Group Blog
 
All Blogs
 

พระจอมเกล้าลาดกระบัง เปิดเวทีประชันสมองคนรุ่นใหม่

พระจอมเกล้าลาดกระบังเปิดเวทีประชันสมองคนรุ่นใหม่ เฟ้นหารากฐานนวัตกรรมสร้างชาติ ประจำปี2014 ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) สนับสนุนให้เด็กไทยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และจินตนาการอย่างสร้างสรรค์จัดโครงการประกวดสร้างสรรค์งานนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศไทย “KMITL INNOVATIVE AWARDS 2014” ภายใต้แนวคิด“รากฐานนวัตกรรมสร้างชาติ: THE NATION OFINNOVATION” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ตอบโจทย์ต่อการยกระดับรากฐานของประเทศโดยกำหนดให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทีมละ 3 – 5 คน ส่งผลงานการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเข้าร่วมประกวดเพื่อชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท ทั้งนี้เจ้าของผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปเจาะลึกความรู้ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดผลงานนวัตกรรมที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นต่อไปสอดคล้องกับภารกิจของสถาบันฯที่มุ่งมั่นในการผลักดันการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง รองรับการแก้ไขปัญหาของสังคมรวมถึงสามารถนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคตและการแข่งขันในระดับสากล

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดและส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31กรกฎาคม 2557 ทาง www.kmitlaward.comโดยจะประกาศผลผู้เข้ารอบ 10ทีมสุดท้ายในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเบอร์โทรศัพท์ 02-329-8111

ศาสตราจารย์ ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยที่มีจุดเด่นในด้านการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง รองรับการแก้ไขปัญหาของสังคมรวมถึงสามารถนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคตและการแข่งขันในระดับสากลได้อีกทั้งยังมุ่งผลิตและพัฒนานักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตนและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยทางสถาบันฯเชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ทัดเทียมนานาประเทศจึงมีความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดมา

ศาสตราจารย์ ดร. โมไนย กล่าวถึงการจัดโครงการ KMITL INNOVATIVE AWARDS 2014ว่า ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้ว่า การพัฒนารากฐานต่าง ๆ ของประเทศไทย ทั้งในด้านการศึกษา พลังงานสิ่งแวดล้อม การเกษตร และอื่นๆล้วนจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น สจล.จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผนวกกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อคิดค้นผลงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคตโครงการนี้จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยปีที่ผ่านมาโครงการฯ ได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากนักเรียนเป็นอย่างมากมีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดจากนักเรียนทั่วประเทศกว่า 200 ผลงานซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานที่ใช้งานได้จริงและสามารถไปต่อยอดได้ อาทิ ผลงานผลิตภัณฑ์ GBC ที่เลี้ยงด้วยน้ำทิ้งจากการทำยางแผ่นดิบเครื่องล้างและคัดขนาดผลมะนาวพลังงานสะอาด เป็นต้น

โครงการ KMITLINNOVATIVE AWARDS 2014 ได้จัดภายใต้แนวคิด “รากฐานนวัตกรรมสร้างชาติ:THE NATION OFINNOVATION” อันหมายถึงการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยพร้อมกับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆเพื่อผลักดันปัจจัยที่ประเทศยังล้าหลังอยู่รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจความรู้ (Knowledge economy) ซึ่งเป็นทางออกในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศชั้นแนวหน้าของประชาคมโลกได้รวมถึงสามารถพัฒนาอำนาจการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมกลุ่มทีมละ 3 – 5คนส่งผลงานการออกแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับรากฐานด้านต่างๆ ของสังคมไทย อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน ด้านการเกษตร ฯลฯโดยทีมที่ผ่านการคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายจะได้รับเงินรางวัลสนับสนุนในการพัฒนาผลงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นพร้อมทั้งนำเสนอผลงานที่ได้รับการพัฒนาแล้วต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งทีมได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่รางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท ศาสตราจาร์ดร. โมไนย กล่าวเพิ่มเติม

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดและส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31กรกฎาคม 2557 ทาง www.kmitlaward.comโดยจะประกาศผลผู้เข้ารอบ 10ทีมสุดท้ายในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเบอร์โทรศัพท์ 02-329-8111




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 15:34:24 น.
Counter : 223 Pageviews.  

