Group Blog
 
All blogs
 

งานล่าลายเซ็นหนังสือแห่งชาติ - - - 1

นอกจากวันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันตรุษจีน วันเชงเม้งแล้ว อีกประเพณีที่ผมต้องทำทุกปีก็คือ ไปงานหนังสือ

งานนี้จะมีปีละสองครั้ง ซึ่งจำได้เลาๆว่ามันเป็นคนละงานกัน อันนึงรู้สึกจะเป้นงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ กับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ แต่ผม(และหนอนหนังสือหลายๆท่าน) ก็คิดว่ามันก็เมหือนกันน่ะแหละ

คือเป็นงานประหลาด ที่ชวนให้เราเข้าไปหมดตูดได้โดยไม่รู้ตัว เหมือนกับไปลาสเวกัส แต่ที่นี่คือลาสเวกัสที่เราเสียตังไป แลกกับการกลับออกมาพร้อมถุงใส่หนังสือเต็มสองมือ และรอยยิ้มอิ่มเอิบ(ที่ได้หมดตูด)


เป็นลาสเวกัสที่ทุกคนยินดีเสียตัง

เรื่องแปลกอีกอย่างของงานนี้ก็คือ แม่กระทั่งแม่บ้านเจ้าระเบียบที่จัดสรรเม็ดเงินในบัญชีให้ตรงเป๊ะทุกบาททุกสตางค์ ก็ยังไม่สามารถควบคุมงบประมาณสำหรับซื้อหนังสือให้อยู่ในจำนวนเงินที่ตั้งไว้ได้ซักปี

ปกติผมจะไปงานนี้ในช่วงต้นๆเลย แต่คราวนี้เนื่องจากติดโปรเจคต์ของคณะที่เรียน เลยได้ไปเอาวันหลังๆ วันแรกที่ไปสำหรับเดือนตุลาคมนี้ก็คือวันที่ 14 ตุลา (32ปีหลังวันประชาธิปไตยพอดี) แล้วไปอีกครั้งวันที่ 16 ตุลา คือวันนี้

วันแรก

ไปถึงงาน 18.40 พอดี เพราะตอนกลางวันพยายามไปปริ๊นต์งานที่คณะ แต่ไอป๊อดดันเสียซะงั้น เลยรีบหนีความเซ็งมางานที่โปรดปราน กลิ่นเดิมๆลอยเข้าจมูกทันทีแม้จะไม่ใช่งานเทศกาลอาหารก็ตาม (แต่คาดว่าจะเป็นเทศกาลอาหารสมอง) กลิ่นที่หนอนทุกคนคุ้นเคย กลิ่นของเทศกาลแห่งการเสียตัง!

ตรงดิ่งไปที่บูธ Bliss ซุ้มที่ได้ชื่อว่าสาวๆน่ารักที่สุด (แต่ผมขอเถียงว่าบู๊ธของคุณวินทร์ เลียววาริณน่ารักกว่า อิอิ) หมดกันครับ...หมดไปแปดร้อยทันที กับหนังสือ 6 เล่ม พร้อมลิปมันน่ารักๆสองตลับ จากคนขายที่น่ารักพอกัน (น่ารักเข้าไป เฮ้อ)

เดินต่อ วนอยู่ในเพลนารี่ฮอล์รอบครึ่ง ก็ได้ฤกษ์หยุดที่บู๊ธเวิร์คพ้อยต์ มองหาดูว่ามีหนังสืออะไรออกบ้างก็เงยหน้าขึ้นไปจ๊ะเอ๋กับคุณจิก ประภาส ชลศรานนท์ เข้าอย่างจัง! บอกตามตรงว่าตอนนั้นมือสั่นเลยครับ เข้าใจแล้วว่าคนที่คลั่งดารามากๆพอได้เห็นขวัญใจในระยะไม่ถึงครึ่งเมตรแล้วอาการเป็นอย่างงี้นี่เอง

