หน้าร้อน – ฝนตก – และดอกลาเวนเดอร์






นานแล้วเหมือนกันนะเนี่ยที่ไม่ได้มาเขียนอะไรที่นี่เลย จริงๆมีเรื่องราวที่จะเขียนเยอะแยะ แต่ด้วยเวลาและอารมณ์(อย่างหลังนี่สำคัญ)ที่ไม่อำนวย เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หายหน้าไปเลย

ว่าแล้วพึ่งนึกได้ หลายวันก่อนมีคนรู้จักคนหนึ่งถามฉันว่ามีเฟสบุ๊คไหม พอฉันตอบว่าไม่มี คนถามก็ออกอาการเหมือนกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่พึ่งได้ยิน (อะไรจะขนาดนั้น) เขาพูดกลับทันทีด้วยเสียงสูงว่าฉันมัวไปอยู่ไหนมาถึงไม่มีเฟสบุ้คเหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้า

แม้ฉันจะเถียงเสียงแข็งกลับไปว่า ฉันมีบล็อกจากเว็บอื่นๆอยู่แล้วตั้งสองสามบล็อก สเปซอีก แล้วไหนจะไฮไฟว์ที่แทบจะไม่เคยใช้อีก แล้วฉันจะมีเฟสบุ๊คอีกไปทำไม ไม่จำเป็นเล้ยยยย แต่เขาก็ไม่ฟัง กลับพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ว่าใครๆเค้าก็มีกัน”...

ใครๆเค้าก็มีกัน.... อืมมม เจอคนพรรค์นี้อีกแล้ว น่าเบื่อจัง ฉันไม่เข้าใจความคิดของคนบางคนจริงๆนะ กับการที่คนอื่นมีบางสิ่งบางบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีตามเค้านี่นา คนแบบนี้ฉันว่าลึกๆเค้าต้องมีปัญหากับตัวเองหรือไม่ก็มีปมด้อยอะไรสักอย่างแน่ๆ

จะว่าไปแล้วตัวฉันเองไม่ใช่คนที่ทำอะไรตามแฟชั่นเท่าไหร่ และออกจะหัวโบราณบ้างในบางครั้ง แต่คือก็ไม่ใช่คนโลกแคบนะ ก็รู้ว่าโลกเค้าไปถึงไหน แต่การเลือกเดินตามหรือเปล่ามันอยู่ที่ตัวเราเลือกเองใช่ไหม คนเราต้องมีจุดยืน ซึ่งตรงข้ามกับหลายคนที่ทำตัวหรือใช้ชีวิตตามคนอื่นเหลือเกิน อย่างช่วงไหนอะไรฮิตก็ต้องเฮโลไปตามเค้าอะไรแบบนั้น และที่แย่มากๆคือคนแบบนี้มักจะชอบแสดงออกว่าตัวเองดีเด่นกว่าใครเสมอ

และไม่รู้โชคชะตาหรืออะไรที่ทำให้ฉันต้องเจอแต่คนแบบนี้อยู่เรื่อยๆ นี่แหละแต่ละวันของฉันเลยผ่านไปแบบไม่ค่อยสุขีเท่าไหร่ พอกลับเข้าบ้านมาเลยพาลให้ไม่มีอารมณ์ทำนู่นนี่ไปซะงั้น (โทษคนอื่นเฉยเลย ฮะๆๆ) จนตอนนี้บ้านก็ยังรกเหมือนเดิม สีบ้านก็ยังทาไม่เสร็จซะที หญ้าในสวนก็ยังไม่ได้ปลูก...

มาถึงก็บ่นให้ฟังเป็นชุดเลย...


พูดถึงเรื่องทำสวน แม้ตอนนี้จะยังไม่มีหญ้าเขียวขจีให้นอนกลิ้งเล่น แต่ก็โชคดีที่ยังมีดอกไม้ต้นไม้ที่ตอนนี้ออกดอกบานสะพรั่งรับหน้าร้อนให้เชยชม มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งใช่ไหมกับการได้เห็นความสวยงามที่จะว่าไปแล้วเป็นผลผลิตจากน้ำมือเราเอง







แรงกาย แรงใจ(และแรงเงิน) ที่ลงไปมันไม่ได้สูญเปล่า เห็นแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง โดยเฉพาะต้นลาเวนเดอร์ ว้าวววว....ฉันหลงรักต้นลาเวนเดอร์จริงๆนะ ดอกก็สวยแถมกลิ่นก็หอมชื่นใจ หรือพอตัดดอกเอามาใส่แจกันประดับบ้านก็เก๋ไปอีกแบบ ปีนี้ฉันซื้อมาปลูกเพิ่มอีกเป็นสิบต้นได้มั้ง หลายพันธุ์ด้วย แต่คงปีหน้านู่นต้นถึงจะโตเต็มที่และออกดอกสวยน่ะ







การทำสวนสอนให้เราใจเย็นและมีความอดทนนะว่าไหม เพราะความงามของสวนมันพัฒนาขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะลงตัว แต่สุดท้ายฉันว่ามันคุ้มค่านะ


............................


ช่วงนี้ฝนตกติดๆกันทุกวัน หน้าร้อนเลยดูเฉอะแฉะนิดหน่อย แต่ก็เย็นชุ่มฉ่ำดีเพราะจะว่าไปจริงๆฉันก็ไม่ชอบอากาศร้อนอบอ้าวเท่าไหร่ และพอฝนตกแบบนี้ กิจกรรมหน้าร้อนหลายๆอย่างเลยต้องทำกันอย่างทุลักทุเล

อย่างเมื่อวานเราสองคนไปเยี่ยมพ่อกับแม่ แม่เล่าเรื่องทัวร์ปั่นจักรยานท่ามกลางสายฝนกระหน่ำที่แม่ไปร่วมเมื่อวันก่อนให้ฟัง แถมเปิดทีวีให้ดูด้วยเพราะแม่กับเพื่อนๆได้ออกทีวี ฮะๆๆ (รายการทีวีท้องถิ่นไปถ่ายตั้งแต่ต้นจนจบ) เพราะเป็นทัวร์ใหญ่ระดับจังหวัด แต่งานเตรียมไว้แล้ว และ The show must go on เพราะฉะนั้นถึงฝนตกหนักยังไงก็ต้องดำเนินงานกันต่อไม่หวั่น แต่ละคนเลยปั่นไปแบบเปียกๆแฉะๆ แต่ดูเค้าก็ยิ้มแย้มสนุกสนานกันดีนะ อิอิ...

