หลังอพยพจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว12วัน
..

ประมาณ2-3ปีที่ผ่านมา ที่ฉันทำงานอย่างหนักโดยไม่ได้หยุดพัก นอกจากช่วงปีใหม่ประมาณ3-4วันเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันได้หยุดพักจริงๆ พักแบบที่ไม่ใช่วันหยุดไปเดินห้าง ช้อปปิ้ง เที่ยวทะเล หรือนอนอยู่บ้านไปวันๆ

เพราะการหยุดพักนั้น จะเรียกว่าพักได้ก็ต่อเมื่อ เรากลับมาอยู่บ้านจริงๆ


ย้อนกลับไปเมื่อ12วันก่อน มันเป็นวันศุกร์ที่น่าปวดหัว เมื่อฉันอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับงาน คน สถานที่ อารมณ์ และไหนจะข่าวน้ำท่วมจากอยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน ที่นับย้อนไปอีก 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้น ฉันยังไปเริงร่าถ่ายรูปเป็นปกติเกือบๆ 2 เดือนมาแล้วอยู่ที่อยุธยาอยู่เลย

จริงๆ วันเสาร์หลังจากนั้น เป็นวันทำงานด้วยซ้ำ แต่แล้วออฟฟิศก็เรียกประชุมหัวหน้า และประกาศว่า พรุ่งนี้ให้หยุดงานปิดออฟฟิศเพื่อให้พนักงานกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจกับภาวะน้ำท่วม

หลังออกจากที่ประชุม ฉันยังเดินมึนไปที่โต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทั้งที่ไม่รู้ว่าจะโทรหาใครดี กดไล่เบอร์ไปเรื่อยๆ ฉันไม่รู้จะทำอะไร จะไปที่ไหน จะกลับบ้านต่างจังหวัดดีไหม แล้วจะไปยังไง หมอชิตไปได้หรือเปล่า หรือต้องขึ้นเครื่อง แล้วจะไปยังไง อะไร...ยังไง... หลายคำถามประดังประเด

สุดท้ายก็มาหยุดนิ่งที่เบอร์ "พ่อ" ฉันนั่งมองชื่อนี้ในโทรศัพท์อยู่นาน แล้วก็กดโทรออกเบอร์นี้ในที่สุด เพราะว่า "พ่อ" มักจะเป็นผู้ให้คำตอบฉันได้ทุกเรื่อง และเป็นคำตอบที่ทำได้จริง เป็นรูปธรรม เพราะว่าพ่อปลอบฉันแบบนามธรรมไม่เป็นมาตั้งแต่เลี้ยงฉันจนโต

แล้วโทรศัพท์ก็ติด

ฉัน : พ่อ อยู่ไหน อยู่บ้านหรือเปล่า
พ่อ : อยู่เพชรบูรณ์
ฉัน : หนูอยากกลับบ้าน แต่ไม่รู้จะไปยังไง
พ่อ : (เงียบไปพักใหญ่) เก็บของ เดี๋ยวหาทางไปรับ

ฉันอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนรู้สึกเหมือนหัวใจพองโตและอยากจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้ร้องหรอก(จนถึงตอนนี้) ตั้งสติได้ เลยโทรไปหาน้องชาย ซึ่งตอนนี้อยู่ศาลายา และพบว่าน้องชายเพิ่งจะกระโดดขึ้นรถทหารคันสุดท้าย หลังจากที่พักพิงผู้ประสบภัยของมหาลัยมหิดล ศาลายา ปิดตัวลง ซึ่งยังไม่ทราบว่ารถคันนี้จะไปลงที่ไหน และตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่า หลังจากนี้แล้วจะทำอะไร ยังไง ต่อไป แลดูเคว้งคว้างไม่ต่างกันนัก

ฉันจึงบอกว่า หากลงรถได้ ให้หาทางไปสถานีรถไฟฟ้าหรือใต้ดินให้ได้ แล้วเดี๋ยวมาเจอกันที่สถานีปลายทาง เพราะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้านี้ ยังไงก็ไม่มีทางหลงกันแน่นอน