ได้คุยกับคุณจิกสั้นๆ เพราะเกรงใจคนข้างหลัง คุณอาคุยยังกะเราเป็นหลาน รู้สึกได้เลยถึงไอความคิดที่แรงออกมาจากตัวเขา ทำให้รู้สึกโง่ลงทันที เหงื่อแตกเต็มหน้าเลย สุดท้ายก็ได้มาอีกเล่ม พร้อมลายเซ็นของคุณอาประภาส และคำคิดสั้นๆสามบรรทัด

ขวานขวัญ
จัก
ฝานฝัน

บอกตามตรงว่าอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่หวังว่าสักวันคงจะรู้ความหมายด้วยตัวเอง ห้ามเฉลยก่อนนะครับคุณอา

ซุ้มตรงข้ามเวิร์คพ้อยต์เป็นซุ้มของสำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน จะแวะเข้าไปซื้อหนังสือ ยังไงวันนี้...ก็ยังดีเสมอ แต่ผู้เขียนคือคุณพี่เจี๊ยบ สุนันทา ไม่ได้มา เลยรอไปก่อน

ดิ่งไปที่สำนักพิมพ์วินทร์ เลียววาริณ ได้มาอีก 3 เล่ม หมดไปสี่ร้อย กับอาเพศกำสรวล ฉบับเก่า 50บาทเท่านั้น พร้อมลายเซ็นต์จากคุณวินทร์ซึ่งวันนี้ไม่ค่อยสบาย หน้าตาเคร่งเครียดเชียว หายไวๆนะค้าบ

นอกนั้นก็เดินว่อนไปว่อนมา แต่แปลกอย่างนึงที่ไม่ได้อะไรจากอีกโซนกลับไปเลย ทั้งหมดหมดไปกับหนังสือในเพลนารี่ฮอลล์อย่างเดียว (...ก็หมดตูดแล้ว) สรุปแล้ววันนี้เอาเงินมาคาสิโน 2000 บาท เหลือตังกลับบ้านแค่ร้อยเดียว ได้อาหารไปตุนไว้ตอนไม่มีอะไรกินช่วงเดือนตุลาฯดังนี้

1.ซายากะ สาวน้อยนักสืบ เล่ม1
2.ซายากะ สาวน้อยนักสืบ เล่ม2
3.มิเกะเนโกะ เล่ม7
4.Dark Tower ของสตีเฟ่น คิง
5.Be with you ...จำชื่อไทยของหนังสือไม่ได้ แต่เรื่องเดียวกับหนังน่ะแหละ
6.โอลิเวียร์ จูลล์ กับปฏิบัติการหลุดโลก ...อันนี้ซื้อไปฝากพี่สาว ตอบแทนพระคุณ^^

ทั้งหมดนี้ได้จากบลิส

7.เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว
8.จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างฟ้า
9.รอยเท้าเล็กๆของเราเอง
10.อาเพศกำสรวล

สี่เล่มนี้ได้จากบู๊ทคุณวินทร์

11.เท่าดวงอาทิตย์ ของคุณประภาส ชลศรานนท์ (อ่านจบไปซะแล้วในวันนี้ โธ่)
12.สยองขวัญ เอโดงาว่า รัมโปะ (เป็นหนังสือที่อยากได้มาเกือบสิบปีแล้ว)
13.คนเพี้ยน โรงเรียนบ๊องส์ การ์ตูนตลกที่ชอบมาจากบูรพัฒน์คอมิกส์
14.im เล่มไหนไม่รู้ แถมมาจากบลิส

พร้อมแก้วกาแฟประจำงาน และเข็มกลัดที่ระลึกอีก รวมถึงลิปมันเล็กๆสองตลับด้วย

กลับบ้านด้วยสองมือหนักอึ้งจากถุงหนังสือ แต่แปลกดี กระเป๋าตังเบาหวิววววว

(TO BE CONTINUE--->)




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2548    
Last Update : 17 ตุลาคม 2548 1:40:27 น.
Counter : 212 Pageviews.  

