'Cerulean Blue' is back! And with a happy skirt.... :)




...My old little Dutch home...


...(บล็อกนี้เขียนสองภาษาทั้งอังกฤษและไทย ภาษาไทยอยู่ด้านล่างนะจ้ะ)...


So it's been a while... actually longer than a while since my last visit here in my blog...

I just checked the blogs from my fellow bloggers, it seems most of them have also been absent from their blogs. Probably that happened for the same reason as mine.. We have been busy with other things in life and we've found our way elsewhere to hang out and communicate with people like on Facebook and stuff, so the blog has been forgotten. How pity.

Even though I have nothing against the social media but honestly I sometimes miss the old vibe and miss the people I used to talk to here (although the friendship continued to grow somewhere else but I never forget how we started and you know all began here on this little space called bloggang). I also miss the old blogging culture when we did take our time to write and share something that interested us or interested other people. We did so well and were so committed as if we were trying to write a good book that we wished someday it would become a great treasure to the world or something.




...I turn my kitchen into a sewing room again...เปลี่ยนห้องครัวให้เป็นห้องเย็บผ้าอีกแล้วววว...



I remember those days when we used to pay the real attention to things around us, watch the world through our innocent eyes, live a slower pace of life and enjoy every small moment as if it was our last... However we can't turn the clock back. I mean I don't want to because I have changed a lot as a person and so has my life. But I know what I can do is reviving that side of me and live it again. So I guess that is what brought me back here.

So let's start fresh again, shall we?

How about sewing a beautiful tulle skirt and making ourselves feel like a lovely ballerina or a princess? Sounds like a cool idea to start with?

:)








If you follow my blog, you might remember several years back from my old post that how much I loved dresses and wished I could make my own dresses someday. In fact I have made quite a lot of dresses/skirts the past few years and used them in real life!! So I can cross that off from my bucket list. This particular skirt is now my most favorite one. It's pretty and fun to wear. I could call it a 'happy skirt' because it makes me happy and smile when I put it on and it makes other people smile as well when they see me wearing it. I think it fits me really well. And I like it so much that I even started making a second one! I will show you when it's done so stay tuned.


Well, maybe that's it for the first post after years of being absent. Good bye everyone for now I wish you all a wonderful day!

PS. Just in case you are wondering, although things have changed a lot but I still live in my old little home and decorating is still my passion. I will come back and write about what I do with my house here sometime :)








นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เข้ามาที่บล็อก...

ฉันพึ่งแว้บเข้าไปดูบล็อกของเพื่อนๆ เลยเห็นว่าหลายคนก็ไม่ได้เข้าบล็อกมานานมากๆแล้วเหมือนกัน เหตุผลส่วนใหญ่ฉันเดาว่าคงคล้ายๆกัน คือแต่ละคนก็คงมีภาระกิจในชีวิตทำให้ไม่สะดวกมาอัพบล็อกเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนั้นความสะดวกสบายและความรวดเร็วของการติดต่อสื่อสารกันในโลกโซเชียลที่มีมากกว่า ก็ทำให้เราส่วนใหญ่เลือกที่จะไปใช้เวลาอยู่ที่นั่นแทน สุดท้ายบล็อกเลยกลายเป็นโลกของอดีต...

ไม่เว้นแม้แต่ตัวฉันเองที่ก็อาศัยความสะดวกของโลกโซเชียลในการติดต่อกับเพื่อนๆและครอบครัวเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นลึกๆมีหลายครั้งที่ฉันอดที่จะคิดถึงบล็อกไม่ได้ คิดถึงเพื่อนๆที่เคยคุยกันในนี้ แม้หลายคนจะตามไปคุยกันและเป็นเพื่อนกันต่อในโลกของโซเชียลก็ตาม แต่อย่างว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่ ใช่ไหมจ้ะ...
นอกจากนั้นก็คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ คิดถึงวันวานที่การเขียนบล็อกเป็นส่วนสำคัญของชีวิต คิดถึงเวลาที่เดินช้าๆในวันที่นั่งเขียนบล็อก ความตั้งใจที่เราให้กับการเขียนบล็อกแต่ละครั้ง เราทำราวกับว่าตัวเองกำลังนั่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สำคัญมากที่วันนึงอาจจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญของโลกขึ้นมาก็ได้ยังไงยังงั้นทีเดียว...





...Done and trying it on...เสร็จแล้วก็ลองใส่เลย ...




ฉันยังจำได้ถึงช่วงเวลาที่โลกหมุนช้ากว่านี้... ช่วงเวลาที่ผู้คนใส่ใจกับรายละเอียดและมองสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยสายตาอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เราให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลาราวกับว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายของเราในโลกเบี้ยวๆใบนี้ แม้จะรู้ดีว่าเราหมุนเวลาย้อนกลับไม่ได้ ซึ่งจะว่าไปจริงๆฉันก็ไม่อยากย้อนกลับไปอยู่ดี เพราะอดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว แต่สิ่งที่ฉันทำได้คือดึงด้านนั้นของตัวเองกลับมา ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตจะเปลี่ยนไป แต่ด้านนั้นของฉันยังอยู่ ซึ่งนั่นเองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงอยากกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง


เวิ่นเว้อมาซะยาว เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นกันใหม่กับโลกของการเขียนบล็อกด้วยการเย็บกระโปรงสวยๆให้ตัวเองใส่ดีไหมจ้ะ




...I'm so happy with the result!...



ถ้าเพื่อนๆเคยติดตามบล็อกของฉันมาก่อน อาจจะเคยจำได้ว่าฉันเคยอยากลองฝึกตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เองมากโดยเฉพาะเดรสและกระโปรง จะบอกว่าสองสามปีที่ผ่านมาฉันลองฝึกตัดเย็บเสื้อผ้าเอง คือตัดทั้งเดรสและกระโปรงเองไปหลายตัวแล้วเหมือนกันจนแทบจะไม่ค่อยง้อร้านเสื้อผ้าแล้วด้วย ถือเป็นสิ่งที่หวังและสมหวังดั่งใจไปแล้วเรียบร้อย ทุกวันนี้ฉันก็ยังตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เองเป็นประจำ แอบภูมิใจเล็กๆเหมือนกันแฮะที่ตัวเองทำได้ อย่างล่าสุดที่พึ่งตัดกระโปรงตัวนี้เสร็จไป อีกทั้งลองใส่จริงไปแล้วเรียบร้อยตอนไปเดินเล่นในเมือง มีหลายคนทักด้วยว่ากระโปรงสวย อิอิ... ใส่แล้วรู้สึกเหมือนกลายเป็นนักเต้นบัลเล่ย์หรือเจ้าหญิงยังไงยังงั้น และชอบกระโปรงแบบนี้มากถึงขนาดเตรียมตัดตัวที่สองเลยทีเดียว เอาไว้ตัดเสร็จฉันค่อยมาอัพเดตให้อ่านกันอีกที


สำหรับโพสต์แรก(หลังจากหายหน้าไปหลายปี)เอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า... จบกันดื้อๆแบบนี้เลย

อ้อ...และเผื่อใครสงสัย ถึงชีวิตจะเปลี่ยนไปมาก แต่ฉันก็ยังอยู่บ้านหลังน้อยหลังเดิมเหมือนเดิมนะจ้ะ และการแต่งบ้านยังเป็นสิ่งที่ฉันรักอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยน เอาไว้เดี๋ยวมีโอกาสฉันค่อยมาอัพเดตให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง

ไว้เราค่อยมาเจอกันใหม่ ลากันด้วยรอยยิ้มหวานๆของเจ้าของบล็อก ขอให้ทุกคนมีความสุขทุกวันนะจ้ะ...



...The smiley girl with her lovely skirt :)...








 

Create Date : 17 มิถุนายน 2560    
Last Update : 17 มิถุนายน 2560 3:48:20 น.
Counter : 759 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

My simple kitchen pantry storage and the most frequently asked questions about Cerulean Blue...





...My simple kitchen pantry storage...




