คนริมเล ผู้เฝ้าแผ่นดิน

เรื่องโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร และ วรรณวณัช สุดจินดา

ภาพโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร


ถ้าพูดถึงการสูญเสียแผ่นดินของประเทศไทย คนส่วนใหญ่ก็มักจะมองถึง การบุกรุก ยึดครองหรือข้อพิพาททางชายแดนระหว่างประเทศเท่านั้น แต่จะมีสักกี่คนที่ได้รับรู้ถึงการสูญเสียดินแดนหรือแผ่นดินตามแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งนั่นรวมถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ในบทความนี้ผู้เขียนได้นำเสนอการสูญเสียดินแดนรวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งแตกต่างกันถึง 2 พื้นที่

สองหมู่บ้านในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบนระหว่าง หมู่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นชุมชนชายฝั่งที่มีวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญา ที่สะสมและสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถึงแม้ว่าทั้งสองหมู่บ้านนี้จะมีวิถีชีวิตที่คล้ายกันแต่สภาพทางภูมิศาสตร์ชายฝั่งกลับแตกต่างกัน ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชนแตกต่างกันด้วย แต่ก็ยังมีปัญหาหนึ่งที่เหมือนกันก็คือการที่แผ่นดินถูกกัดเซาะจากคลื่นน้ำทะเล ซึ่งดูเหมือนว่าที่บ้านขุนสมุทราจีนจะรุนแรงกว่า

ถึงแม้ว่าระดับของปัญหาจะแตกต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ชาวบ้านมีความรักและหวงแหนทรัพยากร ธรรมชาติ ในบ้านเกิด จึงได้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนของชุมชนเพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผืนแผ่นดิน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีวิธีแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยวิธีแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่นั้นก็มีความเหมือนกันในหลักการคือ จะต้องลดการกัดเซาะของคลื่นและเพิ่มตะกอนดินเลนเพื่อปลูกป่าชายเลน เพราะป่าชายเลนเท่านั้นจะช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะอย่างยั่งยืนได้  
 



ผู้ใหญ่หมูกำลังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ที่ก่อตั้งขึ้น
 

โคกขาม

ผู้ใหญ่หมูเล่าให้ทีมงานฟังว่าก่อนที่จะคิดตั้งศูนย์เรียนรู้นี้ สัตว์น้ำทะเลจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ตามธรรมชาติมีเยอะมาก ชาวบ้านจับมาได้มากมาย แต่ระยะหลังสัตว์จำพวกนี้ลดน้อยลงไปมาก จึงเกิดความสงสัยว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร จึงเริ่มต้นศึกษาจากตำราต่างๆ สำรวจพื้นที่และจัดทำข้อมูล ก็พบว่าสาเหตุที่สัตว์น้ำพวกนี้ลดน้อยลงหรือหายไปจากพื้นที่ก็เพราะเกิดจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง เนื่องจากการใช้ทรัพยากรแบบแข่งขันกันใช้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ หรือป่าชายเลน “เมื่อปี 2525 รัฐบาลส่งเสริมการส่องออกกุ้งกุลาดำทำให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงกุ้งกันเยอะ ในยุคนั้นมีการทำลายป่าชายเลนกันในทุกพื้นที่ที่จะสามารถทำบ่อกุ้งได้ซึ่งรัฐก็สนับสนุน แต่รัฐไม่ได้มองกลับมาว่าธรรมชาติ มันต้องหายไป รัฐมองเห็นอย่างเดียวคือ GDP ตัวเลขที่ส่งออก” นี่คือสาเหตุเริ่มต้นของการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติและแผ่นดินชายฝั่งทะเลของพื้นที่นี้





ภาพการปลูกป่าจะสังเกตุเห็นตะกอนเลนที่สะสมตัวอยู่หลังไม้ไผ่
 


ต้นโกงกางที่ยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองจะใช้ไม้ไผ่ปักเป็นเสาค้ำยัน


ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร จากสาเหตุดังกล่าวเราเลยคิดว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรมันจะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานเรา เราคุยกับพวกน้องๆ ที่ทำงานด้วยกันก็มีคำถามกลับมาว่า พวกเราทำกัน 2-3 คนมันจะไหวเหรอ เราก็บอกว่าอย่างน้อยพวกเราหาสาเหตุก่อนว่ามันเกิดจากอะไร เวลาไปพูดคุยหรืออธิบายคำตอบ จะได้พูดถูก จึงได้เริ่มศึกษาทำงานกัน ความเป็นจริงทรัพยากรมันฟื้นได้ เพียงแต่ต้องมองธรรมชาติให้ออกเท่านั้นเอง ก็อยากจะบอกว่าใครคิดจะฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ ถ้าไม่ฟื้นป่าชายเลนแล้วจะมีสัตว์น้ำที่ไหนมาหลบภัย เป็นแหล่งอาหาร มันต้องทำควบคู่กันไป ก็เลยคิดว่าจะตั้งศูนย์ที่นี่เมื่อเวลาทำงานก็จะเก็บประสบการณ์มาถ่ายทอด อย่างใครที่มาปลูกป่าก็จะถ่ายทอดความรู้นี้ให้ไป ศูนย์ที่นี่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 สร้างขึ้นโดยฝีมือของพวกเราเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณของราชการเลย ที่ดิน 5 ไร่ของศูนย์ก็ได้มาจากการบริจาคของพ่อ เป็นการบริจาคให้อบจ. เพื่อเป็นที่ตั้งของศูนย์  อาคารสมัยก่อนก็ไปขอบริจาคบ้านไม้ของชาวบ้านที่เขาขายที่ แล้วก็มีคนนู้น คนนี้บริจาคเงินมั่ง ก็รวมเป็นก้อนแล้วค่อยขยาย เพราะฉะนั้นที่นี่เราอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค 

แนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น


มีหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญหรือสนับสนุนหรือไม่ : ก็มีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่เข้ามาร่วมงานกับเรา ช่วงเริ่มต้นศูนย์เราทำกันเองเราไม่มีกฏหมาย เรามีแต่กฏเกณฑ์ ดังนั้นเป็นการยากมากที่จะทำให้กลุ่มชาวบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายสภาพแวดล้อมในการจับสัตว์น้ำเข้าใจ เราก็เลยทำเรื่องไปขอเจ้าหน้าที่กรมฯ มาตั้งหน่วยเฉพาะกิจคุ้มครองพื้นที่ตรงนี้ จากชายฝั่งออกไป 5 กิโลเมตรห้ามใช้เครื่องมือประมงเข้ามาจับสัตว์น้ำ แต่ก็ให้ชาวบ้านสามารถจับสัตว์น้ำได้ด้วยมือ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 สมุทรสาคร หรือหน่วยเฉพาะกิจนี้ได้ทำงานร่วมกับเรา ทำงานตามแผนงานที่เราคุยกัน ชาวบ้านก็ร่วมมือด้วย มีการอบรมอาสาสมัคร มันเป็นการร่วมมือระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่เข้ามาทำงานเขาก็ภูมิใจว่าตัวเขาไม่ได้ทำลายอย่างเดียวแล้ว แต่เขายังมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องปักไม้ไผ่ ไม้ไผ่ที่ปักลงไปเวลาน้ำขึ้นมันจะมีตะไคร่น้ำขึ้นมาเกาะ แล้วปลากระบอกก็ขึ้นมากินตะไคร่เยอะมาก แล้วพอน้ำเริ่มจะลง ปลากระบอกก็จะออกไป ทำให้มีปลาโลมาเข้ามาตามแนวไม้ไผ่เพื่อกินปลากระบอก ตอนนี้จังหวัดก็เข้ามาสนับสนุนโดยให้เครดิตว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ผมว่ามันดูง่าย แต่ได้ผล เป้าหมายของเราอยากได้ป่ากลับคืนมาเท่านั้น



การปักไม้ไผ่ที่เว้นทางออกสู่ทะเลให้กับชาวบ้านสำหรับทำมาหากิน


พื้นที่คุ้มครองจากชายฝั่งออกไป 5 กิโลเมตรถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นหรือระยะยาว : พื้นที่ที่คุ้มครองถ้าคิดเป็นตารางกิโลเมตรก็ประมาณ 10.45 ตารางกิโลเมตร การแก้ไขปัญหาตรงนี้มันจะเป็นการสร้างจิตสำนึกในระยะยาวได้ เพียงแต่เบื้องต้นเราต้องอดทนต่อเสียงด่าจากชาวบ้านที่ไม่เข้าใจก่อน ด่าออกวิทยุก็มี ว่าทำไมเมื่อก่อนฉันเคยเข้ามาใช้อวนรุนตรงนี้ได้ เคยเข้ามาใช้อวนลากตรงนี้ได้ พวกเราก็บอกว่าไม่เป็นไรสักวันเขาจะเข้าใจ ต่อมาเมื่อทรัพยากรเริ่มฟื้นฟู ซึ่งเขาก็ได้เห็นแล้ว ลูกหอยแครงเกิดเต็มพื้นที่ เมื่อปี 2552 ชาวบ้านเก็บหอยได้ทั้งปี เมื่อเทียบกับก่อนทำโครงการนี่ชาวบ้านหาหอยแครงทั้งวันได้เงินไม่เกิน 200 บาท แต่ตอนนี้แค่ 2-3 ชั่วโมงก็ได้ถึง 700-800 บาท มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หาดโคลนสมบูรณ์สูงสุดครอบครัวหนึ่งได้ถึง 3,500-4,000 บาท ถ้าคุณหยุดการทำลายในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งตรงนี้ใช้เวลา 2 ปี ธรรมชาติมันก็จะฟื้นฟูได้ด้วยตัวของมันเอง คือต้องเข้าใจว่าเครื่องมือประมงมันถูกขับด้วยใบพัด ใบพัดนี้มันจะไปปั่นหน้าเลนทำให้เกิดแก๊สกระจายไปทั่ว สัตว์น้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะมีแก๊สอยู่หน้าเลน สัตว์น้ำก็ไม่ฝังตัว ไปฝังตัวที่อื่น เราต้องหยุดเครื่องมือพวกนี้ให้หมด ชาวบ้านก็เข้าใจและเห็นด้วยกับเรามากขึ้น ตอนนี้เราก็เริ่มทำกระชังปูในลำคลอง แล้วบอกชาวบ้านว่าถ้ามีปูไข่นอกกระดองก็ให้เอามาใส่ไว้ในกระชัง นี่ก็ได้หลายแม่ปูแล้ว อย่าลืมนะปูไข่นอกกระดองมันก็เหมือนแม่อุ้มลูกขึ้นมาพอเขาปล่อยลูกออกไปแล้วขยายพันธุ์ให้พวกคุณจับกันในคลองนี่ สภาพในคลองนี่ก็ดีขึ้น ปูเริ่มมีมากขึ้น ส่วนแม่ปู เราก็บอกชาวบ้านว่าอย่าเอาไปขายเลยให้เขามีอิสระรอด บุญคุณที่เขาอุ้มท้องลูกปูมา ให้เอาไปปล่อยห่างจากชายฝั่งในเขตพื้นที่หวงห้าม คือตัวปูเองนี่ถ้าอยู่ในคลอง มันก็จะไปติดโพงพาง แต่ละคลองโพงพางเยอะมาก ถ้าหลุดจากโพงพางก็เจออวนลอย อวนลุน โอกาสรอดยากมาก นั่นคือ 2 แนวทางที่เรามองเห็นว่าทุกอย่างมันสามารถที่จะฟื้นทรัพยากรขึ้นมาได้ เพียงแต่เราต้องหยุดก่อน หยุดแล้วก็ค่อยๆ ใช้ อย่างโคกขามนี่ ปีหนึ่งจับได้ 3 หอย หน้าแล้งเก็บหอยแครง หน้าหนาวเก็บหอยแมงภู่ หน้าฝนไปเก็บหอยดิน แค่ 3 หอยนี่ก็มีรายได้แล้ว อันนี้ชาวบ้านเข้าใจ ซึ่งกว่าจะเข้าใจได้ก็ใช้เวลา 3-4 ปี
 

ภาพหลังไม้ไผ่ชะลอคลื่น จะเห็นว่าต้นโกงกางเหล่านี้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว


มีชาวบ้านจากถิ่นอื่นเข้ามาเก็บสัตว์น้ำบริเวณนี้บ้างไหม ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ทั้งหมด เพราะสัตว์พวกนี้มันเป็นทรัพยากรของชาติ แต่ถ้าคุณจะมาในพื้นที่นี้คุณต้องทำตามกติกาของเรา เพราะกว่าเราจะฟื้นมาได้มันใช้เวลา ชาวบ้านที่นี่เก็บสัตว์น้ำด้วยมือ คุณก็ต้องเก็บด้วยมือเช่นเดียวกัน เขาถีบกระดานเก็บหอย คุณก็ต้องถีบกระดานเก็บหอย ไม่ใช่ชาวบ้านถีบกระดาน กลางคืนคุณเอาคราดลาก มันก็ไม่ได้ ถ้าถามว่าหวงมั้ย ก็ไม่ได้หวง เพียงแต่ว่าอยากจะทำให้เห็นว่ามันฟื้นได้นะ มนุษย์เคยทำลายและมันก็สามารถฟื้นด้วยมือมนุษย์ได้ เพียงแต่ว่าขอให้เราเข้าใจธรรมชาติ เมื่อก่อนตรงนี้ปลูกป่าไม่ได้เลย เราก็หาวิธีลดแรงคลื่นเพื่อจะขยับป่าออกไป ตอนนี้ก็ถือว่าสำเร็จ

สมัยก่อนระยะเขตป่าชายเลนจะอยู่แถวไหน : ห่างจากชายฝั่งตรงนี้ประมาณกิโลเศษๆ

แสดงว่าป่าและพื้นดินหายไป ใช่ คือช่วงหนึ่ง การเดินทางของตะกอนเลนถูกปิดกั้นด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อสิริกิติ์ ตะกอนไม่ลงมาสะสมที่ชายฝั่ง อันนี้เราเอาข้อมูลของนักวิชาการเขามา คือตะกอนมันไม่เดินทางเข้ามาเสริมเพิ่มเติม เมื่อคลื่นลมมามันก็เริ่มการกัดเซาะ ประกอบกับช่วงที่เขาทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เขาทำประตูปิดกันน้ำที่บ่อกุ้งก็ตัดทำลายป่าออกไป เพื่อให้ดึงน้ำทะเลเข้ามาในบ่อกุ้ง ช่วงที่เปิดน้ำเข้าทำให้ตะกอนจากชายฝั่งเข้ามาด้วย พอบ่อกุ้งตื้นเขินเขาก็ขายหน้าดินตะกอนในบ่อกุ้งนั้น ขุดแล้วขายเพื่อให้บ่อกุ้งลึก มันก็เหมือนกับขุดตะกอนจากชายฝั่งไปถมที่อื่น ตะกอนก็เดินผิดที่ผิดทาง แผ่นดินมันก็ร่นเข้ามา มันก็คือเหตุผลที่ว่า เราทำงานบนความโลภของมนุษย์ แล้วก็ห้ามเขาไม่ได้ เพราะว่าในที่ดินของเขามีเอกสารสิทธิ์ เขาจะทำอย่างไรก็ได้ แต่เราอยากจะติงให้ฟังว่าวันหนึ่งถ้าป่ามันขาดหรือชายฝั่งมันขาด น้ำทะเลมันจะเข้าไปถึงถนน คุณจะหนีไปหนึ่งกิโลเมตร ชายฝั่งมันก็จะถูกรุกไปหนึ่งกิโลเมตร นั่นคือเรื่องที่จะเป็นอันตรายในอนาคต ก็อย่างที่ผมพูดนั่นแหละ เราทำงานบนความโลภของมนุษย์ ฉะนั้นคนที่หากินชายฝั่งหรือเรียกว่าชุมชนชายฝั่ง เขาจะเข้าใจถึงทรัพยากรและเข้าใจการทำงานของเรา เวลาเราพูดเขาจะฟัง แต่ผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งก็คือผู้ที่มีที่อยู่อาศัยที่ชายฝั่งทำอาชีพเพาะเลี้ยง พวกนี้จะไม่ค่อยฟังเรา เพราะเขาไม่เดือดร้อนจากฐานทรัพยากรที่เสียหาย แต่พวกชุมชนชายฝั่งเขาเดือดร้อนจากฐานทรัพยากร ถ้าทรัพยากรไม่มีแล้วเขาอยู่ไม่ได้ เราก็ใช้กุศโลบายนี้คุยกับเขาว่าอย่าลืมนะ ณ.ปัจจุบันนี้ บรรดาลูกๆ ที่ส่งไปเรียน ก็ไม่ได้จบปริญญากันทุกคน บางคนก็กลับมาอยู่ที่บ้าน ฉะนั้นต้องหันมามองฐานทรัพยากรที่จะเป็นเครื่องเลี้ยงชีพเขาในอนาคต ถ้าทุกคนช่วยกันทรัพยากรก็ฟื้น ถ้าทุกคนใช้อย่างเดียวมันก็หมด ธรรมชาติไม่สามารถที่จะเติมเต็มขึ้นมาได้ทัน