CARA-ช็อปปิ้ง

วันนี้ช็อปปิ้งครับ

พูดถึงช็อปปิ้ง ผมนึกภาพสาวๆเดินตามสยามฯ รึไม่ก็ JJ ดูเสื้อดูกางเกง ฯลฯ (ยังไม่เคยพบเห็นสาวไหนช็อปปิ้งพระเครื่อง หรือเดินตลาดนัดต้นไม้ซะที)

วันนี้จะเล่าเรื่องการช็อปปิ้งในแบบของCARAGIO ให้ฟัง

ใครจะช็อปแบบไหนไม่สน แต่จะบอกให้นะว่า การช็อปปิ้งแบบของเราอ่ะ มันเป็นเหมือนพิธีอะไรสักอย่างเลยนะเอ้อ

ก็เงินทองน่ะมันไม่ใช่หามาง่ายๆซะที่ไหน ยิ่งเรายังหาเงินเองไม่ได้ด้วย (นั่นไง เป็นเด็กดีอีกแล้ว^^) การจะแบ่งเงินส่วนนึงมาช็อปปิ้งน่ะมันก็ต้องมีเทคกะนิกซะหน่อย

สมมติว่ามีเงิน 500 บาท เราจะแบ่งเงินนี้ไว้ช็อปอะไรได้บ้าง?

ส่วนตัวแล้วไม่สนใจเสื้อผ้ารึอะไรทำนองนั้น ดังนั้นของที่ซื้อก็จะเป็นพวกของเล่น ของใช้ต่างๆ รึจะเรียกเท่ๆก็อาจจะเรียกว่า Stuff ก็ได้ (เท่ยังไงหว่า?) ก่อนอื่นเลย เอาเงินมาส่วนนึงนี่แหละ ซื้อของที่เคยซื้อแล้วหมดไป หรือยังอยากได้อยู่ ก็จัดการซื้อไป ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็ซื้อของที่ซื้อเป็นระยะ (ของอะไรไม่บอก...แต่ไม่ใช่ซีดีโป๊หรอกน่า!)

ต่อมาของที่เราจะช็อปก็ได้แก่ ของที่เราสนใจ และอยากได้ ...เอ๊ะ มันต่างกะอันที่แล้วยังไง? คือของอันที่แล้วเนี่ยมันจะเป็นพวกของที่ใช้แล้วหมดไปไง เช่นไวน์ขวดนึง (กินได้นาน) ช็อกกาแลตแพงๆ(แบบค่อยๆกินได้สักเดือน) อะไรเช่นนี้เป็นต้น แต่อันที่สองนี้เราจะซื้อของที่เราสนใจอยู่แล้ว เช่นตัวอย่างเช่น หนังสือสักเล่ม อาจจะเป็นซีดีเพลงซักแผ่นที่ต้องซื้อประจำ แผ่น MP3 แผ่นโปรแกรมแถวตะวันนา พันติ๊ป (อันหลังๆนี่ผิดกฏหมาย)

ส่วนที่สาม เราจะเอาไปซื้อของที่ไม่เคยมี และอยากได้ จัดเป็นของฟุ่มเฟือยที่ไม่รู้จะซื้อมาทำไมเหมือนกัน เอาเป็นว่าซื้อมาเพราะอยากได้ล้วนๆ เช่นอาจจะไปเจอกระเป๋าตังแปลกๆ รึอยากได้หูฟังวอล์คแมนอันใหม่ ก็ซื้อไปเล้ย

สุดท้ายแล้วถ้าในงบช็อปของเรามีเหลือ ก็เอานั่นแหละไปซื้อของกินอร่อยๆเป็นรางวัลชีวิตซธบ้างนะ แม็คโดนัล ซิสเล่อร์ ฟูจิ ฯลฯ สังไปเล้ย!

