All Blog
คอนเสิร์ตอาสากลางรามาฯ


คอนเสิร์ตอาสากลางรามาฯช่วยผู้ป่วย-ญาติคลายเครียด




"อโรคา ปรมา ลาภา" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ยิ่งสังคมพัฒนามากขึ้นเท่าไร กลับมีโรคภัยรุมเร้ามากขึ้นเท่านั้น สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ขาดการออกกำลังกาย และสุขอนามัยที่ดี





ทุกวันนี้เราจึงเห็นผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเจ็บไข้ได้ป่วย แต่อีกส่วนให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองมากขึ้น

คนไม่เคยไปโรงพยาบาลไม่รู้หรอกว่า การรอคิวเรียกรับการรักษานั้น นอกจากจะกินเวลานานแล้ว ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย เคร่งเครียด บรรยากาศที่โรงพยาบาลเต็มไปด้วยความหดหู่ ปราศจากชีวิต ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ดังนั้น รพ.รามาธิบดี ทุกวันนี้จึงมีโครงการ "คอนเสิร์ตอาสารามาธิบดี" ขึ้น

ท่ามกลางกลุ่มคนทั้งผู้ป่วยและญาติที่ปะปนอยู่หน้าห้องโอพีดี ลานโล่งเล็กๆ โต๊ะ เก้าอี้ กระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ จอโทรทัศน์พลาสมาขนาดเกินกว่า 40 นิ้วติดกับโคนเสาขนาดเขื่อง และตู้ปลาขนาดใหญ่เปิดไฟสว่างขับให้ปลาและโลกจำลองใต้ท้องน้ำดูเด่นชัดขึ้น แต่สิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนกลับเป็นนักดนตรีเดี่ยวเปียโนหลังเล็กๆ บริเวณมุมหนึ่งของสวนที่ดูไม่เข้ากันเลยกับสถานที่แห่งนี้

เสียงเปียโนพลิ้ว สูงๆ ต่ำๆ สอดประสานรับช่วงฟังได้ว่า เป็นเพลงสุนทราภรณ์ของครูเอื้อ สุนทรสนาน บางช่วงกระแทกกระทั้นฟังดูหนักหน่วง ตามท่วงทำนองลีลาของผู้เล่น แม้จะไม่ใช่การเดี่ยว "แกรนด์ เปียโน" ในโอเปร่าเฮ้าส์ คนฟังเล่าก็ไม่ได้ใส่สูทผูกเนกไท สวมใส่ชุดราตรียาวระย้า แต่ทุกคนที่ได้ฟังก็ดูสุขใจ บางคนเผลอแอบยิ้มเมื่อถึงท่อนแยกฟังเจนหู หลายคนเพลิดเพลินกระดิกเท้าตามจังหวะดนตรีอย่างลืมตัว

เพลงจบเสียงปรบมือดังเปาะแปะ ถูกกลบด้วยเสียงประกาศเรียกผู้ป่วยอึงคะนึง สับสน ก่อนที่เพลงใหม่จะเริ่มต้นขึ้น โดยที่ผู้เล่นเองก็เหมือนกับไม่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมรอบข้าง นอกจาก "เปียโน" และ "ผู้ฟัง" ของเขา

"กิตติศักดิ์ ศรีเชาว์" อาจารย์พิเศษสอนดนตรี วัย 48 ปี เดี่ยวเปียโนมาตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้า ตั้งแต่ฟลอร์เฟื่องฟ้า จนถึงเพ็ญโสภา จงรัก กระทั่งสนุกกันเถิดเรา ก่อนจะถูกคั่นด้วยผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งที่เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.รามาฯ มานานหลายปีแล้วขอเพลงโปรด พร้อมกับร้องคลอเบาๆ ข้างกายชายผู้เป็นที่รัก เมื่อเพลงจบบอกขอบคุณแล้วจึงขอตัวไปพบแพทย์ตามที่ได้นัดไว้

ส่วน กิตติศักดิ์ ยังคงเล่นเปียโนไปเรื่อยๆ จบเพลงหนึ่งก็พลิกสมุดโน้ตหาเพลงต่อไป วันนั้นกว่าจะเล่นจบก็ปาเข้าไป 9 โมงเช้า ด้วยเพลงค้างคาวกินกล้วยเรียกเสียงปรบมือยาวนับยาว โดยเฉพาะคุณป้าวัย 71 ปี ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดถึงกับอมยิ้มเมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับคอนเสิร์ตเล็กๆ นี้

"รู้สึกดีนะที่ได้ฟังดนตรีระหว่างรอแพทย์เรียกตรวจ" รอยยิ้มเล็กๆ อ่อนโยนปรากฏที่มุมปาก ทำให้ดูไม่ออกเลยว่าคุณป้าป่วยเป็นเบาหวาน

เมื่อ 6 เดือนก่อน กิตติศักดิ์ มาส่งญาติที่ป่วยเป็นโรคต้อหิน เมื่อเดินลงมาที่ลานกิจกรรมพบประกาศรับสมัครนักดนตรีอาสา ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ยามใดที่ว่างเว้นจากการสอนดนตรี เขาจะอาสามาเล่นเปียโนให้ผู้ป่วยและญาติระหว่างรอรักษาเป็นประจำ

