Group Blog
 
All Blogs
 

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นการลงทุนจากเพื่อนโต๊ะชายคา

//www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi? Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/home/topic/R4008937/R4008937.html




 

Create Date : 08 มีนาคม 2549    
Last Update : 8 มีนาคม 2549 16:34:22 น.
Counter : 334 Pageviews.  

ประสบการณ์ครั้งแรก ในการเลือกซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า

ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่มีความต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากตั้งแต่เด็กๆ มีพี่ป้า น้า อา มีห้องแถวให้เช่า
ทำให้มีรายได้โดยไม่ต้องทำงานเลย ก็เลยคิดว่าวันนึง ถ้ามีโอกาสก็จะลองลงมือทำดู

พอโตมาหน่อยก็เริ่มอ่านหนังสือการลงทุน ช่วงนั้นพอดีมีหนังสือ Rich Dad Poor Dad ออกมา คราวนี้ก็เลยนั่งบ้าอ่านอยู่หลายวัน ทำให้มีไฟท่วมตัวเลยว่าเราต้องเริ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้ได้

พออ่านจบก็บรรลุมรรคผลว่า แล้วตูจะเริ่มยังไงฟ่ะ ก็งงๆอยู่พักใหญ่ หนังสือบอกว่าต้องรู้เรื่องการเงิน ด้วยความที่ไฟในการลงทุนมันแรงอยู่ก็ไปหาหนังสือ งบการเงิน การบัญชี มานั่งอ่านอีก เพื่อที่จะเข้าใจการลงทุน

พออ่านจบก็เหมือนเคย บรรลุมรรคผลอีกแร่ว ว่า ไอ้ที่อ่านไม่เห็นจะเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เลย

แล้วไอ้ที่บอกว่าให้ไปซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี ก็ไม่เห็นบอกว่าต้องทำยังไง หนังสือก็ไม่มีบอกไว้อย่างละเอียด เปิดดูเวปก็ไม่รู้เรื่องว่าจะประมูลยังไง เริ่มยังไง ทำไมมันยากจังว่ะ และแล้วก็…..เลิกสนใจ คับทั่น ไฟก็ค่อยๆ มอดจนเกือบดับ

หลังจากอึ้ง…..ไปพักใหญ่ จนไฟเกือบมอด แต่แล้วฟ้าประทานให้ไปอ่านเจอ หนังสือพิมพ์ว่ามีงานมหกรรมบ้านและคอนโด (จริงๆมารู้ทีหลังว่ามันก็มีอยู่ประจำแหล่ะ แต่ไม่เคยสนใจ คิดว่าฟ้าประทานมา) ก็เลย เอาว่ะ ลองชวนแม่พาไปเดินเที่ยวดูด้วยกัน

และแล้วก็ถึงวันงาน... พอไปถึงงาน ก็เห็นมีเปิดบูธเยอะแยะไปหมดเลย ทั้งบริษัทโบรกเกอร์ขายบ้าน และ บูธ ธนาคาร เพียบ

ก็เลยค่าอยเริ่มเดินสำรวจดู....พอมเดินๆเผ่านไปยังบูธโบรกเกอร์ ก็มีพนักงานพยายามเรียกให้เข้าไปดูก่อน และสอบถามว่าสนใจจะซื้อทรัพย์ประเภทไหน ไอ้เราก็บอกว่าไม่เป็นไรคับ เดี๋ยวขอดูทั่วไปๆก่อน (ในใจคิดว่ามันจะมายุ่งอะไรหนักหนา มาถามว่าอยากซื้อทรัพย์ประเภทไหน ก็ไม่รู้จะตอบยังไงแร่ว คือว่า ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย)

หลังจากตั้งสติอยู่พักนึง ฟอร์มเริ่มเข้าที่ ก็พาแม่ไปดู บูธ ธนาคารก่อน (เพราะว่าเราคุ้นเคยกับธนาคารตั้งแต่เกิด ให้ไปดูบูธโบรกเกอร์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ในใจคิว่า กลัวมันจะหลอกอะไรเราป่าวว่ะ) ก็ไล่ดูตั้งแต่ ธนาคาร กรุงเทพ กรุงไทย ไทยพานิชย์ กรุงศรีอยุธยา ฯลฯ