อีกงานหนึ่งที่สำหรับฉันแล้วถือว่าเป็นไฮไลท์ของหน้าร้อนคือ flea market หรือที่นี่เรียกว่า rommelmarkt เป็นพวกตลาดนัดเปิดท้ายขายของมือสองหรือของเก่า ใครมีของเก่าหรือของไม่ใช้แล้วก็เอามาตั้งโต๊ะหรือแบกะดินขายกัน ซึ่งจะจัดกันหน้าร้อนอย่างช่วงนี้ที่เกือบทุกสุดสัปดาห์แต่ละเมืองหรือแต่ละหมู่บ้านจะทะยอยจัดกัน

ฉันเองก็ชอบไปช้อปซื้อของพวกนี้ แต่หลังๆมาก็เพลาๆลงเพราะที่บ้านเริ่มรก ฮะๆๆ แถวๆที่เราอยู่ก็มีตลาดแบบนี้ไปเมื่อวันก่อน แต่เพราะวันนั้นฝนตกหนัก ตอนท้ายๆงานคนขายคงเริ่มอยากจะกลับบ้านเพราะขายไม่ดีและคนซื้อก็ไม่ค่อยมี คณะกรรมการที่จัดงานเลยมีไอเดียใหม่ด้วยการขายถุงก๊อบแก๊บใบใหญ่ในราคาแค่หนึ่งยูโร แล้วเราก็เอาถุงใบนี้แหละไปใส่ของอะไรก็ได้ที่เราอยากได้ และจากร้่านไหนก็ได้ โดยไม่มีการคิดราคาเพิ่มแต่อย่างใด

พูดง่ายๆคืออยากได้อะไรก็เอาของนั้นยัดใส่เข้าไปในถุง (ถ้ายัดเข้าไปได้น่ะ) ฉันกับแพทริคได้ยินดังนั้นเราเลยไม่รอช้า เลยซื้อถุงที่ว่ามาสองถุง(สองยูโร) แล้วเดินตระเวณตามแผงขายของต่างๆ เห็นอะไรถูกใจก็เอาใส่ถุงทันที เมื่อยัดกันจนถุงแทบจะแตกและหอบกันแทบจะไม่ไหวเลยคิดว่าพอดีกว่าและชวนกันกลับบ้าน







สุดท้ายมาดูกันว่าได้อะไรบ้าง อย่างในรูปข้างบนที่เห็นก็มีกระถางต้นไม้ กระป๋องคุ้กกี้เก่าๆ (แพทริคถามว่าซื้อมาทำไมเนี่ยยยย) ของใช้ในครัวพวกถ้วยกาแฟ ที่ใส่กาแฟ/น้ำตาล ชามเซรามิค และที่แขวนผนัง ของตกแต่งผนังแบบต่างๆที่ทำจากไม้ ทั้งหมดนี่รวมกันราคาแค่สองยูโรเอง อิอิ... ของถูกใจราคาก็ถูกใจ

หน้าร้อนแบบนี้ใครๆก็พากันหยุดงานและไปเที่ยวกัน แต่เราสองคนยังไม่มีแพลนแน่นอนเลยยังใช้ชีวิตปกติ ฉันก็อยู่บ้านปกติ ส่วนแพทริคก็ไปทำงานปกติ จริงๆก็อยากไปเที่ยวเหมือนคนอื่นเค้าเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาอย่าพึ่งดีกว่า ช่วงนี้คนก็เฮโลพากันเที่ยว ไปที่ไหนก็คงมีแต่คน คน และคน รอซักพักก็ไม่เสียหาย เ้ก็บเงินและเก็บวันหยุดไปเที่ยวหน้าอื่นก็ได้เนอะ

อีกอย่างตอนนี้โรคหวัดก็กำลังระบาดอยู่ ถ้าไปเที่ยวเจอทั้งคนเจอทั้งโรค แบบนั้นก็คงยิ่งไปกันใหญ่ อ้อ...เรามีโปรแกรมจะทำบ้านกันด้วย อยากทำให้เสร็จๆก่อนคริสต์มาสจะมาถึง เงินบางส่วนก็ต้องเอาไปใช้กับตรงนั้นด้วย

อวู....โปรเจ็คในชีวิตเยอะจริงๆจนเริ่มมึนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย

ลาด้วยรูปโทบี้ดีกว่า





"ปล่อยป๋มออกไปเถอะค้าบบบบบ หม่ามี้...ป๋มสัญญาว่าจะไม่ย่างกรายไปใกล้ลาเวนเดอร์ของหม่ามี้ ปล่อยป๋มๆๆๆออกไปที"



(อ่านบทความนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่นี่)





 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2552 5:32:14 น.
Counter : 1228 Pageviews.  

Ahh, home crap home!... (ชีวิตหลังโดนขโมยขึ้นบ้าน และการพยายามให้กำลังใจตัวเอง)





ใครเคยดูหนังเรื่อง The Money Pit จะได้ยินประโยคนี้ "Ahh, home crap home!" ซึ่งเป็นตอนที่ตัวละครของทอม แฮงค์ส (สมัยยังหนุ่มเอ๊าะๆ) พูดขึ้นมาขณะขับรถกลับจากทำงานแล้วเห็นบ้านตัวเองในสภาพยับเยิน

เวลาดูเรื่องนี้ทีไรจะรอดูฉากนี้ทุกที ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะว่ามันตลกดี และอีกอย่างฉันว่าฉันเข้าใจอารมณ์ตอนที่ตัวละครพูดประโยคนี้ด้วยมั้ง คือมันออกแนวอารมณ์เสียดสีตัวเองมากกว่าที่จะหมายความอย่างนั้นจริงๆ ถึงปากจะพูด home crap home ไปแบบนั้น แต่ลึกๆก็คงรู้สึกว่าถึงบ้านจะแย่หรือยับเยินยังไงมันก็ยังเป็นบ้านของเราอยู่ดี...ใช่ไหม ตัวฉันเองตอนนี้ก็ยังพูดเองบ่อยๆเวลาออกไปไหนแล้วกลับเข้าบ้านมา "Ahh, home crap home!" แต่ที่ฉันพูดไปแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่าบ้านของฉันอยู่ในสภาพแบบบ้านของทอม แฮงค์ส ในหนังหรอก บ้านในหนังน่ะมันพังยับเยินเพราะอยู่ในช่วงระหว่างปรับปรุง ปรับปรุงเสร็จก็กลับมาสวยอีกครั้ง ส่วนบ้านที่ฉันอยู่นี่น่ะมัน"พัง"เพราะโดนคนใจร้ายใจดำงัดเข้ามาขโมยข้าวของในบ้าน ซึ่งจะว่าไปมันไม่ใช่แค่"พัง"ที่ตัวบ้านหรือข้าวของ แต่มัน"พัง"ที่สภาพจิตใจคนอยู่ด้วย...