"ผมอยากใช้วิชาชีพที่มีทำประโยชน์บ้าง" กิตติศักดิ์ บอกยิ้มๆ

เนื่องจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรี โอกาสที่จะเล่นดนตรีตามสถานบริการหรือโรงแรมเหมือนนักดนตรีอาชีพมีน้อยมาก เมื่อมีโอกาสกิตติศักดิ์จึงอยากจะทำอะไรให้คนอื่นบ้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยจะได้หายเครียด ไม่รู้สึกหงุดหงิดระหว่างรอ

"เขาฟังแล้วก็บอกว่าดีนะ อยากให้มีไปเรื่อยๆ" กิตติศักดิ์ อมยิ้ม ก่อนจะพูดต่อว่า "เสียงปรบมือทำให้เรารู้สึกดี มีให้ตลอด แต่ไม่รู้ว่าเวลาคนอื่นมาเล่นจะมีมากกว่าเราไหม" หยุดยิ้มและหัวเราะ

หากโครงการนี้มีต่อไปเรื่อยๆ กิตติศักดิ์ ก็ยังอยากจะทำหน้าที่นักดนตรีอาสาต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน ยิ่งมาเล่นดนตรีที่นี่เนิ่นนานออกไปเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกอยากจะทำให้โครงการนี้ดียิ่งขึ้นไปอีก อนาคตข้างหน้าอาจารย์พิเศษสอนดนตรีคนนี้อยากจะเล่นดนตรีการกุศลหาเงินสักก้อนไปซื้อ "แกรนด์ เปียโน" มาบริจาคให้ รพ.รามาฯ

"แกรนด์เปียโนก็เหมือนกับรถเบนซ์ ใครๆ เห็นก็อยากเล่นอยากขับ" กิตติศักดิ์ กล่าวยิ้มๆ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานประจำ

โครงการคอนเสิร์ตอาสารามาธิบดี เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 โดยก่อนหน้านี้ทีมผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ได้หารือถึงโครงการที่จะทำบรรยากาศใน รพ.รามาฯ ให้ดีขึ้น กระทั่งมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ไต้หวัน เห็นการเล่นดนตรีในโรงพยาบาลจึงลองนำมาใช้ดู เป็นจังหวะเดียวกับ "ยงเกียรติ เกียรติเสริมสกุล" จากมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันในประเทศไทย บริจาคเปียโนให้ 1 หลัง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น

"ตอนแรกก็คิดกันว่าจะวางเปียโนไว้ที่ไหน ในห้องประชุมนะหรือ ไม่หรอก เพราะที่เราทำก็เพื่อผู้ป่วยและญาติ ก็เลยได้ข้อสรุป ว่าเป็นลานกิจกรรมนี่แหละ" รศ.ดร.พรรณวดี พุธวัฒนะ รองคณบดีฝ่ายสร้างเสริมสุขภาพและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวถึงที่มา

โครงการนี้มีเป้าหมายใช้นักดนตรีอาสามาตั้งแต่เริ่มแรก โดย รศ.ดร.พรรณวดี ให้เหตุผลว่า ต้องการกระตุ้นและส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้คนดูแลเอาใจใส่กันด้วยหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ต้องการส่งเสริมเรื่องนี้ให้ชัดเจน ดูแลจิตใจ อารมณ์ และคำนึงถึงแต่เรื่องดีๆ อยากให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์หรือพยาบาล ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องของโรงพยาบาล

วันแรกลูกชายของ รศ.ดร.พรรณวดี ซึ่งเป็นครูสอนเปียโนอาสาเข้ามาเล่นเปียโนเปิดโครงการ นับตั้งแต่นั้นก็ช่วยมาเรื่อยๆ กระทั่งมีนักดนตรีรู้ข่าวประชาสัมพันธ์ภายในโรงพยาบาลและจากปากสู่ปากบอกเล่าต่อๆ กันไป หนึ่งในนั้นคือ ทันตแพทย์หญิงสุจิตรา จิตสถาพร เมื่อได้ยินเสียงเปียโนถึงกับเดินตามเสียงจนมาพบและทราบข่าว จึงขออาสาเล่นดนตรีให้จนถึงทุกวันนี้

"ไม่ได้เล่นมานานแล้ว อยากเล่น" นั่นคือเหตุผลของทันตแพทย์หญิงสุจิตรา

ไม่เฉพาะนักเปียโนเท่านั้น คอนเสิร์ตอาสารามาธิบดี ยังมีนักดนตรีอื่นๆ อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเดี่ยวกีตาร์ สีไวโอลิน ร้องเพลงเป็นหมู่คณะเต็มวงใหญ่ ขับกล่อมดนตรีไทยโดยคนของกรมศิลปากร หรือขับร้องเพลงไทยสากล ตลอดจนการแสดงของนักเรียน ร.ร.ปัญญาวุฒิกร ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