พนักงานเขาก็ดีนะ แจกเอกสารอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด มีรูปบ้านและคอนโดเพียบ ผมก็ไปนั่งไล่ขอเอกสาร หลังจากได้เอกสารจนเยอะ ถือไม่ไหว ก็…..อยากกลับบ้านเลย ไม่รู้จะอยู่ทำไม พนักงานมาถามอะไรก็ไม่รู้เรื่องว่าจะตอบยังไง เลยบอกแม่ว่า เรากลับกันเหอะ

พอถึงบ้าน เอกสารเพียบ หนักโคตร มีรูปคอนโดเยอะมาก ก็กะว่าลองเปิดดูให้หมดๆ แล้วจะได้ไปชั่งกิโลขาย จะได้ไม่รกบ้าน

อ่านไปอ่านมา ก็อีกตามเคย บรรลุมรรคผล ไม่รู้เรื่องเลยว่ามันคืออะไร มีแต่ราคาคอนโด ไม่มีราคาค่าเช่า แล้วเราจะเริ่มลงทุนยังไงเนี่ย

แต่ก็พยายามเลือกคอนโด แถวๆ บ้าน มาดูสัก สามสี่แห่ง แล้วกะว่ารุ่งขึ้นจะไปสำรวจ เพื่อหาข้อมูล

ตื่นเช้ามา ก็ชวนแม่…อีกแล้วคับทั่น บอกว่ามีคอนโดน่าสนใจลงทุนนะ(จริงๆ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่ามันน่าสนใจอ่ะป่าว แต่โม้ๆไปเพื่อให้แม่ไปเป็นเพื่อน) ไปดูด้วยกันไหม

แม่คงสงสารน่ะ เห็นไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เลยไม่อยากปฎิเสธมั้ง ก็เลยยอมไปดูด้วยกันก็ได้

ก็ถือว่า…เป็นจุดเริ่มแรกในการสำรวจคอนโด จึงเป็นวันแรกที่สำรวจตลาดหาข้อมูลราคาของคอนโดแต่ละหลัง

หลังจากวางแผนเส้นทาง การสำรวจเสร็จเรียบร้อย ก็เริ่มสำรวจคอนโดหลังแรก

พอถึงคอนโดหลังแรก...แม่เห็นสภาพก็ชอบเลยเพราะ มีสระว่ายน้ำ ดูดีหน่อย(เพราะไม่เคยเห็นสระว่ายน้ำในคอนโด ส่วนใหญ่ก็เห็นแต่ตามโรงแรม หรือคอนโดแพงๆ) เราก็เลยเข้าไปถามยามว่า จะมาขอเช่าเนี่ยติดต่อกับใคร

ยามก็พาไปหา ป้าท่านนึง อายุสัก ห้าสิบ ก่าๆขายของอยู่ใต้คอนโด ก็ถามว่ามาขอเช่าห้องเนี่ยราคาเท่าไหร่ แกบอกว่า 5000 บาท (โห… เราก็คิดในใจว่าเงินเดือนเราก็ไม่กี่หมื่นถ้า ให้เช่าห้องราคานี้ไม่เอาหรอก แล้วใครจะมีปัญญาเช่าห้องราคานี้ว่ะ เสียดายตัง)

ป้าแกก็ดีนะถามต่อว่า จะดูห้องก่อนไหม สักพักแกก็พาขึ้นลิฟท์ไปดูห้อง

ระหว่างนขึ้นลิฟท์ก็พยายามชวนแกคุย ชมแกสักหน่อยว่า ป้าแข็งแรงนะ พาลูกค้าดูห้องหลายๆรอบได้เนี่ย (เฮ้ออ…นี่เราหลอกลวง และ ทรมารคนแก่รึป่าวเนี่ย เพราะ ยังไงก็ไม่เช่าอยู่แร่ว)

ป้าแกก็ยิ้มๆและอธิบายต่อนะว่า ค่าน้ำหน่วยละ 17 ค่าไฟเก็บจ่ายจากการไฟฟ้า แต่ค่าส่วนกลางรวมอยู่ในค่าเช่า(เลยได้ความรู้ใหม่ ว่าต้องมีค่าส่วนกลางเสียให้คอนโดด้วย แหะๆ ไม่เคยอยู่คอนโดมาก่อนเลยตั้งแต่เกิด) ก็เลยถามว่าป้าค่าส่วนกลางต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่

