Group Blog
 
All Blogs
 
สับสนในตัวเอง

หลายวันก่อนมีแพทย์หญิงคนนหนึ่งมาพบ เล่าให้ฟังว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความรักนิดหน่อย แต่ที่นิดหน่อยนี่ทำให้เศร้าและทุกข์มาก เพื่อนหมอด้วยกันแนะนำให้มาพบ เพราะปัญหาของเธอคงแก้ไม่ได้ด้วยยา

เธอบอกว่าตอนนี้เรียนเฉพาะทางอยู่ มีแฟนคนหนึ่งที่เรียนเฉพาะทางด้วยกัน แต่เพื่อนๆไม่มีใครชอบคนนี้เลย และบอกว่าเธอคิดผิดมากที่คบคนนี้เป็นแฟน เพื่อนๆถึงกับแอนตี้เธอทีเดียว

ผมบอกไปว่าคุณก็อายุไม่น้อยแล้ว จะคบใครเป็นแฟนใครก็เรื่องของเรา จะไปสนใจคนอื่นทำไม ใครจะคบหรือไม่คบเราเพราะเราเลือกว่าจะให้ใครเป็นแฟนก็ช่างมันเถอะ

เธอฟังอย่างนี้ก็ทำหน้าเหมือนกับว่า เออ...เธอคงผิดเองที่เล่าอย่างนี้ เธอเลยขออนุญาตเล่าต่อว่าแฟนของเธอคนอื่นๆทุกคนบอกว่าเป็นคนก้าวร้าว ไม่สนใจคนอื่น ใครๆก็ไม่ชอบ คนอื่นไม่มีใครชอบสักคนและแปลกใจว่าเธอไปชอบมันอยู่ได้ยังไง

อืม ฟังอย่างนี้ก็เริ่มแปลก ทีแรกผมฟังไม่เคลียร์เลยถามว่าแล้วนายคนนี้ทำอาชีพอะไร เธอบอกว่าก็เป็นหมอเหมือนกันนี่แหละ ผมฟังแล้วบอกว่า เออ..คนอื่นเขาอาจคิดว่าเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วจะมาเป็นแฟนเพื่อปอกลอกหมอ แต่นี่เป็นหมอด้วยกันก็ดูไม่เห็นเป็นไร บางทีคนที่เราชอบคนอื่นอาจไม่ชอบ และคนที่เราไม่ชอบคนอื่นอาจชอบ นี่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ฟังคุณพูดแล้วก็นึกไม่ออกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ถ้าเป็นอย่างนี้แปลว่าคุณสับสนในตัวเอง เลือกไม่ถูกหรือไม่ก็คงมีอะไรบังหูบังตา เอางี้ ช่วยผมตอบคำถามหน่อย คนนี้เขาดีต่อคุณหรือเปล่า เธอทำหน้าครุ่นคิด บอกว่าก็เฉยๆ แต่เขาเป็นคนที่มีวิธีพูด บุคลิก ลักษณะนิสัยที่ใครเจอแล้วไม่มีใครชอบ แต่สำหรับตัวเองรู้สึกเฉยๆ

เขาชอบด่าว่าตำหนิติเตียนคนอื่นหรือไง เธอบอกว่าประมาณนั้น แต่เวลาเธอโดนบ้างเธอรู้สึกเฉยๆ รู้สึกว่ารับได้ อืม ผมฟังแล้วยิ่งแปลก

อ้าว...ยังงี้ก็ดูไม่มีปัญหาสิ แต่คุณคิดว่ามีปัญหา ถ้าคุณเลือกแบบนี้อาจจะมีสาเหตุหนึ่ง คือคนนี้มันคงหล่อมาก เธอบอกว่าเปล่าเลย

ผมเดาว่าคุณไม่เข้าใจตัวเองมากกว่า คนที่มีปัญหาแบบนี้ต้องมี 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างแรกคือมั่นใจในตัวเองมาก ฉันจะรักคนนี้สักอย่างก็เรื่องของฉัน ยังงี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่อีกพวกคือขาดความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกไม่มีที่พึ่ง รู้สึกชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง พอมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตก็เลยเกาะติดเลย และไม่อยากสลัดไป กลัวว่าจะไม่เจอใครอีก