ตั้งใจจะอัพบล็อกมาหลายวัน แต่ไม่มีจังหวะดีๆสักที จนมาคืนนี้อารมณ์เขียนมาพอดี เลยต้องรีบปั่น ไม่งั้นเดี๋ยวจะดองบล็อกนานอีก

เพื่อนๆว่าที่แขวนในครัวแบบนี้น่ารักไหมเอ่ย? ^^

จริงๆฉันคิดอยากทำที่แขวนเครื่องใช้ในครัวแบบง่ายๆอย่างที่เพื่อนๆเห็นในรูปนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสซักที จนมาวันหนึ่งพี่บก.ที่น่ารักของ ModernMom เปรยๆอยากให้เขียนถึงเรื่องวิธีจัดเก็บของใช้สำหรับบ้านที่มีพื้นที่เล็กๆ ถึงได้ตัดสินใจลงมือทำ แล้วก็ออกมาอย่างที่เห็น ทำแค่ไม่กี่ชม.ก็เสร็จ ถ้าไม่มีงานเขียนคอลัมน์เป็นตัวบังคับ งานชิ้นนี้ก็คงไม่มีวันเป็นรูปเป็นร่างได้ อิอิ

วิธีการก็ทำง่ายมากๆ แผ่นไม้อัดรูๆแบบนี้เพื่อนสามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป แบบที่เป็นเหล็กก็มี จากนั้นก็วัดและตัดให้พอดีกับเนื้อที่ที่ต้องการ และติดลงไป ตกแต่งทาสีเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ก็ออกมาเก๋ไก๋แบบนี้แล้ว เดี๋ยวถ้าเคลียร์โรงรถเรียบร้อย ฉันจะทำแบบเดียวกันนี้เอาไว้แขวนอุปกรณ์ช่างและเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆในโรงรถ นอกจากมีประโยชน์แล้ว ยังออกมาเท่ห์มากๆเหมือนกัน :-)












อ้อ..แอบประชาสัมพันธ์นิดนึง หากใครสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับเคล็ดลับการแต่งบ้านน่ารักๆง่ายๆสไตล์ Cerulean Blue ลองแอบมองหานิตยสาร ModernMom คอลัมน์ Inspire Corner ตามแผงหนังสือทั่วประเทศทุกเดือนได้เลยนะจ้ะ ซื้อเล่มเดียวได้ครบทุกรสชาติเลยน้าาา อ้อ...และถึงแม้ตอนนี้ฉันจะกลายมาเป็นคนเขียนเรื่องแต่งบ้านอย่างเต็มตัวแล้ว แต่สัญญากับเพื่อนๆว่าจะไม่ทิ้งบล็อกแน่นอน และจะว่าไปก็ยังมีเรื่องสัพเพเหระมาคุยให้เพื่อนๆได้อ่านเล่นๆอีกมากมาย คุยไปอีก 10 ปีก็ไม่มีวันหมด เหอๆๆๆ ฉันไม่ทิ้งบล็อก เพื่อนๆก็อย่าทิ้งฉันนะจ้ะ คุยคนเดียวบางทีมันก็เหงาน่ะ


.
.
.
.









...The most frequently asked questions (FAQ) about Cerulean Blue...


ช่วงเวลาหลายๆปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจัง ประกอบกับมีกิจกรรมอื่นๆที่เกิดตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและงานเขียน นี่เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากๆ
"ทำอย่างไรถึงจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีพลังสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา...?"

ความบ้าพลังของฉันมันเห็นเด่นชัดมากเลยใช่ไหม เลยทำให้ใครๆสงสัยกันไปหมด แหะๆ...

ก่อนอื่นต้องบอกเพื่อนๆก่อนว่าโดยปกติฉันเป็นคนที่ค่อนข้างไฮเปอร์อยู่แล้ว ไฮเปอร์ในที่นี้หมายถึงเฉพาะกับเรื่องที่ตัวเองสนใจและถนัดเท่านั้นนะจ้ะ ส่วนเรื่องที่ไม่สนใจลองถามแม่หรือสามีได้เลยว่าฉันจะกลายเป็นคนเฉื่อยไปทันที -_-' เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆอยากได้คำตอบกับคำถามที่ว่า "ทำอย่างไรถึงจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีพลังสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา...?" คำตอบก็อยู่ข้างบนนั่นเอง...สั้นๆ ง่ายๆ คือ อย่างแรกเลยเพื่อนๆต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าสนใจและถนัดเรื่องอะไรมากที่สุด ถ้าหากใครยังตีโจทย์คำถามนี้ให้ตัวเองไม่ได้ ต่อให้เป็นคนไฮเปอร์มากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เพราะเราจะไฮเปอร์ได้แค่ส่วนของกาย แต่ใจเรากำลังหลงทางอยู่ที่ไหนซักแห่ง สุดท้ายเราก็จะได้แค่เหนื่อย และหยุดไปเสียดื้อๆ อีกทั้งความรู้สึกที่ได้มันจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกวันนี้แค่ได้ทำสิ่งที่ฉันทำ ฉันก็มีความสุขแล้ว เป้าหมายมันไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จเลย แต่อยู่ที่การที่เราได้ทำต่างหาก









กลับมาที่ตัวฉันอีกรอบ ดูผิวเผินฉันอาจจะเป็นคนที่ทำอะไร หรือสนใจอะไรหลายอย่างมากๆ หลายคนอาจจะมองว่าฉันเป็นคนจับฉ่ายด้วยซ้ำ แต่จริงๆแล้วถ้าดูกันดีๆ ทุกอย่างที่ฉันทำ ไม่ว่าจะเป็นทำสวน เย็บผ้า งานไม้ ถ่ายรูป ขายของ ท่องเที่ยว อ่านหนังสือ งานเขียน ศิลปะ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งบ้านทั้งสิ้น หรือจะพูดว่าการแต่งบ้านคือจุดศูนย์กลางของสิ่งที่ทำทั้งหมดนั่นเอง ยกตัวอย่าง สมมติถ้าหากฉันบอกว่าฉันชอบถ่ายรูปมากกกก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องอินไปกับการถ่ายรูปตลอดเวลา แต่ฉันจะเลือกถ่ายงานที่ฉันสนใจเท่านั้น

หรือกับการเย็บผ้าเหมือนกัน ฉันไม่ใช่คนเย็บเก่งหรือรู้เทคนิคการเย็บไปเสียทุกอย่าง แต่ฉันเลือกเย็บเฉพาะของที่ฉันอยากนำมาใช้แต่งบ้านเท่านั้น หรือการที่ฉันสนใจงานศิลปะทุกแขนง นั่นก็เพราะว่างานศิลปะช่วยทำให้ฉันเข้าใจหลักการแต่งบ้านได้ดีขึ้น เพราะบางทีเราต้องทำความเข้าใจเรื่องสีและองค์ประกอบต่างๆ อีกทั้งศิลปะทำให้เรามีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ต่างจากคนอื่น พูดง่ายๆคือคนที่ชอบศิลปะ หรือมีความเข้าใจศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะทำให้เข้าใจการแต่งบ้านมากขึ้นนั่นเอง









และสิ่งสำคัญอีกอย่างของการจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีพลังสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา คือการเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คือเอาคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่อย่าถึงกับเอาคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐานเวลาจะทำอะไรสักอย่าง ลองถามตัวเองดูว่าเราอยากเป็นอยากทำเพราะตัวเราเองจริงๆ หรืออยากเพราะอยากเป็นหรืออยากมีแบบคนอื่น ถ้าเป็นอย่างหลังนี่อันตรายมาก เพราะเราจะทำไปมองคนอื่นไป แม้วันนึงจะพบความสำเร็จ แต่มันจะเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการอยากเอาชนะมากกว่า ไม่ได้เกิดมาจากใจ คือจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อสำเร็จ ไม่ใช่สุขที่ได้ทำ คุณค่าของสุขที่ได้มันต่างกันมากๆ







ปิดท้ายด้วยคำถามสุดท้ายที่ถือว่าเป็นคำถามหนึ่งที่คนอ่านถามกันเข้ามามาก 'เวลาถ่ายรูป ใช้กล้องอะไร...?'

