Group Blog
 
All blogs
 

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 4

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 4

โดย Cantonot

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการชุดแข่งฟุตบอลในเกาะอังกฤษเกิดขึ้นในราวทศวรรษที่ 1950

โดยเฉพาะในปี คศ.1953 ซึ่งเกิดเหตุการ์ณสำคัญ 2 อย่างด้วยกัน คือ
ได้มีการนำผ้าใยสังเคราะห์มาใช้ผลิตชุดแข่งฟุตบอลเป็นครั้งแรก โดยทีม
โบลตั้น วันเดอร์เรอร์ส ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟ เอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ กับ แบล๊คพูล ในปีดังกล่าว ซึ่งทำให้ทีมต่างๆในอังกฤษเริ่มหันมาใช้ผ้าชนิดดังกล่าวกับชุดแข่งของทีมของตนในปีต่อๆมา


ชุดแข่งของ แบล๊คพูล กับ โบลตั้น วันเดอร์เรอร์ส จากนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอล เอฟ เอ คัพ ปี คศ.1953



ภาพการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอล เอฟ เอ คัพ ปี คศ.1953ระหว่าง แบล๊คพูล กับ โบลตั้น วันเดอร์เรอร์ส


อีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่สำคัญในวงการชุดแข่งฟุตบอลเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตร ระหว่างทีมชาติอังกฤษ กับ ยอดทีมของทวีปยุโรป ในยุคนั้นอย่าง ทีมชาติ ฮังการี่ ที่สนามเวมบลี้ย์

ทีมชาติอังกฤษไม่สามารถต่อกรกับทีมคู่แข่งได้เลยตลอดทั้งเกม
ทีม "แม๊กย่าร์" ฮังการี่ ซึ่งถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นเยาะเย้ย ตั้งแต่ลงสนาม อันเนื่องมาจากชุดแข่งของพวกเขาที่ มีทรงเข้ารูป ทำจากผ้าบางและเบา และใส่กางเกงที่สั้นกว่า ต่างจากที่พวกอังกฤษเคยเห็น


ทีมเยือน ฮังการี่ ไล่ถล่มเจ้าถิ่นสิงโตคำรามไปเละเทะ 6-3


ทีมเยือนสอนบอลเจ้าถิ่นผู้ยโสโอหังไปขาดลอย ด้วยสกอร์ 6 ประตูต่อ 3หลังเกมนั้นถึงแม้ว่าทีมชาติอังกฤษจะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของแผนการเล่นมากนัก แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสนใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือชุดแข่งของพวกเขานั่นเอง


ทั้งสองทีมเดินลงสู่สนาม จะเห็นได้ว่าชุดแข่งของฮังการี่ดูปราดเปรียวกว่าอย่างเห็นได้ชัด



กัปตันทีมทั้งสอง แลกเปลี่ยนธงที่ระลึกกันก่อนแข่ง


ชุดแข่งที่ทำจากผ้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป ประกอบกับแบบและทรงของชุดแข่งที่ดูใหญ่ และลุ่มล่ามจนเทียบไม่ได้กับความคล่องแคล่วของเหล่านักเตะฮังกาเรี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ Umbro เกิดแรงบันดาลใจในการออกแบบชุดแข่งใหม่ให้ทีมชาติอังกฤษ และถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน คศ. 1954 เป็นครั้งแรก

ชุดแข่งแบบใหม่ แบบที่เรียกว่า "แบบภาคพื้นยุโรป" นั้นจะมีลักษณะ เป็นเสื้อแบบคอวี (เปลี่ยนจากเดิมที่นิยมเป็นคอปกใหญ่ๆ) แขนสั้น และมีน้ำหนักเบา ส่วนกางเกงจะสั้นลง ต่างจากที่นิยมสวมใส่กันมาเป็นเวลาช้านานทั่วทั้งเกาะอังกฤษ


ชุดแข่งแบบนำสมัย ที่ถูกแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นำมาใช้ในปี คศ.1955