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาสองสามเดือนแล้ว แต่ความรู้สึกแย่ๆมันก็ยังอยู่และไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมารู้สึกปกติอีก จริงๆจะว่าแย่อย่างเดียวมันไม่พอ แต่ทั้งแย่ทั้งรู้สึกซวยซ้ำซ้อน จนไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไงดี ที่ว่าซวยซ้ำซ้อนเพราะว่าก่อนหน้าที่ขโมยจะขึ้นบ้านเราที่นี่ บ้านพ่อแม่ที่ไทยก็พึ่งจะโดนไปเหมือนกัน และโดนแบบเดียวกันคือโดนงัดบ้านพังและข้าวของถูกขโมยไป พูดง่ายๆคือยังปลอบใจให้แม่หายขวัญเสียไม่ทันเสร็จดี เหตุการณ์เดียวกันก็มาเกิดกับเราที่นี่อีก ทีนี้ล่ะจะปลอบใจกันยังไงล่ะเนี่ยเพราะแต่ละคนโดนกันไปเต็มๆ ทำตัวกันไม่ถูกเลยทั้งครอบครัวที่ไทยทั้งครอบครัวที่นี่ คนละฟากโลกเลยนะเนี่ย ดวงคนเรานี่หนอ ไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือเป็นเวรกรรมอะไร...

เรื่องแบบนี้(ขโมยขึ้นบ้าน)ใครไม่เจอกับตัวไม่เข้าใจจริงๆนะ เมื่อก่อนเวลาได้ยินข่าวขโมยขึ้นบ้านก็จะรู้สึกเฉยๆ หรือแม้แต่ตอนวันที่แม่โทรมาบอกว่าขโมยขึ้นบ้านแม่ ทองและของมีค่าโดนเอาไปหมดเลย ตอนนั้นก็ยังทำตัวชิลล์ๆได้ ก็ปลอบๆแม่ไป บอกแม่ว่าก็แค่ของหาย ของหายก็หาใหม่ได้ ตอนนั้นจะคิดแบบนั้น พอตอนนี้มันเจอกับตัวจังๆถึงได้เข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องของหายที่ทำให้เรารู้สึกแย่ แต่เป็นภาพของสภาพประตูหน้าต่างที่ถูกงัดจนพังและความรู้สึกชั่วขณะนั้นต่างหากที่ทำให้แย่ มันติดตาจนถึงทุกวันนี้ คิดทีไรก็ขนลุกทุกที หรือเวลาเปิดประตูเข้าบ้านมาก็มักจะนึกก่อนอยู่เสมอว่าจะเห็นประตูหน้าต่างในสภาพนั้นอีก คือสภาพจิตใจมันแย่มากๆ แย่มากถึงขนาดที่ว่าคืนนั้นทันทีที่ตำรวจกลับไปแล้ว เราสองคนตัดสินใจอย่างไม่ลังเลเลยว่าเราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว เราจะหาที่อยู่ใหม่กันและย้ายออกทันที

และนับตั้งแต่ตัดสินใจแบบนั้น ภารกิจหาบ้านใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นและดำเนินไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา ตอนนั้นคิดกันอย่างเดียวคือที่ไหนยังไงก็ได้ขอให้ไม่ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป อารมณ์มันอยู่เหนือเหตุผลจริงๆเวลาคนเรารู้สึกแย่ๆ เราสองคนลืมแม้กระทั่งความตั้งใจ ลืมแผนการที่เราเคยคิดอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะกันไว้ก่อนหน้านี้ที่ว่าเราไม่ได้อยากอยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์กันตลอดไป ซักวันนึงเมื่อพร้อมเราจะไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ที่ไหนซักที่ในโลกใบนี้ แต่ชั่วขณะนั้นมันลืมไปหมดจริงๆ...

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เวลาส่วนใหญ่ของเราหมดไปกับการหาที่อยู่ใหม่ (วันคริสต์มาสหรือปีใหม่ เราแทบจะไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย เจอเหตุการณ์แบบนี้ ใครจะไปมีอารมณ์ฉลอง) เสาร์อาทิตย์ไม่มีวันหยุดเพราะต้องตระเวณดูบ้าน วันธรรมดาก็นัดคนที่แบงค์ นัดโบรคเกอร์ดูบ้าน วนเวียนกันแบบนี้ไปมา แพททริคแทบไม่เป็นอันทำงานเพราะต้องนัดนู่นนัดนี่ อ้อ...อีกอย่างเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ตลาดบ้านย่ำแย่ ราคาบ้านจึงถูกมากกกเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ใครคิดจะซื้อบ้านช่วงนี้ถือว่าได้เปรียบ ซึ่งก็เป็นผลดีกับเราด้วยเพราะแม้จะมีงบอันน้อยนิด แต่แค่นี้ก็สามารถซื้อบ้านเดี่ยวสวยๆ ทีดินเยอะๆได้สบาย อีกอย่างเราไม่มีภาระต้องขายบ้านก่อนถึงจะซื้อใหม่ได้เหมือนคนอื่น (บ้านที่เราอยู่ตอนนี้เป็นแค่บ้านเช่า) เลยยิ่งมีแรงจูงใจมากขึ้นไปอีก

เวลาผ่านไปก็ตระเวณดูบ้านไป หลังแล้วหลังเล่า เบ็ดเสร็จดูกันไปหลายสิบหลังเลยทีเดียว ทั้งในจังหวัดที่เราอยู่และจังหวัดใกล้เคียง ถึงจะมีหลายหลังที่ถูกใจและเกือบจะตัดสินใจเอาแล้ว แต่สุดท้ายมันก็มีบางอย่างที่ทำให้ยังรู้สึกลังเล ซึ่งตอนนั้นก็อธิบายไม่ถูกว่าคืออะไร

จนกระทั่งมีวันหนึ่งตอนบ่ายๆ ขณะที่นั่งอยู่ในบ้านคนเดียวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย(ยังอยู่ในสภาวะซึมเศร้าไม่หาย) ตาก็เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นก็มองไปเรื่อยๆที่บ้านตรงข้าม บ้านรอบๆ มองท้องฟ้า มองต้นเมเปิลหัวโกร๋นหน้าบ้านที่กิ่งของมันเริ่มมีปุ่มเล็กๆแตกออกมา พลางคิดในใจว่าอากาศช่วงนี้เริ่มอุ่นขึ้นมานิดหน่อย อีกไม่กี่วันก็ฤดูใบไม้ผลิแล้ว เวลาออกไปข้างนอกตามข้างทางจะเริ่มสังเกตเห็นดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองกับไฮยาซินธ์สีน้ำเงินอมม่วงโผล่ขึ้นมาจากดินแล้วและใกล้จะบาน.....