ดังนั้น นักดนตรีที่นี่จึงคละเคล้ากันไป ตั้งแต่นักดนตรีอาชีพจนถึงแพทย์ หรือเด็กนักเรียนหญิงที่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กหญิง

ครั้งหนึ่งขณะเริ่มโครงการเกือบจะล่ม รศ.ดร.พรรณวดี บอกว่า รู้สึกท้อแท้ใจมาก เพราะต้องประสานงานกับหลายฝ่าย แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างช่วยกันประคับประคองจนอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้

"ตอนนี้เกิดความสุขกับทุกฝ่าย นักดนตรีมาด้วยความสมัครใจ คนฟังก็พอใจ"

ความสุขที่ว่านี้แสดงออกให้เห็นทุกครั้งหลังจบการแสดง โดยเฉพาะการแสดงของเด็กๆ ร.ร.ปัญญาวุฒิกร ซึ่งจะมาเล่นดนตรีให้เดือนละครั้งเป็นประจำทุกเดือน ทั้งผู้ป่วยและเด็กๆ ต่างก็มีความสุข เหมือนทั้งสองฝ่ายจะช่วยเหลือกันและกันโดยไม่รู้ตัว

"คนไข้มีความทุกข์ พอมาเห็นเด็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์มาเล่นดนตรีให้ฟัง เขาก็มีความสุขจนลืมความทุกข์ของตัวเอง ส่วนเด็กๆ ก็รู้สึกว่ามีคุณค่า เพราะมีคนมาชื่นชม ครูก็มาขอบคุณเรา ทั้งที่เขามาช่วยเล่นดนตรีให้เราเองแท้ๆ พอถามเด็กๆ ว่าจะมาอีกไหม พวกเขาตอบเสียงดังพร้อมกันเลยว่าจะมาอีก" รศ.ดร.พรรณวดี เล่าถึงความประทับใจ

เสียงตอบรับที่สะท้อนกลับมายังคนทำงานเหล่านี้เอง ที่ช่วยทำให้พวกเขามีกำลังใจมากขึ้น โดยเฉพาะคนภายนอกบางคนถึงกับเสนอขอบริจาคเงินช่วยเหลือ แต่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ยืนยันว่าทำไม่ได้เพราะต้องการทำให้คนไข้เท่านั้น

วันพุธกลางสัปดาห์ก่อนเที่ยงเล็กน้อย เสียงดนตรีสากล ทั้งไวโอลินและเปียโน ดังแว่วหวานไปทั่วโรงพยาบาล ด้วยฝีมือนักดนตรีวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร สลับกับการร้องเพลง ทั้ง หงส์เหิร บุพเพสันนิวาส คนึงครวญ ศกุนตลา สร้างร้อยยิ้มและความสุขให้แก่ผู้ป่วยและญาติๆ อีกครั้ง

"ดวงดาว เถาว์หิรัญ" ข้าราชการสำนักงานสังคีต กรมศิลปากร นักร้องนำ แม้ปกติจะร้องเพลงตามงานพระราชพิธี งานสโมสร และแสดงการร้องเพลง "เพื่อมีดนตรีการ" ในโรงละครแห่งชาติแล้ว ยังปลีกเวลามาร่วมร้องเพลงที่ รพ.รามาฯ เดือนละ 2 ครั้ง

"ได้กุศลค่ะ เห็นรอยยิ้มจากคนไข้ ซึ่งหลายคนกำลังมีความทุกข์ เสียงดนตรีช่วยผ่อนคลายเขาได้บ้าง ที่น่าประทับใจก็คือมีคนไข้แอบซื้อดอกไม้มามอบให้ด้วย ส่วนอีกรายเป็นคุณยายขอเพลงบัวขาว แล้วยายก็บอกว่าเคยเป็นนักร้องมาก่อน แล้วยายก็ร่วมร้องเพลงด้วยกัน" ดวงดาว บอกพร้อมกับยิ้ม

แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ของคอนเสิร์ตเวทีเล็กๆ ไม่มีนักดนตรีชื่อก้องโลกมาเดี่ยวเปียโนหรือไวโอลิน แต่ความสุขที่ทุกคนได้รับ ทั้งผู้ป่วย ญาติ หรือแม้แต่นักดนตรีอาสาเอง กลับมีคุณค่าและพลัง ให้อีกหลายชีวิตต่อสู้กับโรคร้ายที่รุมเร้า เพื่ออยู่รอดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น...อีกวันๆ

ดนตรีบำบัด

วารสารจิตวิทยาคลินิก ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2538 ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาเรื่องดนตรีกับเรื่องของสุขภาพจิตของ "จินตนา สงค์ประเสริฐ" และคณะ รพ.สวนปรุง กรมสุขภาพจิต ซึ่งศึกษาเรื่องดนตรีบำบัดกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กรีกเป็นชาติแรกที่ใช้พิณดีดรักษาโรคซึมเศร้า และปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดโรคต่างๆ ได้อย่างมีผลดียิ่ง ทั้งโรคทางกายและจิตเวช

