แฟนฉันแฟนคลับจ้า
Group Blog
 
All blogs
 

เตือน! ชายนอนแช่อาบน้ำร้อน ระวังเป็นหมัน



คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้

ศึกษาผู้ชายชาวอเมริกัน ที่มีลูกยากจำนวน 11 คน มานานถึง 3 ปี ได้พบว่า ชาย 5 คน ที่ได้ห้ามลงไปนอนแช่น้ำร้อน เป็นเวลานาน 2-3 เดือนไว้ ล้วนแต่มีปริมาณตัวเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่าตัว และผู้ที่ถูกห้ามการนอนแช่ในอ่างน้ำร้อน เป็นเวลานานระหว่าง 5-6 เดือน ต่างก็มีระดับตัวอสุจิเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า

เป็นที่ทราบกันว่า

ตัวเชื้ออสุจิ ชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็น และเป็นเหตุผลที่ธรรมชาติ จึงจัดให้มันไปอยู่ในถุงอัณฑะ โดยให้ออกไปอยู่เสียนอกร่างกาย




 

Create Date : 18 มีนาคม 2550    
Last Update : 18 มีนาคม 2550 14:17:39 น.
Counter : 218 Pageviews.  

รูปถ่ายอะตอมชี้จุดอ่อน HIV หวังช่วยพัฒนาวัคซีนเอดส์ถูกทาง

เนเจอร์/เอเอฟพี - นักวิจัยเผยข่าวดีเกี่ยวกับการต่อสู้กับโรคเอดส์ โดยบอกว่า พวกเขาค้นพบจุดสำคัญบนตัวไวรัสเอชไอวี ที่เป็นความหวังว่าจะผลิตวัคซีนประเภทสร้างแอนติบอดี มาต้านไวรัสดังกล่าวได้



เชื้อเอชไอวี (HIV) นั้นกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

เนื่องจาเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้นกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และยังมีเปลือกป้องกันหลายชั้น ไวรัสตัวนี้จึงเป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดเท่าที่ผู้ค้นคว้าวิจัยวัคซีนเคยประสบพบเจอ ความพยายามที่จะพัฒนาวัคซีนป้องกันตามวิธีดั้งเดิมซึ่งมุ่งที่จะทำให้ร่างกายของผู้รับวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ปรากฏว่าเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะไวรัสนี้มีการเปลี่ยนแปลงยีนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

เมื่อวิจัยได้แอนติเจน (สารก่อภูมิคุ้มกัน) ขึ้นมา พอนำเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดี ก็จะต้านไวรัสไม่ได้ผล เนื่องจากไวรัสในชีวิตจริงได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ยิ่งกว่านั้นไวรัสเอชไอวียังมีชั้นโมเลกุลน้ำตาลที่ป้องกันไม่ให้แอนติบอดีเข้าไปในตัวมัน และกันไม่ให้ตัวมันเข้าไปตกอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันได้ เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทำให้วัคซีนต้นแบบเอดส์แว็กซ์ (AIDSVAX) ใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่วัคซีนตัวดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอันยาวนานและมีค่าใช้จ่ายสูงมาแล้วถึง 3 ขั้นตอน

หลังประสบความล้มเหลวเช่นนี้ นักวิจัยวัคซีนต้านเอดส์เกือบจะเลิกใช้แอนติบอดี ในปัจจุบัน จุดสนใจสำคัญมุ่งไปอยู่ที่การกระตุ้นที เซลล์ (T cell) เซลล์ที่ทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านเซลล์ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือจุลชีพ โดยหวังให้ทีเซลล์จดจำและเข้าทำลายไวรัสเอชไอวี แต่วิธีนี้อาจดูโต้แย้งได้ว่าเป็นการรักษามากกว่าเป็นการให้วัคซี แต่ทีมนักวิจัยจากสหรัฐฯ รายงานไว้ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ของอังกฤษว่า พวกเขาได้ถ่ายรูปขยายถึงระดับอะตอมของบริเวณสำคัญที่อยู่บนปลายเดือยของไวรัสเอชไอวี ที่เรียกว่า "ไกลโคโปรตีน 120" ( glycoprotein 120) หรือ gp120 ซึ่งมีความเสถียรและไม่กลายพันธุ์ หรือเรียกได้ว่า เป็นเป้านิ่ง