...พอคิดมาถึงตรงนี้ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยจู่ๆก็รู้สึกอยากออกไปด้อมๆมองๆสวนหลังบ้านของตัวเองขึ้นมาทันที นานแล้วที่ไม่ได้ออกไปที่นั่นเลย คือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขโมยวันนั้น ฉันแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกไปที่สวนหลังบ้านอีกเพราะไปแล้วมันจะเริ่มคิดมาก (ขโมยมันเข้ามาทางสวนหลังบ้านน่ะ)

ถึงแม้ว่าเราจะอยู่บ้านหลังนี้มาสองปีแล้ว แต่หน้าร้อนปีที่แล้วนี่เองที่เราเริ่มหาต้นไม้ดอกไม้มาลงปลูกในสวนกัน(ก่อนหน้านี้หลังบ้านเป็นแค่สนามหญ้าโทรมๆโล่งๆ) นั่นล่ะ...ทันทีที่ตัดสินใจออกไป ก็ลองเดินสำรวจดูว่ามีต้นไม้ดอกไม้อะไรที่มีชีวิตรอดผ่านพ้นอากาศอันหนาวเหน็บบ้าง คิดในใจว่าคงตายกันไปหลายต้นเพราะหลังๆมาเราไม่ค่อยได้ดูแลมันเท่าไหร่ แต่ปรากฏว่าหนึ่งหนาวผ่านไป ต้นไม้ที่เราปลูกไว้ยังอยู่กันดีแฮะ บางต้นลำต้นเก่าที่ออกดอกแตกช่อและแห้งเหี่ยวหรือเน่าไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เริ่มเห็นมีงอกใหม่ขึ้นมากันแล้ว




ที่เห็นนี่คือต้น Hortensia กับ Sedum


นั่งลงมองต้นไม้ตัวเองซักพัก ก็เริ่มคิดบางอย่างได้... จะว่าไปต้นไม้ดอกไม้นั้นมีวงจรชีวิตที่ไม่ต่างจากคนใช่ไหม ต้นไม้มีฤดูกาลที่แห้งเหี่ยวอับเฉา แต่พอถึงเวลาอย่างฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ก็เริ่มผลิดอกออกผลกลับมาสดใสงดงามอีกครั้ง เหมือนชีวิตคนเราที่มีขึ้นมีลง บางช่วงก็แย่ บางช่วงก็ดี ไม่ได้แย่ไปตลอดเวลา และไม่ได้ดีไปตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีความหวัง เมื่อมีวันที่มืดมน ก็ต้องมีวันที่สดใสเช่นกัน ใช่ไหม...

และอีกอย่าง การได้มองแปลงดอกที่ลงมือขุดและขึ้นแปลงเองกับมือ นั่งถอนหญ้า เคลียร์พื้นที่เองจนหลังขดหลังแข็ง ต้นไม้พวกนี้ก็ขุดหลุมปลูกเองกับมือเช่นกัน ทุกต้นก็ยังอยู่ดี แล้วจู่ๆเราจะจากมันไปซะดื้อๆแบบนี้ไม่รอดูเวลาที่มันโตเต็มที่แผ่กิื่งก้านสาขาก่อนเหรอ หรือถ้าเราย้าย ถึงต้นไม้บางต้นเราจะขนย้ายมันไปกับเราได้ แต่ย้ายที่ใหม่ก็หมายถึงเริ่มต้นใหม่อีก...

ตอนอยู่ในสวนก็พยายามคิดพยายามชั่งใจในหลายๆเรื่อง พอกลับเข้าบ้านมาก็เดินไปห้องนั้นห้องนี้คิดพิจารณาต่อ จริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่สวนหลังบ้านอย่างเดียวที่ทำให้คิดมากแบบนี้ ตัวบ้านที่เราอยู่ก็ทำให้คิดด้วยเหมือนกัน จริงอยู่ที่บ้านหลังนี้เราเช่าเค้าอยู่ แต่เพราะว่าการที่เรามีอิสระจะทำอะไรกับบ้านก็ได้ จะตกแต่งต่อเติม ทาสีแบบไหนก็ได้ตามใจเรา มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าบ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านของเราเอง

ถึงบ้านไม่ได้หลังใหญ่โตหรูหรา แต่การอยู่เอง ตกแต่งเอง ดูแลเองแบบนี้มันก็มีความผูกพันธ์กับบ้านค่อนข้างมาก ซึ่งคิดไปคิดมาแล้วถ้าบ้านเค้ามีชีวิตและพูดได้ เค้าคงไม่อยากให้เราย้ายไปไหนหรือคงขอร้องให้เราอยู่ต่อ เพราะเราเองก็ดูแลเค้าดี และกับเรื่องขโมยขึ้นบ้านฉันเองอาจจะรู้สึก emotional มากกว่าแพททริคเยอะเพราะเวลาส่วนใหญ่ของแพททริคอยู่ที่ทำงาน ไม่ได้ใช้เวลากับบ้านมากเท่ากับฉัน ดังนั้นผลกระทบทางจิตใจฉันจึงโดนมากกว่าเพราะต้องอยู่ต้องเห็นสภาพเดิมๆคนเดียวทั้งวันทุกวัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อคิดดูดีๆแล้วแค่เรื่องขโมยถึงกับทำให้เรายอมแพ้ง่ายๆแบบนั้นเลยเหรอ สงสารบ้านด้วยนะ อยู่กันมาแค่สองปีเอง ยังไม่ทันได้รู้สึกว่า"เต็มอิ่ม"กับการอยู่เลยก็คิดจะย้ายอีกแล้วเหรอ แล้วไอ้ที่ลงทุนลงแรงไปทั้งกับบ้านกับสวนก็คงสูญเปล่าไปน่ะสิ