ป้าแกบอกว่า เดือนละ 500 บาท (อ๋อ… นั่นแสดงว่าป้าเค้าได้เงินค่าเช่าเข้ากระเป๋า 5000-500=4500บาท เท่านั้น ถ้าเราทำธุรกิจให้เช่าบ้าง ก็แสดงว่าค่าส่วนกลางถือเป็นต้นทุนตัวนึงเหมือนกัน)

สำรวจห้องอยู่ สิบกว่านาที เสร็จสับ ถามว่า แกมีขายไหม
แกบอกว่ามี ขายที่ราคา 580000 บาท (โห.. แพงจัง เพราะเรามีข้อมูลจากหนังสือทรัพย์ธนาคาร เขาขายกันแค่ 545000 บาท เองแล้วใครจะซื้อแกเนี่ย)

พอได้รายละเอียดครบก็กลับ ก่อนกลับบอกป้า แกว่า ขอเบอร์โทรติดต่อด้วยแล้วจะติดต่อมาใหม่ (เฮ้ออ หลอกเธอเสร็จก็จากไป บาปกรรมไหมเนี่ย)

หลังจากนั้นก็ไปสำรวจคอนโดต่ออีกสัก 2-3 ห้อง ทำเหมือนเดิมกับที่สำรวจห้องแรกแหล่ะ พบว่า
บางแห่ง ขาย 380000 บาท เช่า 3000 บาท (ราคาจากงานมหกรรมที่ได้มา 420000 บาท) ค่าส่วนกลาง 350 บาท
บากแห่ง ขาย 480000 บาท เช่า 3500 บาท (ราคาจากงานมหกรรมที่ได้มา 450000 บาท) ค่าส่วนกลาง 400 บาท

ก็เป็นอันเสร็จภาระกิจในการสำรวจคอนโด พอกลับถึงบ้านก็เอาข้อมูลมานั่งดู เพื่อจะเลือกคอนโดซื้อไว้ลงทุน

อ๊ะ อ๊ะ….. แล้วจะเลือกยังไงดีเนี่ย หรือแค่วัดจากสภาพแวดล้อม คอนโด ที่ไปสำรวจมา แต่จริงๆมันควรจะมีอะไรมาช่วยตัดสินมากกว่าวัดจากความรู้สึกในการสำรวจสภาพคอนโดนะ

เลยต้องอาศัยความรู้การคำนวนสมัยเด็กๆว่า ถ้าเราได้ค่าเช่าเดือนละ 5000 บาท เสียส่วนกลาง 500 บาท
ทำให้มีรายได้ต่อเดือน 4500 บาท หนึ่งปีมีรายได้ทั้งสิ้น 54000 บาทโดยคอนโดหลังนี้มีมูลค่า 545000 บาท
แสดงว่ามีผลตอบแทน = (54000 x 100)/ 545000* = 9.91% ต่อปี

หลังที่สอง เก็บค่าเช่าต่อปีได้ =(3000-350) x 12 = 31800 บาทต่อปี
มีผลตอบแทน =(31800 x 100)/420000* = 5.83% ต่อปี

หลังที่สาม เก็บค่าเช่าต่อปีได้ = (3500-400) x 12 = 37200 บาทต่อปี
มีผลตอบแทน = (37200 x 100)/545000* = 6.83% ต่อปี

*ราคาที่คิดเป็นราคาที่ได้ข้อมูลจากงานมหกรรม เนื่องจากราคาที่ได้จากการสำรวจนั้นบางครั้งเป็นการบอกข้อมูลให้ทราบเท่านั้น แต่ ไม่มีคอนโดขายอยู่ตามราคาที่บอกไว้ในขณะนี้จริง

เราก็เอ๊ะมันดีกว่า เอาเงินฝากธนาคารตั้งเยอะนะ ฝากแบงค์ได้ปีละ ไม่ถึง 2% เลย

จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน และสามารถคำนวนหาผลตอบแทนในการลงทุน ROI (Return of Investment) ว่ามีวิธีการคิดอย่างไรเพื่อตัดสินใจในการลงทุน

ROI = (รายได้ต่อปี/มูลค่าทรัพย์สิน(เงินที่ลงทุนซื้อ))x100 หน่วยเป็น % ต่อปี




 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 15:23:24 น.
Counter : 3399 Pageviews.  