ตั้งแต่เขียนบล็อกมาใช้กล้อง Fuji FinePix S5500 ตัวเดียวมาตลอดจ้ะ ใช้เค้าจนคุ้มเลย เค้าใช้อะไรได้บ้างก็เค้นออกมาจนหมด ถือว่ากล้องตัวนี้เป็นครูสอนถ่ายภาพให้ตัวเองไปเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งเมื่อซักประมาณปลายปีที่แล้ว(2012)นี่เอง ตอนที่เริ่มรับงานเขียนให้แม็กกาซีน เพราะอยากให้งานออกมาดีกว่าเดิมเลยตัดสินใจซื้อกล้อง DSLR ตัวแรกในชีวิตของ Canon EOS 600D จริงๆฉันอยากได้อันที่โปรกว่านี้เพราะมันมีผลกับงานมากๆ แต่ว่าเพราะงบมีไม่มาก เลยได้ตัวนี้มาใช้ก่อน แต่ก็ชอบมากๆ รักมากๆ

แต่อย่างไรก็ตามอยากบอกเพื่อนๆอีกครั้งว่าฉันไม่ใช่เซียนถ่ายรูปเลย แต่อาศัยรู้จักเลือกองค์ประกอบของรูปมากกว่า และการจัดแสง รวมไปถึงใช้ Photoshop ช่วยเวลาคัดรูปมาลงบล็อก ฉันเป็นคนถ่ายภาพคนนึงที่เน้นใช้ความรู้สึกถ่ายก่อน แล้วพยายามเรียนรู้การปรับกล้องไปเอง ไม่เน้นที่ตัวกล้องน่ะจ้ะ พูดง่ายๆคือถึงมีกล้องดีแค่ไหน แต่รูปจะออกมาดีหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่ตัวคนถ่ายก่อน ฉันเชื่อแบบนั้นน่ะ


ทิ้งท้ายด้วยรูปเต่าทองที่แอบมาเกาะอยู่ริมรั้วหน้าบ้าน ขอให้โชคดีจงอยู่กับเพื่อนๆทุกคน
แล้วเจอกันใหม่คราวหน้าค่ะ












 

Create Date : 14 มิถุนายน 2556    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 1:48:46 น.
Counter : 2767 Pageviews.  

Blog is more than you think... ชีวิต และการเขียนบล็อก




... Me ...




ตีสองกว่าแล้ว แต่นอนไม่หลับแฮะ งาน(เขียน)ก็คิดไม่ค่อยออก แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปทำธุระที่กรุงเฮกอีก...

อย่ากระนั้นเลย ข่มตาหลับไม่ได้ผล งั้นแว้บเข้ามาในบล็อกดีกว่า เขียนนั่นๆนี่ๆนิดหน่อยก็ถือเป็นการวอร์มเครื่อง เผื่อจะคิดเรื่องที่เขียนเป็นงานออก ไม่ได้มาอัพเดตบล็อกนานเป็นเดือน เลยรู้สึกอยากปรับเปลี่ยนนั่นๆนี่ๆนิดหน่อย อีกทั้งหลังจากเขียนบล็อกมาหลายปี ข้อมูลค่อนข้างเยอะ จัดหัวข้อใหม่ ก็ทำให้อ่านง่านขึ้น
แอบไปอ่านบล็อกเก่าๆของตัวเองก็มีแอบหัวเราะอยู่คนเดียวด้วย ฮ่าา คนเรานี่เรียนรู้ชีวิตและการเติบโตทางความคิดได้จากเวลาและประสบการณ์จริงๆเนอะ ลองผิดลองถูกไปจนกว่าจะหาหนทางของตัวเองเจอ







บล็อกแรกฉันเขียนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 นับเวลาก็ 6 ปีแล้วสินะ ไม่น่าเชื่อเลย เมื่อลองมองย้อนกลับไป ตอนนั้นเริ่มเขียนแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลยสักนิด จำได้ว่าเป็นช่วงรอยต่อของชีวิต แอบรู้สึกเคว้งคว้างสับสนในบางทีเพราะไม่รู้จะเดินไปทางไหน สิ่งเดียวที่คิดถึงตอนนั้นคือการเขียน เวลาจิตตกทีไร ฉันมักจะเป็นแบบนี้ การเขียนคือสิ่งแรกที่นึกถึง มันคือการบำบัดอาการจิตตกอย่างหนึ่งของตัวเอง

แล้วจะเขียนเรื่องอะไรดี? ตอนนั้นกำลังอินกับการวาดภาพ เลยเลือกเปิดหัวข้อเกี่ยวกับผลงานวาดของตัวเอง เรื่องแต่งบ้านตอนนั้นยังไม่อินเลยสักนิด คือตอนนั้นก็ชอบอ่านชอบดูเรื่องแต่งบ้านนะ แต่เพราะเรายังไม่มีที่อยู่ของตัวเอง ยังอาศัยบ้านคนอื่นด้วยล่ะ แรงผลักดันการแต่งบ้านเลยยังไม่เกิด อารมณ์เวลาดูรูปบ้านสวยๆตอนนั้นมักจะถูกขัดจังหวะด้วยความรู้สึกของการ "ไม่มีบ้าน" จากนั้นก็ตามมาด้วยความเศร้า แล้วก็จะยิ่งจิตตกไปกันใหญ่อีก










เมื่อหกปีที่แล้วถ้ามีใครนั่งไทม์แมชชีนเพื่อมาบอกว่า "อ้อม....เธอจะหลงใหลการแต่งบ้านมากกกก.... มากจนวันนึงมันกลายมาเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของเธอเลยนะ" จะไม่เชื่อเลย เหอๆๆ... โชคชะตาชีวิตของคนเราจะว่าตลกก็ตลก ถ้าใครอ่านบล็อกฉันมาตลอดคงจะจำได้ว่าฉันเคยพูดบ่อยๆว่าฉันเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต เชื่อเรื่องที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล หกปีที่เขียนบล็อกนี้คือความตั้งใจ คือการใส่หัวใจของตัวเองลงไปกับทุกเรื่องที่ฉันทำและคิด การที่เป็นคนฟังความคิดและไม่เคยปล่อยให้อะไรผ่านไปอย่างเลื่อนลอย มันทำให้วันหนี่งเราเลือกทางเดินที่เหมาะกับตัวเอง และสุดท้ายคือการค้นพบจุดหมายปลายทาง มันอาจจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด หรือราบรื่นที่สุด แต่เราจะเดินไปอย่างมั่นใจเพราะเรารู้ว่านี่เป็นเส้นทางที่เราเลือกด้วยหัวใจ และเราจะไม่มีวันกลัวอุปสรรคเลย











ไม่ใช่แค่ในเรื่องหน้าที่การงานที่เกิดได้เพราะการเขียนบล็อก (งานเขียนในบล็อกก็ใช้เป็น portfolio ได้ด้วยนะ ฉันลองมาแล้ว) แม้แต่เพื่อนสนิทในชีวิตจริงที่เป็นเพื่อนรักกันทุกวันนี้ ก็เริ่มต้นมาจากการเป็นเพื่อนบล็อกกันมาก่อนเช่นกัน เห็นไหม บล็อกให้อะไรมากกว่าที่ใครๆคิดเยอะเลย แม้เพื่อนบล็อกหลายคนจะเลิกเขียนบล็อกไปหลังจากเฟซบุคเข้ามา (ตัวฉันเองก็ใช้เวลากับเฟซบุคเยอะ) แต่ก็คอยบอกตัวเองเสมอว่าอย่าทิ้งบล็อก และต้องไม่มีวันลืมว่าที่ฉันเป็นฉันหรือมีตัวตนแบบทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากสิ่งที่เขียนและสิ่งที่เป็นในบล็อกนั่นเอง

อยากขอบคุณบล็อกจากใจจริง ถ้าบล็อกมีชีวิต ก็อยากจะบอกว่า "รักเธอนะจ้ะ"...
:-)

.
.
.




....ดึกแล้ว (ใกล้สว่าง) พอก่อนดีกว่า ช่วงนี้แม่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวหาถึงประเทศฮอลแลนด์ จริงๆพ่อก็มาด้วย แต่พ่อกลับไปก่อน คราวหน้าอาจจะเขียนเรื่องพ่อกับแม่บ้าง ส่วนใหญ่เขียนแต่เรื่องแต่งบ้าน ลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็น่าจะดี รวมไปถึงรูปประกอบบล็อกนี้ เอารูปนอกสถานที่บ้างเนอะ เพราะเพื่อนๆอาจจะเห็นมุมนั้นมุมนี้ในบ้านฉันบ่อยจนเอียนกันไปแล้วก็ได้ รูปที่เห็นถ่ายมาจากร้านของเก่าใกล้ๆบ้านฉันเอง เจ้าของร้านน่ารักและชอบเมืองไทยมากกกกกก ^___^

สุดท้ายจริงๆ...ขอปิดท้ายอีกนิดด้วยรูปบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิรอบๆบ้านเมื่อตอนมีนาคมที่ผ่านมา











แล้วเจอกันใหม่คราวหน้าค่ะ





 

Create Date : 04 มิถุนายน 2556    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 2:13:08 น.
Counter : 28 Pageviews.  