อีกอย่างช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วโลกก็ไม่ดี วันนี้แพททริคอาจจะมีงานทำ แต่พรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า หรือปีหน้าล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าซื้อบ้านไปก็อาจจะหาเรื่องให้ตัวเองคิดมากอีก หรือถ้าสมมติตัดสินใจย้ายไปประเทศอื่นขึ้นมาแล้วบ้านที่ซื้อก็ต้องหาทางขายกันอีก ตลาดบ้านย่ำแย่แบบนี้โอกาสที่จะหาคนซื้อก็ยาก ก็สร้างภาระให้ตัวเองอีก อนาคตเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนจริงๆ

เฮ้อ...คิดหลายตลบ คิดหน้าคิดหลัง คิดทบทวนไปมา สุดท้ายเย็นวันนั้นนั่งคุยกับแพททริค ถกกันไปมาถึงผลดีผลเสียต่างๆ จนในที่สุดก็ตกลงกันว่าเราขอเลือกทางที่สบายใจด้วยการอยู่ที่บ้านนี้ต่อไปดีกว่า และทำบ้านหลังนี้"ของเรา"ให้ดีที่สุด ใครๆอาจจะพูดให้ได้ยินว่าเช่าเค้าทำไมถ้าซื้อเองได้ คือเราไม่ได้มองตรงนั้น ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนสิบปีก่อนใช้ชีวิตยังไง สิบปีต่อมาก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ซึ่งต่างจากเราที่แต่ละปีที่ผ่านไปไม่ซ้ำกันซักปี ปีนี้มีเรื่องนี้ ปีนั้นมีเรื่องนั้น พอชีวิตมีแต่การเปลี่ยนแปลง มันเลยทำให้เรากลัวการมีภาระ ขนาดเรื่องมีลูกเรายังไม่คิดเลยทั้งๆที่แต่งงานกันมาหลายปีแล้ว ชีวิตของคนอื่นอาจจะดำเนินไปแบบเส้นตรงตามลำดับขั้นตอนอย่างการแต่งงาน มีบ้านของตัวเอง มีลูก แต่ชีวิตของเราสองคนมันไม่รู้ว่าเป็นเส้นอะไร เพราะฉะนั้นเราเลือกอะไรที่มันเหมาะกับเราดีกว่านะ...

ส่วนเรื่องขโมยก็คิดแบบนี้ละกันว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีขโมย ย้ายที่ไปก็ใช่ว่าที่ใหม่จะปลอดขโมย เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่คาดเดาล่วงหน้ากันไม่ได้ ก็ดูอย่างเหตุการณ์ที่เกิดกับบ้านแม่ แล้วต่อมาก็มาเกิดที่บ้านของเราที่นี่ นั่นเป็นข้อพิสูจน์เพียงพอแล้วใช่ไหม...


เอาล่ะ...ไหนๆก็พูดถึงบ้านที่ลงมือลงแรงทำเอง เลยคิดว่าเอารูปมาให้ดูกันนิดนึงดีกว่า คน(หลง)เข้ามาอ่านจะได้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมฉันถึงรู้สึกห่วงหาอาทรอาลัยถ้าต้องจากบ้านหลังนี้ไป...




สภาพภายในบ้านวันแรกที่เห็น


ถ่ายจากห้องครัวที่มีทางเดินแคบๆไปยังห้องรับแขก คือบ้านที่เราเช่าอยู่นี่เป็นบ้านโล่งๆ ซึ่งเค้าจะมีสิ่งจำเป็นพื้นฐานให้อย่างระบบฮีทติ้ง boiler น้ำร้อน ไฟ ฯลฯ ให้พร้อม คือถ้ามีอะไรเสียเราก็แค่โทรบอกให้เค้ามาซ่อมให้ ส่วนการตกแต่งภายในและสวนหลังบ้าน เค้าปล่อยอิสระตามใจเราโลด ดีเนอะ ถึงบอกไงว่าถึงไม่ใช่บ้านตัวเองก็เหมือนใช่ อีกอย่างฉันไม่ชอบบ้านที่ทำอะไรกะมันไม่ได้แบบบ้านเช่าที่อื่นที่เจ้าของเค้าให้เรามายังไงเราก็ต้องอยู่กับมันไปแบบนั้นและเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ไม่มีอิสระเลยแบบนั้น




สภาพห้องรับแขกตอนเริ่มปรับปรุงไปได้ครึ่งทาง ปูพื้นลามิเนตและทาสีใหม่


เริ่มแรก เราทำชั้นบนกันก่อน เพื่อให้มีที่พออยู่อาศัยได้ ตอนเริ่มทำบ้านใหม่ๆเราสองคนยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่แพททริคอยู่เลย และเพราะแพททริคต้องทำงาน ฉันเลยเป็นตัวหลักที่ต้องลงมือทำบ้านเอง (อยู่ไทยไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองหมด อะไรนิดอะไรหน่อยจะไปจ้างเค้าเหมือนตอนอยู่ไทยไม่ได้แล้ว เพราะแพงงง) โดยที่ตอนเช้าแพททริคจะขับรถเอาฉันมาทิ้งไว้ที่บ้านนี้ ฉันก็มีหน้าทีทาสี ทำไรไปจุกจิกคนเดียว(เหงานะ แต่ก็มีวิทยุเป็นเพื่อน) เย็นมาหลังเลิกงานแพททริคก็ขับรถมารับกลับบ้านพ่อแม่กัน หรือถ้ามีเวลาก็ช่วยฉันทำนั่นนี่ต่อจนดึก พอชั้นบนพออยู่อาศัยได้เราก็ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ จากนั้นค่อยมาทำชั้นล่างกันต่อ รูปข้างบนถ่ายตอนย้ายเข้ามาอยู่แล้วระยะหนึ่ง คือสภาพชั้นล่างยังใช้อยู่อาศัยไม่ได้ เวลากินข้าวทีก็ต้องหอบไปกินกันในห้องนอนชั้นบน ทุลักทุเลน่าดู ในรูปจะเห็นว่าเราจัดการทำลายผนังที่มีทางเดินแคบๆออกไป ทำให้บ้านดูกว้างขึ้นและกลายเป็น open-plan ทาสีใหม่ทั้งหมด ทั้งผนัง เพดาน ขอบหน้าต่างประตู อยู่ไปทาไป (ทาจนข้อมือทั้งสองข้างเจ็บและงอไม่ได้ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่หายดีเลย) ใช้เวลาเป็นปีเลยนะกว่าจะปรับปรุงบ้านเสร็จเพราะค่อยๆทำไปน่ะ ออกแนวศิลปินทำตามอารมณ์ซะส่วนใหญ่ คือเหนื่อยก็พัก เบื่อก็ไปทำอย่างอื่น เลยไปอย่างช้าๆ อิอิ