มีการค้นพบว่าดนตรีใช้ลดอาการเจ็บปวดจากการคลอด ถอนฟัน รักษาคนที่มีความเครียด แยกตัวจากสังคม หรือแม้แต่คนพิการซ้ำซ้อนได้ดี ตลอดจนผู้ป่วยจิตเภท ผู้มีพฤติกรรมถดถอย และเหงาเศร้าได้

ขณะที่ ในรายงานดนตรีบำบัด (Music Therapy) โดย น.พ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ระบุเอาไว้ว่า ดนตรี (Music) คือ ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ๆ คือ เพื่อความสุนทรีย์ เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษา ดนตรี มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลของดนตรีที่มีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนเลือด ผลของดนตรีมีต่อจิตใจและสมอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สติสัมปะชัญญะ จินตนาการ การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางอวจนะภาษา

องค์ประกอบต่างๆ ของดนตรี ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป เช่น

จังหวะหรือลีลา (Rhythm) ช่วยสร้างเสริมสมาธิ (Concentration) และช่วยในการผ่อนคลาย (Relax)

ระดับเสียง (Pitch) เสียงในระดับต่ำ และระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ

ความดัง (Volume/ Intensity) พบว่าเสียงที่เบานุ่มจะทำให้เกิดความสงบสุข สบายใจ ในขณะที่เสียงดังทำให้เกิดการเกร็ง กระตุกของกล้ามเนื้อได้ ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบในการควบคุมตนเองได้ดี มีความสงบ และเกิดสมาธิ

ทำนองเพลง (Melody) ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล

การประสานเสียง (Harmony) ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้โดยดูจากปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่างๆ จากบทเพลง

ถึงแม้จุดมุ่งหมายของ รพ.รามาธิบดี ที่มีต่อโครงการคอนเสิร์ตอาสาฯ จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้ดนตรีบำบัด แต่เสียงดนตรีก็ช่วยบำบัดผู้ป่วยและญาติโดยไม่รู้ตัว

กำลังใจสู่ใจอีกดวง

ร.ร.ปัญญาวุฒิกร เป็นโรงเรียนสอนเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาระดับพอเรียนได้และออทิสติก อายุ 5-18 ปี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2520 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดโรงเรียน ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนและพระราชทานนามว่า ร.ร.ปัญญาวุฒิกร เพื่อรองรับเด็กปัญญาอ่อนที่ไม่มีที่เรียน โดยมีเป้าหมายช่วยให้เด็กปัญญาอ่อนช่วยเหลือตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน กลับไปอยู่กับครอบครัวและสังคมอย่างปกติสุข

น.ส.อรนุช ชัยพัฒน์ อาจารย์ผู้ฝึกสอนวิชาดนตรีไทย บอกว่า ร.ร.ปัญญาวุฒิกร มีโครงการคีตนาฏสัญจรมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถและทักษะทางด้านดนตรีไทย โดยเริ่มฝึกมาตั้งแต่ปี 2543 จนประสบความสำเร็จสามารถนำเด็กออกแสดงได้ในปี 2548 มีเด็กในโครงการทั้งสิ้น 25 คน เวลาออกไปแสดงดนตรีจะไม่มีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมีรถรับ-ส่ง อาหารและของรางวัลให้เด็ก

"ผลตอบรับในการแสดงที่ รพ.รามาฯ แต่ละครั้งถือว่าดีมาก ส่วนใหญ่จะชื่นชมว่าเป็นเด็กพิเศษ แต่มีความสามารถไม่ต่างจากเด็กปกติเลย เด็กเองก็มีความสุขทุกครั้งที่ไปแสดง พอทุกคนรู้ว่าจะได้ไปแสดงก็จะดีใจร้องไชโยๆ กันทุกคน" น.ส.อรนุช กล่าว

ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง

จุมพล นัททิพย์ : ภาพ

จากคอลัมน์ "เรื่องเด่นวันอาทิตย์"
นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2550












90.gif>




Create Date : 27 พฤษภาคม 2550
Last Update : 28 พฤษภาคม 2550 20:48:22 น.
Counter : 632 Pageviews.

0 comment
รำพึงรำพันเกี่ยวกับความคิดและความจำ


ความคิดและความจำ



วันนี้ผมมานั่งคิดเล่นๆว่า การที่คนเรามีความคิดเรื่องต่างๆได้ถือเป็นเรื่องที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆร่วมโลก เพราะเราไม่ทราบว่าสัตว์อื่นๆมันมีความคิดหรือเปล่า จะถามมันก็ไม่ได้เพราะมันพูดไม่ได้ สรุปแล้วเดาเอาว่ามันคงคิดไม่ได้เหมือนคนเรา แต่ที่คนเรามีความสงสัยมานานแล้วว่า สัตว์บางประเภทมีความจำเป็นเลิศได้อย่างไรเช่น สุนัข นกพิลาบ สัตว์อื่นๆยังไม่มีการพิสูจน์