“จิมโบรี ปรับโฉมใหม่”


นอกจากจิมโบรีประเทศไทยจะตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ปกครองยุคใหม่ด้วยระบบ PlayWeb โดยให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการชั้นเรียนสมัครเรียนได้ด้วยตนเองทุกที่ ทุกเวลา และรวมถึงถือบัตรสมาชิกระบบ RFID ที่สามารถแสดงตนได้ทุกสาขาในประเทศไทยแล้วจิมโบรียังได้ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งชุด ที่เอื้อประโยชน์ต่อการออกแบบกิจกรรมเสริมพัฒนาการได้มากกว่าถูกใจผู้ปกครองและเด็กมากขึ้น ทั้งยังมีการเปลี่ยนวัสดุปูพื้นนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่สามารถรองรับแรงกระทกการตกได้ถึง60 ฟุต พบกับความสนานและนวัตกรรมการเล่นใหม่ๆ ได้ที่ ติดต่อจิมโบรี ทั้ง 11 สาขาในกรุงเทพ และ4สาขาต่างจังหวัดที่ ภูเก็ต ระยอง ศรีราชา อุดรธานีด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกได้ที่โทร 02-762-7890 หรือคลิ๊กที่ www.gymboree.co.th





 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 14:49:57 น.
Counter : 144 Pageviews.  

ไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการนำร่อง “สมาร์ท คลาสรูม”



ไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการนำร่อง “สมาร์ทคลาสรูม” เตรียมความพร้อมเด็กไทยรับศตวรรษที่ 21

จับมือสองโรงเรียนในนนทบุรีและปทุมธานีร่วมทดสอบห้องเรียนต้นแบบที่ผสานเทคโนโลยีแบบองค์รวม


บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการนำร่องสมาร์ท คลาสรูม ภายใต้แนวคิดของไมโครซอฟท์เป็นที่แรกของโลก โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเตรียมโครงการมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และถือเป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ และสองโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรีและโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี ในการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการฝึกฝนทักษะสำคัญในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป


แนวคิด สมาร์ท คลาสรูม ของไมโครซอฟท์ประกอบไปด้วยการผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1) ความพร้อมของบุคลากรครู

2) เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล

3) ซอฟต์แวร์และบริการ และ

4) ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน

โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสารหรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทั้งสองโรงเรียนเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน (พฤษภาคมถึงกันยายน)

“ตลอดระยะเวลากว่า3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ ได้มุ่งมั่นและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพการศึกษาทั่วโลกโดยเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาทักษะครูและบุคลากรในภาคการศึกษาไปแล้วกว่า 750ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15 ปีทีผ่านมาและหากมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว การลงทุนด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ทั่วโลกสูงถึง 10,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 323.8 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้” นายฮาเรซคูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ในศตวรรษที่ 21 นี้ทักษะความสามารถอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์หรือการสื่อสารและประสานงานกับผู้อื่นล้วนแล้วแต่เป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เองประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยจึงมีความตั้งใจที่จะวางรากฐานด้านการศึกษาที่มั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอน

“การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนนั้นจะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ครอบคลุมถึงทุกด้านของการเรียนรู้โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียนและเมื่อเร็วๆ นี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน 8 ล้านคน และบุคลากรครูอีก 4แสนคนสามารถเข้าถึง Office365 เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์‘Making 70 Million Lives Better’ และำหรับโครงการนำรองในครั้งนี เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันและหน่วยงานด้านการศึษา ร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้าไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคอนเทนท์หรือผู้ผลิตดีไวซ์เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างรอบด้านและทั่วถึง”นายฮาเรซกล่าวเสริม

“การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นเท่านั้น” ดร. สุนีย์ สอนตระกูลผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี กล่าว “เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆในห้องเรียนให้เชื่อมถึงกันผ่านโลกดิจิตอลเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกสมองและทำงานในรูปแบบใหม่ๆซึ่งเป็นการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการทำงานต่อไปในอนาคตของเด็กไทย”

นายไพฑูรย์ จารุสารผู้อำนวยการโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา เสริมอีกว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้เราได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดในการใช้งานจริงโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนทั่วประเทศและเราหวังว่าผลสรุปของโครงการนี้ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจะช่วยส่งเสริมเด็กไทยในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบ”

นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนแล้วโซลูชั่นเพื่อการศึกษาแบบครบวงจรในโครงการนำร่องนี้ยังเน้นการมอบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียนอีกด้วย

นายฮาเรซเผยอีกว่า “จากการสำรวจโดยSafeGov.org องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไรชี้ให้เห็นว่ากว่า 87%ของผู้ปกครองคนไทยมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าสำหรับไมโครซอฟท์เองเรามีจุดยืนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงทำให้ระบบสมาร์ท คลาสรูม ของเราสามารถรักษาข้อมูลของทั้งครูและนักเรียนให้ปลอดภัยไม่รั่วไหลออกไปภายนอก”