ฟังดูแล้วเหมือนชีวิตรันทดเนอะ แต่จริงๆแล้วก็สนุกดีนะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ทั้งลองผิดลองถูก ทำมั่วๆก็เยอะ ถึงลำบากแต่มันภูมิใจและชื่นใจตอนเห็นผลงานตัวเองเสร็จสมบูรณ์น่ะ




มุมเดียวกับสองรูปข้างบน แต่ในสภาพที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เย้ๆๆๆ


เลือกสีสันสดใสมาก คือฉันชอบบ้านสีสดใสแบบนี้น่ะ ไม่ชอบอะไรหม่นๆหมองๆ แต่อีกไม่นานไอ้ผนังสีเขียวกับสีกาแฟนี่จะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะพอเราตัดสินใจอยู่บ้านหลังนี้ต่อ ฉันเลยคิดจะเปลี่ยนหน้าตาบ้านใหม่หมด คือเราอยากสร้า่งบรรยากาศใหม่ๆหลังจากผ่านเหตุการณ์แย่ๆในชีวิตมาน่ะ




อีกมุมหนึ่ง มุมมองจากห้องรับแขกมายังห้องครัว ถ่ายตอนเริ่มทาสีใหม่ๆ


ภาพข้างบนดูไม่จืดเลยแฮะ รกมากกกก สภาพเหมือนบ้านโดนระเบิดลง ฮ่าๆๆ และหน้าต่างบานที่อยู่เหนือพลาสติคสีฟ้านี่แหละที่เป็นจุดที่ขโมยมันงัดเข้ามา ส่วนห้องตรงหลังบ้านที่เห็นลางๆผ่านหน้าต่างนั้นเป็นห้องซักรีดที่เราใช้ขังโทบี้ไว้ตอนขโมยมันงัดเข้ามา ลืมบอกไปว่ามันมาตอนเราไม่อยู่บ้าน จริงๆมันพยายามงัดตรงประตูหลังบ้านตรงห้องซักรีดที่ว่าด้วย แต่มันคงได้ยินโทบี้เห่าเลยย้ายมางัดหน้าต่างห้องรับแขกแทน แต่คือก็เสียหายทั้งประตูทั้งหน้าต่างแหละ ก็ต้องเปลี่ยนกันใหม่หมด




มุมเดียวกับรูปข้างบน แต่ในสภาพที่เรียบร้อยแล้ว


ห้องครัวก็เป็นแบบง่ายๆและเราไม่ได้เปลี่ยนอะไรเพราะมันมีอยู่แล้วตอนเราได้บ้านมา เราแค่ทาสีผนังเท่านั้นเอง แต่เร็วๆนี้ฉันว่าจะลองเปลี่ยนบานประตูของตู้ครัวดูเพื่อทำให้ดูดีขึ้น แต่ก่อนอื่นต้องทาสีผนังใหม่ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องตู้ห้องครัวอีกที





เป็นพวกชอบย้ายข้าวของ






เพราะเป็นคนขี้เบื่อง่ายและไม่ชอบความจำเจ ฉันเลยชอบย้ายนู่นเปลี่ยนนี่เป็นประจำ เฟอร์นิเจอร์ก็ย้ายมันไปเรื่อยๆ มุมนั้นบ้าง มุนนี้บ้าง จริงๆมันเหมือนเป็นความสุขอย่างหนึ่งด้วยนะ คือเวลาได้อยู่บ้านที่น่าอยู่ คนอยู่มันก็มีความสุขน่ะใช่ไหม(ถ้าไม่คิดเรื่องขโมยอ่ะนะ ฮ่าาา) ทีวีสีดำทะมึนที่เห็นในรูปตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว หายไปกับขโมยคืนนั้นน่ะแหละ เฮ้อออ...เสียดาย พึ่งซื้อใหม่ใช้ได้ไม่นานเองนะเนี่ย




มุมโปรด


ฉันชอบซื้อหนังสือกับนิตยสารที่เกี่ยวกับการแต่งบ้าน ซึ่งไอเดียแต่งบ้านส่วนใหญ่ก็ได้มาจากที่อ่านๆหรือดูๆไป ที่เห็นในรูปข้างบนนี่ก็พยายามแต่งบ้านให้เหมือนรูปที่เค้าโชว์ในนิตยสาร ฮาาา เหมือนไม่เหมือนไม่รู้ล่ะ แต่ว่าชอบอ่ะ อิอิ และอีกอย่างบ้านเรามีหนังสือเยอะ เลยจับหนังสือมาเป็นเครื่องประดับให้บ้านซะเลย ฉันชอบวางหนังสือไว้ตรงมุมนั้นมุมนี้ เห็นคนอื่นทำแล้วมันดูเก๋ไก๋ดี เลยลองมั่ง




มุมมองจากหลังบ้าน ผ่านหน้าต่างบานนี้...บานที่ติดตาในคืนนั้นนั่นเอง


.
.
.





ปิดท้ายด้วยรูปโทบี้ขณะกำลังชะเง้อมองเด็กๆที่วิ่งเล่นกันที่สนามหน้าบ้าน



หมดแล้วจ้าา ต่อไปคิดว่าจะพยายามเข้ามาเขียนเรื่องการแต่งบ้านบ่อยๆ ไม่แน่สิ่งที่เราบอกเล่าหรือลองผิดลองถูกกันไปอาจจะเป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆก็ได้นะ ใช่ไหม อ้อ...และฉันรู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบเขียนอะไรที่ยาวๆ ถ้าหากมีใครหลงเข้ามาอ่านจนจบ ฉันก็ขอขอบคุณมากๆจากใจจริงๆ

...Home crap home, it's still our home after all...






 

Create Date : 11 มีนาคม 2552    
Last Update : 13 มีนาคม 2552 8:02:14 น.
Counter : 1585 Pageviews.  

ห่างหาย...