เรื่องความจำของสุนัขนี้ผมมีประสบการณ์เรื่องหนึ่งคือ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดเคยเห็นคนเขาเอาสุนัขไปปล่อยตามวัด ไม่ว่าจะเอาไปปล่อยวัดใกล้หรือไกลเพียงใด สุนัขจะหาทางกลับมาบ้านได้เสมอ บางครั้งกลับมาบ้านก่อนเจ้าของก็มี แล้วมันจะแสดงอาการดีใจที่เห็นเจ้าของมันกลับมา ไม่มีอาการแสดงว่าโกรธแค้นที่เจ้าของเอามันไปปล่อยวัด หรือมันจะคิด(ถ้ามันมีความคิด)ว่าเจ้าของเล่นเกมกับมัน แล้วมันเป็นฝ่ายชนะกลับมาบ้านได้ก่อน อย่างนี้เจ้าของก็ใจอ่อนไม่เอามันไปปล่อยอีกในทางกลับกันถ้ามันมีความคิดแบบคนเรา "มึงเอากูไปปล่อย กูก็กลับมาบ้านได้ ก่อนมึงเสียอีก"

ถ้ามันคิดแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของมันกับเจ้าของจะลงเอยอย่างไร?ถ้าอย่างนั้นเราคงสรุปแบบกำปั้นทุบดินว่า "ความคิด" กับ "ความจำ" น่าจะเป็นคนละเรื่อง(เดียวกัน)

นกพิลาบเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า มีความจำเป็นเลิศ คนเราใช้นกพิลาบเป็นเครื่องมือสื่อสารมาตั้งแต่ครั้งโบราณ และใช้กันมาทั่วโลก อุปสรรคของมันมีเพียงอย่างเดียวคือ มักจะถูกนกเหยี่ยวกินเป็นอาหารระหว่างเดินทาง

ผมเคยทราบมาว่านกพิลาบที่สนามหลวง ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายพันตัว เจ้าหน้าที่ กทม.เคยเอาตาข่ายดักจับไปปล่อยตามป่าต่างๆ ไม่นานนกพิลาบเหล่านี้ก็กลับมาอีก ทำเอาเจ้าหน้าที่ กทม.ปวดหัวมากไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี

แต่คนเรามีความคิดดี ความจำกลับไม่ค่อยดีนัก อายุมากขึ้นอาจจะความจำเสื่อมจนจำอะไรไม่ได้ น่าแปลกที่สมองคนเราดูจะมีขนาดใหญ่กว่าสุนัขและนกพิลาบมากนัก ทำไมความจำจึงไม่ดีเท่าที่ควร
ผมว่าการที่คนเรามีความจำไม่ค่อยดี น่าจะเป็นผลดีส่วนหนึ่งของคนเรา เพราะคนเรามีประสบการณ์มากมายในชีวิต ผ่านพบเห็นเรื่องราวต่างๆมามากมาย ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวังหรือเรื่องสมหวัง หากคนเราไม่รู้จักลืมเสียบ้างในบางเรื่อง ชีวิตคงจะสับสนวุ่นวายมากทีเดียว

นักจิตวิทยาเขาบอกว่าความจริงคนเราไม่ได้ลืมเรื่องต่างๆไปเสียหมด เพียงแต่สมองคนเรามีกลไกที่จะบริหารความจำเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ความจำบางเรื่องสมองก็เอาไปเก็บในส่วนที่ลึกลงไปที่ไม่ค่อยได้ใช้ ที่เรารู้จักกันในชื่อ "จิตใต้สำนึก" บางครั้งบางคราวเมื่อมีอะไรมากระทบเกี่ยวกับความจำส่วนนั้นๆ สมองก็จะสั่งให้ความจำส่วนนั้นกลับมา เช่นที่ผมเล่าเรื่องสมัยเด็กที่คนเขาเอาสุนัขไปปล่อยไง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นมานานประมาณ 60 กว่าปีแล้วนะ (ก็ตอนนี้ผมมีอายุ 100 ปี)
แล้ววันนี้ผมนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาตั้ง 60 กว่าปีได้ไง? ก็เพราะผมนึกถึงเรื่องที่ผมจะเขียนบล็อกวันนี้

พอนึกถึงคำว่าความจำ และสุนัข ก็เป็นเสมือน "Keyword" ให้ความจำส่วนนี้กลับมาทันที นี่คือความมหัศจรรย์ของสมองคนเราละ แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นอย่างนี้ไปทุกคน มันเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลห้ามเลียนแบบ (ฮา)
ผมเคยทราบว่ามีนักพูดระดับปรมาจารย์ท่านหนึ่ง เคยสร้างหลักสูตรสอนให้คนเรามีความจำเป็นเลิศได้อย่างไร ปรากฏว่าหลักสูตรนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนี้จนเกือบจะจบแล้วยังจำชื่อเพื่อนๆในรุ่นไม่ค่อยจะได้เลย (ฮา)

เขาว่ากันว่าคนที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งเสมอๆนั้น เป็นคนที่มีความจำดีไปอีกแบบหนึ่ง เพราะถ้าความจำไม่ดีจะนึกถึงเรื่องที่ผลัดวันประกันพรุ่งมาได้ทุกวันอย่างไร (ฮา)









Create Date : 24 เมษายน 2550
Last Update : 24 เมษายน 2550 11:00:02 น.
Counter : 462 Pageviews.

