Group Blog
 
All Blogs
 

ลุยเดี่ยว เที่ยวราชาสถาน ตอน3 ขี่อูฐท่องทะเลทราย

รถบัสนอนแบบนี้ผมเคยนอนมาก่อนจากคุณหมิงไปจงเตี้ยนแต่สภาพรถของจีนดีกว่าเยอะ ที่นี่มีช่องแค่พอดีตัวที่ยัดตัวเองเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก ดีกว่าเบาะนั่งเป็นไหนๆ นอนชมดาวบนท้องฟ้าหลับ้างตื่นบ้างมาถึงเมือง jaisalmer ตอนตี4 กว่าๆ ขนาดดึกขนาดนี้พอลงจากรถก็ยังโดนรุมจากคนขับ
เหมือนเดิม ไม่รู้จะไปกับใครแต่ผมชอบคนขับทรถที่อินเดียอยู่อย่างคือ
ใครได้ลูกค้าเขาก็ไม่โกรธกัน ผมเห็นหลายที่แล้ว

ตอนแรกก้ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพักที่ไหนดี ดีที่มีคนมาเสนอโรงแรมตอนอยู่
บนรถผมดูรูปภาพที่เขาเสนอพร้อมทำเลที่ตั้งแล้วใช้ได้ทีเดียวอยู่ใกล้
jaisalmer fort ด้วยเลยให้ตุ๊กตุ๊กมาส่งทีโรงแรมนี้แล้วกัน พอมาถึงดูสภาพ
ห้องแล้วก็สมกับราคา 300 รูปีไม่ได้ผิดเพื้ยนไปจากรูปเท่าไรนัก



มาตื่นเอาตอน 10โมงเช้าขึ้นไปทานอาหารบนดาดฟ้าโรงแรม ผมชอบมาก
เพราะมองเห็นวิวของเมือง jaisalmer สุดลูกหูลูกตาเมืองนี้มีสีเหลืองนวล
ไปทั้งเมือง แต่ละเมืองของราชาสถานช่างมีเอกลักษณ์ทุกเมือง เมืองjaipur
ที่ผมพลาดก็เป็นสีชมพู เมืองjodhpurก็เป้นสีฟ้าสวย











แม้ว่าแต่ละเมืองของราชาสถานจะมีเอกลักษณ์เด่นในแต่ละเมือง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันก็คือกลิ่นเฉพาะของอินเดีย เดินไปตามซอกของ
ตึกรามบ้านช่องก้จะได้กลิ่นน้ำเสียจากท่อน้ำทิ้ง เพราะแต่ละเมืองที่นี่ไม่ขุด
ท่อน้ำทิ้งลงใต้ดิน แต่ให้มันไหลไปตามร่องน้ำที่ไม่มีฝาปิด กลิ่นน้ำเสียจัง
โชยมาเตะจมูกแบบเลี่ยงไม่ได้






วันนี้มีทัวร์ขี่อูฐท่องซาฟารีตอนบ่าย2 โรงแรมที่นี่จะมีทัวร์ขายทุกโรงแรมอยู่แล้ว ทั้งครึ่งวัน เต็มวันค้างที่ทะเลทราย 1คืน หรือจะทัวร์5วันก็ได้แล้วแต่เวลา วันนี้ผมมีเพื่อนร่วมกรุ๊ปเป็นชาวฝรั่งเศสและแคนาดา 2คนนี้เป้นเพื่อน
กันและเสื่อสารกันด้วยภาษาฝรั่งเศสรวมเป้น 3 คน ค่าทัวร์อยู่ที่ราคา 1,500
รูปีรวมทุกอย่างแล้ว

กว่าจะถึงบ่าย 2 ยังมีเวลาอีกเยอะเลยไปเที่ยวชมตลาดและเที่ยวชม fort
jaisalmer ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเดินไม่นานก็ถึงแล้ว





บริเวณรอบๆ fort ก็จะมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆสำหรับนักท่องเที่ยว แต่วันนี้ดูคนขายจะเยอะกว่านักท่องเที่ยว เวลาเดินผ่านร้านไหนคนขายดูจะกระตือ
ลือล้นนำเสนอมากๆ แต่สำหรับผมแล้วไม่ค่อยมีของที่ถุกตาต้องใจสักเท่าไหร่ จึงได้เพียงโปสการ์ดอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับผม
ไม่ว่าไปที่ไหนผมจะซื้อโปสการ์ดเก็บไว้ตลอด และส่งให้เพื่อนด้วย








คนที่ไม่ค่อยชอบชมสถานที่เก่าแก่แบบผมแล้ว การมาชมfort ยิ่งให้ความรู้สึกธรรมดามากๆราคาเข้าชม 250 รูปี พร้อมเครื่องบรรยายภาษาต่างๆ
ที่ไปถึงจุดไหนหมายเลขเท่าไหร่ก็กดฟังคำบบรยายเรื่องราวต่างๆมีทั้งภาษา
จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย อังกฤษ แน่นอนไม่มีภาษาไทย
ผมลองถามเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อไหร่จะมีภาษาไทย เธออมยิ้มแล้วก็บอกว่า
กำลังคิดจะทำอยู่ค๋ะ ผมก็ถามไปงั้นแหล่ะ ขนาดที่เกาะบาหลีเขามีภาษาไทย
บบรยายฉากต่างๆของละครบารอง ผมยังไม่อ่านเลย นับประสาอะไรกับ
ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆอย่างผม และเธอก็คงตอบเอาใจนักท่องเที่ยว
ไปงั้นแหล่ะ ถึงแม้คนไทยจะเริ่มมาเที่ยวเยอะแล้วก็ตามก็คงไม่มีอิทธิพล
เท่าภาษาที่กล่าวมาข้างบน









ตลาดสดที่นี่ก็ไม่ต่างจาก เมืองอื่นๆของราชาสถาน





เดินชมตลาดจนสาแก่ใจแล้วกลับมาที่โรงแรมเตรียมตัวขึ้นรถจิ๊บไปขี่อูฐ
ท่องซาฟารี เดินทางไม่นานก็มาถึงจุดขึ้นอูฐ




ตอนแรกที่เผชิญหน้ากับอูฐผมค่อนข้างกังวลเล็กน้อย เพราะนี่คือครั้งแรก
ในชีวิตจริงๆที่ได้ขี่อูฐกลัวว่ามันจะดุหรือว่าอาจจะเตะเราก็ได้ ผมถามคน
เลี้ยงเขาบอกว่ามันเชื่องไม่เป็นอันตราย ค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย





แนะนำกันนิดหน่อยก็ถึงเวลาไปกันแล้ว ตอนแรกก็เกร็งพอเริ่มคุุ้นก็สนุกแล้ว
เพื่อนร่วมกรุ๊ปทั้ง 3คนล้วนไม่เคยขี่อูฐกันทั้งสิ้น ต่างหัวเราะชอบใจกันใหญ่




อูฐที่ผมขี่ชื่อ ลูเลิ้น ไกด์บอกว่าชื่อนี้ไม่มีความหมาย ไกด์คนที่ดูแลเรา
มี 2คน เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 20ปีกับอายุ 11 ปีเท่านั้น ต่างขี่อูฐคนละตัว
ของใครของมัน เพิ่งทราบว่าอูฐมันจะเดินสลับกับวิ่ง ตอนที่มันวิ่งพวกเรา
ชอบใจกันใหญ่ยังกะเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่