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทีมของ เซอร์แม็ต บัสบี้ เป็นทีมแรกๆที่เลือกใช้ชุดแข่งแบบทีดูร่วมสมัยแบบนี้ ในปี คศ. 1955 (หลังจากที่ได้เห็นชุดแข่งแบบดังกล่าวจากหลายๆทีม ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1954) จากนั้นทุกทีมในอังกฤษก็ได้ใช้ชุดแข่งแบบที่ว่านี้ จนชุดแข่งแบบเดิมๆที่มีคอปกใหญ่ๆ เสื้อตัวหลวมๆ และลุ่มล่าม ได้กลายเป็นเรื่องของอดีตไปซะแล้ว


ทีมเชลซี ในปี คศ.1958 กับชุดแข่งแบบคอวี แขนสั้น และมีทรงเข้ารูป




 

Create Date : 21 มีนาคม 2554    
Last Update : 21 มีนาคม 2554 21:19:50 น.
Counter : 689 Pageviews.  

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 3

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 3

โดย Cantonot

หลังจากที่ บริษัท Bukta ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดกีฬาเป็นเจ้าแรกในสหราชอณาจักร ได้ครองตลาดชุดแข่งมาเป็นเวลานาน คู่แข่งทางธุรกิจรายใหญ่ที่พอจะสู้กับพวกเขาได้ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี คศ.1920 นั่นก็คือ บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้า ฮัมฟรีย์บราเธอร์ส (Humfrey Brothers Clothing Company) ซึ่งต่อมาภายหลังได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น อัมโบร (Umbro) นั่นเอง


รูปโลโก้ของ อัมโบรในยุคต่างๆที่เราคุ้นตากันดี



ในยุคนี้นั่นเอง ที่กฏต่างๆเกี่ยวกับชุดแข่งขันได้ถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อันเนื่องมาจากความเฟื่องฟูของการแข่งขันฟุตบอลลีก ด้วยจำนวนทีมที่มากขึ้น จึงมีการกำหนดให้ทีมเยือนต้องใส่ชุดทีมเยือนถ้าชุดแข่งขันของทั้งสองทีมmแข่งขันกันนั้นเหมือนกัน (โดยก่อนหน้านี้ ทีมเหย้าจะต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนสีเสื้อ ในกรณีที่ทีมเยือนมีสีชุดแข่งขันคล้ายกัน ภาระในการเปลี่ยนสีเสื้อจะอยู่กับทีมเจ้าบ้าน เนื่องจากความสะดวกในการหาชุดแข่งสำรอง)

ก่อนหน้านี้ ในปี คศ.1908 สมาคมฟุตบอลได้แต่เพียงกำหนดให้ ผู้รักษาประตูสวมใส่ชุดแข่งที่มีสีแตกต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นๆในทีมไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อป้องกันการสับสน

ต่อมาในปี คศ.1928 หมายเลขบนหลังเสื้อ ได้ถูกนำมาทดลองใช้เป็นปีแรก และถูกกำหนดให้ใช้อย่างเป็นทางการในอีก 5 ปีต่อมา ในการแข่งขันฟุตบอล เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ คศ. 1933 ระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เอฟเวอร์ตัน โดยนักเตะทีมเอฟเวอร์ตันจะสวมใส่เสื้อแข่งหมายเลข 1ถึง 11 ในขณะที่ ฝั่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ใส่หมายเลข 12 ถึง 22


การแข่งขันเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ในปี 1933 ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้



ในยุคทศวรรษที่ 1930 ได้มีวิวัฒนาการในการออกแบบเสื้อแข่งอย่างมากมาย เสื้อแบบคอผูกเชือกได้เริ่มหายไปจากวงการโดยถูกแทนที่โดยเสื้อแข่งแบบมีคอปกสั้น (คล้ายๆ คอปกเสื้อรักบี้) นอกจากนี้ เอฟเวอร์ตันยังเป็นทีมแรกที่ริเริ่ม ใส่แถบสีลงไปที่ด้านข้างของกางเกงเป็นทีมแรกอีกด้วย ขณะเดียวกัน เฮอร์เบิร์ต แชปแมน ได้ออกแบบเสื้อทีมเหย้าแบบใหม่ของอาร์เซน่อล ให้เป็นเสื้อสีแดง แขนสีขาว มีคอปกเสื้อ และใส่ถุงเท้าลายขวาง ซึ่งทำให้อาร์เซน่อลเป็นที่จดจำในสีเสื้อแบบนี้ นับตั้งแต่นั้นมา