จากนั้น เมื่อเลิกงานแล้ว ฉันนั่งรถตู้สายไปจตุจักร ซึ่งจะผ่านวงเวียนบางเขน วัดพระศรีฯ แล้วไปจบที่แยกลาดพร้าว ก่อนจะปลายทางคือBTSหมอชิต

ผู้คนสองข้างทางยังใช้ชีวิตปกติ มีบางบ้านทำกระสอบทรายกั้นหน้าบ้าน มีบางจุดลักษณะเหมือนท่อแตกหรืออะไรสักอย่าง เพราะมีคนมุงและกำลังช่วยกันเอากระสอบทรายลงไปทับน้ำที่พุ่งออกมาจากจุดนั้น

ลูกค้าโทรหาเบอร์ส่วนตัวฉันตอนหกโมงกว่าพอดี แจ้งว่าอยากจะให้ส่งออกสินค้าที่เข้าคลังกรุงเทพฯไม่ได้ ไปเข้าคลังต่างจังหวัดแทน หลังคุยงานเสร็จฉันเลยถามว่าคิดจะอพยพไหม ลูกค้าจึงเปลี่ยนมาเป็นโหมดส่วนตัว แล้วเล่าเรื่องความดื้อรั้นของคุณป้าที่บ้านให้ฟัง กับพี่ชายทั้งสองคนที่อพยพไปแล้ว

ฉันลงรถ ขึ้นBTS ตามถนนคนยังปูผ้าขายของตามปกติ ทุกชีวิตดูปกติ
แต่ฉันรู้สึกใจคอหวิวๆ บอกไม่ถูก รู้สึกว่า ภาพแบบนี้ คงอีกนานกว่าจะได้เห็นอีกครั้ง

ยี่สิบนาทีผ่านไป ฉันเจอกับน้องชายที่สถานีปลายทางจริงๆ แม้ว่าอีกฝ่ายโทรศัพท์จะติดต่อไม่ได้

เราเข้าบ้านญาติแถวนั้น กินข้าว แลกเปลี่ยนสถานการณ์ ของคนฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ด้วยความตื่นเต้น

พ่อโทรมาประมาณทุ่มเศษ ว่าอยู่ คลองเจ็ด กำลังหาทางเข้ากรุงเทพฯอยู่ แต่แป้บเดียวเท่านั้น พ่อก็มาจอดที่หน้าบ้าน เราสองพี่น้องรีบขึ้นรถทันที

รถเราขับผ่าเข้ากลางเมือง ผ่านอนุเสาวรีย์ชัยฯ บรรยากาศเหงาแปลกๆ ยิ่งเมื่อเข้าซอย ที่เงียบ ร้าง รถก็ไม่ค่อยมี ไฟก็มืด มีเปิดไว้บางดวง เช่นหน้าตึกบางตึก และฝนก็ตกลงมาอีก

ฉันจำไม่ได้ว่าเราวิ่งบนถนนเส้นไหน แต่น่าจะขึ้นสะพานหรือทางด่วนอะไรสักอย่าง เราวิ่งฝ่าไปในความมืด สองข้างทางมีรถจอดเรียงราย และแน่นิ่ง

ไม่มีรถสวนมา และไม่มีรถเลนเดียวกัน กระทั่งเมื่อสุดทาง จึงได้พบเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่แจ้งว่า ข้างหน้าน้ำสูงราวเมตรกว่า และมีรถสิบล้อตายอยู่หลายคัน

ฉันเป็นคนที่กลัวน้ำมาก ขณะนั้น ภายนอกรถซึ่งเป็นรถคันสูงก็ตามที น้ำอยู่รอบตัวฉัน มันกระเพื่อมไหว เหมือนอยากจะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง

พ่อตัดสินใจให้คนขับรถหันหัวกลับ และไปต่อทางถนนเพชรเกษม

เมื่อพ้นน้ำ ฉันก็หลับๆ ตื่นๆ แต่รู้สึกว่ามันเป็นการเดินทางที่ยาวนานมากกว่าปกติ ประกอบกับภาวะจิตตกที่สะสมมาหลายอาทิตย์แล้ว เมื่อเหยียบพื้นดินที่บ้านตอนย่ำรุ่ง ฉันก็ตรงขึ้นห้องนอนที่เคยนอนตั้งแต่เด็กจนโต แล้วล้มตัวหลับไป