...and I am back again, officially... นกน้อย คืนรัง ^^







พึ่งจะบอกไปหยกๆว่าย้ายบล็อก ที่บล็อกนี้ แต่ไปๆมาๆตอนนี้กลับมาอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะเขียนหัวข้อว่า 'กลับมาตายรัง' แต่มันฟังดู negative ไปหน่อย คำว่า 'คืนรัง' เลยฟังรื่นหูกว่าเยอะ คนเราบางทีก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ยิ่งคนแปลกๆอย่างฉันด้วยแล้ว ถ้าถามว่า ทำไมถึงกลับมา? ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Blossom Blue คือสิ่งที่แตกยอดและเบ่งบานจาก Cerulean Blue พอเริ่มจริงจัง
//www.myblossomblue.com เลยเป็นเว็บที่ทำเพื่อ Blossom Blue และคิดว่าควรจะย้ายไปนู่นด้วยเพราะคงดูแลสองบล็อกสองที่ไม่ไหว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาที่เดิมจนได้...

Blossom Blue ถือกำเนิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2011 (ช่วงที่น้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพพอดี จำได้ๆ) เพราะความสนุกเล็กๆของตัว Cerulean Blue เอง ที่อยากลองขายของแต่งบ้าน คือหลังจากที่ฉันเขียนบล็อกเกี่ยวกับการแต่งบ้านมาหลายปี หลายครั้งมีคำถามจากคนอ่านว่าฉันหาของแต่งบ้านมาจากไหน ประกอบกับงานของฉันก็เกี่ยวของกับของแต่งบ้านโดยตรง (ร้านขายของแต่งบ้านน่ารักๆที่ฉันเคยเขียนไว้ในนี้ ทุกวันนี้ยังทำพาร์ตไทม์อยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนเลย มันคือความผูกพันธ์ที่ฝังลึก ทั้งการรักงาน รักนาย รักเพื่อนร่วมงาน) การที่เราคลุกคลีกับวงการนี้อยู่แล้ว เลยคิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถถ้าอยากลองขายบ้าง นั่นล่ะความคิดที่จะอยากเปิดพื้นที่ขายของเล็กๆเลยเกิด แรกๆเลยมีแต่คนอ่านบล็อกที่น่ารักที่มาอุดหนุน มันเป็นอารมณ์เพลิดเพลินเล็กๆหาของสนุกๆกระจุ๊กกระจิ๊กไป อีกทั้งทำให้ฉันมีรายได้เล็กๆเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งรายได้ที่ได้ก็ไม่ได้ไปไหน ก็เอามาใช้ซ่อมแซมบ้านและตกแต่งบ้านที่ค้างคานั่นเอง เหมือนเราขายความสุขเพื่อเอามาต่อยอดกับความสุข เพื่อนๆเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหมจ้ะ

แต่เหตุผลที่ฉันใช้ชื่อใหม่เพราะไม่อยากให้ซ้ำกับ Cerulean Blue เพราะอยากให้ผู้ชม/ผู้อ่านแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนว่า Cerulean Blue คือฉันคนนี้ที่ชอบแต่งบ้าน และทำงานดีไอวายนู่นนี่ให้กับบ้านตัวเอง ส่วน Blossom Blue คือธุรกิจที่ฉันทำแค่นั้นเอง ใครที่อ่านบล็อกฉันมาแต่แรกจะรู้ดีว่าฉันเป็นคนที่ค่อนข้างมีความชัดเจนและเจตนารมณ์ในตัวเองสูงเวลาที่จะทำอะไรซักอย่าง


...และแล้วเวลาผ่านไป เพจ Blossom Blue ก็เบ่งบานสมชื่อ ถ้าพูดถึงในแง่ของตัวเงินรายได้ก็ตัวเลขหลายหลักเลย คือตั้งแต่โตมาไม่เคยทำงานได้เงินมากมายแบบนี้ สงสัยเพราะแบบนี้ด้วยตอนนี้เลยมีคนอยากทำกันเยอะมาก ความสำเร็จส่วนหนึ่งฉันเดาว่าอาจจะเป็นเพราะความช่างเจรจา เข้ากับคนง่าย บวกกับสิ่งที่ฉันนำเสนอควบคู่ไปกับการขาย ตั้งแต่สาระการแต่งบ้าน รวมไปถึงไลฟ์สไตล์การเดินหาของเก่าร่วมกับการขายไปด้วย... อ้อ..การเขียนคอลัมน์ DIY ในนิตยสาร my home ก็มีส่วน (เรื่องผ้าคลุมโซฟาของฉันก็ได้ตีพิมพ์ด้วยนะ เพื่อนๆเห็นกันหรือยัง เป็นงานชิ้นที่สองที่ได้พิมพ์กับ my home ส่วนผลงานชิ้นแรกก็ในรูปข้างล่างนี่เอง )










และนั่นล่ะ...การเติบโตแบบก้าวกระโดด คนเข้ามาเยอะ ทำให้ฉันปรับตัวและปรับใจไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งเหนือความคาดคิดอย่างที่สุด แต่ความสำเร็จบางทีมันก็แลกมาด้วยความเจ็บปวด พอคนมากหน้าหลายตาเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งโลกธุรกิจมันเป็นโลกแห่งการแข่งขันและเรื่องของเงินทอง ปัญหาหลายอย่างเลยเกิดขึ้น ทั้งปัญหากับคนอื่น และกับความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่ว่าฉันไม่พยายาม แต่จริงๆก็พยายามแล้ว มีหลายๆยกเลยที่รู้สึกแย่ แต่ก็ลุกมาได้ทุกครั้ง จนล่าสุดมันรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว

อย่างที่เค้าว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาวนั้นจริงแท้อย่างที่สุด หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการทำธุรกิจ แต่เพราะจุดเริ่มต้นของ Blossom Blue ไม่ได้เกิดเพราะการอยากทำธุรกิจหรือเรื่องเงินทองเป็นหลัก พอต้องมาอยู่ในจุดนี้ ความขัดแย้งในใจของตัวเองเลยเกิดขึ้นบ่อยๆ สุดท้ายก็กลับมาคิดว่าที่เราทำอยู่นี่ใช่แล้วหรือ....??

ถึงตอนนี้เพื่อนๆคงรู้คำตอบกันแล้วใช่ไหม...

.
.
.









...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกน้อยสีน้ำเงินที่อยากบินสูง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและฝันถึงฝั่งฟ้าฟากนู้น เลยออกเดินทางบินข้ามมหาสมุทรเพราะคาดหวังว่ามันน่าจะเป็นการผจญภัยที่สนุก สุดท้ายต้องฝ่าพายุฝน คลื่นลมแรง และอีกสารพัด และพอถึงจุดหมายดั่งใจ กลับเห็นแต่เกาะแห่งความว่างเปล่า และมาคิดได้ว่ารังที่จากมานี่เอง ที่เป็นที่ที่ทำให้ตัวเองเป็นนกที่เป็นนกสมบูรณ์ที่สุด เป็นที่ๆทำให้ร้องเพลงเพราะที่สุด เป็นที่ที่ต้นไม้เขียวที่สุด และดอกไม้สวยที่สุด ไม่ใช่เกาะที่ว่างเปล่าแห่งนี้

คิดได้แบบนั้น นกก็รวบรวมพลังที่เหลือทั้งหมด บินข้ามมหาสมุทรกลับมาหารังเดิมของตัวเองอีกครั้ง ที่ๆเพื่อนๆแวดล้อม ที่ๆคนต้อนรับอย่างจริงใจ ตอนนี้นกสีน้ำเงินตัวนี้กลับมาร้องเพลงเพราะเหมือนเดิม และกลับมาทำรังผุพังที่ตัวเองเคยจากไปให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง

..................................................