ระหว่างทางเราเจอ2 ครอบครัวที่ปลูกบ้านอยู่กลางทะเลทรายไกด์ถามว่าจะแวะเข้าไปทักทายหรือเปล่า ผมก็เลยบอกว่าขอแวะหน่อยโดยไม่ต้องขอ
ความเห็นจากเพื่อนร่วมทริป 2 คนนั้นเห็นผมลงไปทักทายเด็กน้อยก็เลย
ลงตามไปด้วย ท่าทางเด้กๆที่นี่ค่อนข้างขี้อาย แต่สักพักก็ไม่กลัวพวกเราแล้ว






ฝรั่งแคนาดาเขานำดินสอสีมาแจกเด็กด้วย เขาคงอ่านมาจากหนังสือไกด์บุ๊ค
ผมซะอีกที่ไม่มีอะไรมาให้เด็กๆเลย ตอนที่อีตาฝรั่งแคนาเดี้ยน แจกเสร็จ
แกก็ขอหอมแก้มเด็ก พร้อมให้เด็กทั้งชายและเด็กหญิงหอมแก้มแกคืน
เด็กๆก็หอมตอบแบบอายๆขำๆหัวเราะไปด้วย ส่วนแม่เด็กๆก็คอยเชียร์อยู่ห่างๆ พร้อมกับหัวเราะชอบใจ ในความน่ารักทั้งคนให้และคนรับ ผมก็แอบ
ขำไปด้วยดูแล้วน่ารักดี




ประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราก็มาถึง sand dunes เนินทรายจุดที่เราจะพักคืนนี้






ไม่รอช้าผมรีบไปสำรวจเนินทราย ที่นี่ทรายไม่ได้เยอะเหมือนกับทะเลทราย
ที่กว้างใหญ่อย่างโกบี หรือแถบตะวันออกกลาง แต่มีเพียง3-4 เนินทราย
ประมาณ 100 กว่าไร่ ถ้าอยากดูเนินทรายเยอะๆต้องใช้เวลาทัวร์ 5 วัน
แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอจะรู้บรรยากาศทะเลทรายแล้ว ความรู้สึกก้ไม่ต่าง
จากการเห็นหิมะครั้งแรกเท่าไหร่









วันนี้เนินทรายมีโอกาศต้อนรับเพียง2 กลุ่มเท่านั้นอีกกลุ่มหนึ่งมาจาก
อังกฤษมากันเป็นครอบครัวพ่อแม่และลูกชายวัยรุ่น 2 คน

ตอนค่ำไกด์ของเราเตรียมอาหารให้เรากินพวกเราช่วยกันไปหาฟืนแถวนั้นมาก่อไฟทำอาหาร ที่นี่ไม่มีโรงแรม ไม่มีห้องน้ำ เรียกว่านอนกลางดินกินกลาง
ทรายกันจริงๆเลย






ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีโรงแรม ไม่มีไฟฟ้า ก่อกองไฟด้วยฟืนที่เราไปหามาแถวๆนั้นไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ห้องน้ำที่นี่ก็หามุมที่ชอบเอาเอง เปิดโล่ง ลมโกรก เย็นสะบายมากใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมจริงๆ กินอาหารบนทรายและเคี้ยวอาหารโดนทรายไปด้วย






ได้นอนนับดาวบนท้องฟ้าเปิด สุดแสนโรแมนติค เห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าเสียงนกร้องขับกล่อมทั้งคืน สลับกับเสียงเคี้ยวเอื้องของอูฐ นอนภายใต้ผ้าห่มอุ่นหลับสะบาย






ตื่นเช้าออกเดินสำรวจเนินทรายอีกรอบ ในขณะที่ 2 หนุ่มเพิ่งตื่น ตื่นก่อนย่อมได้เปรียบกว่า






ที่นี่ยังได้เห็นนกยูงฝูงหนึ่งมาหากินใกล้ๆที่พวกเราพักด้วย





หลังจากทานข้างมื้อเช้าเสร็จ พอสายๆพวกเราก็เตรียมตัวกลับ




ระหว่างทางพวกเราก็เจอหมู่บ้านทะเลทรายอีก 3-4 ครอบครัว พวกเราเข้าไป
ทักทายเหมือนเดิม เด็กที่นี่ถ้าได้ขนมหรือชอคโกแล๊ตจะชอบมากๆ











กลับมาถึงโรงแรมบ่าย2 มาเดินเที่ยวชมตลาดต่อ ตอนแรกผมว่าจะจอง
ตั๋วไปเมือง jaipur pink city เมืองสีชมพูก่อนเดินทางเข้ากรุง newdelhi
เพราะเที่ยวบินสุดท้ายของผมรอบ 5ทุ่มยังมีเวลาพอที่จะไปชมเมือง jaipur
ได้อยู่กะว่าจะไปเช้าที่เมืองjaipur พรุ่งนี้แต่เกิดเปลี่ยนใจ เพราะแค่นี้
ผมก็ได้สัมผัสอินเดียแบบเข้าถึงแล้ว การมาคนเดียวทำให้ผมมีเวลาเต็มที่
ในการค้นหาในสิ่งที่ผมอยากรู้มานาน มีอิสระในการตัดสินใจเต็มที่ ว่าจะทำอะไรไม่ต้องแคร์เพื่อนร่วมทาง นี่คือข้อดีมากๆของการมาคนเดียว ได้เห็น
ได้เรียนรู้เต็มที่ แค่นี้ผมก็คิดว่าได้สัมผัสอินเดียแบบสมใจแล้ว แม้ว่าจะเป็น
เวลาเพียงแค่ 7 วัน วันสุดท้ายขอกลับ new delhi แบบสะบายๆไม่รีบร้อน
ดีกว่า ทริปนี้เป็นทริปที่ผมพอใจมาก ถือว่าสมความตั้งใจที่วางแผนไว้
แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบไปบ้าง






ผมเลยจองตั๋วกลับนิวเดลีเลย ต้องนั่งรถไฟยาวนานถึง 19 ชั่วโมงจาก
jaisalmer ถึง newdelhi ผมจองตั๋วรถนอน ac ราคา 1,250 รูปี จาก
โรงแรมซึ่งคิดค่าบริการ 100 รูปี ผมว่าดีกว่าไปจองเองเป็นไหนๆ
ประหยัดเวลาเยอะกว่ากันมาก เพราะการจองตั๋วรถไฟไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เพราะประชากรอินเดียเยอะขนาดนี้ จะให้จองล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ต ผมก็
ไม่ชอบเพราะไม่ชอบอะไรเป๊ะๆ เช่นเดียวกับวันนี้ที่ผมสามารถเปลี่ยนแผน
ได้ตลอด เสน่ห์ของการเดินทางแบบ backpacker ก็คือความยืดหยุ่นนี่แหล่ะ
อยากไปไหนก็ไปตามใจปรารถนา





ผมไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือครั้งแรกของผมที่ได้นั่งรถไฟในต่างแดน มันดีกว่าที่ผมคิดไว้อีก นอนหลับสะบายมาก โรแมนติคกว่าการนั่งรถบัสเป็นไหนๆ
ได้เห็นบรรยากาศ 2 ข้างทางของบ้านเมืองอินเดีย
มาอินเดียครั้งแรกทำได้แค่นี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ผมเริ่มที่จะปรับตัวได้แล้ว ทั้งๆที่มาวันแรกๆเกลียดประเทศอินเดียมากๆ
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอินเดียถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างมันมี
เหตุและผลทั้งนั้น ผมเริ่มเปิดใจแล้ว การเดินทางครั้งนี้มันสอนอะไรผมมากมาย ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย



แผนที่วางไว้ผมทำได้ แต่ต้องมีสัมภาระไม่มากจะได้คล่องตัว ที่สำคัญที่สุดต้องมีความอึดและสุขภาพต้องเอื้ออำนวย บางคนอาจบอกว่าเป็นชะโงกทัวร์เกินไปหรือเปล่า สำหรับผมถือว่าพอใจมาก ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร แต่ละเมืองไม่ได้อยากที่จะซึมซับ ดื่มด่ำอะไร เพราะความวุ่นวาย สกปรกของเมือง
อาหารก็กินยาก มันไม่เหมือนบางประเทศที่เคยไป อยากจะอยู่นานๆ อย่างเมืองจงเตี้ยน ลี่เจียง ของจีนอาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม ไม่มีคนจ้องแต่หาผลประโยชน์จากเรา การมาเที่ยวอินเดียครี้งนี้ก็เพื่อการเปิดหูเปิดตา เรียนรู้ชีวิต การเอาตัวรอดในต่างแดน การฝึกภาษา การมาอินเดียคราวนี้ให้อะไรกับผมมากมาย รู้คุณค่าของชีวิต พบสัจธรรมหลายอย่าง จากความยากจนของคนที่นี่เห็นขอทานรอรับเศษอาหารจากเดนคนอื่น เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ทำให้รู้ว่าผมโชคดีแค่ไหนที่เกิดเป็นคนไทยรักเมืองไทยมากขึ้น 100 เท่า เมืองไทยดีที่สุดแล้ว



บางทีถ้าเราไม่ออกเดินทางไปไหนเราจะเหมือนกบในกะลาไม่เคยรู้ว่าประเทศเรามีดีแค่ไหน ไม่รู้คุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เวลาที่เราไปประเทศที่เขาเจริญกว่าเรา ก็อยากจะให้บ้านเราเจริญแบบนั้นบ้าง ทำให้กลับมาแล้วอยากจะพัฒนาตัวเอง ชาติเราจะได้เจริญยิ่งขึ้น รู้สึกขอบคุณการตัดสินใจ
มาเที่ยวอินเดียครั้งนี้ของผมจริงๆ











เดินทางวันที่ 25/03/2554 - 1/04/2554
















 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 20:13:49 น.
Counter : 1866 Pageviews.  

ลุยเดี่ยว เที่ยวราชาสถาน ตอน2 หลับเพลินพลาดเมืองgaipurจนได้

ออกจากอักราประมาณ 5ทุ่ม มองไปตามท้องถนนเห็นกลุ่มขอทาน
คนไร้บ้านนอนคลุมโปงข้างถนนเป็นกลุ่มๆ เช่นเดียวกับกรุงเดลี ตื่นมาตอนเช้า
จะเห็นขอทานนอนกันเป็นครอบครัว นอนเรียงรายตามข้างถนน
เรื่องขอทานที่มีเยอะแยะในอินเดีย ผมเคยได้ยินมานานแล้ว เหมือนเป็น
สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอินเดียไปแล้ว


หลับๆตื่นๆมาตลอดทางตอนกลางวันอากาศร้อนมาก พอตกกลางคืนอากาศ
กลับหนาว นอนหลับเพลินไม่มีคนปลุกเลยพลาดเมือง jaipur จนได้
ตอนที่ผมจองตั๋วคนขับและกระเป๋ารถก็รู้นี่นาว่าผมจะลง jaipurเดินทาง
มากลางคืนแถมยังหลับด้วย และเป็นการเดินทางมาครั้งแรกของผมด้วย
ถ้าไม่มีใครบอกหรือปลุกสำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องยากมากใครจะรู้ล่ะ
ผมก็งงว่าทำไมตอนถึงเมือง jaipur เขาไม่ปลุกผมทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าผมลงที่ไหน แต่ผมพลาดเองที่ไม่ได้สั่งเขาไว้ คิดไปเองว่าเขารู้อยู่แล้วถึงที่หมาย
แล้วเขาก็คงจะปลุกผมเอง แต่ผมลืมไปว่าที่นี่อินเดียไม่ใช่บ้านผม
มาโผล่ที่เมือง ajmer ตอน 7 โมงเช้าก็เลยตามเลยจะกลับไปก็ตั้ง 150 กม.
เลยต่อรถไปบัส jodhpur bluecity ดีกว่าไว้ค่อยมาเก็บเมือง jaipur ก่อนกลับ delhi แล้วกัน




ค่ารถบัสจาก ajmer ไป jondpur 205 รูปีออกตอน 10 โมงเช้า
บรรยากาศข้างทางเริ่มเข้าสู่เมืองทะเลทรายแห้งแล้งต่างจาก delhiมาagraมาก มีต้นไม้เล็กๆกระจายไปทั่วคล้ายๆป่าซาฟารีในแอฟริกา
มาถึงเมือง jodhpur ราวบ่าย3 โมง พอลงจากรถก็มีคนขับรุมจนหายใจแทบไม่ออกค่ารถจากสถานีรถบัสไปโรงแรมประมาณ 30 รูปี
เลือกที่พักแถว fort mehrangarh(เมห์รังการ์) จะได้เดินขึ้นเขาไปชมง่ายๆเมืองนี้วุ่นวายมาก คนก็เยอะ วัวก็แยะ เดินบนถนนระวังเหยียบขี้วัวเผลอๆอาจเจอขี้คน ทั้งกลิ่นขี้วัว กลิ่นเยี่ยวคนที่ยืนฉี่ในโถปัสสวะืที่เปิดโล่ง ลงท่อน้ำทิ้ง ไหนจะกลิ่นน้ำเสียจากบ้านเรือนที่พักอาศัย สารพัดกลิ่นที่ต้อง
ใช้ประสาทแยกว่ากลิ่นนี้คืออะไร




มาที่นี่ควรเลือกโรงแรมที่มีดาดฟ้าจะได้ชมเมืองสีฟ้าแสนโรแมนติค
เพราะอยู่บนดาดฟ้าอากาศดี ลมพัดเย็นสบาย จะดินเนอร์บนดาดฟ้าก็ได้
บรรยากาศที่ดีมาก โรงแรมที่ผมพักเขาจะจ้างคนพื้นเมืองดั้งเดิมมาร้อง
เพลงเล่นดนตรีให้ฟังด้วย






ตอนเช้ามานั่งทานอาหารเช้าบนดาดฟ้าชมเมืองก็สุดแสนจะเพลิดเพลิน
เหมือนกันเมืองนี้ส่วนใหญ่จะทาสีฟ้าทั้งเมือง ผมเป็นที่ชอบสีฟ้าอยู่แล้ว
จึงถูกใจมากๆกับสีฟ้าสวยของเมือง




นั่งกินมื้อเช้าที่ดาดฟ้าโรงแรม เสร็จแล้วเดินขึ้นเขาไปชม fort ด้านบนเขา เดินสัก20นาทีก็ถึง ค่าเข้าชม 250 รูปี เปิดตอน 9โมงเช้าควรไปตอนเช้าคนไม่เยอะอากาศไม่ร้อน ใครขี้เกียจเดินก็เหมารถตุ๊กๆไปก็ได้ หรือจะเหมา
รถทั้งวันชมสถานที่ต่างๆที่อยากไปก็ได้