จากนั้นมา 12 วัน

ก็คือวันนี้ ที่ฉันอยู่ในชุดเสื้อยืดเชียงใหม่สีดำ(แม้จะไม่ได้อยู่เชียงใหม่)กับผ้าพื้นฝ้ายทอที่นุ่งเป็นผ้าถุงสีชมพู เสื้อผ้าที่เคยใส่ตอนเป็นวัยรุ่น แม่ซักและเก็บไว้อย่างดี เหมือนรอให้ฉันกลับมาใส่ได้ทุกเมื่อ

ผมยาวถึงสะโพกที่เคยเป็นสีดำสนิทจนน่ากลัว แม้ว่าตอนนี้จะถูกย้อมหลายครั้งจนเป็นสีน้ำตาลสว่าง แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้จัดแต่งทรง ปล่อยให้มันยาวละไล้ไปกับหลัง และหน้าเปลือยเปล่าที่ไม่ได้ทาแม้ครีมบำรุง แต่แปลกที่หน้าตากลับดูสว่างไสวมีชีวิตชีวากว่าตอนต้องใส่หน้ากากพวกรองพื้น บลัชออน ปัดมาสคาร่าหนาๆ เข้าสังคมเสียอีก

มองดูเล็บมือตัวเองที่ก่อนหน้านั้นทาสีของสกินฟู้ดสีเขียวที่เพิ่งออกใหม่ แต่หลังจากกลับมาได้ไม่กี่วันก็ล้างออก แล้วตัดเล็บจนสั้นเหมือนตอนเป็นเด็กน้อย

ฉันดูตัวเองในกระจก คล้ายๆ ตัวเองเมื่อหลายปีก่อน แม้บางอย่างจะเปลี่ยนไป
ฉันคิดถึงตัวเองในอดีต และรู้สึกเสียดายทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านพ้นไปแล้วจะจะไม่หวนกลับมา

ลมหายใจของที่นี่ สะอาด สูดเข้าไปได้ลึกๆ และรู้สึกสดชื่น
แดดที่นี่ไม่แรงจนแสบผิว แม้ว่าจะไม่ได้ทากันแดดเวลาไปข้างนอก
แม่น้ำที่นี่ มองลงไปจะเห็นเป็นสีเขียว อันเป็นธรรมชาติของแม่น้ำที่มีทรายอยู่เบื้องล่าง
ท้องฟ้าที่มองที่ไหนก็เหมือนกัน แต่ที่นี่ไม่มีตึกเกะกะ
ตอนกลางคืนก็ไม่มีไฟเยอะแยะ มองขึ้นไปก็เห็นดาวเล็กๆ เต็มไปหมด

และฉันกำลังพักผ่อนอย่างแท้จริง

ฉันได้อยู่บ้าน ได้ซักผ้า ได้ทำกับข้าว ได้เล่นกับหมา ได้รดน้ำต้นไม้ ได้เดินเล่นตอนเย็น ได้ดูคุณสรยุทธ์ทุกช่วงเวลาที่ออกอากาศ และที่สำคัญ ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งครอบครัว

มันเป็นเวลานานมาก จนพ่อที่เดินทางทั้งในและนอกประเทศตลอดเวลาเริ่มลืม แม่ที่ทำงานประจำคือการเลี้ยงลูกให้คนอื่นเริ่มล้า น้องชายที่เรียนอยู่ไกลบ้านและมีชีวิตแบบวัยรุ่นเริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ และฉันที่ออกจากบ้านมาด้วยความปีกกล้าขาแข็งก็บินออกไปเป็นนกขมิ้นไร้รัง

มันนานมาก จนเมื่อเรามารวมตัวกันอีกครั้ง นั่งรถในตำแหน่งเดิมที่เคยนั่ง นั่งกินข้าวเก้าอี้ของตัวเอง เราก็เหมือนจะมองเห็น พ่อที่พุงยื่นน้อยกว่านี้ แม่ที่ดูสาวกว่านี้ น้องชายที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กผิวขาวเหมือนตุ๊กตา และฉันที่หน้าตากระดำกระด่างและผอมเป็นไม้เสียบลูกชิ้น