หลายคนสงสัยว่าฉันยังขายของต่อไปไหม คำตอบก็คือขาย แต่คงจะไม่ทำแบบที่เคยทำ แต่ช่วงนี้ถือเป็นช่วงพักยาวและอยากเคลียร์ของเดิมให้เสร็จ ส่วนเรื่องอื่นๆเดี๋ยวค่อยดูกันต่อไป

นอกจากนี้ฉันแพลนไว้คร่าวๆว่าตั้งแต่นี้ไปจะมุ่งมั่นงานแต่งบ้านแนว DIY กับงานเขียนให้มากขึ้นและจริงจังกว่านี้ ที่อยากเขียนเพราะยังไงการเขียนหนังสือก็ยังถือเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันอยู่ดี อาจจะเสนองานส่งนิตยสารให้มากขึ้น บ่อยขึ้น หรืออาจจะนั่งเขียนนิยายไปด้วย ไว้ดูอารมณ์ตัวเองอีกที

เพื่อนๆเห็นด้วยไหมว่า 'การเขียน' คือ คำตอบของหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ การเขียนคืออาวุธที่สิ่งอื่นใดเทียบไม่ได้ การเขียนสร้างคน พร้อมๆกับทำลายคนได้ในขณะเดียวกัน การเขียนให้ชีวิต การเขียนให้ความหวัง การเขียนปลดเปลื้องทุกข์ และการเขียนให้แรงบันดาลใจสำหรับคนที่แสวงหาแก่นสารของชีวิต แม้การเขียนสร้างรายได้ไม่เท่าการทำธุรกิจ แต่คนเขียนหนังสือเป็นคนที่รวยไปด้วยจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์ ฉันก็คงจะยังเขียนต่อไป เพราะการเขียนเป็นสิ่งที่สร้างชีวิตให้ Cerulean Blue


เพจ Blossom Blue ฉันก็ยังเก็บไว้ เพราะยังไงเราสร้างเค้ามาแล้ว จะว่าไปก็เหมือนลูกสาว ก็อยากเลี้ยงเค้าไว้ต่อไป คงเอาไว้โปรโมทงานแต่งบ้าน และเขียนนู่นนี่เล่นๆสั้นๆอ่านง่ายๆ เพราะจริงๆคนอ่านที่ไม่อ่านบล็อก แต่ใช้เวลาในเฟซบุคมากกว่าก็ยังมีเยอะ ฐานคนอ่านที่ฉันสร้างไว้ที่นั่นก็ยังมีอยู่ ส่วนใครอยากอ่านยาวๆเนื้อๆก็มาที่บล็อกนี้แทนเนอะ

.
.
.
.








กลับไปอ่านที่ตัวเองพึ่งเขียนไป ดูเหมือนจะเครียด 55.. แต่จริงๆเปล่านะ ช่วงเครียดมันผ่านไปแล้ว พอตัดสินใจได้มันก็รู้สึกโล่งใจบอกไม่ถูก เหมือนได้ปลดเปลื้องภาระอะไรซักอย่างออกจากบ่า รู้สึกแบบนี้ทั้งๆที่ก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง

แต่ไม่กลัว ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาก็หลายอย่าง ทำอะไรมาก็มากมาย ตอนนี้ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแล้ว สู้ๆๆ


คราวหน้าฉันจะมาเขียนแพทเทิร์นแกรนนี่สแควร์ลายนี้ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน สำหรับผลงานชิ้นนี้เป็นปลอกหมอนที่ฉันถักขึ้นเพื่อร่วมประมูลหาเงินสบทบทุนสร้างอาคารเรียนให้น้องๆที่จังหวัดขอนแก่น ประมูลได้ตั้ง 2,600 baht แน่ะ คนที่ได้ไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนอ่านและลูกค้าที่น่ารักของฉันนั่นเอง :)







ก่อนไปลากันไปด้วยกลอนที่ฉันแต่งขึ้น (ยังชอบแต่งกลอนอยู่น้าาา)

...For all dreamers...Keep on dreaming!!


Dream, Oh dream...
It's never easy as it seems,
When it comes true,
Sometimes,
It can turn 'blue'...
And you don't know anymore,
What to do..

But that's all right,
You will learn,
You will be stronger,
And then realise,
It's not all over,

Life still goes on,
You will find the way,
Just follow your heart,
Don't lose yourself,
Things are gonna be okay!



แล้วคุยกันใหม่บล็อกหน้าจ้าาาา







 

Create Date : 24 มกราคม 2556    
Last Update : 24 มกราคม 2556 23:32:40 น.
Counter : 2251 Pageviews.  

One Year already!... ครบหนึ่งปีพอดี + รวมมิตรรูปบ้าน และเรื่องบ้านๆที่อยากแบ่งปันกัน




Our lovely white kitchen ^_^...



เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอแป๊บเดียวตอนนี้เราสองคนกับโทบี้อีกหนึ่งตัว อยู่บ้านหลังนี้มาครบหนึ่งปีแล้ว ตอนแรกแอบหวั่นๆเรื่องสภาพบ้านเพราะซื้อบ้านเก่าใครๆก็น่าจะรู้ดีว่าอยู่ๆไปมักจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ อย่างนั่นเสีย นี่เสีย หรือปัญหานู่นนี่จุกจิก ใหม่ๆเราก็พากันคิดบ้าง แต่อยู่ไปๆและยุ่งวุ่นวายกับแต่งบ้านไปก็ลืมคิด จนตอนนี้มองย้อนกลับไป สี่ฤดูที่ผ่านมา (ร้อน หนาว ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง) ทุกอย่างยังโอเคอยู่ อิฐไม่หลุดร่วง หน้าต่างถึงจะเก่าแต่ยังปิดเปิดได้ปกติ หลังคาก็กันแดดกันฝนกันหิมะได้ไม่มีปัญหา ระบบน้ำร้อน-น้ำเย็นภายในบ้านก็โอเค อิอิ... สรุปคือทุกอย่างราบรื่นดี และก็หวังว่ามันจะราบรื่นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

...ขอเคาะไม้สามที...


อยู่มาหนึ่งปีก็จริง แต่ก็ยังลงมือซ่อมแซมบ้านในแบบที่เราสองคนทำกันเองเหมือนเดิม คือเน้นความสวยงามและพออยู่ได้ไปก่อน เอาไว้มีงบค่อยจ้างช่างมืออาชีพเนอะ จะว่าไปฉันทำลิสต์ยาวเหยียดในสิ่งที่ต้องซ่อมแซมด้วยล่ะ ก็ตั้งแต่ฉาบผนังใหม่ ทำเพดานบ้านใหม่ (อยากได้ beams หรือคานไม้เปลือยๆสวยๆแบบบ้านอิงลิชคอทเทจอ่ะ คงจะเข้ากับบ้านของเราดีเนอะ) เปลี่ยนโครงหน้าต่างใหม่ พื้นใหม่ รางน้ำฝนใหม่ and so on....
แพทริคแอบแซวว่าถ้าจะทำทั้งหมดที่ว่า แบบนั้นคงต้องรอให้ถูกล็อตเตอร์รี่ก่อนนะจ้ะ อิอิ

แต่ว่าก็ไม่รีบอะไรนะ ก็อยู่ไปคอยซ่อมไปเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไปก็ไม่มีปัญหาอะไร







Last autumn...




เขียนเรื่องบ้านๆในบล้อกนี้มาก็เยอะ แต่ฉันยังไม่เคยเขียนที่มาที่ไปอย่างละเอียดของการได้มาซึ่งบ้านหลังนี้เลยเนอะ
จะมีใครอยากรู้ไหม?...
ไหนๆก็ครบรอบหนึ่งปี งั้นถือโอกาสเขียนเล่าเล่นๆวันนี้ดีกว่าว่าไปไงมาไงถึงมาลงเอยที่บ้านหลังนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่มองหาบ้านกันอยู่ หรืออ่านแล้วไม่แน่ว่าการผจญภัยแบบบ้านๆของเราสองคนอาจจะให้แรงบันดาลใจกับใครหลายคนก็ได้เนอะ


...งั้นเล่าเลยดีกว่า...(แต่เตือนไว้ก่อนว่าอาจจะยาวนะจ้ะ)


.
.
.
.