เธอพยักหน้ารับ ผมเลยแถลงต่อ คนที่เป็นอย่างนี้แปลว่าที่บ้านมีปัญหา เธอบอกว่าเปล่า ที่บ้านอบอุ่นดี ผมว่าอืม คุณขาดความมั่นใจในตัวเองหรือเปล่า เธอให้ผมลองยกตัวอย่าง ผมเลยยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่กำหนดชีวิตของเราตลอด เธอบอกไม่ใช่ เราต้องมีเพื่อนตลอดเวลา เธอบอกไม่ใช่

เอ...ถ้าเป็นยังงี้ตกลงปัญหาคุณอยู่ตรงไหน ผมเลยบอกว่ามีคนอีกแบบหนึ่ง เป็นพวกที่ต้องช่วยเหลือตัวเองแต่เล็ก ต้องคิดเองทุกอย่าง แก้ปัญหาเองทุกอย่าง ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีใครให้คำแนะนำ บางทีเหนื่อยบางทีท้ออยากหาใครสักคนคอยปลอบคอยให้กำลังใจก็ไม่มี คุณเป็นแบบนี้ใหม

เธอบอกว่าใช่เลย เธอคือคนที่ยกตัวอย่างมานี้ ผมเลยถามว่า แล้วคุณบอกว่าที่บ้านอบอุ่น คนที่ที่บ้านอบอุ่นไม่น่าจะเป็นแบบนี้หรอก เธอเลยบอกว่าบ้านอยู่ต่างจังหวัด ต้องมาเรียนกรุงเทพฯตั้งแต่เด็กๆ มาอยู่กับพี่น้องหลายคน แต่พี่น้องก็วัยไล่เรี่ยกันหมด และดูเหมือนตัวเองต้องเป็นที่พึ่งให้พี่น้อง ต้องคอยช่วยเหลือ คอยให้คำปรึกษา บางทีก็แอบร้องไห้คนเดียวก็มี อยากมีที่ปรึกษาอยากมีคนให้กำลังใจ แต่กลายเป็นต้องคอยให้กำลังใจคนอื่น เลยรู้สึกท้อๆ

เมื่อคุณเจอใครสักคนที่มาเติมเต็มในสิ่งที่คุณขาดได้ก็เลยคว้าไว้อย่างเต็มที่เลย ผมแปลกใจว่าทำไมคิดว่าผู้ชายคนนี้ถึงเติมเต็มในสิ่งที่คุณขาดได้ ถ้าเขาเป็นคนดีจริงคนอื่นคงไม่บอกคุณว่าเขาแย่ แต่คุณก็ยังมั่นใจว่าเขาดีกับคุณ คนกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาแบบเดียวกันนี้ก็คือคนที่สับสนในสังคม

เธออยู่ในบ้านหรือกับพี่น้องแล้วอาจพบแต่คนที่พูดตรงๆ ไม่มีใครเสแสร้งไม่มีใครสงวนท่าที ทุกคนจริงใจกัน แต่พอมาอยู่กับโลกภายนอก ทำชีวิตแบบนั้นบ้างอาจมีปัญหา และคุณไม่เจอใครที่มีลักษณะที่เติมเต็มคุณๆได้ พอมาเจอคนนี้เลยรู้สึกยึดติด ผมเลยสงสัยว่าเขาเติมเต็มอะไรให้แก่คุณ

เธอบอกว่าที่ผมพูดในตรงหมดเลย คือสิ่งที่เขาทำเช่นพูดติพูดว่า ในขณะที่คนอื่นบอกว่าก้าวร้าว เธอกลับรู้สึกว่าเป็นความห่วงใย ในขณะที่เขาแสดงอาการก้าวร้าวในความคิดของคนอื่น แต่สำหรับเธอคิดว่านี่เป็นลักษณะของผู้ใหญ่ของผู้นำ ท่าทีขึงขังเอาเรื่องของเขาทำให้เธอรู้สึกอบอ่นว่าได้รับการปกป้องจากผู้ใหญ่