มองลงมาเห็นเมืองทั้งเมืองสีฟ้าสุดแสนโรแมนติค






ใครชมวังเสร็จแล้วจะไปชมอีกวังใกล้ๆกันก็ได้เดินราวๆ 20 นาทีก็ถึง สำหรับ
คนหนุามสาวที่มีกำลังอยู่แต่วังที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่
หากพลาดขี้เกียจเดินไม่น่าเสียดายอะไร






เสร็จแล้วเดินลงมาชมเมืองต่อ เดินชมบ้านเมืองทักทายผู้คนไปเรื่อยๆ
เหนื่อยก็หยุดพัก ถ่ายรูป คุยกับคนที่นี่ไปเรื่อยๆ คนที่นี่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก เสียดายแต่พวกหากินกับนักท่องเที่ยวนี่แหล่ะที่เผลอไม่ได้จริงๆ




มาชมตลาดสิ่งที่ผมพลาดไม่ได้จริงๆ เพราะอยากรู้ว่าเขาใช้ชีวิตยังไงกินอยู่
ยังไง มาเมืองนี้ผมก็เดินเป็นหลักเหมือนทุกประเทศที่ผมไป การมาเที่ยว
ในช่วงที่เรายังมีเรี่ยวแรงมันดีอย่างนี้นี่เอง เราได้ใช้ชีวิตเต็มที่ อยากทำอะไร
ก็ตามแต่ใจต้องการ มาเที่ยวตอนแก่กิจกรรมบางอย่างอาจทำไม่ได้




สำหรับคนที่ชอบทานผลไม้ที่นี่ราคาพอๆกับเมืองไทย แต่รสชาติยังห่างไกล
จากผลไม้ไทยมะละกอที่นี่จืดมาก แต่กล้วยกับองุ่นรสชาติใกล้เคียงกับเมืองไทย ผมอยู่ที่นี่ยังชีพด้วยผลไม้เป็นอาหารหลัก เพราะทานอาหารอินเดีย
ยากมากผมไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นมันแรงมากสำหรับผม ซึ่งคนไทย
ส่วนใหญ่จะไม่ชอบอาหารอินเดียกันเท่าไหร่ เว้นแต่พวกลิ้นจระเข้จริงๆ





สำหรับเครื่องประดับสำหรับสาวๆไม่ควรพลาดกำไลข้อมือ ที่วางขายบนวัง
เมห์รังการ์ สวยและราคาไม่แพง แถมยังไม่ซ้ำใครถ้าหากซื้อเป็นของฝาก




ส่วนราคาห้องที่นี่ก็ไม่แพงห้องราคา 300 รูปีใช้ได้ทีเดียว แต่ไม่ว่าถูกหรือ
แพงขอแนะนำโรงแรมที่มีดาดฟ้า ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่จะมีอยู่แล้ว




ค้างคืนที่นี่แค่หนึ่งราตรีก็เพียงพอแล้วสำหรับผม จริงๆยังมีกิจกรรม ท่องซาฟารีชมสัตว์ด้วย แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้วเตรียมมุ่งหน้าสู่เมืองjaisalmer
คืนนี้ ผมจองรถเมล์นอนราคา 300 รูปีจองที่โรงแรมที่ผมพัก เดินทางตอน4 ทุ่มไปถึง jaisalmerราวๆตี 4 กว่าๆ














 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 17:20:08 น.
Counter : 881 Pageviews.  

ลุยเดียว เที่ยวราชาสถาน ตอน1มาวันแรกก็สู้รบกับแขกแล้ว

ประเทศอินเดียคือหนึ่งในประเทศที่ผมอยากไปมากที่สุดในโลก
ด้วยที่คนไทยรับวัฒนธรรมต่างๆมาจากอินเดียมานาน ที่ชัดเจนที่สุดน่า
จะเป็นศาสนาพุทธ แม้ว่าคนอินเดียจะไม่นับถือแล้วก็ตาม แล้วก็ภาพยนต์ที่เคยดูมาตั้งแต่เด็กๆ ช่างเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน ทั้งเรื่องพระนางวิ่งร้องเพลงข้ามเขาไม่รู้กี่ลูก
เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องเป็นนแบบนั้น พอโตมาพอจะรู้ว่า
สำหรับประเทศยากจนแบบอินเดีย ภาพยนต์เป็นความบันเทิงที่เข้าถึงคนง่าย
การชมภาพยนต์จะช่วยให้ความบันเทิง ลืมความทุกข์ยากของชีวิตไปได้
บ้างชั่วขณะ เนื้อหาสาระจึงไม่ำเป้นเท่าไหร่ มันคงสะท้อนสังคมได้อยู่แล้ว
ว่าถ้าอยากรู้ว่าคนประเทศนั้นเป็นแบบไหน ให้ดูที่สื่อของประเทศนั้น
ว่ามันจะออกมารูปแบบไหน






ไหนจะอิทธิพลของศาสนาฮินดูที่แทบจะแยกไม่ออกปนมากับศาสนาพุทธ
กับวิธีชวิตแบบไทยๆ รวมทั้งความเชื่อต่างๆ ที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมอันเก่าแก่กระจายไปทั่วโลก เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกแขนงต่างๆ
ต้องยกความดีความชอบให้ แอร์เอเซีย ทำให้ความฝันวันนี้เป็นจริง



ทริปนี้ผมวางแผนว่าจะตลุย 5 เมืองในรัฐราชาสถานภายในเวลา 8 วัน
ซึ่งถือว่าน้อยมาก ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าจะทำได้มั้ย เมือง delhi
เมือง agra ชมทัชมาฮาล เมือง jaipur เมือง jodhpur เมือง jaisulmer
เพื่อขี่อูฐชมทะเลทราย เพราะเกิดมายังไม่เคยเห็นทะเลทรายเลย






ด้วยความที่ได้ยินชื่อเสียงความเจ้าเลห์ของคนอินเดียมานาน การเดินทางครั้งนี้จึงทำการบ้านมาหนักพอสมควร เขาพูดว่า "เห็นคนอินเดียกับงูให้ตีคน
อินเดียก่อน" จริงไม่จริงเดี๋ยวได้รู้กัน

ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินอินเดีย ต้องเจอกับการขูดรีดค่าแท็กซี่ราคา 350 รูปี ข้อมูลที่ผมค้นมามัน 250 รูปีเอง ในที่สุดผมก็ไม่ยอมท่าเดียว
โชคดีที่มีรถบัสวิ่งจากสนามบินเข้าเมืองทั้งที่มาถึงก็ เกือบเที่ยงคืนแล้ว






ค่ารถโดยสาร 70รูปีถือว่าถูกกว่าแท็กซี่มาก มาถึงพาหกัณฑ์ก็ตี1 แล้ว
นั่งรถตุ๊กตุ๊กให้ไปส่งที่พักกว่าจะหาที่พักได้ต้องรบราฆ่าฟันกับ
คนอินเดียซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า บอกว่าโรงแรมปิดมั่งล่ะ เจ๊งมั่งล่ะ
แล้วก็พาผมไปเอเจนซี่ ต้องแสดงพลังอาละวาดตะโกนด่า ถึงพาผมไปส่ง
ที่โรงแรมที่ผมจะไปพัก ลูกไม้เก่าๆทั้งนั้นยิ่งทำเฉย ยิ่งได้ใจมาถึงคืนแรก
นี่เหนื่อยกับการยื้อยุดฉุดกระชากของคนอินเดียจริงๆ