การใช้ไม้ไผ่แก้ปัญหาการกัดเซาะ เกิดจากความคิดของใคร คือเริ่มแรก เราศึกษาปัญหาการกัดเซาะ เราต้องศึกษาด้วยว่าน้ำเป็นสสาร เราต้องศึกษาธรรมชาติตัวนี้ให้เข้าใจก่อน เวลาน้ำอยู่นิ่งๆ น้ำจะไม่เกิดพลังงาน แต่เมื่อขยับตัวมันจะเกิดพลังงาน เมื่อพลังงานเกิดมันจะไม่สูญหายและมันจะมีจุดจบว่าพลังงานจะไปจบที่ไหน ในทะเลมันก็จะต้องจบที่ชายฝั่ง พลังงานที่เดินทางไกลๆ เราต้องออกไปตั้งรับก่อน ชะลอก่อนที่จะเข้าหาชายฝั่ง การชลอน้ำจะสามารถดักตะกอนที่มากับน้ำได้ ไม้ไผ่เป็นรูปทรงกระบอก เวลาน้ำวิ่งเข้ามามันก็จะถูกถ่ายทอดพลังงานไปสองข้าง เมื่อเราปักลำที่ 2 ลำที่ 3 ให้พอเหมาะกับระดับพลังงานของกระแสน้ำ จากลำแรกมันก็จะถ่ายไปลำที่ 2-3 คิดง่ายๆ จากแรง 100 มันก็จะเหลือข้างละ 50 จาก 50 มันก็จะเหลือข้างละ 25 ระหว่าง 25 เมื่อมันแตกออกมันก็วิ่งมาปะทะกันเองอยู่ในกลุ่มไม้ไผ่ แรงก็สลายลง นี่คือแนวคิด เดิมเลยเราใช้ท่อ PVC ทดลอง แต่ท่อ PVC ทำงานยาก แพงและโดนขโมย ก็ได้มีโอกาสไปที่จังหวัดปราจีนบุรี ไปเจอเขาตัดไผ่ทิ้ง เขาบอกว่าถ้าไม่ตัดหน่อไม้จะไม่โต ทีนี้ก็เลยสนใจว่ามันเป็นวัสดุเหลือใช้ก็เลยคิดว่าถ้าทำโครงการไปซื้อไม้ไผ่เขา ชาวบ้านทางนู้นก็ได้สตางค์ เมื่อเอามาปักที่นี่ก็จ้างแรงงานในท้องถิ่นชาวบ้านที่นี่ก็ได้สตางค์ มันเป็นโครงการที่น่าสนใจก็เลยเริ่มทดลอง เอามาปักหลายๆ รูปแบบ จนท้ายที่สุดเราได้รูปแบบที่หยุดคลื่นได้ อย่างปีที่แล้วเราไปช่วยทำโครงการที่ หมู่ 6 บางหญ้าแพรก เดือนพฤษภาคม พอถึงเดือนสิงหาคม สามารถปลูกป่าได้เลย เพราะตะกอนมันสะสมตัวเร็วมาก ขออย่างเดียวหลังไม้ไผ่อย่าให้กระแสน้ำมันกระเพื่อม เอาตะกอนเลนออกไป

เจออุปสรรค์อะไรบ้าง อุปสรรค์หลายอย่าง แต่ก็ลุกขึ้นมาได้ ก็ได้น้องๆ ที่ทำงานด้วยกันให้กำลังใจ ปีแรกเลยคือปี 2550 เราก็ไปของบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้มาจำนวนหนึ่ง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการมันเป็นกำแพงยาวๆ สลายพลังงานไม่ได้ดีเท่าที่ควร ถามว่ามันหยุดได้มั้ย มันก็หยุดได้ระดับหนึ่ง เพียงแค่ให้พลังงานสะดุดแล้วมันก็เคลื่อนตัวต่อไป และถึงแม้จะหยุดได้ก็ได้แค่ตรงนั้น แต่ข้างๆ ก็จะถูกกัดเซาะแหว่งต่อไป ซึ่งจากการศึกษาตัวนี้ได้ข้อสรุปว่า วิธีที่จะต้านพลังงานไม่ใช่วิธีที่ถูก  ต้องให้มันสลายพลังงานด้วยตัวของมันเอง มันถึงจะเอาอยู่ เรามองว่าตัวไม้ไผ่ วัสดุธรรมชาติมันราคาถูกและย่อยสลายได้ และไผ่พวกนี้มีอายุใช้งาน 5-6 ปีก็พอดีกับต้นไม้พวกนี้โตขึ้นมาทดแทนได้ โครงการไม้ไผ่ชะลอคลื่นไม่ใช่โครงการถาวร เมื่อทำโครงการต้องนึกอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่ที่ได้ตะกอนเลนต้องรีบปลูกป่า เพราะป่าเท่านั้นที่จะยับยั้งคลื่นได้ มีเสียงสะท้อนว่าไม้ไผ่มันไม่ถาวร มันผุ เราก็บอกว่าเราไม่ต้องการความถาวร ในป่าไม่ต้องการอะไรที่ถาวร เราต้องการให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วจิตสำนึกที่ต้องการมากๆก็คือเมื่อไหร่คนชายฝั่งจะมีจิตสำนึกในการรักษาป่า มันเป็นกุศโลบายว่าถ้าคุณไม่ทำ คุณไม่ต่อสู้ คุณก็อยู่กับไม้ไผ่ต่อไป ถามว่าถ้าเราเดินเข้าป่าชายเลนไปเจอไม้ไผ่มันก็ยังเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเดินไปแล้วเจอเสาปูนมันก็ไม่ใช่ธรรมชาติ เมื่อปี 2549 ก็ได้เดินสายเสวนากับนักวิชาการโดยขอขึ้นแลกเปลี่ยนความคิด ก็ถูกสบประมาท เขาบอกว่าให้ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายได้แค่ 3 นาที คนตั้งคำถามก็ไม่ตั้งคำถามกับเรา จะถามแต่พวกอาจารย์ ตอนหลังก็เริ่มเก็บข้อมูล ทำแผนผังเอกสารนำเสนอ ว่าก่อนปักไม้ไผ่เป็นอย่างไร หลังปักไม้ไผ่เป็นอย่างไร เริ่มปลูกป่าอย่างไร พวกเขาก็ถึงบางอ้อกัน ก็เริ่มมีนักวิชาการเข้ามา การทำงานของเราตรงนี้ถึงแม้จะมีเอกสารข้อมูลแต่ขาดทางด้านวิชาการก็เลยขอให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเชิญนักวิชาการมาเก็บข้อมูลหลังไม้ไผ่ นักวิชาการที่มาก็คือท่านอาจารย์สมภพ รุ่งสุภา ซึ่งท่านก็เข้ามาเก็บแล้วบอกว่าตะกอนเพิ่มขึ้นเร็วมาก พอเรารู้ก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้มากกว่านี้ ก็เลยเริ่มออกแบบใหม่ เริ่มคิดพัฒนารูปแบบ การทำงาน เวลานำเสนอผลงานเราก็เอางานของอาจารย์มานำเสนอด้วย ให้เห็นว่าเราก็มีวิชาการเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงไม่เก็บข้อมูลเอง ผมก็บอกว่าถ้าเราทำงานแล้วมาเก็บข้อมูลตัวเราเองมันก็เหมือนกับยอตัวเอง มันต้องให้คนกลางมา หลังจากนั้นก็เป็นที่ยอมรับ