นักลงทุนรุ่นเยาว์

วันนี้ไปเจอนักลงทุนรุ่นเยาว์ คนหนึ่ง ก็เลยจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เรื่องมันมีอยู่ว่า แฟน ผมเค้าชอบ อ่านการ์ตูนมั่กๆ เลยอ่ะ จนแม่เค้าบ่นว่าการ์ตูนจะเต็มบ้านอยู่แล้ว
จึงบังคับให้เอาการ์ตูนบางส่วนไปขาย และแล้ว “ความเหนื่อย” ก็กำลังจะมายืนเราโดยที่เราไม่ตั้งตัว

แน่นอน สักพักผมก็ได้โทรศัพท์ ครับ ว่า “เนี่ย แม่บอกให้เอาการ์ตูนบางส่วนไปขายอ่ะ ช่วยเอารถมาขนไปขายให้หน่อยสิ”
ในใจก็คิดว่า ก็ดีเหมือนกัน ให้แฟน ได้รู้จัก “งานขาย” และขนไปขายบางส่วนก็ไม่เท่าไหร่หรอก

พอรับปากเสร็จก็ ขับรถอย่างตั้งใจเพื่อไปช่วยขน ก็ถึงประมาณเกือบเที่ยง คิดว่าขนแป๊บเดียวแล้วจะไปหาอะไรกินกันข้างนอกต่อ

พอเจอหน้าปุ๊บก็ถามเลยว่า “ไหนล่ะที่จะให้ขน”
เค้าก็ชี้ให้ผมดูครับ ผมเห็นปุ๊บ ในใจก็คิดเลยว่า“โอ๋…. พระเจ้า จอร์จ มันยอดมากเลย มีเป็นพันกว่าเล่ม”
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเต็มขั้น จึงตอบไปว่า “โอเค รีบลงมือขนจะได้เสร็จ”

ปรากฎว่า ไม่สามารถยกขนได้เลยครับ เพราะว่า ต้องแยกการ์ตูนก่อน เนื่องจากว่า การ์ตูนแต่ละเล่มมีราคาไม่เท่ากัน แล้วยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เป็นชุด ต้องแยกออกมาเพื่อรวมกันเป็นชุด จึงจะขายได้ราคาดี

อยากจะบอกว่า….สบายเลยครับทั่น จัดถึงบ่าย สอง ก็ยังไม่เสร็จ
ไอ้เราก็จะเป็นลมเพราะไม่ได้กินข้าวเที่ยง ก็เลยบอกว่า “เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม”

สรุปคือไปกิน ร้านส้มตำข้างๆบ้าน หลังจากกินเสร็จ ได้พลังข้าวเหนียว ก็ไปขนต่อจนเสร็จบ่ายสาม
คำถามที่ตามมาคือ “แล้วเราจะไปขายที่ไหนดี”
ก็ได้ข้อสรุปว่าเราควรไปขาย”ร้านเช่าการ์ตูน” ดีกว่า ไปชั่งกิโลขาย หรือไม่ก็ไปขาย”เจเจ”

ผมก็เลยถามต่อว่า ”แล้วเคยไปขายที่ร้านไหนเหรอ เจเจน่ะ”
เธอจึงตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่รู้เพราะไม่เคยเอาไปขาย”
โห…เล่นเอาผมอึ้งไปสักพักนึงเลย แล้วจะทำไงดีเนี่ยกว่าจะหาร้านเจออีก จึงตอบกลับไปว่า “งั้นเราไปขายร้านเช่าการ์ตูนแถวนี้แหล่ะ เพราะมันก็เริ่มเย็นแล้ว กว่าจะไปถึง เจเจ หาร้านอีกเดี๋ยวจะไม่ทัน”

หลังจากออกสำรวจหาร้านเช่าการ์ตูนสัก 1-2 ร้าน บางร้านก็ไม่รับซื้อ บางร้านไม่มีที่จอดรถใกล้ๆ ก็ไม่ไหวเพราะต้องขนมาที่ร้านอีก