รูปชุดแข่งของ เอฟเวอร์ตัน ในปี คศ. 1930 ซึ่งกางเกงจะมีแถบสีด้านข้าง




รูปชุดแข่งแบบใหม่ของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 1934-35 ซึงถูกออกแบบ โดย เฮอร์เบิร์ต แชปแมน


ในปี คศ.1939 ฟุตบอลลีกก็ต้องหยุดไปอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องมาจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฟุตบอลกลับมาทำการแข่งขันกันต่อในช่วง คศ. 1946 แต่เนื่องจากภัยสงคราม หลายทีมก็ต้องประสบกับพิษเศรษฐกิจ ทำให้ต้องไปยืมชุดแข่งของทีมอื่นมาใส่ เราจะเห็นว่าทีมอย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ต้องเปลี่ยนจากสีเสื้อลายขาว-ดำ ไปใส่สีนำเงินล้วนแทนชั่วคราว ทีมโอลด์แด้ม ต้องไปยืมเสื้อแข่งลายขวางสีขาว-แดง จากทีมรักบี้ท้องถิ่นมาใส่แทนสีประจำสีน้ำเงิน


ทีมโอลด์แด้ม (Oldham) กับชุดแข่งลายขาว-แดง ที่ต้องไปขอยืมมาจากทีมรักบี้ท้องถิ่น






 

Create Date : 07 มีนาคม 2554    
Last Update : 7 มีนาคม 2554 8:42:58 น.
Counter : 1574 Pageviews.  

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 2

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 2

โดย Cantonot


ภายหลังจากที่ ฟุตบอลได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และชุดแข่งฟุตบอลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เล่น จนเป็นจุดกำเนิดร้านตัดเสื้อกีฬาเป็นแห่งแรกในเกาะอังกฤษ ในอีกไม่กี่ปีต่อมา การแข่งขันฟุตบอลแบบระบบลีกก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนเกาะอังกฤษในปี คศ. 1888

ทีมสโมสรต่างๆถูกบริหารอย่างเป็นรูปธรรม และมีความเป็นมืออาชีพเพิ่มมากขึ้น ภาระของการจัดหาชุดแข่งไม่ได้เป็นของผู้เล่นอีกต่อไป หน้าที่เหล่านี้ถูกจัดการโดยทีมและสโมสรแต่ละแห่ง ด้วยจำนวนทีมที่เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดสีชุดแข่งประจำทีมที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่แบบ เช่นทีมแอสตัน วิลลา ในปี คศ. 1891 ที่มาพร้อมกับเสื้อแข่งสีแดงเลือดหมูและมีแขนเสื้อสีฟ้า




รูปชุดแข่งของ แอสตันวิลลา ในปี คศ. 1891


ในปี คศ.1904 ชุดแข่งมีแนวโน้มที่จะมีทรงกระชับขึ้น เสื้อแข่งจะทำจาก ผ้าใยธรรมชาติที่ทนทาน เช่นผ้าฝ้าย และขนสัตว์ กางเกงจะสั้นลง จากนั้นอีกไม่นาน เสื้อแบบคอผูกเชือกเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหนึ่ง แต่ที่มาแรงที่สุด เห็นจะเป็นเสื้อลายตรงแนวตั้ง ที่เริ่มมีใช้มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยในยุคนี้แถบแนวตั้งที่ว่าจะมีแนวโน้มที่จะมีความกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมในยุคก่อน จะมีความกว้างของแต่ละแถบอยู่ที่ 1 นิ้ว ถูกขยายเป็น 2 หรือ 3 นิ้ว โดยแต่ละทีม


รูปชุดแข่งของ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ในปี คศ. 1888 ซึ่งลายตรงนั้นจะแคบ



รูปชุดแข่งของ สตอร์คพอร์ท เคาน์ตี้ ในปี คศ. 1914 ซึ่งลายตรงนั้นจะกว้างขึ้น เมื่อเทียบกับยุคก่อนหน้านั้น