ผู้ใหญ่กำลังจะบอกว่าการปักไม้ไผ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า : ใช่ ตัวไม้ไผ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตัวจริงๆ คือต้องทำป่าเข้าไปหา เพราะตัวป่าจะเป็นตัวที่ซับคลื่นได้ดีเหมือนในอดีต ถ้าบอกว่าเอาเป็นเสาปูนที่อยู่ได้ 10-20 ปี ชาวบ้านจะไม่สนใจ จะคิดว่าอีก 10 ปีค่อยปลูกก็ได้ ผมบอกว่าไม้ไผ่อายุ 5-6 ปี ถ้าได้ตะกอนเลนต้องรีบยึดแผ่นดินคืนให้ได้ ต้องรีบปลูกป่า ทุกคนกลัวที่จะเป็นเหมือนอดีตก็คือที่ดินพัง ป่าหายไป เราทำโครงการให้แต่คุณต้องปลูกป่า รักษาป่า เพราะป่าเท่านั้น ที่จะรักษาคุณ

ก่อนที่จะปักไม้ไผ่ พื้นที่แถวนี้เป็นอย่างไร สภาพแย่มากไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล จนศูนย์ของเราเดินหน้าได้แล้วหน่วยงานราชการถึงจะเข้ามา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้ามาเป็นอันดับแรก สมัยนั้น ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี    ก็เข้ามาคุย ก็เลยบอกว่าอยากทำโครงการ แกก็บอกว่าเป็นทฤษฎีใหม่ มันไม่มีอยู่ในตำรา ผมบอกว่าพลังงานมันเปลี่ยนได้เลี้ยวได้ ยังไม่มีตำราไหนเขียนอย่างชัดเจน โครงการเดียวกันบางพื้นที่เหมาะสมแต่ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับอีกพื้นที่หนึ่ง

ถ้าป่าขึ้นแล้วโครงการระยะยาวคืออะไร ก็จะขยับป่าออกไปเพื่อให้สมดุลย์ เพิ่มตะกอนขึ้นมาให้ระนาบของฝั่งไม่เกิน 10 องศาซึ่งจะสามารถป้องกันแผ่นดินได้ อย่าลืมว่าชายฝั่งมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เราต้องดูตรงนี้ด้วย

เครือข่ายมาจากที่ใดกันบ้าง เรามีเครือข่ายอยู่ที่ สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ภายใต้เครือข่ายก้นอ่าวไทยตอนบน แล้วก็จะมีชลบุรีเข้ามาอีก อย่าลืมว่าชายฝั่งก็จะมีกลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่งเล็กๆ เหมือนอย่างที่นี่ แต่เขายังขาดจิ๊กซอเอามารวมกัน พอเราไปพูดไปคุย เขาก็จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเรา เราก่อตั้งมาได้ 2 ปี ค่อนข้างจะไปได้ดี เพราะว่าคนสนใจเข้ามาเยอะ แล้วก็เริ่มหันกลับมามองธรรมชาติมากขึ้น หันมาถอดบทเรียนจากหน้าบ้านของตัวเอง เวลาประชุมใหญ่เราก็ให้ถอดบทเรียน อดีตหน้าบ้านคุณมีอะไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร และเป้าหมายอนาคตคุณจะทำอย่างไร พอได้บทเรียนก็จะมีคำถามปลายเปิดว่า ป่ามันหายไปเพราะอะไร ในที่สุดมันก็จะได้คำตอบของปริศนาตัวนั้น ไม่ใช่ตอบว่าป่าหายเพราะคนตัดต้นไม้ มันต้องลงลึกกว่านั้น เขาจะต้องเข้าใจถึงทรัพยากรของเขาว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ฟื้นฟูอย่างไร โดยเฉพาะที่หมู่ 10 ต.บางแก้ว สมุทรสงคราม เราพบว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสำหรับที่จะขยายพันธุ์ปูแสม อย่าลืมว่าดั่งเดิมอ่าวไทยตอนบนปูแสม ปูดำเยอะชุกชุมมาก แต่เราจับด้วยความโลภ สมัยก่อนช่วงน้ำเกิด 7 วัน พอน้ำท่วมรู ปูก็ไต่ขึ้นมาบนต้นแสม เราก็จะไปจับตอนกลางคืนโดยใช้ตะเกียงส่องและมือจับ ส่วนวันอื่นๆ จะไม่จับ ปูก็จะได้พักผ่อน แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เขาใช้กระป๋องแบบกรงดักหนู เอาไว้วางไว้ปากรูปู ดักเก็บปูทั้งวันทั้งคืน จนแทบสูญพันธุ์ แล้วเรายังมีหน้าไปซื้อปูจากพม่ามาขาย แล้วบริษัทที่นำเข้ามารู้สึกว่าจะภูมิใจนักหนาว่าเป็นตัวแทนสั่งปูพม่าเข้ามา

อนาคตของพื้นที่นี้จะเป็นอย่างไร อนาคตเป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ที่เราเหนื่อยกันทุกวันนี้ก็เพียงเพื่อต้องการคืนธรรมชาติให้กับประเทศ คืนแผ่นดินที่หายไปให้กับประเทศ ครั้งหนึ่งมนุษย์ทำลายธรรมชาติ ตอนนี้พวกเรากำลังคืนธรรมชาติให้แก่แผ่นดิน ความจริงพื้นที่นี้อยากจะทำเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่เราต้องต่อสู้กับกลุ่มบางกลุ่ม ซึ่งเขาต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมนี้มันไม่ใช่ของชุมชน มันเป็นธุรกิจเฉพาะในกลุ่ม อย่างน้อยพื้นที่ชุ่มน้ำมันก็เป็นเครื่องมือป้องกันของเรา ก็คือในพื้นที่ตั้งแต่คลองพิทยาลงกรณ์มาจนถึงทะเลนี่ พื้นที่ตรงนี้ผ่านนาเกลือที่เป็นที่อาศัยของนกอพยพ   และชาวต่างชาติก็มาดูนกอพยพพวกนี้ แล้วก็มีวิถีชีวิตนาเกลือและชุมชนชายฝั่ง ถ้าเราทำตรงนี้ได้แล้วคุณจะเอาโครงการใดๆ เข้ามา ก็ต้องทำ EIA และ IEE ก่อน แต่จะพูดกันตรงๆ ว่าเมืองไทยมีบริษัทรับจ้างทำ EIA ให้ผ่าน ผมก็ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการ EIA หรอกเพราะตัวอย่างในพื้นที่หาดโคลนอื่นๆ เขาเอาไส้กรอกทรายมาเพื่อยับยั้งการกัดเซาะของคลื่น โครงการนั้นมีการทำ EIA แล้วบอกว่าไม่มีผลกระทบ แต่พอไส้กรอกทรายแตก ทรายเต็มบริเวณหาดโคลน ลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา อยู่ไม่ได้ คนก็หากินไม่ได้ในบริเวณนั้น ผมถึงบอกว่าทำ EIA ต้องศึกษาให้ครบทุกประเด้นรวมถึงวิถีชีวิตชุมชนนั่นด้วย