สรุปก็ไปเจอร้านเล็กๆอยู่มุมถนนร้านหนึ่ง โดยมีเด็กผู้ชายคนนึงเป็นคนนั่งประจำร้านอยู่
ผมก็เลี้ยวเข้าไปในซอยเพื่อจอดรถแอบเข้าข้างทาง ส่วนแฟนผมก็ลงไปเจรจากับคนขาย

สักพัก เด็กผู้ชายที่เป็นคนอยู่ในร้านเช่า ก็เดินมาดูการ์ตูนพร้อมเครื่องคิดเลขและบรรดาเหล่าสมุน(เด็กๆน่าจะเรียนอยู่ ประถมปลายถึงม.ต้น) สัก 4-5 คน ที่ท้ายรถกระบะ ของผม

ผมดูหน้าก็ยังเด็กๆอยู่ ผมสั้นๆ น่าจะเรียนอยู่มัธยม แต่บุคคลิคท่าทาง คล่องแคล่ว ผสมกวนๆนิดๆ

หลังจากนั้นแฟนผมก็เริ่มสอบถามว่า”การ์ตูนแบบพวกนี้เนี่ย รับซื้อไหม” โดยผมก็เฝ้าดูอยู่ห่างๆ เพราะต้องการให้แฟนเรียนรู้เรื่อง “งานขาย”

เด็กคนนี้ก็บอกว่า”โหมีมาเยอะเหมือนกันนี่”
แฟนก็เลยถามไปว่า “แล้วรับซื้อยังไงบ้าง”
เด็กนี่ก็บอกว่า “ถ้าเล่มสภาพดีๆ ก็รับซื้อที่ 30% ของราคาขาย สภาพไม่ดีรับซื้อที่ 10% ส่วนพวกกระดาษเหลืองๆก็ไม่รับซื้อ เนื่องจากว่ามันเก่ามาก”

หลังจากนั้นก็หันไปบอกบรรดาลูกน้องว่า ”พวกมึงไปช่วยยกและเลือกดูสิ”

ในใจเราก็เริ่มคิดว่า ไอ้เด็กคนนี้มันท่าทาง มันตัดสินใจได้ มันน่าจะเป็นเจ้าของร้านจริงๆแหะ

หลังจากนั้น เด็กคนนี้ก็เริ่ม เลือกหนังสือ และต่อรอง ราคาซื้อ กับแฟนผม
ส่วนผมก็ไม่สนใจเท่าไหร่เพราะคิดว่า ให้แฟนฝึกการ “เจรจาต่อรอง” และผมก็คิดว่าถ้าผมไปต่อรอง ก็จะเป็นการเอาเปรียบเด็กกับ แค่เงินไม่กี่บาท และแฟนก็ไม่ได้เรียนรู้ด้วย

ผ่านไปสัก 15 นาที เห็นจะได้ การเลือกหนังสือ ทำท่าจะเสร็จลง แล้วแฟนผมก็ทำหน้างง ๆ
ผมจึงเดินเข้าไปถามว่า “เป็นไงบ้าง ขายได้เท่าไหร่”

ปรากฎว่ามีหนังสือที่ถูกเลือกซื้อออกไปเพียง 20% ของทั้งหมด
แฟนก็เลยกระซิบว่า”ได้มาประมาณ 550 บาท ที่เหลือเขาไม่เอาเพราะ บางชุดมีไม่ครบ บางเล่มชำรุด บางเล่มมีซ้ำในร้านบ้าง”

และแฟนก็บอกว่า “ตอนนับมันนับจำนวนเร็วมาก แล้วคูณออกมาเป็นตัวเลข แล้วบอกราคาเหมากองได้เร็วมาก ไม่รู้โดนโกงหรือป่าว”

อ้าว…ในใจก็คิดว่า ไหงงั้นเนี่ยน ปล่อยให้เด็กหลอกได้ไง ไอ้ตอนนับก็เห็นดูอยู่ด้วยกันก็น่าจะเห็น แต่แฟนผมเป็นคนที่คิดเลขช้า

แต่ก็คิดว่าช่างมัน อย่างน้อยแฟนก็ได้เรียนรู้ว่า ถ้าต้องการทำธุรกิจ ค้าขาย เนี่ย ต้องแม่นเรื่อง “การคำนวนตัวเลข”
จึงตอบแฟนไปสั้นว่า “อืม… เหรอ” ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ

ระหว่างที่ผมคุยอยู่นั้น ไอ้เด็กคนนี้ มันก็บอกกับเด็กๆที่เป็นลูกน้องว่า “พวกมึง ขนเอาไปเก็บที่ร้าน แล้วถ้าจะเอาเล่มไหนก็มาเลือกมา …กูจะได้ซื้อมาให้ พวกมึงเช่าอ่าน”

เท่านั้นแหล่ะครับผมหูพึ่งเลย แล้วหันไปมองหน้า ในใจก็คิดไปว่า ไอ้เด็กเวรนี่ ….. มันมีเลือดพ่อค้าเต็มตัวจริงๆ
คิดดูแล้วกันว่า “บางเล่ม มันซื้อผมไป 3 บาท ถ้าเด็กๆพวกนั้นเช่าอ่าน 3 บาทต่อวันเลย ก็หมายความว่า มันคืนทุนตั้งแต่ วินาทีแรกที่ลงทุนซื้อเลย” สุดยอดจริงๆ

เอ….ผมก็เริ่มชักสนใจ อยากคุยด้วยแล้วสิ

แต่หลังจากนั้น เด็กคนนี้ก็หยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาแล้วคุยกะใครไม่รู้
น่าจะเป็นแม่ของเขาเพราะเห็นบอกว่า “แม่มีคนมาขายการ์ตูนผมน่ะ”
“ช่วยเบิกเงินในบัญชีให้ผมหน่อยก็แล้วกันเดี๋ยวจะขับรถเข้าไปเอาที่บ้าน”
แล้วก็ต่อด้วยว่า “เออ…น่า ผมเป็นพ่อค้าอยู่แล้ว ซื้อมามีแต่กำไรไม่ขาดทุนหรอก”

ก็ลองไปคิดต่อดูเอาแล้วกันว่า แม่เค้าพูดอะไรกับเขา ก่อนที่เขาจะตอบไปตามที่ผมอธิบาย

แล้วมันก็ขับรถหายไป ระหว่างนั้นผมก็ถามแฟนว่า “เป็นไง คุยอะไรกันบ้าง”
แฟนเลยอธิบาย
น้องเค้าถามมาว่า “การ์ตูนเยอะอย่างนี้เนี่ย คุณซื้ออ่านเองทั้งหมดเลยเหรอ”
แฟนตอบกลับไปว่า “ป่าวหรอก บางเล่มเป็น ของพี่ๆ เขาซื้อมาไว้น่ะ”
เด็กมันก็ถามตอบว่า “มีเยอะขนาดนี้น่าจะเปิดร้านขายการ์ตูนเองนะ ลงทุนสักประมาณ สองหมื่น ซื้อบางเล่มที่ขาดหายไปให้ครบชุด ก็เปิดได้แล้ว”

แฟนเลยบอกต่อว่า “เคยคิดจะทำอยู่เหมือนกัน”
เด็กคนนี้สวนขึ้นมาทันทีเลย “แค่คิดอย่างเดียวได้ไง ต้องลงมือทำเลย เปิดที่บ้านก่อนก็ได้ เปิดมาเดี๋ยวก็มีพวกโง่ๆพวกนี้ เอาเงินค่าเช่ามาให้เราได้แหล่ะ” แล้วก็ชี้ไปทางๆเด็กๆที่มาด้วยกัน เล่นเอาแฟนผมอึ้งไปเลย

หลังจากกนั้น แฟนผมเล่าต่อว่า ก็ถามต้องเค้าต่ออีกนะว่า “วันๆนึงเนี่ยคนมาเช่าเยอะไหม”

แล้วก็หันมาถามผมว่า “รู้ไหมว่าน้องเค้าตอบว่ายังไง” ผมก็บอกว่า “จะไปรู้เหรอ”
น้องเค้าบอกว่า”คุณคิดว่ามีคนมาเช่าผมวันละเท่าไหร่ล่ะ”

เป็นไงล่ะ เอากะมันดิ ถามมันไปแทนที่จะตอบ กลับถามกลับมา

แต่แฟนผมก็ตอบกลับไปนะว่า”สัก 10-20 คนมั้ง”
มันก็ตอบว่า “คุณคิดว่าแค่นั้นเหรอ จริงๆ วันนึง ประมาณ 40-50 คน”

