A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 
Facebook Effect ปรากฎการณ์เปลี่ยนโลก

ถ้าวันหนึ่งผู้เขียนได้รับโอกาสได้นั่งคุยกับ "มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก"
แห่งFacebook รู้ไหมว่า ผมตั้งใจจะทักว่าอย่างไร?

"เฮ!ซัก นายสร้างเว็บเฟซบุ๊ค ที่มีคนสมัครเป็นพันล้านกว่าคนได้อย่างไร?
มันยอดมากจริงๆ"

"อ้อเหรอ....นายเรียกเรามาร์คดีกว่า ไม่แสลงหูดี สมัครเฟซบุ๊คแล้วใช่ไหม
ถ้าชอบก็อย่าลืมกดlikeละ"

เสียงตอบพอให้ส่งๆไปพอให้พ้นสวะ แต่สายตาเขายังจ้องอยู่หน้าคอมฯ
พร้อมกับการแก้รหัสโค้ดชุดใหม่ เพื่อรองรับต่อการขยายเซิร์ฟเวอร์
ที่ทุกวันนี้อัตราของผู้ใช้ที่ครอบคลุมทุกมุมโลกได้ขยายฐานมากขึ้นเรื่อยๆ





"นายทำให้คนของประเทศไอ เป็นโรคอับเดทสเตตัสมาเนียกันระวิง
นายมีทางที่จะแก้ปัญหานี้บ้างไหม"

มาร์คมันคงจะหันหน้ามามองผู้เขียน แต่หาได้ตระหนักปัญหานี้
กับการออกแบบโฆษณาอย่างไร ไม่ให้กระทบความรู้สึกของผู้ใช้
สุดท้ายก็อดที่จะไม่แสดงความไม่รับผิดชอบเหมือนครั้งที่นิวฟิดส์
ละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จนมีคนโอดในอีเมลล์
แต่หาได้ทำให้คนเปลี่ยนใจยกเลิกมัน

"อย่างนี้นายยิ่งต้องควรจะปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ของนายให้ดีนะ ว่าแต่!
ผู้ใหญ่ที่ว่า เขาได้สมาชิกเฟซบุ๊ครึยังละ?"




นี้เป็นจินตนาการถามเอง-ตอบเอง ระหว่างนายมาร์คกับผู้เขียน
หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ The facebook Effect
(เฟซบุ๊คปรากฎการณ์เปลี่ยนโลก) ที่เขียนโดย เดวิด เคิร์กแพทริก บก.อาวุโส
สายอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีของนิตยสารฟอร์จูน
อีกทั้งเป็นสมาชิกสภาวิเทศสัมพันธ์ และวิทยากรในตามสื่อวิทยุ
โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตมากมาย
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแอปเปิล ไอบีเอ็ม ไมโครซอฟต์ อินเทล
พี่แกเขียนมาเสียใจหมดแล้วทั้งสิ้น
เฟซบุ๊ค ....... จึงเป็นหัวข้อล่าสุด ที่พี่เคิร์กบุกฝ่าผ่าดงสัมภาษณ์ยังสนามจริง
ไม่เพียงแต่ประธานจนท.ผู้บริหารจริงเท่านั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ทั่วไปต่าง
ก็ให้ความยินดีร่วมมือ แม้ว่าอาจจะมีนิ่งไปสักพัก แต่พวกเขาก็จะพยายาม
ไปถามพวกที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นๆ อย่างเป็นอิสระ ไม่มีใครคอยควบคุม
ไม่มีผู้บริหารท่านใดมีโอกาสได้อ่านก่อนที่จะตีพิมพ์