จะว่าไปมันก็คือการเดินไปซื้อของธรรมดาๆเองนี่หว่า

เอาเห๊อะ ยังไงวันนี้สิ่งที่ได้มาทั้งหมดก็คือ

1.หินไฟแช็คซิปโป้
2.ไส้ไฟแช็ค (สองอย่างนี้รวมกันแล้ว 98 บาทถ้วน- - - - แพงเนอะ)
3.เกม Haunting Ground (เพิ่งได้เล่นแฮะ เครียดดีเหมือนกัน)
4.กระดาษลอกลายสองม้วน
5.ปากกาเมจิคด้ามนึง
6. ก่อนกลับเดินผ่านร้านขายวีซดี เห็น"กระบะ" ที่เค้าล่ำลือกันว่าอาจจะมีหนังดีๆซ่อนอยู่ก็ได้ ...คุ้ยไปคุ้ยมาได้มาสองเรื่อง คือ ผีอมตะ(Evil Dead) และ แอบดูเป็นแอบดูตาย ภาค3

เรื่องแรกนั้นได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า สยองสนุกตามแบบเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน (คือตอนนู้นนนน ทำได้ขนาดนี้ก็เจ๋งแล้ว) ผลงานของผกก.แซม ไรมี่ ที่รู้จักกันดีจ้า ยังดูไม่จบเลย หนังก็เชยๆตามยุคอ่ะนะ แต่ก็ดูท่าจะสนุกดี

เรื่องหลังนั้นก็ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วเมหือนกันเรื่องความโหด สยอง แหวะ แต่ดีนะที่เราสังเกตเห็นก่อนว่า แผ่นที่คุ้ยได้น่ะมันไม่ใช่ภาคแรก แต่มันเขียนว่า ภาค3 : ความตายที่ทารุณกว่า - - - - ฟังดูยังกะจะเจ๋งกว่าภาคแรก แต่ดูจบแล้วก็งั้นๆว่ะ ไม่สยองเท่าไหร่เลย(จริงๆมันก็แหวะและดิบน่ะแหละ คนธรรมดามาดูอาจมีอ้วกได้เหมือนกัน แต่เผอิญเรามันโรคจิต อิอิ)
5.

คือเราหวังจะดูอะไรที่มันน่าจะเจ๋งจริงๆแบบที่เพื่อนนเราบอกไง ประเภทว่า เอาคนใส่ห้องอัดความดันแล้วไส้ทะลักบึ้มออกมา ไรเงี้ย แต่ที่มีในแผ่นนี้มันเป็นความดิบธรรมดาๆ ตัวอย่างเช่นถ่ายนักโทษประหารในห้องแก๊ส เราก็นึกว่าจะมีอะไรโหดๆมั่ง แต่ก็แค่สลบตายธรรมดา (จะว่าไป การได้ดูนักโทษประหารนี่ก็คงไม่ธรรมดาแล้วว่ะ!)

แต่ที่สังเกตได้อย่างนึง คือเรื่องนี้มันไม่ใช่โหดแบบซาดิสมอ่ะนะ การบรรยาย การนำเสนอ เมหือนจะทำให้ดูแล้วปลงสังขารมากกว่า มีภาพศพ มีภาพความโหดร้ายของมนุษย์ ทำให้เราดูแล้วก็รู้สึกว่า มนุษย์เรามันก็แค่นี้เอง ก็แปลกดี เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเสียดายตังหรอกที่ซื้อมา รู้สึกคุ้มด้วยซ็ (...แน่นอน แผ่นมันแค่ 29-39บาทเองนิ อิอิ)

สายต่อกล้องดิจิตอลหายไปไหนไม่รู้อ่ะ ช่วงนี้บล็อกเลยไม่มีรูปเท่าไหร่เลย อ่านรวดไปก่อนละกันนะค้าบทุกท่าน

ราตรีสวัสดิ์ครับ




 

Create Date : 22 กันยายน 2548    
Last Update : 22 กันยายน 2548 4:01:57 น.
Counter : 222 Pageviews.  