หายหน้าไปจากบล้อกแก๊งค์นานมากกกก ดูจากวันที่ที่อัพเดทบล้อกอันสุดท้าย เบ็ดเสร็จแล้วก็เกือบสองปีมั้ง เหตุผลที่หายไปนั้นก็อธิบายง่ายๆได้คือไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนหรือเล่าอะไรนั่นเอง (แต่ก็ยังเข้าไปแอบอ่านบล้อกของคนอื่นบ้างถ้ามีโอกาส) แต่วันนี้ไม่รู้นึกยังไง ไม่รู้มาอารมณ์ไหนถึงอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากไปหน่อย ทำกิจกรรมที่อยู่แต่กับตัวเองจนวันๆแทบจะไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกับใคร (ถ้าไม่นับเวลาที่แพททริคกลับมาบ้าน หรือเวลาโทรหาพ่อแม่ที่ไทย)


คนเราเวลามีโลกส่วนตัวสูงและใช้เวลากับตัวเองมากเกินไปบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่าทำตัวลำบากเวลาที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น อะไรๆมันดูขัดแย้งกันไปหมด... หมายถึงสิ่งที่คนอื่นพูด คิด หรือทำ เหมือนอะไรมันดูขวางหูขวางตาไปหมด ซึ่งฉันก็รู้ตัวดีว่ามันไม่ดีที่รู้สึกแบบนั้นกับผู้คนตลอดเวลา ถ้าฉันไม่ยอมปรับตัวเองสุดท้ายฉันอาจจะกลายเป็นคนขวางโลกไปเลยก็ได้ ใช่ไหม...? บางครั้งฉันก็นึกขำตัวเองเวลาที่รู้ตัวว่าคุยกับโทบี้(หมาที่เราเลี้ยง)เป็นตุเป็นตะอย่างกับว่าโทบี้เป็นคนจริงๆ .... ที่ตลกคือโทบี้ทำตัวเหมือนจะรู้เรื่องและมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างกับเข้าใจทุกคำพูดที่ฉันพูดไป


...ชักจะไปกันใหญ่...


นั่นล่ะเมื่อคิดได้ดังนั้นความคิดที่อยากจะกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้คนเริ่มก็เข้ามาในหัวสมองอีกครั้ง แต่การจะไปหาใครซักคนในโลกแห่งความจริงนั้นค่อนข้างลำบากเพราะตัวฉันเองไม่ค่อยมีเพื่อนเยอะเท่าไหร่ อีกอย่างต่างคนต่างก็มีภาระ โอกาสที่จะได้เจอได้คุยกันเลยมีน้อยมาก ดังนั้นการมาท่องโลกไซเบอร์เลยเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง น่าจะทดแทนกันได้ไม่มากก็น้อย คิดว่านะ


หมายเหตุ...หลังจากหายไปนานแบบนี้ พอกลับมาเขียนบล้อกที่นี่อีกเลยเหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ งมอยู่พักใหญ่ๆกว่าจะรู้ว่าจะจัดการกับบล้อกยังไง คลิกตรงไหน เปลี่ยนตรงไหน แต่วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนละกัน...บายๆ










 

Create Date : 27 มกราคม 2552    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 2:10:07 น.
Counter : 29 Pageviews.  

คิดถึงเมืองไทย คิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารเหนือ



พึ่งจะโทรหากับพ่อกับแม่ คุยกันสัพเพเหระพอวางสายแล้วก็รู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งๆที่โทรหาแม่ก็บ่อย แบบทุกสองสามวันแบบนี้ แม่ยังว่าเลยว่าทั้งๆที่เราอยู่ห่างกันข้ามโลก แต่ไปๆมาๆแม่่คุยกะเราบ่อยกว่าคุยกะพี่ชายที่อยู่แค่กรุงเทพเสียอีก ฮี่ๆๆ แต่คุยกันบ่อยยังไงก็ยังคิดถึงอยู่ดี อยากเจอหน้าพ่อกับแม่จัง...

ถามแม่ว่ากินข้าวกับอะไร แม่บอกว่ากินต้มส้มหัวปลา อืม...ได้ยินแล้วก็อยากกินด้วย ของโปรดเราเหมือนกันแฮะ ว่าแล้วก็คิดถึงอาหารเหนือบ้านเราไปด้วย คิดถึงมากๆ แกงฮังเลเอย น้ำพริกอ่องเอย น้ำพริกหนุ่มเอย แกงโฮ๊ะเอย ข้าวซอยเอย ขนมจีนน้ำเงี้ยวเอย ไส้อั่วเอย...ฯลฯ แม้แต่อาหารหน้าตาพิลึกพิลั่นที่แม่ชอบทำและ่เราไม่เคยชอบ แต่ตอนนี้กลับนึกถึงและอยากกินขึ้นมาหน้าตาเฉย นี่ล่ะน้าาคนเรา ไม่จากบ้านไม่รู้สึก...

ว่าแล้วก็นั่งค้นรูปเก่าๆที่ตัวเองถ่ายตอนอยู่บ้าน เจอรูปสวยๆมาสามสี่รูป เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ซะเลย


.
.
.



รูปนี้ถ่ายในตอนเช้าระหว่างทำพิธีอุปสมบทของพี่ชายที่วัดของหมู่บ้าน จำได้ตอนนั้นเป็นช่วงปลายเดือนธันวาคม อากาศหนาวได้ใจ แดดอุ่นๆและแสงเงากำลังดี ภาพออกมาเลยค่อนข้างชอบ บรรยากาศให้ความรู้สึกถึงคนที่กำลังจะเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ได้ดีมากๆี ดูขลังๆดีเนอะ


.
.
.



อีกรูปตอนพระอุปัชฌา(เรียกถูกหรือป่าวนะ)ทำพิธี


.
.
.



ถึงจะทำหน้าที่เป็นช่างภาพแต่ถึงเวลากินเราก็ขอร่วมวงด้วยเหมือนกัน รูปนี้ถ่ายตอนญาติๆกำลังเตรียมอาหารไว้ถวายพระที่หน้าโบสถ์ แต่เราจะกินได้ต้องหลังจากพระฉันกันเสร็จเรียบร้อยแล้วมั้งถ้าจำไม่ผิด เห็นแล้วก็น้ำลายไหล ไม่รู้ดูออกกันหรือป่าวว่ามีอะไรบ้าง อาหารเหนือของโปรดเราทั้งนั้น มีน้ำพริกอะไรหว่าลืมชื่ออีกแล้ว อิอิ น้ำพริกสีส้มๆแดงๆที่เค้าไว้กินคู่กับจอผักกาด บางทีก็ใส่มะกอกสดๆลงไปด้วยทั้งลูก คนภาคกลางไม่รู้จักแหงๆ พร้อมผักลวกหลายชนิด แกงที่เห็นนั่นคือแกงส้มสะแลใส่หมู (ไม่รู้คนภาคกลางเรียกสะแลหรือป่าว หน้าตามันคล้ายๆสะเดา) แกงที่ว่านี่รสชาติคล้ายๆจอผักกาด กินคู่กะจิ้นหมูทอดอร่อยมากๆ อิอิ อ้อ...ทั้งหมดนี่ต้องกินกับข้าวเหนียวนะ นี่ล่ะถึงจะเรียกว่าอาหารเหนือแท้ๆ จากของคาวก็ตบท้ายด้วยของหวานคือขนมชั้นกับขนมหม้อแกง กินใหุ้พุงกางกันไปเลย

ใครอยากเห็นภาพชัดๆก็คลิกที่นี่ ได้เลย


.
.