และยิ่งเป็นการดีไปกว่านั้น

พวกเขาพบแอนติบอดี b12 ที่สามารถจดจำบริเวณดังกล่าวบน gp120 ได้ โดยที่แอนติบอดี b12 นี้ พบได้ในเลือดของคนที่ร่างกายสามารถต้านทานเชื้อเอชไอวีได้นาน ถ้าแอนติบอดีเข้าจับไวรัสได้แล้ว มันจะไประงับฤทธิ์ของไวรัส ซึ่งกระบวนการของมันก็คล้ายๆกับการแปะหมากฝรั่งลงบนปลายลูกกุญแจ อันทำให้ลูกกุญแจไม่สามารถเข้าไปในตัวแม่กุญแจได้ นอกจากนี้ แอนติบอดียังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เหลือให้เข้ามาช่วยทำลายเชื้อโรคด้วย

"เป้าหมายสำคัญของเราข้อหนึ่งก็คือ การพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสเอชไอวีที่สามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่ทำให้เชื้อหมดฤทธิ์ได้อย่างกว้างขวาง" แกรี นาเบล (Dr Gary Nabel) สถาบันโรคด้านภูมิแพ้และการติดเชื้อ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) ผู้เขียนร่วมในงานวิจัยดังกล่าว เผย

"โครงสร้างพื้นที่บนผิวหน้าของ gp120 และความอ่อนแอต่อการจู่โจมจากแอนติบอดีที่เข้าไประงับฤทธิ์ ทำให้เราเห็นว่ามีบริเวณสำคัญบนตัวไวรัสที่อ่อนแอ ซึ่งเราอาจสามารถเล่นงานมันด้วยวัคซีน"

"แน่นอนนี่เป็นข่าวดีที่สุดข่าวหนึ่งที่มีมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้" คำกล่าวของ เวย์น คอฟฟ์ (Wayne Koff) นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าจากโครงการริเริ่มวัคซีนเอดส์สากล (IAVI) ซึ่งเป็นผู้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า หนทางใหม่ๆที่มีความหวังได้เปิดขึ้นแล้ว

"งานวิจัยชิ้นนี้เปิดเผยถึงสิ่งที่น่าจะเป็นความอ่อนแอของไวรัสเอชไอวี ทำให้มีแนวทางสำคัญในการพัฒนาแนวความคิดวัคซีนใหม่ๆ" คอฟฟ์กล่าวกับเอเอฟพีทางอีเมล

"มันเป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ว่า วัคซีนป้องกันเอดส์ที่มีประสิทธิภาพ มีทางเกิดขึ้นได้" คอฟฟ์กล่าวทิ้งท้าย




ขอขอบคุณ

ข้อมูลที่มีคุณภาพ
จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ








 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2550 12:46:25 น.
Counter : 341 Pageviews.  

กิน แอปเปิ้ล ทุกวันลดน้ำตาลในเลือด-ความอยากอาหารได้



แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี

กลิ่นหอม สีสวย และเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น ประเทศไทยปลูกกันมากในภาคเหนือ



แอปเปิ้ลมีสารสำคัญ คือ

เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ขนิดละลายน้ำ ที่มีชื่อว่า เพคติน และยังมีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน แต่ที่น่าสนใจสำคัญสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลายคือเจ้าตัวเพคติน นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลดโคเลสเตอรอลว่ากันว่าคุณหิวจัดแต่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร


แอปเปิ้ลเพียงหนึ่งลูกจะช่วยลดความหิวได้

เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาทีดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย



แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้

เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมันและแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้นและพาทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย และยังพบว่าแอปเปิ้ลลดโคเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ขาย

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่เมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปอาหารแต่ละชนิดจะถูกย่อยสลายและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะลำไส้เข้าสูกกระแสเลือดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะเพิ่มช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอาหารนั้น ๆ เช่น ถ้ารับประทานน้ำผึ้ง น้ำตาลในเลือดจะขึ้นอย่างรวดเร็วในทันที แต่สำหรับแอปเปิ้ลถึงแม้จะมีน้ำตาบธรรมขาติในเนื้อแอปเปิ้ลมาก แต่ก็ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับอาหารจำพวกถั่ว




คนที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ

จะมีโอกาสเกิดเบาหวานต่ำกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย และสำหรับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ไฟเบอร์จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย แอปเปิ้ลมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำสูงมาก จำเหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน และมีรายงานระบุว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก จะเกิดอาการความดันโลหิตสูงได้ยากกว่าคนทีรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย

อย่างไรก็ตามแอปเปิ้ลไม่ใช่ยารักษาโรคแต่เป็นเพียงอาหารที่มากด้วยคุณค่าเท่านั้น


ขอขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์จาก : สสส.