ผมบอกว่าเมื่อเป็นยังงี้ก็ดีสิ แล้วคุณจะคิดมากทำไม เธออึ้งไป ผมเลยบอกว่า ที่เป็นยังงี้เพราะจริงๆแล้วคุณก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คุณกำลังสงสัยตัวเองว่า สัญญาณที่เขาแสดงออกมาและที่คุณตีความหมายไปนั้น มันคือสิ่งที่คุณเข้าใจผิดจากมนุษย์ปกติคนอื่นหรือเปล่า

ถ้าคุณตีความสิ่งที่คนอื่นปฏิบัติผิดจากมนุษย์ปกติคนอื่น ก็แปลว่าคุณไม่ปกติและคุณก็จะเข้าใจผิดสัญญาณที่ได้รับจากคนอื่นเสมอๆ เช่น บางคนหวังดีกับเราเราคิดว่าเขาจุ้นจ้าน บางคนไม่แคร์เราเลยเราคิดว่าเขาให้อิสระกับเรา อย่างนี้เราอาจจะต้องเป็นทุกข์และรุ้สึกว่าชีวิตมีปัญหาไปตลอด

เธอบอกว่านี่แหละใช่เลย ตรงนี้แหละที่เธอเห็นด้วยกับเพื่อนว่าควรมาปรึกษาผม เพื่อตรวจสอบตัวเองว่าตกลงปัญหาของเธออยู่ตรงไหน

ปัญหาของเธออยู่ที่เธอไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่ามันมีหลายระดับ การที่คนๆหนึ่งดูมาดมั่นมาก เรียนหนังสือก็เก่งเป็นถึงหมอ เป็นที่พึ่งของพี่น้อง ตัดสินใจสิ่งต่างๆได้ตลอด ไม่ได้แปลได้ทั้งหมดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเอง ผมเคยเจอออกบ่อย ประเภทสาวมั่น เดินก้าวอาดๆเข้ามา เล่าประวัติส่วนตัวให้ฟัง ฟังแล้วต้องอึ้งว่าเก่งจังเลย

แต่พอเล่าจบก็ต่อมน้ำตาแตก บอกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ท้อเหลือเกิน หมดความสุขกับชีวิตไปแล้ว ต้องฝืนยิ้มทั้งน้ำตา ภายนอกต้องทำให้คนคิดว่าเราดีเราเก่งเราแน่ แต่ลับหลังแล้วต้องไปแอบร้องไห้ด้วยตัวเอง อยากมีใครเป็นที่พึ่ง อยากมีจิตใจที่สงบอบอุ่น

สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาของเพศหญิงก็ได้ ที่อยากมีที่พึ่งทางใจ แต่เชื่อเถอะ ผู้ชายก็เป็น หรืออาจบอกว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดกับทุกคนแหละ จะมากจะน้อยเท่านั้นเอง

บางทีที่มีความทุกข์ก็รุ้สึกอยากมีใครอยู่ใกล้ๆ เวลามีปัญหาชีวิตก็อยากหาใครสักคนมาให้คำปรึกษา แน่นอน สำหรับคนที่มีจิตใจอ่อนแอ กับคนที่คิดว่าทำไมฉันต้องเจอปัญหานั้นปัญหานี้อยู่เรื่อย และที่หนักคือปัญหาฉันก็เยอะอยู่แล้วทำไมจะต้องมีใครต่อใครมาขอคำปรึกษาหรือมาขอความช่วยเหลืออยู่เรื่อย(และพบว่าฉันก็มักต้องช่วยเขาและกลบเกลือนตัวเองให้คนอื่นคิดว่าฉันเข้มแข็ง)