ทั้งที่นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นแต่เช้าให้ได้ ยิ่งตื่นเช้ายิ่งกำไรเห้นโลกเยอะ
แม้ว่าตอนอยู่เมืองไทยจะตื่นสายก็เถอะ ออกมาเดินดูวิธีชวิตคนอินเดีย
ตอนเช้า เมื่อคืนมาดึกแล้วเงียบมาก พอตอนเช้ากลับวุ่นวายน่าดู
แน่นอนผมไม่พลาดการดื่มชาใส่นมหรือคนที่นี่เขาเรียกว่า จัย นั่นเอง
ราคาแก้วล่ะ 5 รูปีรสชาติดีทีเดียว








คนขับรถตุ๊กตุ๊กเนี่ยไว้ใจไม่ได้เลย มีกลโกงสารพัด แต่ผมมีวิธี
คือให้เซ็นชื่อกำกับในแผนที่ ว่าจะไปไหนบ้าง กลับเวลาเท่าไหร่
ราคาเท่าไหร่ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ตอนเขาเซ็นชื่อ ต้องทำกันขนาดนี้เลย
แต่ได้ผลมาก ทำท่าโวยวายไม่ทำตามข้อตกลง ผมบอกจะไม่จ่ายเงิน
หุบปากแทบไม่ทัน ไม่ต้องสนเงินอยู่กับเรา เรามีอำนาจเต็มที่ อย่าไว้ใจคนอินเดียเด็ดขาดขอเตือน ขนาดเข้มและโหดขนาดนี้ มันยังงอแงหาทางเบี้ยวเลย ถ้าเขาไม่ยอมก็ไปหาเจ้าอื่น มาอินเดียต้องโหดเข้าไว้ ถ้าเขาบริการดีเราก็ให้ทิปเขาก็ได้ แต่ถ้าเราเสียท่าแขกแล้ว ทวงคืนยากมาก




เสร็จแล้วมาจองตั๋วรถไฟใกล้ๆที่พัก ไปเมืองอักรา ชมทัชมาฮาล
ใครจะซื้อทัวร์ไปกลับก็มี ตามเอเจนซี่ต่างๆ แล้วแต่ระดับมีหลายราคา ใครไม่ได้จองล่วงหน้าไม่ต้องกลัวว่าจะพลาด
จองล่วงหน้า1 วันก็ทันเขาจะกันที่ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ
ราคา 140 รูปี เดินทาง 3 ชม กว่าเป็นรถไฟด่วน เที่ยวแรก 5.30 น.

ส่วนใครจะเที่ยวชม fort สถานที่ต่างๆก็มี ประมาณ 8 ที่ได้ทั้งfort
ตลาดแหล่งช้อปปิ้ง ให้เวลาที่ละ 45 นาที แล้วจะมีรถพาไปส่งแต่ละที่
ส่งเป็นทอดๆไม่ใช่รถคันเดียวทั้ง8 ที่ เริ่มประมาณ 9.00 น จบทริปประมาณ 6โมงเย็นราคา 300 รูปี มีทัวร์ขายตามเอเจนซี่ต่างๆ แต่ผมไม่ได้ไปหรอก เหมารถไปเที่ยวเองดีกว่าเลือกแต่ที่เราชอบดีกว่า ไม่ค่อยชอบชม fort เท่าไหร่ ชอบดูวิถีชีวิตคนมากกว่าชอบเดินตลาดสดเป็นที่สุด
ผมก็เลยเหมาออโต้รุกชอหรือตุ๊กตุ๊กชมตลาดจุดที่ผมสนใจ เริ่มบ่ายโมง
จบตอน2 ทุ่มในราคา 800 รูปี แม้ว่าจะไปกับทัวร์ถูกกว่า แต่ผมไม่ชอบ
รายการต่างๆที่เขาจัดให้






ใครที่มาอินเดียครั้งแรกต้องทำใจสกปรกมากๆทั้งขยะทั้งกลิ่นเหม็นสารพัด ไหนจะพวกที่หากินกับนักท่องเที่ยวที่จ้องแต่จะโกงคุณ อันนี้ผมยืนยันได้ เพราะมาคนเดียวได้สัมผัสอินเดียเต็มที่ตลอดเวลาที่อยู่อินเดีย 8 วัน ผมต้องระวังตัวตลอด ทำการบ้านมาอย่างดีพื่อไม่ให้แขกฟัน มาคนเดียวง่ายต่อการเข้าหาเจอคนทุกรูปแแบบ ที่เขาบอกว่า นักเดินทางมือใหม่เพิ่งหัดเดินทางอย่ามาอินเดียเด็ดขาด มันถูกต้องมากๆ ข้อมูลที่ผมอ่านมาจากคู่มือตอนแรกผมก็ไม่อยากเชื่อแต่พอมาสัมผัสจริงๆ มันจริงอย่างที่เขาบอกไว้ทุกอย่าง ถ้าใครทนรับไม่ได้ให้มากับทัวร์ดีกว่า และถ้าใครทนความสกปรก กลิ่นเหม็นไม่ได้ ไม่สมควรมาอินเดีย ทั้งกลิ่นเยี่ยว กินขี้วัว แม้แต่ขี้คนก็ยังมีให้เห็นบ่อยๆ
เพราะผมเป็นคนที่ชอบเดินมากๆ ทำให้ได้เห็นหลายๆมุมของอินเดีย





มาถึงทัชมาฮาล ตอนแรกว่าจะค้างที่อักรา 1 คืนพอเจอสภาพเมืองแล้วไม่ชอบเลย ไม่อยากค้างที่นี่เสียแล้วเลยเหมาริกชอร์ในราคา 300 รูปีเริ่มบ่ายโมงจบตอน 10.30 น.พร้อมแจกแจงตารางให้คนขับดุว่าผมจะเริ่มด้วยการ
ไปจองตั๋วรถไป jaipur pinkcity คืนนี้เลยที่หน้าโรงแรมซากุระราคา 200 รูปี
พร้อมทั้งให้เขาเซ็นชื่อให้เรียบร้อบ ตอนจบเวลา 10.30 .ให้ไปส่งผมที่รถทัวร์ตอนแรกคนขับมันพาผมไปจองตั๋วที่เอเจนซี่เพื่อนมัน ผมอยากรู้ว่ามันจะมาไม้ไหนก็เลยลองไปดูมันโขกผมซะ 500 รูปีทั้งๆที่เป็นรถแบบเดียวกัน ใครจองก็โง่เต็มทนแล้ว ก่อนไปชมทัชมาฮาลผมให้คนขับพาไปเปิดห้องราคาถุกๆ 75 รูปี เพราะเก็บกระเป๋าและอาบน้ำเท่านั้นให้มารับผมที่ทัชมาฮาลตอน 1 ทุ่มบอกตามตรงไม่ประทับใจทัชมาฮาลเลย ตอนแรกว่าจะชมจนเวลาปิดอยู่ไม่นานก็เบื่อซะแล้ว ผมคิดถุกแล้วที่ไม่ค้างคืนที่นี่ มันไม่ได้สวยและยิ่งใหญ่เหมือนที่ดูในรูปภาพเลย