ก่อนที่จะเจอบ้านหลังนี้ ถ้านับดูคร่าวๆก็น่าจะสองปีได้ที่เราใช้เวลากันตามล่าหาบ้าน
ครั้งแรกเลยที่ตัดสินใจหาที่อยู่ใหม่คือช่วงปลายปี 2008 ตอนนั้นบ้านที่เราสองคนอาศัยอยู่(ซึ่งเป็นบ้านเช่า)โดนขโมยขึ้นพร้อมกับข้าวของในบ้านก็ถูกขโมยไปด้วย คือเช่าบ้านหลังนั้นมาหลายปี ไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่พอมาเจอขโมยนี่ล่ะ ตอนนั้นรู้สึกขวัญเสีย กลัวและหวาดระแวงไปหมด พอไม่มีกระจิตกระใจจะอยู่บ้านหลังเดิมต่อไปเราสองคนเลยเริ่มคิดถึงการหาที่อยู่ใหม่

ตอนแรกคิดกันว่าจะเปลี่ยนไปเช่าที่อื่น แต่ว่าคิวรอนั้นยาวเหยียดมากๆ บางคนรอมาสองสามปียังไม่ได้บ้านก็มี คิดไปคิดมาเลยยกเลิกแผนการนี้ไป จากนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นหาซื้อบ้านเป็นของตัวเองแทน พอตัดสินใจแบบนี้ เลยต้องหาข้อมูลกันใหญ่ว่าอะไรเป็นอะไร จริงๆฉันเองนี่แหละเป็นคนจัดการวางแผนหาข้อมูลต่างๆเอง ส่วนแพทริคมีเวลาว่างน้อยเพราะต้องทำงาน






Last winter...


ขั้นตอนการหาบ้านในแบบของฉันอาจจะไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เอ๊ะ..หรือเหมือนก็ไม่รู้นะ ยังไงเพื่อนๆลองมาแชร์ประสบการณ์ให้กันอ่านในนี้ก็ได้นะ

...ก่อนอื่นเลยก็เริ่มจากการเข้าไปตามเว็บต่างๆของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ซื้อบ้าน...
ก่อนจะซื้อบ้าน เราก็ควรจะรู้งบที่แน่นอนใช่ไหม และในเว็บเหล่านี้จะมีการคำนวนคร่าวๆให้ว่าเงินเดือนเท่านี้ๆ จะกู้ซื้อบ้านได้เท่าไหร่ๆ คือเอามาเป็นไกด์ไลน์ในการมองหาบ้านเฉยๆว่าเราจะมีโอกาสได้บ้านระดับไหน ไม่ใช่ว่าเงินเดือนกระติ๊ดแค่นี้ แต่ไปมองหาบ้านราคาเป็นหลายล้าน ก็ไม่ใช่ใช่ป่าว อิอิ

แต่ทุกเว็บพอคำนวณออกมาแล้วเราสองคนได้งบที่น้อยนิดมาก ประมาณว่าอย่างดีที่สุดที่เราสองคนจะซื้อได้คือแค่อพาร์ตเมนท์ห้องเดียวเอง อะไรแบบนี้ ตอนนั้นใจเริ่มแป้ว แพทริคบอกว่าเลิกคิดดีมั้ย แต่ฉันก็ไม่ท้อและแอบมองโลกในแง่ดีว่าคอมพิวเตอร์อาจจะคำนวณผิดพลาดก็ได้เนอะ ทางที่ดีเราต้องไปคุยกับธนาคารตัวต่อตัว เห็นหน้าเห็นตากันจะได้อธิบายถูกอะไรเป็นอะไร หรือบางทีเค้าอาจจะหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ให้เราก็ได้ เลยพยายามคอนวินซ์แพทริค สุดท้ายก็ลองไปกัน...

ไปๆมาๆหลังจากนัดคุยกับธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆราวๆสิบที่ ผลที่ได้ไม่ต่างจากในเว็บเท่าไหร่ คือกู้ได้น้อย(มาก)เหมือนเดิม ใจแป้วรอบที่สองอีก... แต่ก็ยังไม่ท้อนะ ก็พยายามหาข้อมูลที่อื่นต่อไป (ฉันเหมือนเดิมที่หา แพทริคเป็นฝ่ายรับข้อมูล จากนั้นช่วยตัดสินใจ และเป็นคนขับรถให้) แต่ช่วงนั้นในขณะเดียวกันก็ตระเวณหาบ้านไปเรื่อยๆ เผื่อมีอะไรดีๆหลงมาในราคาที่เราซื้อได้...
(แต่ก็ไม่มีอะไรหลงมา ...)







It's summer!...


หลังจากติดต่อไปอีกหลายที่สุดท้ายก็มาเจอสถาบันการเงินที่นึง ซึ่งหลังจากนัดคุยกันและเช็คเอกสารการเงินต่างๆของเราเรียบร้อยแล้ว (บางที่เราสามารถนัดเค้ามาคุยได้ถึงบ้านเลยนะ สะดวกดีจัง) ปรากฏว่าเค้าให้ตัวเลขที่น่าพอใจที่สุด คือกู้ได้เยอะกว่าเจ้าอื่นๆนั่นเอง เลยคิดว่าเอาตัวเลขอันนี้แหละเป็นตัวหลักในการหาบ้าน...

แบบนี้ค่อยมีความหวังขึ้นมาหน่อย แล้วเป้าหมายก็เริ่มเขยิบจากอพาร์ตเม้นท์ห้องเดียวมาเป็นบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์แทน บ้านเดี่ยวนี่ก็แอบหวังไว้บ้าง แต่ก็เผื่อใจไว้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก(ตอนนั้นนะ)


ถึงตอนนี้เลยเริ่มตามล่าหาบ้านกันเพลินและสนุกขึ้น เพราะมีงบประมาณ(ที่ดีกว่าเดิม)อยู่ในใจแล้ว
ขั้นตอนการตระเวณหาบ้านฉันจะเริ่มจากดูจากเว็บก่อน จากประสบการณ์เว็บที่น่าเชื่อถือสุดและข้อมูลอัพเดตที่สุดของที่นี่คือ //www.funda.nl เราแค่ใส่ราคาบ้านและพื้นที่ที่เรามองหาบ้านลงไป เว็บก็หาให้ ช่วงนั้นทุกๆวันตื่นมาฉันจะต้องมานั่งหาบ้านในเว็บก่อน บางทีหาจนตาลายและมึนไปเลยเพราะมันเยอะมาก ถ้าเจอหลังไหนหลังจากดูรูปและอ่านข้อมูลแล้วชอบ ฉันก็จะจดที่อยู่ไว้ พอเสาร์-อาทิตย์มาแพทริคจะถามแระว่า "วันนี้มีทริปดูบ้านมั้ยจ้ะ" ถ้าฉันบอกมี ก็ขับรถออกกันไปพร้อมกับเนวิเกเตอร์คู่ใจ (ที่พาหลงบ่อยๆ เหอๆ)










Our cozy home...


เวลาออกทริปตระเวณดูบ้าน เราสองคนจะใช้วิธีขับรถชะแว้บๆผ่านไปมาตรงหน้าบ้าน พร้อมกับดูถนน และดูละแวกบ้านแถวนั้นด้วยว่าโอเคไหม ถ้าดูหน้าบ้านของจริงแล้วเปลี่ยนใจไม่ชอบ ก็จะขีดฆ่าบ้านหลังนั้นออกจากลิสต์ แล้วขับไปบ้านหลังอื่นต่อไป จะทำอย่างนี้กันตลอด เหมือนเป็นกิจวัตรของเราสองคนไปเลย ทริปตระเวณดูบ้านต่อวันนี่บางทีเกิน 20 หลังก็มี คือขับรถทั่วจังหวัดเลย ค่าน้ำมงน้ำมันนี่ไม่สนกันแล้วและถือเป็นการเที่ยวไปในตัวด้วย อิอิ แต่ในหลายสิบหลังที่ไปดูแต่ละวันนั้นจะมีที่ชอบหลังจากเห็นของจริงแค่หลังหรือสองหลัง หรือบางทริปไม่มีหลังที่ชอบเลยก็มี...
คือส่วนมากในรูปมันดูดี๊ดูดี แต่ขับรถไปดูของจริงแล้วมันไม่ใช่


ตกลงหลายๆเดือนที่หาๆบ้านกันจะมีบ้านถูกใจจริงๆแค่ไม่กี่หลัง และก็มีบางหลังที่ลองโทรติืดต่อบริษัทขายบ้านเพื่อขอดูข้างในบ้าน แต่ส่วนมากก็ผิดหวัง คือบางหลังก็ต้องซ่อมเยอะ บางหลังก็เล็กเกิน ไม่ค่อยเจอที่คลิกเท่าไหร่ ส่วนหลังที่คลิกส่วนมากจะเป็นหลังที่เกินงบประมาณไปเยอะ แบบว่าเราฝันสูงกันมาก
อยากได้บ้านเดี่ยวงี้...
บ้านเดี่ยวไม่พอต้องขอแบบสวยๆเก่าๆมีคาร์แร็คเตอร์ด้วยนะ...
จะเอาโรงรถด้วย(อันนี้รีเควสของแพทริค)...
ที่ดินและบริเวณเยอะๆ...
มีห้องให้ทำงานไม้หรือเวิร์คช้อปให้ทำนู่นนี่ได้...
วิวสวยๆ ไม่แออัด ไม่ติดเพื่อนบ้านเกินไป...
ไม่ต้องซ่อมเยอะ ขอเข้าไปแล้วอยู่ได้ หรืออยู่ไปซ่อมไปก็ได้...
มีห้องให้โทบี้อยู่ ฯลฯ...
อุ๊ย...ไหง wish list มันเริ่มยาวเหยียดแบบนี้ งบน้อยแต่ยังเลือกมากอีกเนอะ ...