1 comment
ชื่อนั้นสำคัญไฉน?

เรื่องที่บุคคลต่างๆพากันเปลี่ยนชื่อ เพราะมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า เปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตจะดีขึ้น มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
บุคคลที่ยอมเปลี่ยนชื่อใหม่นี้มีทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในวงการทหาร ตำรวจ ดารานักร้อง พิธีกรผู้ประกาศข่าวทาง ทีวี และบุคคลธรรมดาทั่วไป รวมทั้งผมก็มีความเชื่อนี้ด้วย คือเมื่อก่อนนี้ผมใช้ชื่อ "พนัส" เปลี่ยนเป็น "ศตวรรษ" เมื่อ พ.ศ. 2525 เมื่อเปลี่ยนแล้วผมได้งานพร้อมกันสามงาน ก่อนเปลี่ยนชื่อยังว่างงานอยู่

แต่การเปลี่ยนชื่อก็ต้องมีขั้นตอนและหลักวิชาทางโหราศาสตร์มาประกอบด้วย ไม่ใช่เปลี่ยนไปส่งเดชตามความพอใจของตัว อาทิ ต้องดูว่าเราเกิดวันอะไร อักษรใดจะเป็นกาลิณีแก่ตัวเราก็ห้ามใช้ อย่างของผมเกิดวันเสาร์ชื่อใหม่ต้องไม่มีสระ มีแต่พยัญชนะ เป็นต้น

เปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตจะเปลี่ยนหรือไม่? ต้องมาอ่านคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ชื่อดังด้านการตั้งชื่อและเปลี่ยนชื่อครับ


ร.อ.ตะวัน ทักษณา



ร.อ.ตะวัน ทักษณา อดีตนายทหารเรือที่ศึกษาศาสตร์แห่งการตั้งชื่อและลายเซ็นมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี เจ้าของนามปากกา “ตะวันณา” บอกว่า ตลอดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีคนขอให้เปลี่ยนชื่ออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตั้งชื่อให้เด็กเกิดใหม่ด้วย

เรื่องการเปลี่ยนชื่อ หรือการตั้งชื่อนี่ ไม่ใช่เพิ่งจะมีหรือฮิตกันในยุคนี้เท่านั้น แต่มีมาแล้วอย่างยาวนาน การเปลี่ยนชื่อมีส่วนทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการเขียนเป็นตำรับตำราสืบต่อกันมาจนถึงยุคนี้ ดังนั้น การเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เรื่องงมงายอย่างที่มีบางคนตำหนิอย่างแน่นอน

เกี่ยวกับศาสตร์ของการตั้งชื่อ อาจารย์ตะวันณา เล่าว่า ผู้รู้ในด้านนี้ต่างก็ยกย่องให้ รัชกาลที่ ๔ เป็นพระบิดาแห่งการตั้งชื่อ เนื่องจากพระองค์ทรงเก่งภาษาบาลีมาก เช่น พระนามของพระโอรสพระธิดาก็คล้องจองกัน คือ มเหศวรวรศิววิลาศ วิษณุนาถนิภาธร สมรรัตน์สิริเชษฐ์ นเรศวรฤทธิ์ พิชิตปรีชากร อดิศรอุดมเดช ภูธเรศธำรงศักดิ์ ประจักษ์ศิลปาคม พรหมวรานุรักษ์ ราชศักดิ์สโมสร ทิวากรวงศ์ประวัติ นั่นเอง ส่วนชาวบ้านสามัญชน ที่เป็นคนตั้งชื่อเป็นคนแรก เป็นใครผมไม่ทราบ แต่หากให้ผมยกย่อง ผมยกย่องให้ อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต กับ อาจารย์เทพ สุนทรศารทูล ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมทั้งสองท่าน อาจารย์เสฐียรพงษ์เคยมีคอลัมน์ตั้งชื่อในไทยรัฐราวปี ๒๕๓๒ จนสามารถเอาชื่อที่ตั้งมาพิมพ์เป็นคู่มือตั้งชื่อได้หลายเล่ม ส่วนอาจารย์เทพก็เขียนหนังสือนามมงคลออกเผยแพร่ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของตำราตั้งชื่อในยุคนี้ก็ว่าได้

