[แฮมสเตอร์ธรรมดา] Syrian hamster


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mesocricetus auratus
ขนาดตัว : 15 - 20 เซนติเมตร
น้ำหนัก : 140 - 200 กรัม
โครโมโซม : 44 คู่
ระยะตั้งครรภ์ : 14 - 18 วัน
จำนวนลูกต่อครอก : 4 - 12 ตัว
วัยเจริญพันธุ์ : 6 สัปดาห์
อายุขัย : 2 - 4 ปี
อุปนิสัย : รักสันโดษ ไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และจะสู้กันจนตายเพื่อรักษาอาณาเขต
ถิ่นกำเนิด : พบใน Syria
มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น Golden Hamster , Teddy Bear Hamster
หรือบางคนก็เรียกว่า "Black Bear" บางคนก็เรียกว่า แฮมสเตอร์ยักษ์
ในหมู่คนเลี้ยงแฮม จะเรียกกันทั่วไปว่า "แฮมใหญ่"




Syrian hamster ถูกค้นพบเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ( ปี 1797 )
และถูกนำมาเลี้ยง เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา
สีดั้งเดิมคือสีน้ำตาลทองจึงมีชื่อว่า แฮมสเตอร์สีทอง(Golden Hamster)
แต่ได้ถูกพัฒนาจนมีมากมายหลายสีในปัจจุบัน




ตามธรรมชาติงแฮมสเตอร์จะอาศัยอยู่ในโพรง ลึกลงไปหลายฟุตใต้พื้นดิน
เนื่องจากอากาศจะร้อนจัดมากในตอนกลางวัน และเย็นลงในตอนกลางคืน
ทำให้เค้าต้อง ออกหากินตอนกลางคืน เช่นเดียวกับแฮมสเตอร์สายพันธุ์อื่นๆ


แบ่งตามลักษณะขนได้เป็น
- พันธุ์ขนสั้น(Fancy Hamster)


- พันธุ์ขนยาว(Teddy Bear Hamster)


- พันธุ์ไม่มีขน(Hairless Hamster)



แฮมใหญ่เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงตัวแรกของเด็กๆเพราะเลี้ยงง่าย
เด็กสามารถอุ้มเองได้โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล เนื่องจากมีขนาดตัวกำลังดีกับอุ้งมือเด็ก

ในประเทศไทย เริ่มมีการนำเข้ามาเมื่อสัก 10 ปี และได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากน่ารัก และราคาไม่แพงเหมือนกับแกสบี้
ราคาเมื่อตอนแรกนั้นอยู่ที่ประมาณตัวละ 300-500 บาท
ความนิยมในแฮมใหญ่ลดลงเมื่อมีการนำแฮมสเตอร์แคระเข้ามาในประเทศไทย
จนทุกวันนี้ แฮมสเตอร์ใหญ่มีราคาตัวละไม่กี่สิบบาท(ประมาณ 40 บาท)

หากเพื่อนๆได้ไปเดินดูตามร้านขายสัตว์เลี้ยง เช่นตลาดนัดจตุจักร
ก็จะเห็นพวกเค้าถูกใส่ไว้ในกรงแคบๆกรงละตัว หรือหลายๆตัวแออัด
โดยที่เจ้าของร้านเอง ก็ไม่ค่อยสนใจดูแลพวกเค้ามากนัก
หรือตามเว็บต่างๆ เมื่อมีคนประกาศให้หนู
ก็มักจะมีคนเข้าไปถามว่า "แฮมสเตอร์อะไร พันธุ์แคระหรือเปล่า"
(น่าน้อยใจจริงๆ)




คนทั่วไปมักจะคิดว่าแฮมใหญ่มีนิสัยดุร้าย เนื่องจากมีขนาดตัวใหญ่และกัดพวกเดียวกัน
แต่จริงๆแล้วแฮมใหญ่เป็นมิตรกับคนมาก และฉลาดกว่าแฮมสเตอร์สายพันธุ์อื่น
สามารถสอนให้เรียนรู้สิ่งต่างๆได้เช่นเดียวกับสุนัขหรือแกสบี้

ปกติแล้วแฮมใหญ่จะไม่กัดผู้เลี้ยงจนเลือดตกยางออก
ถ้าไม่ถูกทำให้ตกใจ หวาดกลัว หรือหงุดหงิดมากๆ มันจะแค่งับๆให้เรารู้ว่าไม่พอใจ
แฮมใหญ่จะมีการแสดงสีหน้าและอารมณ์ หากผู้เลี้ยงช่างสังเกตก็จะสื่อสารกับมันได้
และจากนิสัยที่รักสันโดษ จึงควรที่จะเลี้ยงตัวเดียว หากมีหลายตัวควรแยกกรงเลี้ยง