ลายลูกศรยนด้านหน้าของเสื้อ ก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้บนเสื้อฟุตบอล และถูกใช้เป็นครั้งแรก โดยทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล เอฟ เอ คัพ ปี 1909 (ซึ่งแมนฯ ยู ได้นำแบบเสื้อดังกล่าวกับมาทำใหม่อย่างที่พวกเราคุ้นตา ในปี คศ. 2009 เป็นการฉลองครบรอบ 100 ปี ของแบบเสื้อนั่นเอง) เสื้อแบบลายตัววี ลูกศรนั้นได้รับความนิยมได้ไม่นานมากนัก




รูปชุดแข่งแบบมีตัววี-ลูกศรบนหน้าอก ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี คศ. 1909




จากการค้นคว้าวิเคราะห์ภาพถ่ายจากสมัยนั้น ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ผ้าสีที่ถูกย้อมในสมัยนั้น จะสีซีดเร็วกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน เสื้อแข่งที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและถูกซักหลังจากสวมใส่ในแต่ละเกม รวมทั้งเทคนิคในการถ่ายภาพและล้างภาพถ่ายที่ยังไม่ดีเท่าในปัจจุบัน ทำให้สีประจำสโมสรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงในอดีตก็เป็นได้ ทีมอาร์เซน่อล อาจจะไม่ได้มีสีเสื้อทีมสีแดงอย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน โดยอาจมีแนวโน้มที่จะใช้เสื้อแข่งสีแดง อมม่วง (Redcurrant) อย่างที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในปี คศ.2005 ก็เป็นได้


รูปชุดแข่งของอาร์เซนอล ในปี คศ. 1913 ซึ่งอาจเป็นสีดั้งเดิมที่แท้จริงของสโมสร



รูปชุดแข่งที่ถูกออกแบบกลับมาใช้ใหม่ในปีในปี คศ. 2005 เพื่อรำลึกถึงเสื้อแข่งในปี คศ.1913


ในปี คศ.1909 ผู้รักษาประตู ถูกกำหนดให้ใส่เสื้อแข่งที่มีสีแตกต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นในทีม โดยสีที่นิยมในตอนแรกคือสีแดง และน้ำเงิน แต่ในที่สุดสีที่ได้รับการยอมรับ และถูกใช้กันแพร่หลาย และใช้กันจนถึงปัจจุบันก็คือสีเขียวนั่นเอง

ฟุตบอลลีก ต้องหยุดลงเนื่องจากภัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในช่วงปีคศ.1914-15 และในช่วงดังกล่าวเอง การผลิตเสื้อแข่งก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เนื่องจากด้ายที่ใช้สำหรับทอผ้าสำหรับผลิตเสื้อแข่ง นั้นส่วนมากจะถูกนำเข้ามาจากประเทศเยอรมัน จึงเกิดการพยายามใช้ และผลิตเส้นด้ายในสหราชอณาจักรขึ้นทดแทนการนำเข้า และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฟุตบอลลีก กลับมาแข่งกันต่อในปี คศ.1919 สีเสื้อมีเฉดสีที่ต่างออกไป เนื่องจากการเปลี่ยแปลงของด้ายที่ใช้ผลิต Bukta ผู้ผลิตรายใหญ่ และยึดครองตลาดมาอย่างยาวนาน ก็ถูกท้าทาย และทาบรัศมีโดยบริษัทใหม่ แห่งหนึ่ง ที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป





 

Create Date : 01 มีนาคม 2554    
Last Update : 3 มีนาคม 2554 6:23:24 น.
Counter : 654 Pageviews.  

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 1

ประวัติ ความเป็นมา ของการออกแบบเสื้อบอล ตอนที่ 1

โดย Cantonot

คนที่หลงไหล และรักการสะสมเสื้อบอล เคยสงสัยกันบ้างรึปล่าวว่า ชุดแข่งฟุตบอล (อันหมายถึงเสื้อ กางเกง ถุงเท้า และรองเท้า) มีที่มาอย่างไร อะไรทำให้เกิดความจำเป็นในการทำให้เกิดชุดแข่งขึ้นมา หน้าตาชุดแข่งในสมัยแรกเริ่มเป็นแบบไหน

เราจะมาดูกันว่า ชุดแข่ง (ในที่นี้ เราจะสนใจแต่เพียงเสื้อบอล) นั้นมีวิวัฒนาการ ความเป็นมาอย่างไร แต่เนื่องจากข้อมูลที่ผมมีส่วนมากจะอ้างอิงมาจากตำราภาษาอังกฤษ ดังนั้นเรื่องราวทั่วไปโดยทั้งหมดนั้นก็จะมาจาก
ฟุตบอลอังกฤษเป็นส่วนใหญ่นะครับ