คนอื่นเค้าคงไม่เรื่องมากแบบเราสองคน แต่เหตุผลหลักๆที่เราสองคนเรื่องมาก(และเลือกมาก)กับเรื่องบ้าน คงเป็นเพราะเราใช้เวลาอยู่บ้านกันค่อนข้างเยอะ คือเป็นคนค่อนข้างติดบ้านและให้ความสำคัญกับบ้านน่ะ พอจะตัดสินใจซื้อถ้าเลือกได้เลยอยากได้ที่ดีๆไปเลยเพราะไม่อยากย้ายกันหลายรอบ

อีกอย่างหลายปีที่ย้ายออกจากพ่อแม่และมีชีวิตของตัวเอง จากนั้นเจอปัญหาสารพัดประดังประเดเข้ามา มันทำให้เราสองคนเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่าไม่ว่าชีวิตจะเจออะไรมา แต่ถ้าเข้ามาในบ้านแล้วสบายใจ สุขใจ อะไรอย่างอื่นมันก็ไม่สำคัญแล้ว หรือต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน แต่ถ้าอยู่อาศัยผิดที่ผิดทาง มันก็จะมีผลกับอย่างอื่นในชีวิตด้วย

สำหรับเราและคิดว่าสำหรับหลายๆคนด้วย "บ้านคือรากฐานของชีวิตนะ" ใช่ไหม...



หลังจากตระเวณกันหลายเดือนหรือเกือบปีเลยมั้ง คิดว่าน่าจะไปกันเกือบทั่วจังหวัดแล้ว หมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อยผ่านหูผ่านตาเราเกือบหมด (บางทีตอนนี้เวลาบังเอิญขับรถผ่านยังมีแอบแซวกันเล่นกะแพทริค "เฮ้ยยย หลังนี้เราเคยมาดูแฮะ" "อ๊ะ....แถวนี้เราก็มาแล้ววว" "อ้าววว บ้านหลังนี้ยังขายไม่ออกเลย...ค้างตลาดมากี่ปีแล้ว" อะไรประมาณนี้ ฮ่าฮ่า...) ก็เริ่มเหนื่อยและเริ่มท้อ เพราะไม่เจอบ้านที่"ใช่"ซะที ...

มีอยู่ช่วงหนึ่งฉันบอกแพทริคว่าเลิกล้มความคิดซื้อบ้านดีไหม เพราะฉันรู้สึกเหนื่อยจัง คือถ้าจะซื้อบ้านที่เหมือนบ้านที่เช่าอยู่ ก็เช่าบ้านแบบนี้ต่อไปดีกว่าไหม รอให้มีรายได้เยอะกว่านี้ มีงบซื้อบ้านที่ดีกว่านี้ ค่อยว่ากันใหม่ แถมตอนนั้นอาการหวาดระแวงขโมยขึ้นบ้านเริ่มหายดีแล้ว ถ้าต้องทนอยู่ต่ออีกหน่อยก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร คุยกันเสร็จแพทริคก็เห็นด้วย หลังจากนั้นเลยพักเบรคการตามล่าหาบ้านกันไปพักใหญ่ๆ







Our garden...


ช่วงพักที่ว่าฉันก็มีโอกาสไปเรียนภาษาเพิ่มด้วย และยุ่งกับธุระอื่นๆนั่นนี่ในชีวิต เลยลืมคิดเรื่องบ้านไป (แต่ก็ยังเปิดหาเว็บบ้านเป็นระยะๆ) แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกช่วงนึง คือละแวกบ้านที่เราเช่าอยู่ก่อนหน้านั้นจะมีแต่คนแก่กับวัยเกษียณที่เป็นผู้เช่าส่วนมาก เลยค่อนข้างเงียบสงบ มีคนรุ่นๆเราไม่กี่หลังเอง แต่ต่อมาคนแก่หลายบ้านเสียชีวิตไป หรือป่วยหนักจนต้องย้ายไปอยู่บ้านคนชรา คนเช่ารุ่นต่อมาหลังๆเลยเป็นคนอายุน้อย บางหลังอยู่เป็นครอบครัว แต่ดูท่าทางส่วนมากจะเป็นคนอีกแนวนึง เดาว่าเค้าไม่ทำงานกันเพราะเห็นอยู่บ้านกันทุกวัน ซึ่งก็เป็นคนดัตช์ฝรั่งนี่แหละ ไม่ใช่คนต่างชาติหรืออะไรหรอกเพราะหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่บ้านนอกน่ะ

นั่นล่ะหลังๆมาสิ่งแวดล้อมแถวนั้นจะเปลี่ยนไปเยอะ มีเด็กๆวัยรุ่นสุมหัวกันเป็นที่ๆ เวลาเดินผ่านเลยถูกทักและถูกแซวเป็นระยะๆ ฉันยิ่งเป็นเป้าให้แซวง่ายด้วยเพราะแถวนั้นไม่ค่อยมีคนต่างชาติ บางทีก็เกาะกลุ่มกันบริเวณที่พาโทบี้ออกไปเดิน จนหลังๆมาแทบไม่อยากออกไป หรือวันดีคืนดีก็มีข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบอกว่ามีโจรซ่องสุมใกล้ๆถนนที่เราอยู่มั่ง หรือมีเหตุทำร้ายร่างกายกันไม่ห่างจากบ้านเรามั่ง พอชื่อเสียงของหมู่บ้านเริ่มเสื่อมเสีย เวลาอยู่ข้างนอกคนถามว่าเราพักแถวไหน ถ้าบอกชื่อหมู่บ้านไปคนจะมีปฎิกิริยาที่ชวนให้เราคิดว่าเราอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อน ยังไงยังงั้น...แย่เลยเนอะ

ในเมื่อเป็นแบบนี้ โปรเจ็คตามล่าหาบ้านใหม่ของฉันกับแพทริคก็ถูกหยิบขึ้นมาคุยอีกรอบ...
และเห็นตรงกันว่าไปกันเถอะ ไม่อยากอยู่บ้านเช่าหลังนี้ต่อไปแล้ว....







My crazy-little collection ^_^...


คราวนี้ฉันลองเปลี่ยนแผน ลองไปหาบ้านข้ามจังหวัดดู เพิ่มรัศมีกิโลเมตรการหาบ้านออกไปอีกเยอะเลย ครอบครัวแพทริคพอรู้เรื่องก็ค้านกันใหญ่ เค้าไม่อยากให้ไปอยู่ไกลมากเพราะเวลาไปมาหาสู่กันมันลำบาก แต่ทำไงได้ล่ะ มันจำเป็นเนอะ
และนั่นล่ะ...ผลที่ได้มาก็ดีเกินคาด...คือถ้าย้ายออกไปไกลหน่อย งบที่เรามีนี่สามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้ด้วยล่ะ คือแต่ละจังหวัดจะมีค่าครองชีพและราคาบ้านแตกต่างกันไปน่ะ คราวนี้เลยเริ่มยิ้มกันออก.....

