกั้นแม่น้ำโขง (mainstream) ซึ่งก็ได้สร้างสำเร็จแล้วถึง 2 เขื่อนก็คือ เขื่อน  ไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง และยังมีอีก 4 เขื่อนที่กำลังอยู่ในขั้นตอนวางแผนการก่อสร้าง ถึงแม้ว่าจะมีการยื่นเจรจาร้องเรียนจากประเทศไทยและประเทศเวียดนามเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเขื่อนทั้ง 4 แห่งแล้วก็ตาม
 
 
ในอดีตนั้นทางการลาวได้มีแผนการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกคือเขื่อนไซยะบุรี แผนงานดังกล่าวได้สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ปลายน้ำ ซึ่งก่อนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่มีมูลค่าถึง 140 พันล้านบาทนั้น ในปี 2554 ทางการลาวได้ให้สัญญาไว้กับประเทศเพื่อนบ้าน อันได้แก่ประเทศไทย ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม ภายใต้องค์กรคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ว่าด้วยการร่วมมือการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืนแล้วก็ตาม แต่ในปีถัดมาทางการลาวก็ได้ตกลงกับหน่วยงานของทางการไทยและเริ่มการก่อสร้างเขื่อนนี้ ถึงแม้จะมีการคัดค้านจากเวียดนามก็ตาม ในขณะที่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ของทางการลาวคือเขื่อนดอนสะโฮงใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชาก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกัน ที่ทางการลาวได้ตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำการศึกษาผลกระทบก่อนเริ่มการก่อสร้าง แต่เพียงแค่สองเดือนต่อมาทางการลาวก็ได้ประกาศว่าจะเริ่มการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว เหตุการณ์นี้ทั้งประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนามได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้เสร็จเสียก่อน แต่ทางการลาวก็ผลักดันให้มีการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ
 
 
ในส่วนของเขื่อนปากเบ็งที่อยู่ใกล้กับจังหวัดเชียงรายของประเทศไทยที่ทางการลาวได้มีแผนงานก่อสร้างไว้แล้ว และทางการไทยก็ได้มีแผนที่จะซื้อไฟฟ้าจากแหล่งนี้ของลาวอยู่แล้ว ก็ได้ถูกภาคประชาสังคมของประเทศไทยต่อต้านอย่างรุนแรงในเรื่องผลกระทบของเขื่อนต่อการอพยพย้ายถิ่นของปลา กระแสน้ำในแม่น้ำโขง และตะกอนที่ปลายน้ำ ทางการไทยจึงได้ตัดสินใจเลื่อนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากแหล่งนี้ โดยให้เหตุผลว่าได้ประเมินความต้องการไฟฟ้าของประเทศสูงเกินไป

 
การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของทางการลาวทั้งหมดนี้บางส่วนต้องใช้เงินกู้จากต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เงินกู้ในรูปแบบลงทุนร่วมกันซึ่งผู้ที่ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของการสร้างเขื่อนนี้ก็คือหน่วยงานของประเทศจีน ซึ่งภาระผูกพันเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ของทางการลาวในปี 2562 มีมูลค่าถึง 680 พันล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาระที่ยากลำบากของทางการลาวที่จะต้องใช้หนี้เงินกู้เหล่านี้


จากเดิมที่ทางการลาวได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคือ EDL แต่ในปี 2563 ทางการลาวได้จัดตั้งบริษัทใหม่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านและการสร้างเขื่อนขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัท EDL-T และได้โอนหุ้นถึงร้อยละ 90 ให้เป็นของหน่วยงาน China Southern Power Grid Co. Ltd. ของประเทศจีน ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือการขายกิจการเพื่อใช้หนี้ให้ประเทศจีนนั่นเอง อย่างไรก็ตามการใช้หนี้นี้ก็ยังไม่ครอบคลุมมูลค่าหนี้ทั้งหมด ดังนั้นทางการลาวจึงต้องหาเงินใช้หนี้ก้อนนี้ต่อไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คล้ายกับว่า ประเทศลาวได้ให้ประเทศจีนใช้พื้นที่ในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าฟรี ๆ โดยที่ทางการลาวไม่ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ ถึงจะได้ก็น้อยมากเมื่อการผลิตไฟฟ้าไปอยู่ในมือของต่างชาติ ซึ่งแผนงานของอีก 3 โครงการที่เหลือก็เสี่ยงที่ประเทศลาวจะติดกับดักโดยการเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น
 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อโตนเลสาบ


โตนเลสาบเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่สำคัญของภูมิภาคอุษาคเนย์ (Mainland) ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขง (Mainstream) เมื่อพิจารณาถึงการไหลของสายน้ำของแม่น้ำโขงจะพบว่า ในฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะเอ่อเข้ามากักเก็บไว้ที่โตนเลสาบ (แก้มลิง) พอถึงฤดูแล้งน้ำในโตนเลสาบก็จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระดับน้ำในโตนเลสาบนี้จะลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 ในฤดูนี้ วัฏจักรเช่นนี้ทำให้โตนเลสาบเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีระบบนิเวศที่ความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจต่อประชากรของกัมพูชาที่ใช้ประโยชน์จากทะเลสาบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้านและการเกษตร วัฏจักรที่กล่าวมานี้มีบทบาทสำคัญในการอพยพและการวางไข่ของปลา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ได้รับผล กระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตระดับน้ำในแม่น้ำโขงครั้งล่าสุดที่เกิดจากการกักเก็บน้ำในเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศจีน จากรายงานของกรมประมงประเทศกัมพูชาพบว่าจำนวนปลาที่จับได้ลดลงมากกว่าร้อยละ 80


เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่างโดยความร่วมมือระหว่างทางการกัมพูชาและทางการจีนที่ถือหุ้นใหญ่นี้ จะยิ่งเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งเขื่อนนี้จะไปปิดกั้นการอพยพย้ายถิ่นของปลาระหว่างลุ่มน้ำ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของลุ่มน้ำสาขาคือ      เซซานและเซรย์ปกอ่อนแอลง จากผลการศึกษาของ U.S. National Academy of Sciences ในปี 2555 พบว่าในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงคือ เซซาน และเซรย์ปก มีปลามากกว่า 900 สายพันธุ์ และมีถึง 100 สายพันธุ์ที่จะได้รับผลกระทบกับเขื่อนดังกล่าว

         
เหตุการณ์ แม่น้ำโขง ความขัดแย้งและความมั่นคงของประเทศไทย


ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนใด ๆ อีกเนื่องจากพลังประชาสังคมที่เข้มแข็งดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องความมั่นคงของพลังงานของประเทศไทยจึงเน้นไปที่พลังงานทางเลือกและการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากประเทศลาวเป็นหลัก ในอดีตนั้นประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแก่ประเทศลาวหลายโครงการ แต่หลังจากเขื่อนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของลาวได้เกิดถล่มและเสียหาย ประเทศไทยจึงเริ่มที่จะถอนการสนับสนุนดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการเลื่อนการลงนามข้อตกลงเพื่อซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวจากการวางแผนสร้างเขื่อนปากเบ็ง เนื่องจากทางการไทยได้รับรู้ถึงความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่ประเมินความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่สูงเกินความเป็นจริง และเนื่องจากต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ที่ลดลงนั่นเอง


ในปี 2555 หลังจากเหตุการณ์ที่พ่อค้ายาเสพติดชาวพม่าสังหารลูกเรือจีน 13 รายแล้วโยนความผิดให้ทหารไทย โดยที่เกิดเหตุอยู่ในแม่น้ำโขงเขตอำเภอเชียงแสน ทำให้ทางการจีนได้ส่งเรือตำรวจติดอาวุธล่องมาตามแม่น้ำโขงผ่านประเทศพม่าและประเทศลาวเดือนละครั้ง เรือเหล่านี้บางครั้งได้เข้ามายังพื้นที่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ไทยผลักดันออกไปด้วยความกังวลที่ว่าสิ่งนี้จะทำให้ทางการจีนขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของตนเข้ามาที่ภูมิภาค


ในอดีตนั้นรัฐบาลจีนได้ขอที่จะส่งเรือบรรทุกสินค้าขนานใหญ่มีระวางบรรทุกถึง 500 ตันล่องมาจากแม่น้ำโขงจากจีนถึงประเทศลาวที่หลวงพระบาง และประเทศไทยที่อำเภอเชียงแสน แต่เนื่องจากจะต้องมีการระเบิดหินและขุดลอกแม่น้ำ สิ่งนี้ได้ถูกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและภาคประชาคมคัดค้านอย่างรุนแรงเนื่องจากกิจกรรมนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไทยก็ได้ระงับโครงการดังกล่าวในปี 2560