แรกเริ่มเดิมที ในปลายศตวรรษที่ 19 ฟุตบอลนั้นเริ่มมีการเล่นกันในหมู่นักเรียน ทั้งตามโรงเรียน และมหาวิทยาลัยในช่วงเวลานั้นเอง กฏ กติกาของการแข่งขันยังมีไม่มากนัก แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีกฎในการเล่นกันเลย รวมถึงในเรื่องชุดแข่งขันด้วย ผู้เล่นของแต่ละทีมที่แข่งกันจะใส่ชุดแข่งตามแต่ที่ตนจะมี โดยจะอาศัยการสวมหมวกหรือผ้าพันคอสีเดียวกัน เพื่อเป็นการแบ่งแยกทีมให้เห็นเด่นชัดขึ้น

เมื่อฟุตบอลเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น จนเกิดการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษขึ้น และมีการแข่งขันฟุตบอล เอฟ เอ คัพ ตามมาในภายหลังในปี คศ.1871-72 สมาคมฟุตบอลอังกฤษจึงได้ออกกฏให้ทีมที่เข้าแข่งขันทุกทีมมีสีของชุดแข่งของตนเองในแต่ละนัดที่ลงแข่งขัน เพื่อขจัดปัญหาความสับสนทั้งระหว่างตัวผู้เล่นเอง รวมไปทั้งผู้ชมที่อยู่ข้างสนามด้วย แต่ละทีมจึงต้องหาสีประจำทีม โดยส่วนมากแล้วก็จะมาจากสีประจำโรงเรียน หรือสีประจำแต่ละสมาคมที่สนับสนุนและก่อตั้งทีมฟุตบอลนั้นๆ

ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศถ้วยเอฟ เอ คัพ ครั้งแรก ในปี คศ. 1872 ทีมวันเดอเรอร์ส ใส่เสื้อแข่งสีชมพู และดำ ส่วนทีมคู่แข่งอย่าง ทีมรอยัล เอนจิเนียร์ นั้นใส่เสื้อสีแดงและ น้ำเงินเข้ม ลงสนาม ซึ่งนักเตะของทั้งสองทีมนั้น
ส่วนมากล้วนมาจากกลุ่มคนชั้นกลาง และกลุ่มขุนนาง แต่ละคนจึงสามารถที่จะซื้อหาเสื้อสีตามที่ต้องการจากร้านเสื้อผ้าได้ แต่จริงๆแล้วในยุคนั้น สีเสื้อทีมที่เป็นที่นิยมที่สุดคือสีขาวล้วน เนื่องจากเป็นผ้าที่หาง่าย และราคาถูกที่สุด ซึ่งเหมาะกับนักฟุตบอลส่วนมากในขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่ชนชั้นกลาง เพราะว่าแต่ละคน ต้องหาซื้อเสื้อมาใส่แข่งเอง


ชุดแข่งของทีม รอยัล เอนจิเนียร์ จาก เอฟ เอ คัพ ครั้งแรก ในปี 1872




สีเสื้อของทีม รอยัล เอนจิเนียร์




ลายเสื้อที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น มักจะเป็นลายขวาง (Hoops) และ แนวเส้นตรงตั้ง (แบบเดียวกับที่ สองทีมจากเมืองมิลาน ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน)


ชุดแข่งแบบลายขวาง (Hoops) ของทีมควีนสปาร์ค เอฟซี ในปี 1873




ชุดแข่งของทีม เบิร์นลีย์ ในฤดูกาล 1889-90




ความต้องการชุดแข่งของแต่ละทีมมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี คศ. 1879 จึงก่อให้เกิดผู้ผลิตเสื้อแข่งกีฬารายแรกในอังกฤษนั่นก็คือ Bukta นั่นเอง


โลโก้ของ Bukta







 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 1 มีนาคม 2554 21:22:24 น.
Counter : 1311 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Astro Boy Blue
Location :
นครสวรรค์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




: Users Online best counter free counters
Friends' blogs
[Add Astro Boy Blue's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.