 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2550 12:43:44 น.
Counter : 312 Pageviews.  

ซีสต์เต้านม ศัตรูของสาวๆ

สาวๆ ลองคลำสำรวจความผิดปกติของเต้านมบ้างหรือเปล่า

วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองก็ไม่ยาก เพียงนอนลง ยกแขนข้างหนึ่งแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างหนึ่งคลำให้ทั่ว หากคลำพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่ที่เต้านมก็ควรไปพบแพทย์ อย่าได้นิ่งนอนใจหรืออายหมอเพราะมันอาจไม่ใช่ซีสต์ธรรมดาที่ยุบไปได้เอง

แต่มันอาจเป็นซีสต์ที่ยุบหนอพองหนอเรื้อรัง หรือเป็นมะเร็งเต้านมก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีสาวๆที่เป็นซีสต์เต้านมกันมากจนน่าหวั่นใจ เราจึงควรมาทำความรู้จักกับซีสต์เต้านมว่าเป็นอย่างไร มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน



ซีสต์เกิดขึ้นได้อย่างไร

เป็นผู้หญิงก็คงหนีไม่พ้นวงจรรอบเดือนในแต่ละเดือน และรอบเดือนนี่แหละที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ และตัวรังไข่จะถูกกระตุ้นให้การเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีไข่ตกและเตรียมให้มีการฝังตัวของรังไข่เมื่อมีการตั้งครรภ์ ต่อมน้ำนมก็จะพองตัวขึ้นด้วยเพื่อเตรียมผลิตน้ำนม และเมื่อฮอร์โมนลดลง ประจำเดือนหมด ต่อมน้ำนมก็จะยุบลง แต่ถ้าต่อมน้ำนมพองตัวแล้วไม่ยุบลงก็จะเกิดเป็นซีสต์ขึ้นมา

ซึ่งซีสต์จะมีหลายขนาด

คือมีขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรจนถึงหลายๆ ซม. ถ้าเป็นซีสต์ขนาดเล็กก็มักจะยุบเองได้ แต่ซีสต์บางชนิดมีความผิดปกติ คือไม่ยุบตัวจึงจำเป็นต้องรักษา หรือซีสต์บางชนิดก็จะไม่หายเอง จะเป็นเรื้อรัง และถ้ามีความผิดปกติเกินความความคุมของระบบในร่างกายก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดซีสต์

มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป (แต่ถ้าขาดฮอร์โมนตัวนี้ จะทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้)สิ่งแวดล้อม และอาหารปนเปื้อน สารเคมี ไปช่วยกระตุ้น ให้มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น




อาการของซีสต์

ซีสต์เพิ่มจำนวนขึ้นเนื่องมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งอยู่ในเซลล์ของเต้านม พร้อมกันนี้เซลล์จะเติบโตขึ้นในต่อมน้ำนม และจะรู้สึกเจ็บก่อนมีประจำเดือนทำให้รู้สึกตึงเต้านมเล็กน้อย จนกระทั่งเจ็บเมื่อสัมผัสแตะต้อง ผู้หญิงอาจกังวลว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วซีสต์ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง

โดยสังเกตได้คร่าวๆด้วยตัวเองคือ

ซีสต์จะโตๆยุบๆตามรอบเดือน แต่มะเร็งจะโตขึ้นเรื่อยๆ อาการของซีสต์เต้านมจะเจ็บปวด ส่วนมะเร็งจะไม่มีอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ซีสต์จะมีลักษณะเป็นก้อนนุ่มๆ แต่มะเร็งจะเป็นก้อนแข็งๆ