ก่อนหน้านี้ เคยมีหนังสือที่ทางค่ายมติชนแปล ที่ชื่อว่า Accidental Billionaire
ที่เขียนโดย เบน เมซริส เล่มนี้ แม้ผู้เขียนจะได้พลิกอ่านไปหลายรอบตลบ
ก่อนตัดสินใจไม่ซื้อให้เสียใจแบบคนไม่อยากจะประสบอุบัติเหตุเงินล้าน
ตามชื่อหนังสือ แม้จะมีการโปรยหัวไว้ว่า ได้ถูกนำไปสร้างเป็นหนัง Social Network
ที่เดวิด ฟิชเชอร์ ได้เคยกำกับ ก็พยายามพลิกแล้วพลิกอีก
แต่อ่านอย่างไรก็ไม่รู้สึกถึงความน่าสนใจ ถึงแม้ว่าตัวเองจะมีความเคลือบแคลงข้อมูลของหนัง
ว่าจะให้ภาพของมาร์ค ซักเกอร์เบิร์กที่ดูสุดโต่งจนเกินไป
คนอะไรทำเฟซบุ๊คแล้วไม่มีเพื่อนสักคน กล้าดีอย่างไรถึงหักหลังเพื่อน
พูดเก่งเป็นต่อยหอยอย่างงั้นเลยเหรอ เนิร์ดเสียจนปฏิบัติต่อเพื่อนต่างเพศแย่ขนาดนั้นเชียว?
ถ้าผมเป็นมาร์ค ผมคงบุกเข้ากองถ่ายชี้หน้าด่าคนเขียนบททำหนังเรื่องนี้
เพราะเป็นการฆาตกรรมผ่านฟิลม์ดิจิตอลชัดๆ แต่พอได้อ่านหนังสือfacebook effect
ถึงได้รู้ว่า ไอ้ข้อสงสัยที่กล่าวมาทั้งหมด
เออวะ......เป็นส่วนจริงทั้งน่านเลยแต่ในแง่เหตุการ์ณนะครับ
ผกก.มันเก่ง สามารถเล่าโดยเลือกบางส่วนมาทำให้สนุกสนานในส่วนของคดีฟ้องร้อง
ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็มีกล่าวถึง ผู้เป็นโจทก์แนวคิดตั้งต้นไม่ว่าจะเป็น
Eduardo Saverin,Dustin Moskovitz หรือChris Hughes
แต่ก็มีกล่าวเพียงสั้นๆ อันนี้ เอาเฉพาะในเรื่องเนือ้หานะครับ
แต่ในส่วนของ "มาร์ค" อันนี้ไปกันคนละทาง อ่านแล้ว น่าคบ พูดจาย้ำคิดย้ำทำ มุ่งมั่น
มีหลักการ สร้างปรัชญาส่วนตัว และมีภาวะผู้นำสูง แม้จะชอบสวมเสื้อยืด
กางเกงบาส หนีบแตะ และชอบจัดปาร์ตี้ที่สุดเหวี้ยงเรียกค่าเสียหายมากพอดู





ผมว่าหนังสือ facebook effect มันมีความเด็ดขาดกว่า Accidental Billionaire
หลายด้าน
แม้โดยรายละเอียดภาพรวมและการลำดับเหตุการณ์จะคล้ายคลึงกัน
แต่การถอดภาษา เล่มหลังจะถนัดในเรือ่งของบทสนทนาที่พรั่งพรู
แต่ในเฟซบุ๊คแอฟเฟคท์ ถนัดในการเล่นข้อมูล เล่าภาพในวงกว้าง
ให้รายละเอียดต่อฐานประวัติ ทั้งตัวบุคคล สถานที่ วัฒนธรรมองค์กร มากพอดู
แต่ไม่ถึงขั้นแบบสตีฟ จ๊อปส์โดยไอแซคสัน เพราะไอ้นั้น
ถึงขั้นคลุกฝุ่นไปหาบทความนิตยสารรีวิวเก่าบรมกึก ซึ่งต้องมีความขยันมากพอดู
เฟซบุ๊คแอฟเฟคท์ ไม่ถึงขั้นชำแหละความเป็น "เนื้อใน" ของมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก
เพียงแค่สะกิดจุดสัมผัสที่ใช้สัญชาติญาณรับรู้ และให้สถานการณ์วิกฤตอธิบายความเป็นตัวบุคคล
แน่นอนว่าหนังสือไปไกล (และละเอียด) กว่าในฉบับภาพยนตร์มาก
ทำให้รู้่ว่า "ลูกเล่น" และ "ออปชั่น" ที่ดูเรียบง่ายของเฟซบุ๊คเพจที่เราเห็นชาชิน
เอาเข้าจริงมันผ่านกระบวนถกเถียง ลองผิดลองถูก
และพัฒนาต่อยอดเว็บโซเชียลที่เคยล้มเหลวก่อนหน้าของชาวบ้าน
(จนเป็นเหตุให้ฟ้องร้อง ซึ่งส่วนใหญ่จบด้วยการยอมความด้วยมูลค่าหลายสิบหลายร้อยล้าน)