ยังไม่ทันได้คุยต่อ ไอ้เด็กนี่มันก็ขับรถมาจอด พร้อมเอาเงินมาให้แฟนผม
ผมก็ยิ้มให้เป็นการทักทาย

มันก็เลยถามว่า”ที่บ้านมีการ์ตูนอีกรึป่าว ถ้ามีจัดให้เป็นชุดด้วย ผมจะได้ซื้อเพิ่ม”

คราวนี้ผมคุยเองเลยครับ เนื่องจากชักสนใจในตัวมันแล้วสิ
ผมก็ตอบว่า”ไม่มีหรอก มีแค่นี้แหล่ะ” และคุยต่อว่า “เก่งจังนะอายุยังน้อยรู้จักหัดทำธุรกิจ เรียนอยู่มัธยมปลายรึป่าว”

มันก็อมยิ้มนิดนึงก่อนตอบว่า “ใช่ ผมเรียนอยู่ ม.4” ในใจคิดว่า ไอ้ตอนเรา อยู่ ม.4 ยังเตะบอลไปวันๆอยู่เลย
“เรียนที่ไหนล่ะ แล้วบ้านอยู่แถวนี้เหรอ” ผมถามต่อ
จึงได้คำตอบว่า “เรียน กรุงเทพคริสเตียน บ้านก็อยู่ซอยถัดไปนี่เอง”

ผมคุยต่อว่า ”อืมดีจัง ปกติที่เคยรู้จัก เด็กคริสเตียนอายุเท่านี้ไม่ค่อยมีใครสนใจทำงานหรอก เพราะบ้านมีฐานะอยู่แล้ว”
มันก็ตอบว่า”ช่าย เพื่อนๆตกเย็นมันยังไปนั่งเล่นเกมส์ไปวันๆเลย แต่ผมว่าง ไม่มีอะไรทำก็เลยมาเปิดร้านเช่าการ์ตูน”

“แล้วไปเรียนทำไงล่ะ” ผมก็พยายามถามต่อ
เด็ก:“จ้างคนเฝ้าไง”
ผม: “แล้วร้านเป็นของเราเองเหรอ”
เด็ก:“ช่าย …. ของผมเอง ลงทุนไป แสนกว่าบาท ทั้งค่าซื้อหนังสือและตกแต่งร้าน”
ผม: “รายได้ดีไหม”
เด็ก:“ก็ได้วันละ 400-700 บาท ตกเดือนละ 12,000-18,000”

ผม: “โห… อย่างนี้ไม่ต้องขอเงิน พ่อแม่ ใช้เลยสิ” แล้วจึงถามต่อว่า “เช่าที่หรือป่าวเนี่ย”
เด็ก:“ใช่ เดือนละ 8,000 บาท”
ผม: “แล้วทำมาได้นานรึยัง”
เด็ก:“สักพักนึงแล้ว”
ผม: “แล้วเริ่มต้นจากอะไรล่ะ”
เด็ก:“ชอบอ่านการ์ตูน…เมื่อก่อนต้องไปเช่า ร้านฝั่งตรงข้ามทุกวัน วันละ 30 บาท บางวันอ่านไม่จบหรือลืมคืน โดนปรับรวมต้องจ่ายเป็น 60 บาท แล้วเราจะไปเช่าทำไม ก็เลยเปิดเองเลยเพราะ ปกติต้องเสียตังค่าเช่าอยู่แล้ว”

ฟังเสร็จก็อึ้งเหมือนกัน เด็กอายุเท่านี้ ทำไมมันเก่งจัง แม้จะมีความมั่นใจในตัวเองมากไปหน่อย
เฮ้อ….. เด็กสมัยนี้ เก่งๆ กันเยอะเลย

คุยไปสักพักก็จะกลับ เด็กคนนี้ก็บอกว่า “มีการ์ตูนครบชุดหรือสภาพดีๆ ก็เอามาขายอีกนะ”

เป็นอันเสร็จภาระกิจ ตอนแรกกะจะให้แฟนคุยและเรียนรู้ด้วยเอง สุดท้ายเป็นว่า ผมเป็นคนแย่งซักถามเด็กคนนี้ด้วยความอยากรู้ซะเอง แฮะๆๆ




 

Create Date : 16 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 10:13:24 น.
Counter : 288 Pageviews.  


nara80
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Friends' blogs
[Add nara80's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.