แรงบันดาลใจและปรัชญาการทำงานของผู้ใหญ่คืออะไร : แรงบันดาลใจที่จะทำตรงนี้ก็เกิดจากการท้าทายของบุคคลรอบข้าง บางคนก็หาว่าบ้า วันๆ ไม่ทำอะไรนั่งมองแต่ทะเล ช่วงนั้นเวลาน้ำขึ้นผมจะรีบเข้ามาดู พร้อมด้วยพกสมุดเล่มหนึ่ง จดการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งไปเรื่อยๆ มีน้องคนหนึ่งเห็นผมมานั่งบ่อยๆ ก็ทำแคร่ไม้ไผ่มาให้นั่ง ก็พูดเล่นๆ ว่าเราก็ได้แต่คิดเท่านั้น คิดจนแคร่พังก็ทำอะไรไม่ได้ คุณมานั่งดูธรรมชาติแล้วจะทำอย่างไรให้ธรรมชาติกลับคืน นั่นคือความท้าทาย จากตรงนี้ทำให้เรามีมานะว่าเราทำได้ ส่วนปรัชญาการทำงานนั้นก็คือว่าถ้าคิดแล้วต้องเริ่มต้นทำ อย่าคิดแล้วพูด เพราะพูดแล้วมันจะไม่ได้ลงมือปฏิบัติ

สุดท้ายอยากให้ผู้ใหญ่ฝากข้อคิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ : สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ มนุษย์ใช้ธรรมชาติมากเกินไป ตอนนี้เรารู้แล้วความผิดพลาดในอดีตมันจะเป็นอย่างไร เราต้องช่วยกันฟื้นฟู ชุมชนชายฝั่งทั่วประเทศต้องร่วมมือกัน มองวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ ประเทศไทยมีนักพูดเยอะ แต่ไม่มีนักปฏิบัติ อยากให้มีนักปฏิบัติมากๆ คิดแล้วปฏิบัติโดยนำบทเรียนมาศึกษาว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร มันจะดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีต้องเปลี่ยนรูปแบบ อย่าลืมว่าสิ่งที่ถูกทำลายไป คุณอยู่กับชายฝั่ง ทรัพยากร ถ้าคุณไม่ทำคุณจะให้ใครมาช่วย คุณต้องลงมือทำ ช่วยกันฟื้นทรัพยากร ฉะนั้นบทเรียนหนึ่งก็คือว่ามนุษย์ใช้ทรัพยากรได้ ทำลายทรัพยากรได้ มนุษย์ก็สามารถสร้างทรัพยากรได้ ฟื้นฟูทรัพยากรได้ ถ้าทรัพยากรฟื้น คุณจะต้องระมัดระวังการใช้ทรัพยากร คำว่าอนุรักษ์ที่นี่ไม่ใช่ว่าไม่ใช้เลย เราใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าให้เหมาะสมกับวัยของทรัพยากรนั้นๆ ถ้าคุณเก็บหมด ตัวเล็กตัวน้อย พรุ่งนี้คุณก็ไม่มีอะไรจะกิน ถ้าคุณเลือกแต่ตัวใหญ่ วันพรุ่งนี้ก็มีตัวใหญ่ที่เข้ามาแทนที่ให้คุณจับอีก ทรัพยากรก็จะอยู่คู่กับคุณตลอดไป 


ขุนสมุทรจีน

ในขณะที่การแก้ปัญหาของชาวชุมชนหมู่ 3 ตำบลโคกขามกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ทางด้านชาวชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนก็เกิดความหวังที่จะหยุดการกัดเซาะชายฝั่งได้เช่นกัน ด้วยงานวิจัยของนักวิชาการที่ทำต้นแบบของเขื่อนสลายกำลังคลื่นที่มีชื่อว่าบ้านขุนสมุทรจีน 49A2



ผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร กำลังเล่าให้เราฟังถึงปัญหาและวิธีการการแก้ปัญหาของชุมชน


ในอดีตบริเวณนี้มีแผ่นดินเต็มไปหมด ปัจจุบันทะเลรุกเข้ามาหลายกิโลเมตร ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หมู่ 8 หายไปจากแผนที่ในประเทศไทยแล้ว” ผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลแหลมฟ้าผ่าได้บอกกับทีมงานของเรา
 

  

ภาพเปรียบเทียบชายฝั่งระหว่างปี 2517 กับปี 2552


ในอดีตชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนเป็นชุมชนชายฝั่งที่หากินกับทะเล พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำ ทุกคนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีที่ทำกินเป็นของตนเอง มีเพียงที่ปลูกบ้าน ที่อยู่อาศัยก็เพียงพอแล้ว “ผู้คนที่นี่มีแต่ที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ทำกิน ซึ่งก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะแค่ออกไปหาหอย หาปู ก็พออยู่พอกินซึ่งถือว่าพอเพียงแล้ว ได้วันละ 200-300 บาท วันไหนได้น้อย 50-60 บาทก็ไม่ขาดทุนเพราะเราไม่มีต้นทุน ไม่ได้ใช้เครื่องมือที่ต้องใช้น้ำมัน พูดง่ายๆ คือใช้มือประมงพื้นบ้านในการเก็บสัตว์น้ำนั่นเอง” ผู้ใหญ่สมร บอกกับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ปัญหาใหญ่สุดที่ชาวบ้านและผู้ใหญ่สมรต้องเผิชญอยู่ก็คือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้นทุกทีเนื่องจากภูมิศาสตร์องศาระนาบของพื้นทะเลที่นี่อยู่ในเกณฑ์ที่ชันมาก 