กอ่นหน้านี้ ผมได้อ่านสตีฟ จ๊อปส์ ของไอแซคสัน ที่เนชั่นจัดแปล
ผมเห็นกระบวนการ "เลือกคน" ทำงานทีแตกต่างกันพอสมควร
ระหว่างจ๊อบส์กับมาร์ค จ๊อบส์มักจะทุ่มเทไม่อั้น ที่จะเลือกคนเก่งเข้าทำงาน
โดยไม่สนใจว่าเขาจะเข้ากับแนวคิดของตนเองรึไม่
ขอเพียงแต่เก่งขั้นเทพจริงๆ และหว่านล้อมด้วยอำนาจความท้าทายใหม่
เพื่อให้เชื่อว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้เปลี่ยนแปลงโลก แต่กับมาร์คแล้ว
ขอให้คนๆนั้นเข้าใจความเป็นเฟซบุ๊คจริงๆ เก่งก็เรือ่งหนึ่ง
และคุณต้องปรับตัวเข้ากับความเป็นเด็กเจเนเรชั่นวายซึ่งเป็นพนักงานส่วนใหญ่
ซึ่งแน่นอนว่า ผู้กำหนดเกมและตลาดย่อมต้องเป็นมาร์คเสมอ
แม้เริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมอันพิลึกพิเรนเล็กๆ แต่เมื่อให้ผลสัมฤทธิ์อันเกินความพึงพอใจ
การปฏิบัติการขยายตัวของผู้ใช้อย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้น
โดยเริ่มจากกิจกรรมชุมชนออนไลน์ในมหาลัยฮาร์เวิร์ดที่ตนเรียน
สู่มหาลัยในเกรดระดับเดียวกัน จากนั้นไปสู๋มหาลัยทั่วประเทศ
ลงตลาดล่างวัยศึกษาของมัธยมปลาย ก่อนจะให้บุคคบทั่วไปได้ทดลองใช้
ซึ่งดูจะผิดหลักการเบือ้งต้นที่จะเน้นตลาดกลุ่มคนวัยเดียวกัน
และถ้าไม่ได้ด้วย "วิสัยทัศน์" ของมาร์คเอง ที่ต้องผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ
ไม่ว่าจะเป็น การหาผู้ลงทุนเพิ่ม การหาเซิร์ฟเวอร์รองรับระบบ การให้มีโฆษณา เรือ่งฟ้องร้อง
การให้ฌอน ปาร์คเกอร์ อดีตคนแนปสเตอร์มาดูแลเรือ่งตลาด การซื้อกิจการของเอ็มทีวี ยาฮู
การปะทะกับคู่แข่งที่ท้าชนโซเชียลมีเดีย ซึ่งถ้าไม่เจ๋งอย่างมีวิชั่นจริงๆแล้ว
ผมว่าราคาล่อใจ ๗๕ ล้านเหรียญ หลังจากตั้งเฟซบุ๊คไม่ถึงปี
แค่นี้ก็คงทำให้มาร์คเถไปตั้งแต่ปิดราคาแล้ว