แม่น้ำยมุนามองดูก็โรแมนติคดี แต่ส่งกลิ่นเหม็นของน้ำเน่าโชยมาแต่ไกลเสียบรรยากาศมากมาูดูแล้วรับรู้ได้ชัดเจนมากชมความงามคนอื่นมาเยอะแล้ว ดูด้านมืดของทัชมาฮาลบ้างถ้าไม่มาผมจะไม่รู้เลย แต่ละคนมีแต่รีวิวความสวยงาม เช่นเดียวกับผมที่รับรู้แต่ความสวยงาม ไม่เคยรู้ว่าด้านอื่นมันเป็นอย่างไร






แม้แต่ประตูก็มีพวกมือบอนไปจารึกชื่อไว้สารพัด ผมกะว่าจะใช้เวลาที่นี่ให้
นานที่สุดจนกว่าเขาจะปิด แต่อยู่ประมาณ3 ชั่วโมงก็ไม่อยากอยู่ต่อซะแล้ว
วันนี้เป็นวันอาทิตย์คนจึงเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนอินเดียมากกว่า
ราคาคนอินเดียแค่ 20 รูปีเท่านั้นแต่คนต่างชาติ 750 รูปี
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ทัชมาฮาลถึงได้ยิ่งใหญ่นัก คงจะเป็น
เพราะประวัติความโรแมนติคของอนุสาวรีย์ของความรักหรือเปล่า
แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกธรรมามากๆ มันไม่ได้ประทับใจ หรือว่าดื่มด่ำ
กับมันเลย ไม่เหมือนกับความทะเยอทะยานที่อยากมาเลย




ผมเลยโทรตามให้คนขับมารับ เหลือเวลาอีกนานก็เลยไปดูสินค้าช่วยคนขับ เพราะเขาจะได้คอมมิชชั่น ร้านละ 20 รูปียิ่งพาไปมากเท่าไหร่เขาก็จะได้เงินเยอะเท่านั้น ส่วนเราจะซื้อหรือไม่ก็ได้ อยู่ประมาณร้านละ 15 นาที .ให้ดูสมบทบาทหน่อยก็ดูไปงั้นๆแหล่ะ ผมก็เลยให้เขาไปส่งที่โรงแรมรอเวลาขึ้นรถตอน 10.30 นเหลือเวลาประมาณ 3 ชมคนขับมันบอกขอกลับให้ผมเหมารถไปเองพร้อมขอเงินค่ารถยกเหตุผลร้อยแปด ว่าเหนื่อยขอไปพักผ่อน จะให้รอทำไม ตั้งสามชั่วโมง อุตส่าห์ช่วยไปดูสินค้าให้มันได้
คอมมิชชั่นแท้ๆ ทั้งๆที่ไม่อยากดูเลย ผมก็ไม่ยอมสิ ตกลงกันแล้ว มันก็ไม่ยอมจะให้มันรอทำไม เลยทะเลาะกันลั่นโรงแรมฝรั่งมุงดูเต็มไปหมดผมก็บอกไม่จ่ายพร้อมเอาสัญญาที่มันเซ็นมาให้ดู แล้วก็อบรมซะยกใหญ่ มันก็เลยเงียบไม่กล้าหือแล้วก็ไปส่งผมแต่โดยดี
คืนนี้ผมก็เลยไม่ได้ค้างที่อักราเลยจะเดินทางไป jaipur คืนนี้เลย











เดินทางวันที่ 25/03/2554- 1/04/2554











 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 17:19:36 น.
Counter : 1724 Pageviews.  

ลุยเดี่ยวเที่ยวยูนนาน ตอน2 ฝันสลายมลายสิ้นที่ลี่เจียง

วันที่ 5 ของการเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองลี่เจียง

เมื่อคืนนอนหลับเป็นตาย แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่มีเตียงไฟฟ้าให้ทุกที่ ไออุ่นจากความร้อนทำให้ไม่ต้องใส่เสื้อหนาเตอะเหมือนตอนออกไปข้างนอก

ตื่นมาแต่เช้าประมาณ 6 โมงเช้าเตรียมตัวไปขึ้นรถที่ไหนได้ฟ้ายังไม่เปิดเลย ยังมืดอยู่ก็เลยนั่งดูโทรทัศน์จนสว่าง โบกรถแท็กซี่ ไปสถานีรถบัส
คนขับบอกว่า 20 หยวนโชว์เงินให้ดู ผมบอกว่า 6หยวน แกก็ยืนยันคำเดิม
ผมเลยล้วงหนังสือนำเที่ยวของพี่วุฒิพี่เคทออกมา แล้วจิ้มให้ดูว่าค่ารถแค่ 6หยวนเอง ชี้ไปที่เลข6 นอกนั้นเป็นภาษาไทยหมด แท็กซี่หุบปากแทบไม่ทัน อีกอย่างผมก็เคยนั่งมาก่อน จะหลอกกินกันง่ายๆไม่ได้นะเฟ้ย
ดูในหนังสือค่ารถ35หยวนแต่พอผมจอง คนขายบอกราคา 52 หยวน ผมก็เลยบอกว่าทำไมมันแพงจังคนขายตั๋วก็เลยบอกว่า มันเป็นรถด่วนไม่ใช่รถรอบปกติ ดีที่คนขายตั๋วพูดภาษาอังกฤษได้ เลยไม่ต้องงงเป็นไก่ตาแตก ผมจองรอบ 9.30 น. คนขายบอกว่าใช้เวลาประมาณประมาณ 6 ชั่วโมง




นั่งรอรถที่ห้องพักผู้โดยสาร มันช่างทรมานเหลือเกิน ต้องทนสูดมดควันบุหรี่ที่คนจีนกระหน่ำพ่นควันกันควันโขมง ทั้งๆที่ป้ายประกาศ ห้ามสูบบุหรี่ตำตา แต่คนที่นี่ไม่สนเพราะใครๆก็ทำกัน แทบหาคนที่ไม่สูบไม่ได้เลย แม้แต่ผู้หญิงหน้าตาสวยๆก็พ่นบุหรี่ ปุ๋ยๆ ดูๆไปก็ช่างไม่มีมารยาท ถ้าเป็นประเทศอื่น เราอาจแสดงความไม่พอใจได้ คนสูบก็คงจะละอายใจ แต่ชาวพื้นเมืองที่นี่เหรอ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ข้าจะสูบใครจะทำไม แม้แต่บนรถก็ไม่เว้น ไม่มีใครว่า สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่ทำใจยอมรับ วัฒนธรรมของคนที่นี่ ในเมื่อผมเป็น
เพียงแค่แขกผู้มาเยือนเท่านั้น ผมเคยเดินทางไปเที่ยวเวียดนามผ่านทางประเทศลาวเห็นคนลาวและเวียดนามก็สูบบุหรี่เหมือนกัน แต่ก็แค่คนสองคน นักท่องเที่ยวชาวไทยคนหนึ่งเข้าไปเตือน หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งเธอก็หยุดสูบบุหรี่แล้วโยนทิ้งทางหน้าต่างทันทีสีหน้า แววตาของเธอก็บ่งบอกชัดเจนว่าเธอเป็นฝ่ายผิด แบบไร้ข้อกังขา แต่สำหรับคนที่นี่ล่ะก็ ไม่มีทางอาจจะกลายเป็นความไม่พอใจก็ได้ และคนที่แสดงความไม่พอใจคงใช้พลังงานไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ใครก่อน เพราะสิงห์อมควัน พ่นควันกันยังกับมหกรรมสูบบุหรี่แห่งชาติ ไม่ว่าตามถนนหนทาง ที่ชุมชนต่างๆ แทบจะหาอากาศบริสุทธิ์ไม่ได้เลย คนที่สูบบุหรี่อาจจะไม่รู้สึกอะไรแต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องอ่อนเพลียละเหี่ยใจมากเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจิตสำนึกของชาวบ้านของคนที่นี่จะตระหนัก ถึงมารยาทสากล