วันที่หวัดกิน

จริงๆมันคือเมื่อวาน (10กันยายน) หลังจากที่เดินเล่นสยามฯมาสักพัก พอเริ่มๆรู้สึกว่าตัวเองแก่...(อีกแล้ว!) ก็เลยกลับมาเมเจอร์รัชโยธิน

เออ นอกเรื่องอีกล่ะ ทำไมรู้สึกว่าตัวเองแก่ก็ไม่รุ คืออาจเป็นเพราะเห็นว่ามีแต่หนูๆหน้าใสหน้าหล่อหน้าสวยหน้าตาน่ารักเดินกันว่อนเลย หนูๆพวกนี้มากวดวิชาที่สยาม อันเป็นเรื่องที่เราเคยทำเมื่อ 5-6ปีก่อน เลยรู้สึกว่าตัวเองแก่ล่ะมั้ง

หลายท่านอาจจะบอกว่า เฮ่ย ผู้ใหญ่ก็เดินสยามได้...แต่ไม่รู้ทำไมผมมองเห็นแต่เด็กๆหว่า? ขนาดไปนั่งกินข้าวในร้าน โต๊ะอื่นๆ รวมทั้งลูกค้าที่เข้ามาใหม่อีก 3 โต๊ะ ยังเรียนมัธยมกันทั้งนั้นเลย (โต๊ะหนูอ่ะแก่สุดแล้ว เด็กมหาลัยปีสามปีสี่สามคนนั่งคุยกัน เฮ้อ~!)

สรุปว่าแก่

กลับมาที่เมเจอร์รัชโยธินต่อ ไปเยี่ยมชมโรงงานช็อคโกเลตของคุณวิลลี่วองก้า อันเป้นหนังสืออีกเล่มที่เราชอบมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว เพลงเพราะดี ชอบจัง หนังก็เพี้ยนดี เอิ้กๆ

สองทุ่มครึ่ง หนังเลิก เริ่มรู้สึกแปลกๆในหัว นั่งรถของเบียร์กลับบ้าน ระหว่างทางแวะซื้อยาแก้ไอกับยาแก้หวัดมาเผื่อ ได้ใช้จริงๆครับ กลับบ้านอาการทุกอย่างออกพร้อมกันหมด ไข้ขึ้น ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอดัง ...ก็ยังมีแก่ใจนั่งเล่นเพลย์สองอีกราวๆสิบหานาที ก่อนที่จะบอกตัวเองว่า...ไม่ไหวแย้วววว...ลากตัวเองขึ้นเตียงนอน

สองชั่วโมงระหว่างนั้นเป้นอะไรที่ทรมานมากๆ ตัวร้อนแทบจะระเบิดออกมาให้ได้ หลับไม่สนิท พิลกไปพลิกมาตลอด กระทั่งเที่ยงคืนสี่สิบนาที จึงลุกขึ้นมา เดินลงไปข้างล่าง อาบน้ำ....

คงจะหาว่าบ้าล่ะสิ อาบน้ำตอนตีหนึ่งทั้งๆที่ไม่สบาย...แต่ก็ทำไปแล้ว เพราะตัวร้อนมาก ได้ผลล่ะ....ตัวเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ จนกลับมาเป้นปกติ อาการปวดหัวเหลือเพียงแค่ 5%เท่านั้น (ถ้ามันมีเครื่องวัดเป้นตัวเลขอ่ะนะ)

เปิดตู้เย็นเจอแคนตาลูปสีส้มงดงามแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน(เพราะพิษไข้^^) คว้ามากินเกือบหมดชาม แล้วก็ขึ้นไปนั่งเล่นเพลย์สองต่อ (กร๊ากก!)

เล่นๆๆๆๆไปถึงตีสาม ร่างกายก็ยังแข็งแรงไม่ยอมป่วย จนต้องบอกตัวเองว่านอนเทิ้ดดด เดี๋ยวร่างกายมันแกล้งแข็งแรงจะแย่เอา


จึงนอนหลับด้วยประการฉะนี้





 

Create Date : 12 กันยายน 2548    
Last Update : 12 กันยายน 2548 2:01:23 น.
Counter : 147 Pageviews.  