เมื่อถามว่าปัญหาการกัดเซาะได้เริ่มขึ้นเมื่อใด ผู้ใหญ่สมรบอกว่า เริ่มมาตั้งแต่อดีตแล้วมันเป็นภัยธรรมชาติ โดยดูได้จาก ลึกลงไปในทะเลประมาณ 2-3 เมตรก็มีการขุดพบชุมชนโบราญชุมชนหนึ่งซึ่งสิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า มีการกัดเซาะชายฝังหรือแผ่นดินมาตั้งแต่ครั้งโบราณเลยทีเดียว ยังมีภาพถ่ายในอดีตในสมัยที่ผู้ใหญ่สมร ยังสาวๆ นั้นจะพบว่าชายฝั่งทะเลอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตรกว่า หลังหมู่บ้านก็จะเป็นวัดขุนสมุทรจีน ซึ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณกิโลเมตรกว่าๆ  และจากหมู่บ้านนั้นก็ห่างจากชายฝั่งปัจจุบันอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ในปัจจุบันนี้วัดขุนสมุทรจีนได้ถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นเกาะไปแล้ว จากเนื้อที่วัดเป็น 100 ไร่ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 5 -6 ไร่ เมื่อรวมระยะการกัดเซาะที่เปรียบเที่ยบพื้นที่จากอดีตที่มีหลักฐานภาพถ่ายก็พบว่าน้ำทะเลได้กัดเซาะเข้ามาเป็นระยะกว่า 5 กิโลเมตรแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่บอกว่าเคยมีการกัดเซาะมากกว่า 10 กิโลเมตรในอดีต “นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะ จะเห็นได้ว่าแนวเสาไฟฟ้าที่อยู่ไกล ๆ ในทะเลนั่น เมื่อก่อนปักบนดินนะ ตอนนี้แผ่นดินหายหมดแล้วเหลือแต่เสาไฟฟ้าซึ่งห่างจากตลิ่งตั้ง 2 กิโลเมตร” ผู้ใหญ่สมรได้เปรียบเทียบระยะการกัดเซาะให้เราฟัง



ทางเดินไปวัดขุนสมุทรจีนซึ่งชาวบ้านได้ช่วยกันทำทางเดินจากฝั่งเข้าไปหาวัด



ภาพด้านข้างของโบสถ์ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา

สาเหตุหลักของการกัดเซาะ ผู้ใหญ่สมรเล่าให้เราฟังว่า โดยหลักใหญ่แล้วเกิดจากธรรมชาติและภูมิศาสตร์ของชายฝั่งเอง  ส่วนที่มีผู้บอกว่าเกิดจากตัดไม้ทำลายป่าและทำบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่นั้นเป็นความจริงเพียงบางส่วน  อย่าลืมว่าการตัดไม้ในพื้นที่นั้นเป็นการใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่ได้สอนเราว่า เวลาตัดไม้ไปใช้ให้แบ่งป่าไม้ออกเป็นแปลงๆ อย่าตัดทีเดียวหมด เมื่อตัดแปลงที่หนึ่งแล้วให้ปลูกเสริมรอโต ในขณะที่เราตัดแปลงที่สองและที่สามได้อีก และเมื่อแปลงที่หนึ่งโตแล้ว เราก็หมุนเวียนมาตัดใหม่อีก และอีกอย่างหนึ่งก็คือป่าถูกทำลายโดยน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา ชาวบ้านถึงไปตัดไม้ที่มันล้มอยู่ ส่วนการทำนากุ้งนั้น อย่าลืมว่าเราไม่มีที่ทำกิน ดังนั้นการทำบ่อเลี้ยงกุ้งจึงเป็นของนายทุนซึ่งเราไม่สามารถไปยับยั้งได้ แต่ปัจจุบันนี้นากุ้งก็ไม่มีแล้วเนื่องจากพื้นที่ถูกกัดเซาะไปหมด
 



ซากอาคารและเสาไฟฟ้า สมัยก่อนพื้นที่นี้ยังเป็นแผ่นดิน


การแก้ปัญหาของพื้นที่นี้ในช่วงแรกๆ เป็นการนำหินไปถมบริเวณชายฝั่งเพื่อป้องกันการกัดเซาะ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการถมหินอยู่ จะเห็นได้จากวัดขุนสมุทรจีนที่มีกำแพงหินล้อมรอบ “พวกเราทอดผ้าป่า ทอดกฐินที่วัด ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ไปซื้อหินมาลงหมด เพราะเราต้องการรักษาพื้นที่วัดตรงนี้ไว้ ”  ผู้ใหญ่สมรพูดด้วยแววตาที่มีความวิตกกังวล ในช่วงเวลาต่อมาก็มีการใช้ไม้ไผ่ปัก แต่ว่าไม้ไผ่ไม่สามารถป้องกันแรงคลื่นได้ เนื่องจากคลื่นลมที่นี่แรงมาก  ปักไม้ไผ่ไว้แล้วก็หลุดไปตามกระแสน้ำ  อย่างไรก็ตาม ทางชุมชนได้ขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานราชการและเอกชนต่างๆ  ผลที่ได้กลับมาก็คือ บางหน่วยงานก็ไม่สนใจ  หน่วยงานที่สนใจก็ไม่ได้ทำตามความต้องการของชาวบ้าน  ยกตัวอย่างเช่น ใส้กรอกทราย ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เท่าที่ควร เวลาใส้กรอกทรายแตกจะทำให้ทรายในถุงไหลออกมาปนเปื้อนกับหาดโคลนทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป   ซึ่งรวมไปถึงเศษถุงที่ห่อหุ้มทรายจะกลายเป็นขยะในทะเลอีกด้วย  ตามความจริงแล้วสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ คือ เสาไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว เพื่อนำมาปักไว้เป็นเขื่อนชะลอคลื่นต่างหาก ซึ่งการปักเสาไฟนี้เป็นความคิดและภูมิปัญญาของชาวบ้านเอง และมันก็สามารถที่จะต้านทานคลื่นได้ แต่อย่างไรก็ตามได้มีนักวิชาการเข้ามาศึกษาวิจัย ได้ออกแบบเขื่อนสลายกำลังคลื่นที่มีชื่อว่า  “ขุนสมุทรจีน 49 A 2”  รูปแบบนี้ชาวบ้านได้ยอมรับถึงประสิทธิภาพโดยดูได้จาก ชั้นตะกอนหลังเขื่อนที่เพิ่มขึ้น และสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้เห็นเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียดายงบประมาณสำหรับ งานวิจัยนี้ได้หมดลงแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเริ่มดำเนินการเป็นระยะทางของเขื่อน แค่ 250 เมตรเท่านั้น แต่สภาพปัญหาในพื้นที่ยังไม่หมดไป เนื่องจากความยาวตามแนวชายฝั่งของบ้านขุนสมุทรจีน มีมากกว่า 2 กิโลเมตร ดังนั้นชาวชุมชนทั้งหลายเลยช่วยตัวเองด้วยการขอการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างๆ  ซึ่งชาวชุมชนก็ยังเฝ้ารองบประมาณนี้ด้วยจิตใจที่มุ่งหวังว่าจะสามารถหยุดการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งได้ในขณะเดียวกันก็เพิ่มแผ่นดินและป่าชายเลนให้กับประเทศ ชาติ