ข้อมูลบางส่วนจาก :

ชมรมผู้เลี้ยงแฮมสเตอร์ประเทศไทย Hamster Club of Thailand (HCT)

Hamster Thailand
(//hamster.thaipetlover.com/)

AAAHamsters
(//www.geocities.com/AAAHamsters/)

hamsterhideout.com
(//www.hamsterhideout.com/breedssyrian.html)



Create Date : 10 ธันวาคม 2549
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 16:05:13 น.
Counter : 6156 Pageviews.

10 comment
บันทึกเกี่ยวกับแฮมสเตอร์
บันทึกเกี่ยวกับแฮมสเตอร์ครั้งแรก...
ปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ
the Natural History of Aleppo ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2

หลังจากที่ Alexander Russell ได้จัดพิมพ์ฉบับแรกในปี ค.ศ.1797
ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จักแฮมสเตอร์
จน Patrick น้องชาย ได้ตีพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 2
และได้ค้นพบแฮมสเตอร์...แต่นั่นไม่ได้เป็นการค้นพบสัตว์สปีชี่ส์ใหม่

แม้จะไม่ได้ปรากฏหลักฐานเป็นเอกสาร...
เมื่อได้มีการค้นพบแฮมสเตอร์และบันทึกเป็นสัตว์สปีชี่ส์ใหม่
โดย George Robert Waterhouse
เจ้าหน้าที่ของสมาคม นักสัตววิทยาแห่งลอนดอน
ซึ่งได้ตั้งชื่อว่า Syrian(ไซเรียน) หรือ Golden(โกลเด้น) ในปี ค.ศ.1839

ในตอนแรกนั้นถูกตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Cricetus Auratus
แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น
Mesocricetus Auratus

แฮมสเตอร์ได้ถูกศึกษาอย่างละเอียดโดยนักสัตววิทยาชื่อ Israel Aharoni
ตามคำร้องขอของ Saul Alder นักวิจัยของ Leishmaniasis
ผู้ซึ่งต้องการแฮมสเตอร์ที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่าแฮมสเตอร์ไชนีสที่เขากำลังศึกษาอยู่

แฮมสเตอร์ตัวเมียและลูกทั้ง 11 ตัวได้เผยตัวสู่สาธารณชน
เมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.1930 โดย Aharoni
มีปัญหา 2-3 ข้อเกี่ยวกับแฮมสเตอร์ครอบครัวนี้
ซึ่งรวมถึงการกินพวกเดียวกันเองของแม่แฮมสเตอร์
ที่กินลูกของมันเพื่อให้ตายโดยไม่ทรมาน
ลูกๆที่เหลือถูกเลี้ยงดู มี 2 ตัวที่หนีรอดออกไป อีก 4 ตัวเติบโตขึ้น
และประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์ในห้องทดลอง

แฮมสเตอร์ได้ถูกใช้เป็นสัตว์ทดลอง...
จนกระทั่งมันถูกแนะนำสู่ตลาดค้าสัตว์เลี้ยงของประเทศอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 40
และในปี ค.ศ.1945 ได้มีการจัดตั้งชมรมแฮมสเตอร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศอังกฤษ

Mesocricetus Auratus
มักจะเรียกว่า Syrian Hamster หรือ Golden Hamster
เนื่องจากสีทองเป็นสีขนของแฮมสเตอร์ตัวแรกที่ถูกค้นพบ
และบางครั้งเรียกว่า the wild type Syrian Hamster หรือสีธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามเมื่อแฮมสเตอร์ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในฐานะสัตว์เลี้ยง
ก็ปรากฏว่ามีสีและลักษณะขนที่มากมายเกิดขึ้น
ตามธรรมชาติแล้วแฮมสเตอร์จะอาศัยอยู่ในโพรงใต้ดินลึกหลายฟุต
เช่นเดียวกับสัตว์หากินตอนกลางคืนทั่วไป
แฮมสเตอร์จะใช้เวลาส่วนมากในตอนกลางวันนอนหลับ
แล้วออกหาอาหารในตอนกลางคืน
เนื่องจากภูมิอากาศในประเทศซีเรียซึ่งเป็นทะเลทราย
จะมีอุณหภูมิสูงมากในตอนกลางวัน และอุณหภูมิจะลดลงในตอนกลางคืน




[ไม่ทราบแหล่งที่มาของข้อมูลค่ะ]



Create Date : 06 ตุลาคม 2549
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 15:20:10 น.
Counter : 232 Pageviews.