การรักษา

หากรู้สึกเป็นกังวลและต้องการรู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ควรไปพบแพทย์ ซึ่งขั้นแรกแพทย์อาจใช้เข็มฉีดยาเจาะและดูดออกมา หากน้ำที่ออกมาเป็นสีขุ่นใส่ๆหรือสีน้ำนม หรือสีเทาออกเขียวก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ถ้าน้ำเป็นสีเลือดจางๆก็ต้องระวังเพราะอาจมีเซลล์มะเร็งมาเกี่ยวข้อง

แต่ถ้าแพทย์แน่ใจว่าซีสต์ที่ตรวจพบไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นมะเร็ง

ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตักให้มีแผลเป็น แต่จะใช้วิธีเจาะและดูดให้ก้อนซีสต์ยุบตัวลง แต่หากซีสต์ที่พบมีเนื้อปนอยู่หรือเป็นซีสต์เนื้อ แพทย์จะต้องผ่าตัดหรือเจาะเนื้อเพื่อนำไปพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ (ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆในการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจโดยไม่ต้องผ่าตัด) และเมื่อเคยเป็นซีสต์มาแล้วก็อาจะเป็นใหม่ที่จุดเดิม หรือที่ใหม่ก็ต้องหมั่นตรวจเช็กตามแพทย์นัด





 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2550 12:39:51 น.
Counter : 444 Pageviews.  

5 อาหารสุขภาพที่คุณควรระวัง







... ถึงฉลากจะบอกว่าดีสำหรับคุณ แต่ข้อความที่ติดอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องหมายความอย่างนั้นเสมอไป อย่าลืมว่าแผนการตลาด ‘ไขมันต่ำ’ และ ‘คุณค่าทางอาหารสูง’ อาจจะทำให้คุณเขวเหมือนกับหลายคนที่หลงกลกับเรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณควรทำทุกครั้งก่อนเลือกซื้ออาหารสุขภาพคือ คำนวณคุณประโยชน์จริงๆ มากกว่าเชื่อในหน้าตาอาหารที่เห็นหรือเฉพาะข้อความโฆษณา และต่อไปนี้คือ 5 รายการอาหารสุขภาพที่คุณควรจะหันมาพิจารณา

ทุกครั้งก่อนที่จะเลือกซื้อหรือรับประทาน
* โยเกิร์ตผสมเนื้อผลไม้ : ในด้านหนึ่ง ดูยังไงโยเกิร์ตและผลไม้ก็เป็นอาหารที่มuประโยชน์ ในมุมมอง


ของผู้ชายที่เข้าฟิตเนสและรักสุขภาพร่างกาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง น้ำเชื่อมที่อยู่ในโยเกิร์ต ผสมเนื้อผลไม้นั้นไม่ใช่

ทั้งโยเกิร์ตและผลไม้ล้วนมีความหวานในตัวอยู่แล้ว น้ำเชื่อมเป็นความหวานเกินพอดีจากน้ำตาลที่เพิ่มเข้าไป คุณจึงควรเลือกที่จะหลีกเลี่ยงความหวานเกินจำเป็นที่ว่า ด้วยการกินโยเกิร์ตควบคุมน้ำตาล หรือมีน้ำตาลต่ำกว่าโยเกิร์ตที่กินเป็นประจำ

* แคลิฟอร์เนีย โรล : ภาพที่เห็นคือสาหร่ายที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหารห่อข้าว มีไอโอดีน เซเลเนียม แคลเซียม และโอเมก้าที่ช่วยบำรุงสมองเป็นส่วนประกอบ แน่นอน, คุณรู้ว่ามันให้ประโยชน์มากแค่ไหน

แล้วภายใต้ชั้นสาหร่ายนั้นล่ะ ลองมาดูกันหน่อยว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นประกอบด้วยอะไร ถ้าไม่ใช่น้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการหุงข้าวญี่ปุ่น (หุงด้วยน้ำตาลและน้ำส้มสายชู) และเนื้อปูอัดอีกนิดหน่อย รวมๆ แล้วแคลิฟอร์เนีย โรลคำใหญ่จึงมีแต่แป้ง น้ำตาล และเกือบจะไม่มีโปรตีนเลย ทางออก ก็คือ การกินซูชิ