เรื่อยเปื่อยเดือนกันยายน

เดือนกันยายนแล้ว ใกล้ปิดเทอมอีกแล้ววววว

ก็อดใกล้สอบไฟนอลแล้ว เก็บ PS2 ใส่กล่อง เราเลยไปยื้มมานั่งเล่นมันทั้งคืน สนุกสนานเฮฮา จะว่าไป นานเท่าไหร่แล้วเนี่ยที่เราไม่ได้เล่นเครื่องคอนโซลอย่างนี้? (จะบอกให้ว่าสมัยมัธยมชั้นเป็นเกมเมอร์ระดับพระกาฬคนหนึ่งนะเฟ้ย!)

จัดห้องใหม่ สวยหรู ฟู่ฟ่า เป็นระเบียบ เฮฮา แปลกตาตัวเองดี เอาโต๊ะคอมฯมาไว้มุมห้องเลย นั่งเล่นคอมอย่างมีความสุข ว่าแต่สายต่อกล้องเข้าคอมชั้นไปไหนเนี่ย วันก่อนก็ไม่ได้เอารูปที่ไปถ่ายกะเพื่อนๆลงคอมอีกแล้ว (ไว้ว่างๆจะมาอัพเล่าเรื่องนะเพื่อนๆ)

งานค้างตรึม! แต่ไม่ใช่เพราะเล่นเกมนะ (รีบออกตัว) มันขี้เกียจมาตั้งนานแล้ว ฮ่ะๆๆๆ

=========================


เดือนกันยา ใกล้วันเกิดน้องชายแล้ว น้องชายเราไปญี่ปุ่นจะครบครึ่งปีแล้วเหรอเนี่ย เร็วเหมือกนันนะ ได้ยินว่าตอนนี้ไปอยู่บ้านโฮสต์บ้านนอกมากกกกก ยังไงก็สู้ๆนะ ชีวิตมันต้องเดินตามหาอาหาร...เอ๊ย ตามหาความฝัน ยังไงๆก็ต้องเดินต่อไป สู้ๆ!

เมื่อคืนฝันเห็น...อีกแล้ว ไม่ใช่ผีเฟ้ย ไม่ใช่งูเฟ้ย ฝันเห็นติดกันมาสามคืนแล้ว เป็นลางอะไรรึเปล่าเนี่ย??

จบบล็อกวันนี้แบบเรื่อยเปื่อยๆสุดๆ แต่ละย่อหน้าไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันเลย!




 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 21:23:47 น.
Counter : 170 Pageviews.  

บันทึกสี่วัน กับสิ่งมหัศจรรย์ของต้มยำกุ้ง

10สิงหาคม2548
กำลังตัดสินใจว่าจะไปดูต้มยำกุ้งกับพีชวันเสาร์ดีมั้ย เพราะเราอยากดูเรื่องนี้มากๆ อยากดูตอนมันเข้าวันที่ 11 เลย แต่พีชบอกว่าวันนั้นไม่ว่าง ไปดูวันเสาร์แทน เลยยังไม่ได้จองตั๋ว ไม่รู้จะเต็มรึเปล่า เรื่องนี้คนรอคอยกันมากเลย แต่อ่านจากพันทิปมาเห็นว่าทางโรงหนังจะให้จองแค่ครึ่งนึง ส่วนอีกครึ่งจะกันไว้เผื่อคนมาซื้อที่หน้าโรง

ตกเย็นกวินโทรมาชวนไปดูในวันรุ่งขึ้น กับเบียร์ เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว บอกมันว่าพรุ่งนี้ค่อยคิดละกัน
==========================

11สิงหาคม2548
ไปเรียนตามปกติ เลิกตอนบ่าย ตัดสินใจโทรไปบอกพีชว่าเราจะดูต้มยำกุ้งวันนี้นะ กวินโทรมาชวน พีชบอกไม่เป็นไรดูไปก่อนเลย วันเสาร์ไว้ไปกินซูคิชิด้วยกันก็ได้ เลยโทรไปบอกกวิน กวินบอกจองตั๋วเผื่อก่อนเลย ติดงานอยู่ สรุปแล้ววันนี้จะไปดูกันสี่คน มีเรา กวิน เบียร์ และก็อด