4 comment
รู้หรือไม่เกี่ยวกับแฮมสเตอร์
ชื่อของแฮมสเตอร์มาจากคำในภาษาเยอรมัน Hamstern

ซึ่งมีความหมายว่า การสะสม, การกักตุน

ในยุโรปตอนกลางจะเรียกคนที่มีนิสัยตะกละ เห็นแก่ตัวว่า "แฮมสเตอร์"



แฮมสเตอร์ 1 คู่ สามารถเพิ่มเป็นแฮมสเตอร์หลายพันตัวภายใน 1 ปี

เพราะแฮมสเตอร์มีระยะตั้งครรภ์สั้นที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

และเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุเพียง 5-6 สัปดาห์



แฮมเตอร์มีฟันที่ไม่เคยหยุดงอก เนื่องจากมันไม่มีรากฟัน

แต่ฟันจะงอกจากกะโหลกศีรษะของมันโดยตรง

แฮมสเตอร์จึงลับฟันของมันด้วยการกัดแทะวัสดุที่แข็ง



แฮมสเตอร์มีกระพุ้งแก้มที่มีผิวหนังขยายได้ลักษณะเหมือนกระเป๋า

ซึ่งแฮมสเตอร์จะใช้ในการกักเก็บอาหาร

โดยมันจะสามารถใส่อาหารในกระพุ้งแก้มได้ถึง 18 กรัม

(แฮมสเตอร์มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 80 กรัม คิดเป็น 1 ใน 4 ของน้ำหนักตัว)

ซึ่งแก้มของแฮมสเตอร์จะมีเนื้อเยื่อกั้น จึงสามารถเก็บอาหารได้แห้งสนิท

นอกจากนี้แฮมสเตอร์จะใช้แก้มของมันในการป้องกันตัวจากศัตรู

ด้วยการอัดอากาศให้แก้มพองเพื่อให้ดูตัวใหญ่ขึ้น



แฮมสเตอร์มีกระเพาะอาหาร 2 ห้อง และอาหารที่มันกินเข้าไปจะถูกย่อย 2 ครั้ง



แฮมสเตอร์ไม่ได้มีสายตาดีนัก

เช่นเดียวกับสัตว์หากินกลางคืนทั่วไป มันมองเห็นได้ไกลแต่ไม่ชัดเจน

แฮมสเตอร์สามารถมองเห็นได้ถึง 110 องศารอบตัว และไม่เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ

แฮมสเตอร์มีความสามารถในการฟังดีกว่าการมองเห็น โดยจะได้ยินเสียงได้ที่ความถี่สูงๆ



แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่มีประสาทการดมกลิ่นที่ดีมาก มันจะมีชีวิตอยู่ในโลกของกลิ่น

โดยจะสามารถผลิตกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เพื่อใช้ในการบอกอาณาเขต และสามารถแยกเพศได้ด้วย



ควรระวังเรื่องปริมาณสารอาหารที่แฮมสเตอร์ได้รับด้วย

ถ้าได้รับแป้งและน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้แฮมสเตอร์อ้วน และอายุสั้น

ปริมาณโปรตีนที่แฮมสเตอร์ควรจะได้รับคือ 19% ของปริมาณอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน

รวมทั้งวิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อแฮมสเตอร์

ดังนั้น เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ขนร่วงได้

จึงอาจให้อาหารอื่นๆเสริมบ้าง อาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างมาก



แฮมสเตอร์เป็นหนูที่มีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายและได้ถูกนำมาเลี้ยงโดยมนุษย์นานแล้ว

โดยธรรมชาติแฮมสเตอร์ไม่สามารถผลิตเชื้อโรคเองได้เหมือนกับหนูบ้าน

มันจะเป็นพาหะก็ต่อเมื่อมันถูกสัตว์อื่นที่มีเชื้อกัดแล้วแพร่เชื้อให้ หรือไปกินน้ำที่มีเชื้ออยู่เท่านั้น

แฮมสเตอร์ที่ถูกเลี้ยงอยู่ในกรงจึงไม่มีทางเป็นพาหะของโรคฉี่หนูได้เลย



การเลี้ยงแฮมสเตอร์ ผู้เลี้ยงเกือบทุกคนจะต้องโดนกัด

บางคนถูกกัดทุกวันก็มี น้อยมากที่จะโชคดีมีแฮมสเตอร์ที่ไม่กัดเลย

แฮมสเตอร์นั้นไม่มีโรคติดต่อที่เป็นอันตราย

แต่ถ้าถูกกัดเข้า ไม่ว่าจะเลือดออกมากน้อยเพียงไร

ต้องรีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาด อาจใช้น้ำเกลือล้างแผลเช็ดด้วยก็ได้

(ไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์ เพราะทำให้เซลล์ที่ปากแผลตาย แผลจะสมานกันช้า)

แล้วจึง ใส่ยาสำหรับแผลสดพวก ยาแดง ทิงเจอร์ หรือเบตาดีน

* เนื่องจากแฮมสเตอร์ไม่เคยแปรงฟันเลย

จึงมีแปคทีเรียอยู่ที่ฟันเมื่อโดนกัด แผลจะหายช้ากว่าปกติ



ถึงแม้ว่าแฮมสเตอร์จะไม่มีเชื้อโรคใดๆ แต่ก็ทำให้เราท้องเสียได้เหมือนกัน

ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้ที่เลี้ยงแฮมสเตอร์ว่า มีอาการท้องเสีย

เพราะจับถูกอุจจาระของแฮมสเตอร์แล้วไม่ได้ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร

ดังนั้นเมื่อเล่นกับแฮมสเตอร์แล้วควรจะล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้ง

* การที่มีอาการท้องเสียนั้นถือเป็นเรื่องปกติ

ลองคิดดูว่า ถ้าเพื่อนๆอุจจาระเสร็จแล้วล้างก้น...

แต่ไม่ได้ล้างมือก่อนรับประทานอาหารก็คงจะท้องเสียแน่ๆ




ไม่ทราบแหล่งที่มาของข้อมูล...ต้องขออภัยด้วยค่ะ
เซฟเก็บไว้หลายปีแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง เลยเอามาแบ่งปัน...



Create Date : 06 ตุลาคม 2549
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 15:23:45 น.
Counter : 8957 Pageviews.

17 comment
จากPoring...เป็นรุ่งริ่ง
พอริ่งเป็นหนูแฮม 1 ใน 2 ตัวแรกที่เลี้ยง ซื้อมาจากจตุจักรพร้อมๆกับยัยสโม้กกี้

ยังจำความรู้สึกตื่นเต้น...
ตอนที่ประคองถุงกระดาษสีน้ำตาลขึ้นรถเมล์กลับบ้านได้อยู่เลย...

พอนึกย้อนกลับไป...ดีนะที่ไม่เป็นอะไร รอดถึงบ้านได้
ป้าคนขายแกเล่นจับใส่ถุงกระดาษมาให้ดื้อๆ(คล้ายๆถุงกล้วยแขกอะ)
แถมยังแนะนำผิดๆถูกๆ ...
บอกให้เอาเม็ดเขียว(อาหารนกขุนทองแช่น้ำให้พองๆแล้วค่อยให้มันกิน

ไอ้รุ่งริ่งกะนังโม้กกี้ก็พากันถีบทิ้งแล้วโกยขี้เลื่อยไปกลบอย่างดี...





รุ่งริ่งมีแฟนหลายตัวเลย...รักแฟนทุกตัว ดูท่านอนก็รู้...
จะนอนกกแฟนไว้อย่างหวงแหน หุหุ

รูปนี้เป็นรุ่งริ่งกับน้องฝ้าย
"แฟนตัวแรกของป๋มฮับ"





ชื่อพอริ่งกลายมาเป็นรุ่งริ่งก็เพราะมันโดนแฟนกัดจนหูขาดรุ่งริ่ง
ตอนนั้นตกใจมากเลย จับรุ่งริ่งแยกมาใส่ยา สักพักแฟนเจ้ารุ่งริ่งก็ออกลูก
ถึงได้รู้ว่าที่มันโดนกัดเพราะเจ้ารุ่งริ่งมันจะปั่มปั๊มแม่หนูท้องป่องก็เลยโกรธน่ะซิ
ไม่นานรุ่งริ่งก็ผลิตทายาทหน้าตาแบบนี้...ออกมาให้เราเยอะแยะเลย



Create Date : 10 กันยายน 2549
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 15:24:23 น.
Counter : 279 Pageviews.

5 comment
ก็บอกแล้วไงว่ายังไม่เสร็จ -*-
แน่ะๆ มาแอบดูเค้าทำไม เด๋วกาโดดกัดเยย แง่งๆๆ





Create Date : 29 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 15:24:49 น.
Counter : 211 Pageviews.

5 comment

calamine
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



MY VIP Friend