ภายใต้โครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูมนี้นักเรียนและครูจากทั้งสองโรงเรียนจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการคลาวด์ต่างๆของไมโครซอฟท์ พร้อมด้วยเนื้อหาและเครื่องมือเพื่อการศึกษาจากผู้พัฒนาคอนเทนท์และพันธมิตรชั้นนำบนอุปกรณ์แท็บเล็ตจากเอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ASUSTekComputer) นอกจากนี้ โครงการ สมาร์ท คลาสรูมยังได้รับการสนับสนุนจากอินเทลในด้านการวางแผนและจัดทำระบบการเรียนรู้อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการนำร่องของไมโครซอฟท์ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการศึกษาไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำโครงการไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริติช เคานซิล ประเทศไทย ทั้งนี้ทางไมโครซอฟท์และโรงเรียนจะมีการประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนลงในเดือนกันยายน2557 ก่อนจะจัดทำรายงานสรุปประสิทธิผลของโครงการให้กับ สพฐ. ต่อไป

ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการนำร่องในครั้งนี้ ไมโครซอฟท์ได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั่วโลกเพื่อทดลองและสำรวจความเป็นไปได้ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา เช่นโครงการมาเจลแลน (Magellan)ที่สร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในระบบการศึกษาของประเทศโปรตุเกส และเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนในรูปของคะแนนการประเมินผลนักเรียนในโครงการ PISA (Program for InternationalStudent Assessment) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organization forEconomic Co-operation and Development)




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 12:57:05 น.
Counter : 167 Pageviews.  

ทรู ร่วมกับ อพวช. ชวนเยาวชนทั่วประเทศ เข้าร่วม “ค่ายเยาวชนทรู” ประจำปี 2557

ทรู ร่วมกับ อพวช. ชวนเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วม “ค่ายเยาวชนทรู” ประจำปี2557

โดยส่งโครงการรณรงค์ หัวข้อ “สร้างสรรค์ชุมชน…เริ่มต้นด้วย“การให้”ชิงทุนการศึกษากว่าแสนบาทพร้อมสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และเข้าเป็นโรงเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญาหมดเขต 30 มิ.ย. นี้


กลุ่มทรูจับมือองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สานต่อโครงการค่ายเยาวชนทรู ครั้งที่8 ประจำปี 2557 หนึ่งในกิจกรรมปลูกความรู้ ปลูกความดี ปลูกใจรักสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการทรูปลูกปัญญา เชิญชวนน้องๆนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ทั่วประเทศ ส่งโครงการรณรงค์ในโรงเรียนและชุมชนเป็นทีมๆ ละ 3 คนต่อ 1 สถาบัน ในหัวข้อ “สร้างสรรค์ชุมชน...เริ่มต้นด้วย“การให้” ที่มุ่งหวังปลูกจิตสำนึกที่ดีในการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้นำชุมชนและตัวอย่างที่ดีของ “ผู้ให้” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนให้อยู่อย่างมีความสุขต่อไป

ทั้งนี้ รอบแรกจะคัดเลือกเหลือ 30โครงการ เพื่อนำทีมนักเรียนเจ้าของโครงการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนทรู ประจำปี2557 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคมนี้ ณองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จ.ปทุมธานี เพื่อรับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ“การให้” อีกทั้งได้เรียนรู้แนวคิดนานาทัศนะจากตัวอย่างของ“ความสุขที่เกิดจากการให้” พร้อมฝึกการเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีมตลอดจนเสริมทักษะการสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียนกับชุมชน นอกจากนี้ยังจะได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ร่วมโครงการจากทั่วประเทศ รวมถึงมีโอกาสนำเสนอโครงการ้วยวาจาแก่คณะกรมการ และ 10 โรงการะได้รับคัดเลือกเข้ารอดท้าย ้รันสนับสนุนพื่อไปดำเนินโครงการให้เกิดขึ้จริงในโรงเรียนแะชุชนซึ่งจะมีคณะกรรมการเดินางไปตรวจประเมน พร้อมบันทึกภาพกิจกรรมเพื่อนำมาเผยแพร่ทางช่องรายการต่างๆของทรูวิชั่นส์ และจะตัดสินหาทีมผู้ชนะเลิศ รับทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000บาท พร้อมโล่เกียรติยศ ชุดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และได้รับเข้าเป็นโรงเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญาอีกด้วย

น้องๆที่สนใจเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนทรู ประจำปี 2557 สามารถส่งโครงการรณรงค์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2557 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่

www.trueplookpanya.com

www.nsm.or.thหรือ

www.facebook.com/trueyouthcamp

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-615-9788และ 083-827-6556




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2557    
Last Update : 12 มิถุนายน 2557 11:09:02 น.
Counter : 206 Pageviews.  