ทั้งนี้ อาจารย์ตะวันณา ได้ยกตัวอย่างชื่อคนเด่นคนดังที่เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วได้ดีก็มีหลายคน เช่น พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ก่อนหน้านี้มีชื่อว่า ฉะวง หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เดิมชื่อ เสรี เตมียเวส อย่าง พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ท่านก็เคยใช้ชื่อ ไพรัช มาก่อน อย่างอาจารย์วิษณุ เครืองาม นี่เดิมก็ชื่อ พิธาน เครืองาม ในขณะที่ คุณภูมิธรรม เวชยชัย ตอนเป็นนักศึกษาก็ชื่อ วัฒนชัย ส่วนดาราพิธีกรย่าง อรปรียา หุ่นศาสตร์ นี่เดิมทีก็ชื่อ ไทรทอง, ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ เดิมก็ชื่อ นพวรรณ ศรีนิกร หรือคู่หู คุณสรยุทธ ในรายการเล่าข่าวเช้านี้ที่ช่อง ๓ คือ คุณกฤติกา ก็ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ชื่อ ราชาวดี ส่วนดาราเท่าที่บันทึกเอาไว้ก็มี กมลชนก เขมะโยธิน (โกมลฐิติ) เดิมก็ชื่อ กมลา หรือ อุษณีย์ รักกสิกรณ์ ก็เปลี่ยนเป็น รชยา รักกสิกรณ์, เอมวลี จึงไพศาล ก็เปลี่ยนเป็น ภคมน จึงไพศาล หรือ เบญจวรรณ เทิดทูนกุล ก็เปลี่ยนเป็น นัชชนก เทิดทูนกุล หรือนักกีฬาคิวทองอย่าง "ต๋อง" วัฒนา ภู่โอบอ้อม ก็เปลี่ยนเป็น รัชพล ภู่โอบอ้อม เป็นต้น

ข้อมูลและภาพประกอบ จากคอลัมน์พระเครื่อง
นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันที่ 18 เม.ย. 2550




Create Date : 19 เมษายน 2550
Last Update : 19 เมษายน 2550 20:52:03 น.
Counter : 951 Pageviews.

3 comment
เกาหลี มีอะไรมากกว่าคุณคิดนะ
หลังจากที่ผมดูหนังเกาหลีเรื่อง "โซดองโย สายใยรักสองแผ่นดิน" จบตอนที่แล้วเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ผมก็บอกตัวเองว่าเกาหลีมีอะไรมากกว่าที่ผมคิดนะ
หลายปีก่อนหน้านี้ประมาณห้าปีบวกลบที่ผ่านมา ผมมองเกาหลีก็เหมือนประเทศทั้งหลายในทวีปเอเซีย ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับผมมากนัก ถึงแม้ว่าผมจะได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆว่า เกาหลีกำลังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเร่งรีบ เพื่อที่จะก้าวมาสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้บริหารของเกาหลีในภาคส่วนต่างๆกำลังปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ ธุรกิจอุตสาหกรรมของเกาหลีได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นมากมาย และท่ามกลางกระแสข่าวต่างๆนั้นก็มีข่าวว่า เกาหลีกำลังเป็นประเทศที่มีการผลิตสินค้าไอทีได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้ญี่ปุ่น

จากสินค้าประเภทรถยนต์ที่ส่งเข้ามาขายในไทยสองยี่ห้อคือ แดวู และฮุนได ไม่นานนักสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนก็พาเหรดเข้า เช่น ทีวี เครื่องเสียง ฯลฯ ตามติดเข้ามาด้วยสินค้าไฮเทคไอที เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล คอมพิวเตอร์ ฯลฯ สามารถเข้ามายืนกระทบไหล่กับญี่ปุ่นได้สบายๆ
แต่เกาหลีมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เกาหลีพัฒนาทุกอย่างในประเทศให้เป็นสินค้าส่งออกได้หมด แม้กระทั่งศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชาวเกาหลี จนมีใครคนหนึ่งขนานนามสินค้าเหล่านี้ว่า "สินค้าวัฒนธรรม"
สินค้าวัฒนธรรมของเกาหลีจะมีหลากหลาย ตั้งแต่ภาพยนตร์ ละคร เพลงสำหรับวัยรุ่น แฟชั่นนำสมัยสำหรับหนุ่มสาว ส่งผลให้อาหารเกาหลีซึ่งอยู่นอกสายตานักชิมชาวไทย กลายเป็นอาหารติดอันดับขายดี ทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลีก็เป็นโปรแกรมที่นักท่องเที่ยวชาวไทย ให้ความสนใจไม่แพ้สินค้าอื่นๆ

และตั้งแต่ ทีวี ช่องสาม ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนต์เกาหลีมาฉาย เริ่มตั้งแต่เรื่อง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" ต่อมา "คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน" และเรื่องปัจจุนที่กำลังจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในวันเสาร์ที่ 21 เมย.นี้คือ "โซดองโย สายใยรักสองแผ่นดิน" กระแสฟีเว่อร์สินค้าวัฒนธรรมของเกาหลี ก็ดังระเบิดเถิดเทิงรั้งไม่อยู่เชียวละ





ภาพประกอบจาก //www.google.com/



Create Date : 16 เมษายน 2550
Last Update : 17 เมษายน 2550 9:26:10 น.
Counter : 617 Pageviews.