วิวทิวทัศน์สองข้างทางจาก จงเตี้ยนไปลี่เจียง สวยงามมากทีเดียว เห็น
วิถีชิวิตชาวทิเบต หมู่บ้านในชนบทป่าไม้ยอดภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้การเดินทางไปสู่ลี่เจียงไม่น่าเบื่อเลย นี่แหล่ะคือเหตุผลที่ผมชอบการเดินทางโดยรถประจำทาง



มาถึงลี่เจียงแล้วอดตื่นตาตื่นใจกับเมืองลี่เจียงไม่ได้ เมืองนี้เจริญและสวยงามกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก ลากกระเป๋าออกจากสถานี มือแปดด้านไม่รู้ว่าจะต่อรถไปเมืองเก่าลี่เจียงยังไง เดินมารอรถที่ป้ายรถเมล์
พูดภาษาอังกฤษก็ไม่มีใครฟังเข้าใจ ผมก็เลยพูดคำเดิม กู่เฉิงลี่เจียง พอดีรถเมล์มาพอดี เขาก็เลยชี้ให้ผมขึ้นรถเมล์ที่นี่มีสองชั้น ดุดีกว่ารถเมล์เมืองไทยมาก ค่ารถ1 หยวนโดยหยอดเหรียญเอง ผมกลัวว่ารถจะเลย
เมืองเก่าก็เลยบอกคนขับด้วยคำเดิมไม่คิดเลยว่าภาษาจีนเพียงคำเดียวที่ผมพูดได้ จะมีประโยชน์กับผมมาก เพราะก่อนที่จะเลยเมืองเก่า คนขับก็ส่งสัญญานให้บอกผมว่าถึงแล้ว พร้อมกับชี้บอกทาง น่ารักจริงๆเลย






ลากกระเป๋ามาถึงเมืองเก่าก็เหมือนกับทุกที่มีนายหน้าโรงแรมมาลุมล้อมเหมือนเดิม และก็เหมือนหนังเรื่องเก่าที่เคยดู คนที่นี่ก็ยังรัวภาษาจีนใส่ผมเหมือนเดิม ผมบอกว่าไม่รู้เรื่อง เขาก็ยังส่งภาษาจีนเสนอขายไม่หยุดปากแต่แปลกใจทำไมไม่สื่อสารด้วยรูปภาพของห้องให้ดูนะ เหมือนประเทศอื่นที่เคยไปมา น่าจะง่ายกว่า พอดีมีหญิงสาวที่พูดภาษาอังกฤษได้มาเสนอที่พัก เธอบอกว่ามีห้องว่างสนใจจะไปดูมั้ย ราคา 70 หยวนผมรีบตามเธอไปทันที ยังไงก็ดีกว่าไปกับคนอื่นที่คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลยมองส่งสัญญานให้เขารู้ว่าการที่คุณพูดภาษาสากลไม่ได้เลย มันจะเสียเปรียบคนอื่นยังไง ผมเข้าใจว่าคนจีนชาตินิยม อาจจะมีความภาคภูมิใจที่เป็นชนชาติใหญ่ มีความหยิ่งในชาติพันธุ ไม่ยอมพูดภาษาสากล แต่ในเมื่อคุณอยากได้ลูกค้า
จะมัวมารอให้ลูกค้านักท่องเที่ยวพูดภาษาคุณอย่างเดียวก็คงไม่ไหว ถ้าหากเขาเป็นชาวเมืองทั่วไปไม่ได้ทำงานหากินกับนักท่องเที่ยวแบบนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษได้แม้แต่คำเดียวก็ได้





ห้องราคา 70 หยวน ดูสะอาดใช้ได้ทีเดียวผมก็เลยขอต่อเหลือ 60 หยวนตามระเบียบ ไม่ใช่เรื่องยากนักที่เขาจะลดให้ผม ลองไม่ลดสิ โรงแรมที่เมืองเก่า เยอะขนาดนั้น ผมเชื่อว่าถ้าจะหาถุกกว่านี้ก็ได้แต่ราคานี้ก็พอใจผมแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่นี่ก็คือหนุ่มใหญ่เจ้าของโรงแรมนี้ พูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว สอบถามข้อมูลอะไรก็ง่าย ค่อยอุ่นใจหน่อย ยังไงก็หาคนที่พูดกันรู้เรื่องไว้ก่อนดีกว่า




ทันทีที่เก็บกระเป๋าเสร็จรีบออกสำรวจเมืองเก่าทันที ว่าจะไปสระมังกรดำก็ดูเหนื่อยหน่อย คงไม่ไหวอีกอย่างผมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่หนังสือนำเที่ยวบอก ชอบไม่ชอบอันไหนก็ตัดทิ้งออก ไม่จำเป็นต้องพักที่เขา
ไปนอน กินที่เร้านเขาไปกิน ไปทุกที่ที่เขาไป แต่การเดินชมเมือง เดินดูร้านเสื้อผ้า แฟชั่น ดูตลาด วิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรม นี่เป็นสิ่งที่ผมพลาดไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม แค่เดินชมเมืองก็เพลินแล้ว ถึง
สุขภาพจะย่ำแย่แค่ไหนก็พลาดไม่ได้เด็ดขาด




เดินทางมาทั้งวันชักหิว ขอหาของกินก่อน เดินผ่านร้านขายเนื้อจามรีก็เหม็นคาว ถ้าไม่ป่วยผมคงได้ชิมเมนูจากเนื้อจามรีแล้ว วันนี้ก็เลยได้กินเกี๋ยวเต๋ยวแบบทิเบต ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าจะกินได้หรือเปล่าพอชามก๋วยเตี๋ยวมาวางอยู่ตรงหน้า กลับได้กลิ่นคาวของเครื่องปรุงพื้นเมือง จำใจกินให้หมด เพราะ
เสียดาย ไม่เคยกินทิ้งกินขว้างยกเว้นว่าไม่ไหวจริงๆเท่านั้น เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ






เมนูอื่นก็ไม่กล้าสั่งมากินกลัวว่าจะกินไม่ได้ อาจจะอ้วกก็ได้ เพราะได้กลิ่นอะไรแปลกๆก็เหม็นไปหมดเลยพลาดอาหารพื้นเมืองแบบทิเบตแท้ๆ วันนี้ก้เลยกินได้แต่นมกับน้ำผลไม้ ซึ่งกว่าจะสั่งได้เหนื่อยมากกับคำว่า hot milk ดีที่งัดคู่มือภาษาจีนออกมาพุดว่า นิวหน่าย แต่สำเนียงผมก็คงฟังยากแบบฝรั่งพุดไทย แต่ผมพูดคำนี้ที่เมืองจงเตี้ยน คนขายกลับเข้าใจเลยแค่พุดคำแรก เธออาจจะเดาถูกก็ได้ เพราะเคยรู้มาว่าคนจีนด้วยกันก็ใช่ว่าจะสื่อสารกันเข้าใจ เพราะยังมีภาษาท้องถิ่นอีกมากมาย ชาวชนบทห่างไกลก็ยังพูดจีน
กลางไม่ได้ก็มี สำเนียงแต่ละถิ่นก็ต่างกันไป นับประสาอะไรกับคนต่างชาติอย่างผม ที่เจ้าของภาษาจะฟังไม่เข้าใจ