ถึงตอนนี้ทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านแฝดนี่ไม่สนใจแล้ว มุ่งเอาบ้านเดี่ยวอย่างเดียวเลย ขับรถไปทำงานอาจจะไกลกว่าเดิมหน่อย แต่ก็คิดกันว่ามันก็คุ้มละ ประมาณว่าเอาบ้านไว้ก่อน ที่ทำงานค่อยว่าทีหลัง เหอๆๆ (ตอนนี้บางทียังโดนคนถามประจำว่า "พวกคุณย้ายมานี่เพราะได้งานแถวนี้หรือเปล่า?" พวกเราตอบ "เปล่าจ้าาาาา งานยังอยู่ที่เดิม แต่ย้ายตามบ้านมา...อิอิ" ทุกวันนี้แพทริคขับรถเกือบๆชม.กว่าจะถึงที่ทำงาน ส่วนฉัน 1.5 ชม.กับรถเมล์สามต่อ เอิ๊กๆๆ... โชคดีที่รักงานนะเนี่ย ไม่งั้นคงไม่ทนลำบากแบบนี้ อีกอย่างไม่ได้ทำทุกวันด้วย เลยชิลๆเนอะ)


รอบนี้การตามล่าหาบ้านนี่สนุกกว่าเดิมเพราะหลายๆที่ถือเป็นพื้นที่ใหม่ที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ คนเราเห็นที่แปลกตาก็ระรื่นแบบนี้เป็นธรรมดาเนอะ ลิสต์ของบ้านที่ฉันจดๆที่อยู่ไว้จากเว็บแล้วขับรถไปดูของจริงกัน บางหลังก็อยู่ติดทะเลด้วย ว้าวววว......คราวนี้จากฝันหนึ่ง ก็มีฝันสอง ฝันสามตามมาอีกเป็นกระพรวน อย่างเช่นการทำบ้านพักริมทะเล เป็นต้น ฮ่าฮ่า เอากะเราสองคนสิ...

ขั้นตอนการหาบ้านคราวนี้ก็คล้ายกับรอบแรก คือทำลิสต์ตระเวณดูบ้านจากข้างนอก ซึ่งลิสต์ก็ยาวเหยียดเหมือนเดิม ไมล์รถจะขึ้นปรู๊ดปร๊าดเยอะช่วงนั้นเพราะตระเวณกันตลอด ถ้าชอบข้างนอกก็โทรนัดบริษัทบ้านดูข้างใน ถ้าชอบข้างในก็คุยกันต่อและตกลงเรื่องการซื้อขาย (ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของตัวแทนขายบ้านที่จัดการให้หมด รวมไปถึงสัญญากู้ต่างๆ ประกันนู่นนี่จิปาถะ จนถึงวันเซ็นสัญญาได้กุญแจบ้านเลย)

.
.
.


และแล้วราวๆสองปีครึ่งผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ขโมยขึ้นบ้าน (+ ระยะทางขับรถรวมกันอีกหลายหมื่นกิโล ฮ่าาาาา) ในที่สุดเราก็เจอบ้านหลังที่ "ใช่" เสียที

วันที่ 23 กรกฏาคม 2010 เป็นวันที่เราได้กุญแจวันแรกและย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้...
...ครบหนึ่งปีพอดิบพอดีเลย...





การตามหาบ้านในฝัน จะว่าไปก็ถือเป็นการเดินทางที่เหนื่อยและกินเวลายาวนาน แต่พอมองย้อนกลับไปแล้วก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า ไม่เสียดายที่ใช้เวลารอและอดทนนะเนี่ย ประสบการณ์ทั้งหมดก็มีผลกับชีวิตคู่ด้วยนะ (แต่จะมีคู่ไหนทำแบบเรากันมั่งเนี่ย เหอๆๆ) เหมือนได้ต่อสู้อะไรด้วยกันมา ได้เรียนรู้กันเพิ่มขึ้นอีกทั้งตัวฉันเองทั้งแพทริค ขนาดว่าคบกันมาเป็นสิบปีแล้วนะเนี่ยแต่นิสัยใจคอบางอย่างก็พึ่งมารู้มาเห็นกันตอนหาบ้านนี่เอง ได้ลองผิดลองถูก ฝ่าฟันกันมา ทะเลาะกันก็บ่อย หุหุ... แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี


ว่าแต่บ้านหลังนี้ดีตรงไหน หลังจากเรื่องมากและเลือกมากมานานทำไมมาลงเอยที่นี่ได้ล่้ะ?

...เพราะบ้านหลังนี้อยู่ห่างทะเลแค่ 40 นาที
...อยู่ใกล้ Ikea แค่ขับรถ 20 นาที
...และมีร้านของเก่าน่ารักๆไม่ไกลจากบ้านหลายร้านให้ฉันไปเดินเล่นเวลาเบื่อ
...แถมในสวนก็ยังมีบ่อน้ำ(ปลอม)ไว้ให้ดูเล่นด้วยนะ...ฮิๆๆๆ

เหตุผลไร้สาระดีแท้ๆ ส่วนเหตุผลอื่นก็อย่างที่ทุกคนได้เห็นและได้อ่านกันมาตลอดในบล้อกนี้ล่ะ ใครจะปฎิเสธบ้านน่ารักๆหลังนี้ได้ล่ะเนอะ Mission Accomplished! ...^_^

หมายเหตุ : รูปและเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านหลังเก่าตามอ่านได้ในบล้อกเก่าๆ หรือจะคลิกตรงรูปทางขวามือก็ได้จ้า อ้อ..และขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องยาวๆนี้จนจบ จขบ.ไม่มีรางวัลให้นอกจากอยากจะบอกว่าตอนนี้มีความสุขกับการเขียนบล้อกให้ทุกคนอ่านมาก และคิดว่าคงจะทำและเขียนบล้อกแบบนี้ให้ทุกคนอ่านต่อไปเรื่อยๆน่ะ

ก่อนไปลากันด้วยรูปโปรเจ็คผ้าคลุมโซฟาผืนใหม่ที่ทำค้างไว้...แล้วเจอกันใหม่บล้อกหน้าจ้าาาาา










 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 1:50:32 น.
Counter : 3804 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

BlogGang Popular Award#13


 
~ Cerulean Blue ~
Location :
ลำปาง Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 118 คน [?]




:: About Me ::


A girl, her life, and the old little Dutch house. Oh, and possibly a few adventures...

Anyway feel free to drop by and say hi :)

:: decorating ::
:: sewing ::
:: crafting ::
:: painting ::
:: traveling ::
:: and Living! ::

"ผจญภัยในอ้อมแลนด์"













:: PREVIOUS POSTS ::


...My simple kitchen pantry storage and the most frequently asked questions about Cerulean Blue...

...The guest bedroom and how to hang wallpaper...ห้องนอนเล็ก และ how to การติดวอลเปเปอร์แบบง่ายๆ...

...Blog is more than you think... ชีวิตและการเขียนบล็อก...

...The Little Groningse Kitchen...

...My polka-dot room and how to crochet 'Spring Blossom granny square # 2'...

...My 'blue' and 'white' curtain...

...and I am back again, officially... นกน้อย คืนรัง ^^...

...Window seat project #2... มุมริมหน้าต่างเสร็จแล้ว + งานเล็กๆของช่างไม้มือสมัครเล่น ^_^...

...My kitchen, my pride...

...'Cute curtains' and a quick peek into my sewing room...

...My new sofa slipcover!... โปรเจ็คยักษ์ 'ผ้าคลุมโซฟา' ^^...

...One Year already!... ครบหนึ่งปีพอดี + รวมมิตรรูปบ้าน และเรื่องบ้านๆที่อยากแบ่งปันกัน...

...Shabby shabby...เก่านิดๆ ถลอกหน่อยๆ...

...That nice 'ugly' shelf...

...'The white fireplace' and my old glass cabinet...

...A bit of a change in the living room...

...'Spring Blossom' granny squares...แกรนนี่สแควร์ลายใหม่ ^-^...

...'Cerulean' crochet cushion... และคุยเล็กคุยน้อย...

...Café curtains...

...My 'kitsch' kitchen...และชีวิตช่วงนี้...

...Another armchair slipcover!...ผ้าคลุมเก้าอี้ (อีกแล้ว)...

...Armchair slipcover...โปรเจ็คแรกแห่งปี!...

...Santa Wood(s), Christmas tree and a few tips of choosing colours for your home...

...A Little Update...

...Make it 'COZY'...



:: All About My Home ::


...New Home...
































































...Old Home...




























:: งานเขียนและรูปภาพในบล็อกนี้
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพ.ร.บ. พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยมิได้รับอนุญาต ::


New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ~ Cerulean Blue ~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.