2 comment
หลากหลายความคิดเกี่ยวกับเดือนเมษายน


แล้วเดือนเมษายนซึ่งเป็นเดือนที่สี่ของปีปฎิทินก็ย่างกรายเข้ามาตามวัฎจักรของมัน มันมาแล้วก็ไปตามจักรราศี หากไม่คิดอะไรมากนัก มันก็เป็นเพียงเดือนหนึ่งของปีเหมือนเดือนอื่นๆ แต่ผมจะมาชวนให้คิดกันสักหน่อยว่า เดือนเมษายน มีอะไรให้คิดกันบ้าง

เมษายน



เรามาเริ่มกันที่อุณหภูมิก่อน เดือนนี้มีอากาศร้อนมากกว่าเดือนอื่นๆ นักดาราศาสตร์เขาบอกว่าเดือนนี้แกนของโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากกว่าเดือนอื่นๆ จึงทำให้รับแสงอาทิตย์มาก เท็จจริงอย่างไรก็ไปถามนักดาราศาสตร์เอาเถอะ ผมจำขี้ปากเขามาได้เท่านี้แหละ
ทีนี้ถ้าจะมาคิดแบบไทยๆที่เป็นทางการหน่อย ก็จะต้องบอกว่าเดือนเมษายนมีวันสำคัญที่พวกเราคงไม่ลืมคือ วันที่ 1 เป็นวันข้าราชการไทย และทางราชการก็จะมีการแจกรางวัลสำหรับข้าราชการดีเด่นประจำปีกันอย่างครึกครื้นจำนวนหลายร้อยคนทั่วประเทศ แจกกันมาหลายปีแล้วประชาชนคนไทยระดับรากหญ้ายังบอกว่า ข้าราชการที่ยังไม่ดีเด่นก็ยังมีมากกว่า (ฮา) งั้นต้องไปถามสำนักงาน กพ.ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไงกัน?วันที่ 6 เป็นวันจักรี ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
วันที่ 13 วันสงกรานต์ วันที่ 14 วันผู้สูงอายุ (ดีใจจังที่มีวันนี้) วันที่ 14 วันครอบครัว รวมๆแล้วเรียกว่า วันสงกรานต์ หรือ เทศกาลสงกรานต์

ที่ว่ามานั้นคิดแบบเป็นทางการ ถ้าคิดแบบปัจเจกชน (แปลว่าอะไรก็ไม่รู้) บางคนที่เป็นวัยเด็กอาจจะคิดถึงฤดูการเล่นว่าว ทั้งที่ต่างจังหวัดและท้องสนามหลวง วัยหนุ่มขึ้นมาเฉพาะเพศชายก็คงคิดถึงฤดูการเกณฑ์ทหารในหลายท้องที่ ซึ่งเขานิยมเกณฑ์ทหารในเดือนเมษายนนี้


วัยหนุ่มสาวที่ทำงานแล้วคงคิดถึงการมีวันหยุดระยะยาว ปีนี้โชคดีมีวันหยุดยาวสองระยะคือ ระยะแรกช่วงวันจักรี (6-8 เมษายน) ช่วงที่สองเทศกาลสงกรานต์ (13-17 เมษายน) ใครที่ไม่มีภาระกิจต้องไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด ก็คิดหาสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ จะเป็นที่ไหนใกล้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี


สุดท้ายก็คิดถึงอุบัติเหตุว่า ปีนี้จะมีคนตาย บาดเจ็บ และทุพลภาพเท่าใด จากการเดินทางไปต่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่างก็ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าจะลดการตาย บาดเจ็บให้น้อยลงกว่าปีก่อนๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนไทยเรานี่ไม่กลัวตายเลยนะ ต้องให้คนอื่นเขามารณรงค์ว่าอย่าตายมากนักเลยนะ ทูลหัว.....ตายแล้วมันเกิดง่ายหรือไงยะ? (ฮา)



Create Date : 08 เมษายน 2550
Last Update : 8 เมษายน 2550 10:58:46 น.
Counter : 600 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

BlogGang Popular Award#13



หนุ่มร้อยปี
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]



บล็อกนี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 โดย ชายไทยวัยสูงอายุ มีวัตถุประสงค์ในการบันทึกและนำเสนอเรื่องราวต่างๆแบบครอบจักรวาล อาทิ ภาพยนตร์ ดนตรี รายการทีวี หนังสือน่าอ่าน อาหารน่ากิน ท่องเที่ยว สะสมสิ่งของ ตำนานชีวิตบุคคลน่าสนใจ รู้ไว้ใช่ว่า จิปาถะ
ฯลฯ เป็นต้น คำขวัญประจำบล็อก ประสบการณ์ชีวิตที่ดีในอดีต คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในปัจจุบัน คำขวัญประจำตัวเจ้าของบล็อก "อายุเป็นเพียงตัวเลข" บรรณาธิการบริหารบล็อกคือ หนุ่มร้อยปี บล็อกนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ท่านใดเห็นว่าข้อเขียนหรือภาพประกอบในบล็อกนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้ แต่โปรดอ้างอิงชื่อบล็อกนี้ด้วย จักขอบคุณยิ่ง













free counters