ที่ทำจากทูน่าหรือแซลมอน ความหลากหลายของโปรตีนในซูชิจะให้ปริมาณโปรตีนแบบเต็มๆ เยอะกว่ามาก และมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย ถ้ายังไม่พอใจคุณจะสั่งเมนูซาชิมิ เลี่ยงข้าว รับโปรตีนไปเต็มๆ เลยก็ยังไหว รับรองได้ว่าอร่อยและปลอดภัยจากน้ำตาลแน่นอน


* น้ำสลัดไขมันต่ำ : ดูเหมือนว่าน้ำสลัดไขมันต่ำจะช่วยลดไขมันและลดแคลอรี แต่ที่จริงแล้ว คุณรู้ไหมว่าน้ำตาลถูกเพิ่มเข้าไปแทนที่เพื่อให้ได้รสชาติที่ดี และที่แย่กว่านั้นก็คือความจริงที่ว่าไขมันที่ซึมซับวิตามินได้ถูกแยกออกไป เนื่องจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยโอไฮโอค้นพบว่า ร่างกายของคนที่กินผักกับน้ำสลัดธรรมดาดูดซึมเบตาแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติของแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการก่อมะเร็งได้มากกว่าถึง 15 เท่า และดูดซึมลูเทียน (Lutein) สารสีเหลืองซึ่งมีส่วนช่วยในการสกัดกั้นการอุดตันของเส้นเลือดในปริมาณที่มากกว่า

น้ำสลัดไขมันต่ำจึงอาจไม่ใช่ทางออกของอาหารสุขภาพที่คุณกำลังมองหา ในเวลาเดียวกันคุณสามารถกินน้ำสลัดทั่วไปได้แต่ในปริมาณน้อย หรือเลือกกินน้ำสลัดที่ทำจากน้ำมันมะกอกและน้ำมันดอกคาโนลา (Canola Oil ) ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้

* ธัญพืชชนิดแท่ง : ทุกคนรู้ว่ามันทำมาจากโฮลวีต ข้าวโอ๊ต และธัญพืชอื่นๆ ที่ให้ไฟเบอร์หรือเส้นใยสูง แต่สิ่งที่คุณลืมคือ เมล็ดพืชและธัญพืชเหล่านี้ถูกทำให้มีความเหนียวติดกันด้วยส่วนผสมอย่างน้ำเชื่อมข้าวโพดที่มีฟรักโทสสูงและน้ำผึ้ง สิ่งที่พูดมาทั้งหมดทำให้น้ำตาลในเลือดของคุณค่อยๆ สูงขึ้น คุณจึงควรเผื่อเวลาสำหรับกินให้อิ่มและจบไปเป็นมื้อๆ หรือถ้าต้องการเพิ่มพลังงานจริงๆ คุณควรจะกินธัญพืชที่เตรียมด้วยตัวเอง แทนที่จะฝากชีวิตไว้กับธัญพืชชนิดแท่งในกระเป๋าทุกวัน



* น้ำมันข้าวโพด : คุณรู้แต่เพียงว่า น้ำมันข้าวโพดมีกรดโอเมก้า 6 และไขมันไม่อิ่มตัว จึงไม่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แต่คุณอาจยังไม่รู้ว่า ความเป็นจริงแล้ว น้ำมันข้าวโพดมีโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3 ที่พบในปลาและวอลนัทถึง 60 เท่า ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการกินโอเมก้า 6 มากเกินไปมีเหตุเกี่ยวโยงที่ทำให้เพิ่มการติดเชื้อซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง รวมทั้งโรคข้ออักเสบ ข้อเสื่อม รวมทั้งโรคอ้วนได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น น้ำมันมะกอกและน้ำมันจากดอกคาโนลา ซึ่งมีสัดส่วนของโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ที่ต่างกันในปริมาณพอเหมาะจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
ในบรรดาประเภทของน้ำมันทั้งหมด


GM Vol.21 No.342 January 2007

credit:://www.gmmultimedia.co.th/






 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2550 18:03:38 น.
Counter : 144 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Valentine's Month


 
chairearmyfc
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับทุกคนนะคร้าบ แวะเวียนกันมาเยี่ยมบ่อยๆนะคร้าบ
Friends' blogs
[Add chairearmyfc's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.