สรุปสุดท้ายแล้ว ก่อนจะกด "Like" สำหรับหนังสือเล่มนี้
อย่างไงๆ ผมก็ไม่รู้ว่ามาร์คมันจะมีเพื่อนน้อยในชีวิตจริงที่ตรงไหน
เท่ากับว่าผู้ที่เคยชมฉบับภาพยนตร์ ถูกผู้กำกับสลับขาหลอกให้ภาพลักษณ์
ของมาร์กร้ายเกินความจริง แฟนเก่าที่เคยหนีหน้า สุดท้ายก็เห็นกลับมาคบหากันดั้งเดิม
ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเด็กเนิร์ดเข้าหาสังคมไม่เป็นอย่างใด ตรงกันข้ามลักษณะการแต่งตัว
โดยไม่ดูกาลและเทศะ เผลอๆเป็นกุศโลบายในการคัดเลือกผู้ร่วมทุน
เพื่อคัดสรรคนที่เข้าใจปรัชญาของเฟซบุ๊คมากกว่าหน้าฉากที่หรูหรา
เพราะอำนาจการต่อรองของเฟซบุ๊คมันมีมากกว่าผู้ร่วมทุนหรือผู้ที่คิดจะซื้อกิจการ
และมาร์คเขาแคร์หลักการมากกว่าผลกำไร ซึ่งตรงจุดนี้เป็นทีเข้าใจ
ได้ตอนที่อ่านสตีฟ จ๊อปส์ ก็กึ่งๆว่าเขาจะยึดหลักการแบบนี้เช่นกัน
แต่ทว่าพอจ๊อปส์ยกเลิกความเป็นไอซีอีโอ แล้วขอจำนวนสต๊อปออปชั่นมากกว่าที่คณะกรรมการให้
ก็รู้เลยว่าจ๊อปส์เขาสร้างสนามความจริงหลอกท่านนักอ่านอย่างเราๆเสียแล้ว





และจุดหนึ่งที่ทำให้ หนังสือประวัติความเป็นมาของเฟซบุ๊คโดดเด่นกว่าเล่มใดๆ
เพราะเคิร์กแพทริก เขาให้มองถึงส่วนขยายของปรากฎการณ์เฟซบุ๊ค
ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก โดยการสร้างชุมชมจำลองออนไลน์
อย่างที่เรามักจะได้ยินกันว่า

"เชื่อว่าล้านคน ...............แน่นอน" หรือ "ล้านกับอีกหนึ่งคน ไม่เอา.............."
ซึ่งขอบเขตของหัวข้อของคนเพียงหนึ่งคน ค่อยๆขยายแนวร่วมทบทวีเป็นหมื่นเป็นพัน
หลายกรณี เข้าไปเปลี่ยนการเมืองของโลก ทั้งปรากฎการณ์ในโลกอาหรับ
กลุ่มกบฎฟาร์ท ศิลปินหน้าใหม่ ปฏิวัติโฆษณาแนวใหม่ หรือแม้แต่การไม่เอาลูกเล่นใหม่ๆ
ของเฟซบุ๊คเอง หลายประเทศที่มีความอ่อนไหว จึงมอง"เฟซบุ๊ค"
เป็นเครือ่งมือบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





เมื่ออ่านจนจบถึงทำให้รู้ว่า ถ้าครั้งหนึ่งแนวร่วมคอมมิวนิสต์
เคยอาศัยการเคาะประตูตามหมู่บ้าน เพื่อมาอธิบายการกดขี่ของอำนาจรัฐส่วนกลาง
ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นสิบปีที่จะโค่นล้มลงไปได้ แต่เฟซบุ๊คใช้เวลาเพียงสัปดาห์
ผ่านคลิกปุ่มหัวแม่โป้ง เท่านี้ก็สะเทือนหัวแม่เท้าท่านผู้นำได้โดยไม่รู้ตัว
ผมว่าถ้าใครหลงกับการมีเฟซบุ๊คเป็นของตัวเอง น่าจะได้ลออ่านหนังสือเล่มนี้
เพราะมันจะทำให้ตัวคุณเอง หลงใหลกับเฟซบุ๊คในคุณูปาการ
ที่คุณเองยังมองไม่เห็นอีกเยอะ แล้วจะรู้ว่าการเล่นเฟซบุ๊คทุกวันนี้ของคุณ
คุณยังไม่ได้ดึงประสิทธิภาพในพลังแฝงของมันอีกนานัปประการ


Create Date : 24 มกราคม 2555
Last Update : 24 มกราคม 2555 11:38:03 น. 1 comments
Counter : 1468 Pageviews.

 
เล่มนี้เพิ่งเคยเห็น เขียนซะทำให้อยากยตังค์ซื้อมาอ่านสักเล่มเลย


โดย: กิ่งกระเด้ง IP: 27.55.12.23 วันที่: 23 เมษายน 2555 เวลา:20:11:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 28 คน [?]




 
 

  Chan Krit

Create Your Badge  
 
 
    ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉     ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.