แนวเสาไฟฟ้าเก่าที่ชาวบ้านนำมาปักไว้เพื่อชะลอคลื่นตามภูมิปัญญาของชาวบ้าน


วิษณุ เข่งสมุทร ลูกชายของผู้ใหญ่สมร ผู้ผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยชุมชนท้องถิ่น บอกกับเราว่า “หลายคนมาทำงานวิจัยที่นี่แล้วก็เงียบไป  มีแต่ความคิดในอนาคต แต่เราอยู่กับพื้นที่ที่นี่  เรารอพวกนี้ไม่ได้ นักวิจัยบางท่านกล่าวว่า  ถ้าจะแก้ไขที่นี่ต้องอีกประมาณ 50ปี  แต่ผมว่าถ้ารออีก 50 ปี รับรองว่าบ้านขุนสมุทรจีนหายออกไปจากแผนที่ประเทศไทยแน่นอน” แนวคิดของคุณวิษณุก็คือแทนที่จะเสียงบวิจัยเพื่อขุนสมุทรจีน สู้เอางบตัวนี้มาทำเขื่อนสลายคลื่นดีกว่า แล้วทยอยปลูกป่าชายเลนที่หลังเขื่อน ซึ่งคุณวิษณุก็ได้ชี้ให้ดูพื้นที่หลังเขื่อนซึ่งมีตะกอนมาพักบริเวณนี้เต็มพื้นที่ ส่วนไม้ไผ่ที่มาปักยังใช้ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากพื้นที่นี้ต่างจากที่โคกขาม ซึ่งคลื่นลมแรงกว่ากันมาก คุณวิษณุให้ความเห็นว่า  “บางครั้งถ้าจะแก้ไขปัญหาในชุมชน ต้องให้ชุมชุนเข้ามาส่วนในการแก้ปัญหาด้วย  ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ส่ง บุคคลากรเข้ามาช่วย พร้อมกับ ทุนในการทำเขื่อนสลายกำลังคลื่น อีกทั้งโครงการของเรายังจะช่วยไม่ให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองบาดาล ดังคำนาย  เราขอแค่แผ่นดินบ้านขุนสมุทรจีนนี้เป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่ถูกผลพวงของภัยธรรมชาติ และการถูกกัดเซาะจากน้ำทะเล  แผ่นดินที่เหลือนี้ เราจะรักษาไว้ให้ชาติ และจะช่วยกันปลูกป่าเพื่อตอบโจทย์และเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในเวลานี้  เพื่อให้ลูกหลานของเราได้มีใช้กันต่อไป” คุณวิษณุกล่าวทิ้งท้าย
 






แนวเขื่อนสลายคลื่น “ขุนสมุทรจีน 49A2” จะสังเกตุเห็นเสาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งเรียงแถว 3 ชั้นสลับฟันปลา


 

แนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาของทั้งสองพื้นที่นี้ได้จากการเรียนรู้ธรรมชาติและทดลองปฏิบัติจริง ในแต่ละพื้นที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ชายฝั่งที่แตกต่างกันก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ปัญหานั้นคล้ายกัน ดังตัวอย่างของทั้งสองหมู่บ้านที่เป็นตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนา ในการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ ให้กลับสู่สมดุลของธรรมชาติ  ด้วยการนำวิธีการมีส่วนร่วมของชุมชน ภูมิปัญญาในท้องถิ่นที่ไม่สามารถหาได้จากในหนังสือหรือในชั้นเรียนแต่เกิดจากการลองผิดและลองถูก  การเรียนรู้จากธรรมชาติ จนเข้าใจถึงธรรมชาติ จนทำให้รู้ว่าต้องจัดการแก้ไข ปัญหาในธรรมชาติได้อย่างไร 
 



ชั้นดินตะกอนที่เพิ่มขึ้นหลังเขื่อนที่เหมาะสมที่จะปลูกป่าชายเลน


จากการเข้าไปสัมผัสกับพื้นที่ที่เกิดปัญหาทำให้เราเกิดความคิดที่ว่า กระบวนการและวิธีการแก้ไขต่างๆ นั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุทั้งสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หยุดที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายฝั่ง ปัญหาดังกล่าวก็ยังจะเกิดขึ้นโดยไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ควรที่จะตระหนักได้หรือยังว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยไม่พยายามที่จะไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จนเกินพอดีนั้นจะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
 

ขอขอบคุณ
วรพล ดวงล้อมจันทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลโคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ผู้ก่อตั้งศูนย์  เรียนรู้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาชัยฝั่งตะวันออก

ผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

วิษณุ เข่งสมุทร นักวิจัยชุมชนท้องถิ่น บ้านขุนสมุทรจีน




Create Date : 10 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2568 16:48:54 น.
Counter : 389 Pageviews.

0 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว

ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

จับซา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้


All Blog