มันนานมาก แต่ข้างใน ยังเหมือนเดิม
แปลก ที่ฉันไม่ร้องไห้

แต่คงไม่แปลก ที่เวลาพ่อแม่เฝ้าถามด้วยความเป็นห่วง ว่าโดดงานมานานขนาดนี้ เขาไม่ไล่ออกหรือไง(สงสัยกลัวต้องเอาลูกสาวกลับมาเลี้ยงอีกรอบ)

ฉันกลับรู้สึกว่า "ไล่ออกก็ดีสิ อยากอยู่บ้านกินๆ นอนๆ แบบนี้ดีจะตาย"

เบื่อ...พี่กรุงฯ ที่สับสนวุ่นวาย
เบื่อ...ชีวิตที่เริ่มแล้วหยุดไม่ได้
เบื่อ...ผู้คนที่ร้อยพ่อพันธุ์แม่
เบื่อ...หอก ดาบ ที่ทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง
เบื่อ...เจ้านายด่า กับ ลูกน้องที่น่าโดนด่า
เบื่อ...ลูกค้าบางคน
เบื่อ...โต๊ะทำงานรก เก็บไม่มีวันหมด
เบื่อ...เอกสารตัวเลข ดูมากๆ แล้วจะอ้วก
เบื่อ...ยอดขายที่ดิ่งลง
เบื่อ...การแต่งหน้าเวลาต้องไปเสนองาน
เบื่อ...รถติดแล้วไม่มีซีดีเพลงดีๆฟัง
เบื่อ...โทรศัพท์คอนโด ไม่เคยใช้แต่ก็ต้องจ่ายตังค์
เบื่อ...ป้ายรถเมล์ มันไกลกว่าจะไปถึงในตอนเช้า
เบื่อ...ท่อน้ำระเบียงชอบตัน

แต่เบื่อที่สุดในตอนนี้ คือ เบื่อ...คนเฮงซวย

มาอยู่บ้านเสียก็ดี อย่างน้อยพี่กรุงเจอน้ำล้อมรอบ ออกกรุงเทพกันไม่ได้ใช่ไหม ดีแล้ว จะได้อยู่สบายๆ แบบนี้ ไม่มีคนมารบกวน(ยกเว้นเจ้านายที่โทรมาสั่งงานกับลูกน้องที่ต้องส่งงานมาให้ตรวจ)

ไม่อยากคุยกับใครทั้งสิ้น อยากปิดเครื่อง แล้วเอนหลังกับเปลยวน นอนใต้ต้นมะม่วง ฟังพี่สรยุทธ์คนเดียวพอ

น้ำจะท่วมอีกนานไหม จะไปจากชีวิตพี่กรุงเร็วๆ นี้ไหม
เพราะถ้าน้องน้ำจากไป เราก็คงต้องรีบกลับเข้าไปซับน้ำตาพี่กรุง

แต่ว่า...อยากให้เจ้านายไล่ออกจัง


ปล.ถึงเจ้านาย หนูแค่บ่นเพราะอารมณ์พาไป อย่าไล่หนูออกจริงๆ นะ เดี๋ยวท่านจะขาดพนักงานที่ชอบหาเรื่องมากวนประสาท ไม่มีหนูแล้วเหงานะจะบอกให้






Create Date : 09 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 10:11:36 น.
Counter : 207 Pageviews.

5 comment

charidarus
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



"รวบรวมทุกเรื่องในชีวิต ที่อาจจะได้กลับมาเป็นประโยชน์กับตัวเองและเผื่อคนอื่นที่เซิร์ทจากที่ไหนๆมาก็ตามแล้วได้พบเจอ ไอเดียได้มาจากการที่เป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรไปไหนไม่ถูกทำอะไรไม่เป็น ก็ใช้วิธีถามอากู๋แล้วไล่้ดูตามลิ๊งมาตลอด ผสมกับใจกล้าหน้าด้าน+ฟลุ๊ค เลยรอดๆผ่านๆมาได้ เลยอยากเก็บไว้เื่ผื่อได้เกิดประโยชน์กับคนอื่นบ้าง"