คุยไปคุยมากลายเป็นว่าบล็อก "เล่าด้วยภาพ" จะกลายเป็นบล็อกอาหารไปซะแล้ว ก็มันอดไม่ได้นี่นา

เข้าเรื่องกันต่อ ไหนๆก็พูดถึงเรื่องวัดเรื่องพระ ก็เจออีกรูปที่ถ่ายตอนไปเที่ยวที่เมืองเก่าสุโขทัย รูปนี้ชอบมากเพราะกว่าจะถ่ายออกมาได้แบบนี้ใช้เวลาถ่ายนานมาก หลายช็อตและถ่ายยากมากด้วยเนื่องจากเค้าปิดประตู ที่ถ่ายมาได้นี่ก็เพราะเอาหน้ากะมือตัวเองมุดช่องประตูเหล็กเข้าไป ดีนะที่หัวไม่ติด อิอิ



แล้วก็อีกตามเคยตามประสาคนขี้ลืม จำชื่อพระพุทธรูปองค์โตองค์นี้ไม่ได้ทั้งๆที่เห็นออกจะบ่อยตามโปสการ์ด ของคู่บ้านคู่เมืองแท้ๆ แย่ไหมเนี่ยฉัน


วันนี้เอาเท่าที่หาได้ก่อน เอาไว้วันหลังถ้าค้นเจอรูปอื่นๆแล้วค่อยเอามาแปะใหม่ ดูรูปไปคิดอะไรไปก็คลายความคิดถึงบ้านได้เยอะเหมือนกันแฮะ


บล็อกก่อนหน้านี้:
--วันแรกกับการทำบล็อก
--Galadriel แห่ง The Lord of The Rings




 

Create Date : 29 มีนาคม 2550    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 2:09:33 น.
Counter : 31 Pageviews.  

วันแรกกับการทำบล็อก



อันที่จริงเว็บส่วนตัวก็มี สเปซในMSNก็มี แต่โลภมากเห็นคนอื่นเค้ามีบล็อกก็เลยอยากมีบ้าง อิอิ

พอบล็อกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างกลับนึกไม่ออกเสียนี่ว่าจะเริ่มเขียนเกี่ยวกับอะไรดี สงสัยเป็นเพราะสมองเริ่มจะล้าหลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการนั่งงมๆทำบล็อกแต่งบล็อกนู่นนี่ ตามทิปต่างๆที่คนอื่นเค้าแนะนำกันไว้ อ้อ..อีกอย่างทำๆไปก็เริ่มคิด ไม่รู้จะมีคนมาอ่านของเราหรือป่าวเนอะ ฮะๆๆ...

คิดไม่ออกบอกไม่ถูก
งั้นง่ายๆเอาผลงานภาพวาดภาพเขียนของที่ตัวเองที่ทำไว้นานแล้วมาลงดีกว่า ไหนๆก็มีหัวบล็อกเรื่อง"วาดไปตามอารมณ์"แล้วนี่

ปล.บอกผู้อ่านไว้ก่อนว่าเราเป็นแค่จิตรกรสมัครเล่นเท่านั้นน้าาา




 

Create Date : 29 มีนาคม 2550    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 2:08:10 น.
Counter : 29 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

BlogGang Popular Award#13


 
~ Cerulean Blue ~
Location :
ลำปาง Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 118 คน [?]




:: About Me ::


A girl, her life, and the old little Dutch house. Oh, and possibly a few adventures...

Anyway feel free to drop by and say hi :)

:: decorating ::
:: sewing ::
:: crafting ::
:: painting ::
:: traveling ::
:: and Living! ::

"ผจญภัยในอ้อมแลนด์"













:: PREVIOUS POSTS ::


...My simple kitchen pantry storage and the most frequently asked questions about Cerulean Blue...

...The guest bedroom and how to hang wallpaper...ห้องนอนเล็ก และ how to การติดวอลเปเปอร์แบบง่ายๆ...

...Blog is more than you think... ชีวิตและการเขียนบล็อก...

...The Little Groningse Kitchen...

...My polka-dot room and how to crochet 'Spring Blossom granny square # 2'...

...My 'blue' and 'white' curtain...

...and I am back again, officially... นกน้อย คืนรัง ^^...

...Window seat project #2... มุมริมหน้าต่างเสร็จแล้ว + งานเล็กๆของช่างไม้มือสมัครเล่น ^_^...

...My kitchen, my pride...

...'Cute curtains' and a quick peek into my sewing room...

...My new sofa slipcover!... โปรเจ็คยักษ์ 'ผ้าคลุมโซฟา' ^^...

...One Year already!... ครบหนึ่งปีพอดี + รวมมิตรรูปบ้าน และเรื่องบ้านๆที่อยากแบ่งปันกัน...

...Shabby shabby...เก่านิดๆ ถลอกหน่อยๆ...

...That nice 'ugly' shelf...

...'The white fireplace' and my old glass cabinet...

...A bit of a change in the living room...

...'Spring Blossom' granny squares...แกรนนี่สแควร์ลายใหม่ ^-^...

...'Cerulean' crochet cushion... และคุยเล็กคุยน้อย...

...Café curtains...

...My 'kitsch' kitchen...และชีวิตช่วงนี้...

...Another armchair slipcover!...ผ้าคลุมเก้าอี้ (อีกแล้ว)...

...Armchair slipcover...โปรเจ็คแรกแห่งปี!...

...Santa Wood(s), Christmas tree and a few tips of choosing colours for your home...

...A Little Update...

...Make it 'COZY'...



:: All About My Home ::


...New Home...
































































...Old Home...




























:: งานเขียนและรูปภาพในบล็อกนี้
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาต ::


New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ~ Cerulean Blue ~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.