โพลล์สำรวจความรับรู้เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014

ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส,อาจารย์พรพิสุทธิ์มงคลวนิช ประธานกรรมการ,ดร.พิสิฐพฤกษ์สถาพรกรรมการรองผู้อำนวยการ, ดร.กุลธิดาเสาวภาคย์พงศ์ชัย กรรมการรองผู้อำนวยการ และอาจารย์วัฒนา บุญปริตรกรรมการรองผู้อำนวยการ สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามระดับอุดมศึกษาร่วมแถลงผลสำรวจความรับรู้เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลกมหกรรมกีฬาของมิตรประเทศอันเป็นที่นิยมชมชอบกันอย่างกว้างขวางอย่างมหกรรมฟุตบอลโลกผู้ดำเนินการหลักคือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ “ฟีฟ่า” จัดทุก 4 ปี ในปี 2014นี้ การแข่งชันจะเริ่มต้นแล้วในวันที่ 12 มิถุนายน ศกนี้ ที่ประเทศบราซิลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความสำคัญของกีฬา การออกกำลังกายและการหลีกเลี่ยงปัญหาอันเนื่องมาจากการเล่นกีผิดวัตถุประสงค์ ใช้เกมกีฬาเป็นเกมพนันสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ดโพลล์ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการรับชมฟุตบอลโลก2014

ศ.ศรีศักดิ์กล่าวว่าจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,115 คน สามารถสรุปผลได้ดังนี้

ในด้านข้อมูลทางประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 50.58 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.42 เป็นเพศชาย ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 38.12 มีอายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 19 ถึง 22 ปี นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าแล้วซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.91 ในด้านพฤติกรรมและความรับรู้เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.33 ทราบว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 59.91 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่าจะติดตามชมการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 เป็นบางนัด/นัดสำคัญ ๆ คิดเป็นร้อยละ 34.89 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.7 ระบุว่าจะติดตามชมเฉพาะนัดที่มีทีมที่เชียร์ลงแข่ง

กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 23.5ที่ระบุว่าจะติดตามชมทุกนัด และมีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.91 จะไม่ติดตามชมเลย

สำหรับทีมที่เชียร์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 นั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 22.42 เชียร์ทีมชาติอังกฤษในการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2014 รองลงมาร้อยละ 19.37 เชียร์ทีมชาติบราซิล ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.71 ร้อยละ 12.47 และร้อยละ 9.6 เชียร์ทีมชาติเยอรมนี ทีมชาติสเปนและทีมชาติอิตาลีตามลำดับ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 47.62 ระบุว่าสิ่งที่มีผลกับการตัดสินใจเลือกเชียร์ทีมใดทีมหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี2014 มากที่สุดคือความชอบในตัวผู้เล่นของทีม

สำหรับประโยชน์สำคัญ 3 อย่างที่ได้จากการติดตามชมการแข่งขันฟุตบอลโลกตามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง คือ สร้างความเพลิดเพลิน/สนุกสนาน คิดเป็นร้อยละ 83.14 เรียนรู้ทักษะการเล่นฟุตบอลของทีมต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 80.18 และได้รับชมฝีมือของผู้เล่นระดับโลก คิดเป็นร้อยละ 77.22

ส่วนปัญหาสำคัญสูงสุด 5 อันดับที่เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกได้แก่เล่นการพนัน คิดเป็นร้อยละ 83.41 พักผ่อนไม่เพียงพอ คิดเป็นร้อยละ 80.54 นั่งหลับระหว่างเรียน/ทำงาน คิดเป็นร้อยละ77.31 เข้าเรียนหรือเข้างานสาย/ขาดเรียนหรือขาดงาน คิดเป็นร้อยละ 74.35และฉกชิงวิ่งราว คิดเป็นร้อยละ 72.11

ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งหรือคิดเป็นร้อยละ 49.69 มีความคิดเห็นว่าไม่จำเป็นที่คนไทยต้องได้รับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกทุกนัดตลอดการแข่งขันขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36.95 มีความคิดเห็นว่าจำเป็น นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีการออกกฎหมาย/ข้อบังคับให้คนไทยต้องได้รับสิทธิ์ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก/กีฬาสำคัญระดับโลกตลอดการแข่งขันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มซึ่งคิดเป็นร้อยละ 58.39

ตามกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงเกือบครึ่งหนึ่งหรือคิดเป็นร้อยละ 49.15 ไม่เชื่อว่าหากมีการออกกฎหมาย/ข้อบังคับให้คนไทยต้องได้รับสิทธิ์ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก/กีฬาสำคัญระดับโลกตลอดการแข่งขันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มจะนำมาบังคับใช้ได้จริง




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2557    
Last Update : 11 มิถุนายน 2557 15:43:53 น.
Counter : 128 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

green z
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add green z's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.