กลับบ้าน แวะไปเอาที่อยู่เพื่อไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ลาดพร้าว เสร็จตอนบ่ายสามโมงครึ่ง โทรคอนเฟิร์มทุกคน แล้วก็มุ่งไปยังอิมพีเรียลลาดพร้าว

สี่โมงเย็น ถึงหน้าโรงหนัง หนังทุกเรื่องหลีกทางให้ต้มยำหม้อเด็ด รอบฉายเยอะจนคาดว่าดูโรงนี้ ปวดฉี่ เข้ามาใหม่ข้ามไปฉากนึง ให้เดินเข้าโรงข้างๆที่ฉายช้ากว่ากันนิดหน่อย ดูฉากที่พลาดไปยังได้เลย จองตั๋วรอบ 5 โมงเย็น แล้วเดินมากิน 13 เหรียญกับก็อดที่มาถึงพอดี

สี่โมงห้าสิบ กวินยังไม่มาเลย เพิ่งอยู่ที่รถไฟใต้ดิน เบียร์มาแล้ว อยากเข้าไปดูตัวอย่างหนังก่อน เลยฝากตั๋วหนังไว้กับพนักงานหน้าทางเข้า แล้วแว่บเข้าไปดูก่อนตามประสาเพื่อนที่ดี นั่งดูโฆษณาไปเรื่อยๆ หนังกำลังจะเริ่ม กวินเข้ามาพอดี เตรียมพร้อมมันส์สมกับการรอคอยแน่นอน เรื่องที่อยากดูจนเก็บเอาไปฝัน ครั้งล่าสุดคือ Matrix Reloaded ไม่ผิดหวังจริงๆ เรื่อยมาจนต้มยำกุ้งนี่แหละ หนังเริ่มแล้ว ลุยเล้ยย....



สองทุ่ม ออกจากโรง พร้อมกับอาการผิดหวัง เกิดอะไรขึ้น? ทำไมหนังไม่สนุกอย่างที่โปรโมท? โอเคว่าคิวบู๊ดี เนื้อเรื่องก็ใช้ได้ แต่การตัดต่อดูโดดๆ แย่มาก ไม่มีความต่อเนื่องของอารมณ์เลย เสียงเพลงก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน บอกตามตรงวินาทีนั้นรู้สึกอายมากถ้าหนังเรื่องนี้จะได้ไปฉายต่างประเทศ เราคนไทยดูยังขนาดนี้ คนต่างชาติที่เค้าเป็นแฟนโทนี่จา และอ่านข่าวจากสื่อต่างๆพร้อมทั้งรอคอยชมความสุดยอดของต้มยำกุ้งจะผิดหวังแค่ไหน อย่าไปฉายเลยนะ อายเขา

สามทุ่มกว่า ถึงบ้าน เปิดเน็ต เข้าพันทิปห้องเฉลิมไทยอย่างที่เคยทำประจำ เริ่มทำใจได้ และเขียนวิจารณ์เล็กๆตามที่เรารู้สึก ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและไม่ดีต่างๆกันไป กระทู้ดอกเห็ดของต้มยำกุ้งเริ่มบาน


==========================

12สิงหาคม2548 วันแม่
==========================


13สิงหาคม2548
นั่งเล่นเน็ตเกือบทั้งวัน กระทู้ต้มยำกุ้งยังมาไม่หยุดหย่อน เราดูแล้วตอบไปตามความเห็น ประมาณบ่ายสองพีชโทรมาชวนไปเมเจอร์ ถามว่าจะดูต้มยำกุ้งมั้ย เราอบกว่าดูแล้ว แต่ดูอีกก็ได้ พีชต้องไปโรงพยาบาลก่อน ฉะนั้นเราคงเจอกันประมาณ4-5โมงเย็น เราตอบตกลง ในใจยังคิดถึงกระทู้คุณ Hyde อยู่ว่าดูดีจริงเหรอ? ตังค์เราก็น้อยๆอยู่ รอบสองจะผิดหวังมั้ยน้า