         
ความอุดมสมบูรณ์ของปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม


สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนามซึ่งมีประชากรประมาณ 22 ล้านคนอาศัยอยู่ ในอดีตเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากสายน้ำนี้ได้พัดพาตะกอนจากต้นทางนั่นก็คือบริเวณเทือกเขาหิมาลัยและสะสมแร่ธาตุระหว่างผ่านประเทศต่าง ๆ มาสะสมที่บริเวณนี้ สิ่งนี้จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวได้ 3 ครั้งต่อปี ซึ่งทำให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ อย่างไรก็ตามปากแม่น้ำโขงอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและเสี่ยงต่อการบุกรุกของน้ำเค็มซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เปราะบางมากในด้านการรับผลกระทบที่เกิดจากน้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามา เมื่อเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขง (Mainstream) ทางด้านบนได้กั้นสายน้ำเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณน้ำและตะกอนที่จะเข้าไปเสริมที่ปากแม่น้ำนี้มีปริมาณที่ลดลง นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากความหลากหลายทางชีวภาพก็ได้ลดลงไป


ในปีพ.ศ. 2563 ปริมาณตะกอนและน้ำจากแม่น้ำโขงที่ไหลลงสู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามมีเพียงหนึ่งในสามของตะกอนทั้งหมดเมื่อเทียบกับปี 2550 นอกจากนี้การที่เขื่อนยังขัดขวางการอพยพย้ายถิ่นของปลาทำให้รายได้การประมงลดลงสูงถึง 904 พันล้านบาท

 
สรุป


จากการที่ลักษณะทางกายภาพ วิถีชีวิต ขนบ (คะลำ) ระบบนิเวศ (นิเวศน้ำและนิเวศป่าบุ่งป่าทาม) การทำมาหากิน ความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศวิทยาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจถูกคุกคามจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้งสายตรงและลุ่มน้ำสาขา เพื่อที่จะให้สายน้ำเหล่านี้ยังสามารถเอื้อประโยชน์แก่ประชากรที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างได้นั้น ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะแบ่งปันทรัพยากรเหล่านั้นไปสู่แหล่งต่าง ๆ ในภูมิภาคโดยเริ่มต้นจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้ช่วยมั่นใจได้ว่าเขื่อนในแม่น้ำโขงนั้นจะไม่เป็นจุดกำเนิดของความขัดแย้งที่รุนแรงด้านความมั่นคงของรัฐเหมือนกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ อย่างเช่นทะเลจีนใต้


ในส่วนของทางการจีนจะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ในเขื่อน และปล่อยน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งน้ำนี้จำเป็นสำหรับการทำการเกษตร และยังช่วยรักษาโตนเลสาบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนอกจากนี้ยังสามารถช่วยไม่ให้ปากแม่น้ำโขงถูกรุกด้วยน้ำเค็มอีกด้วย อีกทั้งทุกเขื่อนจะต้องออกแบบเพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำสามารถอพยพย้ายถิ่นได้เพื่อรักษาสภาพของความหลากหลายทางชีวภาพของสายน้ำนี้เอาไว้ นอกจากนี้ประชาคมระหว่างประเทศอันได้แก่ GMS จะต้องหาคิดหาวิธีสร้างพลังงานไฟฟ้าโดยไม่จำเป็นจะต้องสร้างเขื่อนอย่างเช่นพลังงานทางเลือกต่าง ๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรืออื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้งานแทนได้
 
 
บรรณานุกรม
 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2549). ลุ่มน้ำโขง : วิกฤติ การพัฒนาและทางออก. กรุงเทพฯ. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.


นารีรัตน์ ปริสุทธิวุฒิพร, Scott L., และ อุศนา นาศรีเคน. (2560) ลุ่มน้ำโขง: พื้นที่แห่งการช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์. เอกสารการประชุมวิชาการ “มหาวิทยาลัยมหาสารคามวิจัย ครั้งที่ 13”. (42-51). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน. (2547). เขื่อนนวัตกรรมแห่งปัญญา. เครือข่ายเขื่อน. (บก). กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์เดือนตุลา.



อริศรา เหล็กคำ. (2560). กฎหมายระหว่างประเทศกับการใช้ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศ: ศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง. วรสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่.


Brian Eyler. (2019). Last Days of the Mighty Mekong. London :  Zed Books.


EarthRights International. (2009 : December). Mekong River Dams National Laws to Address Environmental and Human Rights Issues, and Obstacles to Enforcement. Mekong Legal Advocacy Institute (MLAI). Chiang Mai.


Eric Baran. (2010). Mekong Fisheries and Mainstream Dams. International Center for Environmental Management. Vietnam. 


Murray Hiebert. (2021). Upstream Dams Threaten the Economy and the Security of the Mekong Region. in Perspective. 1-7. Number 34. Singapore.



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2568 9:24:51 น.
Counter : 440 Pageviews.

0 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณhaiku, คุณnewyorknurse

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

จับซา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้


All Blog