นี่ไง ที่คุณบอกเอง ว่าจากพ่อแม่มาแต่เด็กๆ ผมเดาได้เลยว่าในพี่น้องก็ไม่ค่อยคุยกันลึกซึ้ง เธอว่าใช่ เพื่อนก็เหมือนกัน คุณก็ไม่มีเพื่อนที่จะคุยได้ทุกเรื่องจริงไหม เธอบอกจริง เพื่อนเยอะ แต่รู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องของเราไม่อยากเล่าให้คนอื่นรู้ ผมว่านี่ก็มาจากการที่เราจากบ้านมาเจอคนแปลกหน้า อาจจะเร็วเกินไปสำหรับเรา เลยทำให้เกิดการประทับในจิตใต้สำนึก ทำให้เราไม่ค่อยไว้ใจใคร พอมีใครที่มีลักษณะแบบที่เรารู้สึกว่าใช่เลย เลยคิดว่านี่คือการเติมเต็ม พอคิดว่าเติมเต็มก็ไม่อยากให้หลุดไปนะสิ เพราะถ้าหลุดไปเมือ่ไหร่ก็จะรู้สึกขาด

นี่ไงล่ะ หัวใจคุณขาดแคลนยังไงล่ะ คุณรู้สึกขาด เมื่อไหร่ที่คุณสามารถพึ่งพาจิตใจของตัวเองได้โดยสมบูรณ์คุณก็จะรู้สึกเติมเต็ม พอเติมเต็มแล้วก็เริ่มมีจิตใจที่มั่นคง ความเป็นคนมีเหตุผลก็จะตามมา เมื่อเป็นคนมีเหตุมีผลทีนี้เราก็จะมองสิ่งต่างๆให้คะแนนกับทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงไหลและก็ไม่อคติกับสรรพสิ่งรอบตัว

เมื่อถึงตรงนั้นคุณก็จะตัดสินตัวเองได้ ว่าที่ผ่านมาที่คุณเลือกคบกันคนๆนี้ คุณถูกหรือผิด คุณเท่านั้นที่จะบอกตัวเองได้ ไม่ใช่คนอื่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีสถานะเหมือนตกอยู่ในท่อระบายน้ำ เราก็จะมองไม่เห็นว่าจะมีทางไหนที่จะพาเราไปพบแสงสว่างได้ เจออะไรก็ต้องเอามือไขว่คว้าไว้ก่อน

ผมจะทำให้คุณอยู่ในสถานะเหมือนโผล่ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ทำให้คุณมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว เมื่อนั้นคุณก็จะหาข้อมูลให้ตัวเองได้ว่าคุณควรจะทำอะไรต่อไป จะเลือกทางที่จะเดินไปอย่างถูกต้องด้วยตัวเอง

เธอเริ่มยิ้มออก ผมจึงบอกเธอว่า ยังงี้เราก็มาสะกดจิต เปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมของเรา ให้เรามีจิตใจมั่นคงและพึ่งพาตัวเองได้โดยสมบูรณ์



Create Date : 11 กันยายน 2550
Last Update : 11 กันยายน 2550 11:48:45 น. 4 comments
Counter : 520 Pageviews.

 
สะกดจิตเป้นยังไงค่ะ แล้วถ้าเราเป็นคนขี้โมโหจะหายใหมค่ะ อยากทำมั้ง


โดย: baan noi วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:13:24:18 น.  

 
มีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ในเว็บนี้นะครับ
www.thaihypno.com

การสะกดจิตสามารถเปลี่ยนนิสัยได้


โดย: thaihypn (thaihypn ) วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:16:14:04 น.  

 
ทำยังไงดีให้ใจเราสงบ


โดย: เดียร์ IP: 202.149.24.177 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:15:55 น.  

 
โอ้ยตรงยิ่งกว่าหมอดูอีกค่ะ ตรงไม่ไหวแล้ววว คุณหมอคะหนูอยากพบคุณหมอมากกกๆค่ะ ตรงหลายtopicมากกๆ ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติ T_______T


โดย: มี่ IP: 58.9.186.207 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:23:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

thaihypn
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add thaihypn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.