ห้าโมงเย็น ถึงเมเจอร์รัชโยธิน ตัดสินใจครั้งสุดท้าย พีชจะดูใช่มั้ย เราดูเป็นเพื่อนก็ได้นะ พีชบอกว่าแกดูแล้วไม่ใช่เหรอ เราบอก แกอยากดูมั้ยล่ะ ถ้าไม่อยากดูก็ไม่ดู แต่ถ้าแกจะดู เราจะดูเป็นเพื่อน โอเค ดูกันทั้งสองคน บอกตามตรงตอนนั้นยังลังเลอยู่เลย จะเสียดายตังค์มั้ยน้า??

เขมือบซูคิชิจนอิ่มแปร้ เตรียมเข้าโรงรอบหกโมงยี่สิบ เตือนพีชว่าเฮ้ย บอกตัวเองไว้เลยนะ หนังเรื่องนี้ห่วยๆๆๆๆๆ แล้วจะดูสนุก ก่อนเข้าโรง กองความหวังทั้งหมดไว้หน้าประตูนั่นแหละ...

!!!!!!!!!!

สองทุ่มครึ่ง ออกจากโรง สิ่งมหัศจรรย์มีจริง! การดูต้มยำกุ้งรอบนี้สนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ! สิ่งแรกเลยที่สังเกตคือ ระบบเสียงดีมาก จากเดิมฉากบู๊จะได้ยินเสียงเพลงเบาๆ แล้วเสียงเอฟเฟคต์ดังสนั่น ดูรอบนี้เสียงเพลงดังเทียบเท่ากัน ช่วยเสริมความเร้าใจในฉากบู๊ได้เป็นอย่างดี ฉากเนื้อเรื่องที่รอบแรกดูธรรมดา รอบนี้ตั้งใจฟังบทพูดของแต่ละตัวละคร รู้สึกมีน้ำหนักขึ้นมาก คุณหม่ำสปีคอังกฤษได้ดีทีเดียว บวกกับการเล่นมุขหยาบคายเล็กน้อย(พอประมาณ)เป็นภาษาไทย ทำเอาคนฮาทั้งโรง ฉากบางฉากที่เราคิดว่ามันกระโดด และไม่ต่อเนื่องนั้น มาถึงรอบนี้กลับดูดีและไม่ต้องการสิ่งใดมาเพิ่มเติม ส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากระบบเสียง ซึ่งรอบแรกนั้นการเปลี่ยนฉาก เสียงเบามากแทบไม่ได้ยิน เลยคิดว่ามันตัดไปดื้อๆ จริงๆแล้วมันมีเพลงคอยเชื่อมอยู่ต่างหาก อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเรารู้เรื่องแล้ว เราเลยรู้ว่าอ๋อ ที่มันไม่ฉายให้เห็นเนี่ยคือตัวละครมันทำอย่างนี้ๆนะ ไม่ต้องให้ดูก็ได้ แต่เรารู้ก็พอ

สนุกขึ้นอย่างที่คุณ Hyde บอกจริงๆ!
กลับบ้าน นั่งเขียนกระทู้ แปลกใจไม่หายว่าหนังเรื่องนี้มันมหัศจรรย์จริงๆ!


PS:ซื้อ นัดหมายในความมืด เล่มใหม่ของโอตสึ อิจิ มาอ่าน รวดเดียวจบ ขอบอกนายนะว่า นายช่างโรแมนติค อย่างร้ายกาจจริงๆ!




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2548    
Last Update : 16 สิงหาคม 2548 19:15:12 น.
Counter : 204 Pageviews.  

1  2  3  

Dead-of-[A]Saleman
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Dead-of-[A]Saleman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.