เดินชมเมืองลี่เจียงเห็นร้านเสื้อผ้าเยอะมาก สวยๆทั้งนั้น ราคาก็ถูกกว่าเมืองไทยมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแฟชั่นหน้าหนาวมากกว่า






เดินชมเมืองเก่ามองเห็นภูเขาหิมะมังกรหยกไกลๆ เป็นฉากหลังของเมืองสวยงามเหลือเกิน





ส่วนบรรยากาศเมืองเก่าลี่เจียงแล้ว มีความรู้สึกว่า วุ่นวายน่าดู เมืองเก่าที่สอดแทรกแต่งเติม ธุรกิจท่องเที่ยวเข้าไปจนไม่มีร่องรอยความเป็นเมืองมรดกโลกเลย แถมยังมีผับบาร์ชีวิตกลางคืนเรียงรายกันอยู่หลายบาร์
ส่งเสียงการเล่นดนตรี ให้ความบันเทิงนักท่องเที่ยวอึกทึกคึกโครม ไม่มีความสงบเอาเสียเลย ถ้าเทียบกับเมืองเก่าจงเตี้ยนแล้วต่างกันมาก ที่นี่มีแต่ธุรกิจ มีแต่ผลประโยชน์ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดีสมกับเมืองมรดกโลกหรือเปล่า ไม่ต่างอะไรกับเมืองหลวงพระบางประเทศลาว ที่ในเมื่อเปิดรับให้วัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาวิถีชีวิตแบบเดิมๆก็ย่อมกระทบบ้างเป็นธรรมดาไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาอย่างเดียวโดยที่ไม่สูญเสียอะไรเลย





พรุ่งนี้ตั้งใจจะไปดูหุบเขาเสือกระโจน ติดต่อทัวร์เดย์ทริปวันเดียวซึ่งมีอยู่หลายเอเจนซี่ ภาษาไม่เป็นอุปสรรคเพราะใช้ภาษากายและรูปภาพสื่อสารกัน ผมจะไปทัวร์นี้ ก็ชี้ไปที่รูปภาพและเปิดคู่มือนำเที่ยวภาษาไทยให้ดู เธอเห็นภาพแล้วก็เข้าใจทันทีว่าผมจะไปไหนส่วนราคาก็เขียนใส่กระดาษให้ดูรวมทั้งเวลานัดแนะ ส่วนสถานที่นัดหมายตอนเช้าก็กางแผนที่เมืองเก่าให้ดูแล้วจิ้มไปที่กังหันน้ำจุดศูนย์รวมทางเข้าเมืองเก่าลี่เจียง นึกแล้วก็ตลกดีเหมือนกันสำหรับราคา 180 หยวน ไม่รวมอาหารกลางวัน






วันที่6 ของการเดินทาง เดินเขาหุบเขาเสือกระโจน


มารอไกด์ที่กังหันน้ำ ตอน7โมงเช้า ผมก็ไม่รู้หรอกว่าไกด์คนไหน เพราะมีนักทิ่งเที่ยวชาวจีนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มไปหมดส่วนคนที่เป็นไกด์ก็ถือธงยืนรออยู่ ผมถือใบเสร็จที่เอเจนซี่ออกให้มาด้วย เอาไปให้ไกด์ดูว่ากรุ๊ปเดียวกันหรือเปล่า พอยื่นให้เจ้าแรกก็ใช่เลย สักพักเธอก็นำลูกทัวร์ไปขึ้นรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวแน่นอนเธอพูดภาษาจีนได้อย่างเดียว

ตอนเช้าเห้นมีรถขายอาหารเช้า อยากจะลิ้มลองเหมือนกัน แต่ก็ผะอืดผะอมยังไงไม่รู้กินอะไรไม่ลงตามเดิม ถ้าเป็นช่วงที่ผมปกติล่ะก็มีหรือจะพลาด






ตอนเที่ยงแวะทานอาหารที่เกสต์เฮ้าแห่งหนึ่ง เมนูที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผักทั้งนั้น ผมคิดว่าน่าจะกินได้ไม่ยากนัก รสชาติอาหารใช้ได้ทีเดียว ราคาอาหารต่อหัว 20 หยวน ซึ่งเสริฟอาหารเหมือนกันทุกโต๊ะ ถือว่าสมน้ำสมเนื้อทีเดียว ยิ่งคนกินจุยิ่งคุ้ม เพราะอาหารมีเหลือเฟือ




ลูกทัวร์ประมาณ 30 กว่าชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด ยกเว้นผมคนเดียว ผมไม่ได้พูดกับใครเลย มีแต่ส่งรอยยิ้มให้ผูกมิตร ไม่ใช่ว่าคนจีนหยิ่งหรือว่าไม่ต้อนรับคนต่างชาติ แต่อุปสรรคของเรื่องภาษาต่างหากที่เป็นกำแพงกั้น หลายคนดูท่าทางอยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก แค่ยิ้มทักทายด้วยไมตรีจิตในฐานะมนุษย์ร่วมโลกก็ทำให้ผมปลื้มแล้ว หลายคนมีความเต็มใจเป็นอย่างมากที่ผมวานให้ถ่ายรูปให้ ตอนส่งกล้องคืนก็แถมรอยยิ้มให้ด้วย “เซี่ยเซี่ย” ผมก็พูดได้แค่นี้แหล่ะพร้อมยิ้ม
รับแบบแห้งๆ เพราะเหนื่อยเหลือเกินกับการเดินเขาโตรกเสือกระโจน ขนาดคนปกติยังเหนื่อยยังหอบแฮ่กๆ สำหรับคนป่วยมีหรือจะไม่เหนื่อย ช่วงนี้มาหน้าแล้งภูเขาจึงดูแห้งกรอบไร้สีเขียวของพรรณไม้ น้ำก็ไม่เชี่ยวมากเหมือนดูในรูป แต่ความลึกของขุนเขายังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง












การปีนเขาครั้งนี้แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความสนุกที่เห็นโลกใหม่และการได้ผจญภัยในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่า แต่สิ่งหนึ่งที่อดแปลกใจไม่ได้ทำไมการระบบสื่อสารของจีนจึงดีนัก เห็นคนจีนเดินเขาไปโทรศัพท์ไป ไม่ขาดระยะ คนนี้คุยจบคนนั้นเสียงโทรศัพท์ดังต่อ ทั้งที่อยู่ในหุบเขาลึกมาก แม้แต่กระทั่งตอนเดินทางไปเต๋อชินก็เหมือนกัน ไกลโพ้นขนาดนั้นแต่มีเสียงโทรศัพท์ดังไม่ขาดสาย เป็นระบบเมืองไทยน่ะเหรออยู่ในเมืองแท้ๆ ยังไม่มีคลื่นเลยวิ่งผ่านภูเขานิดเดียวการติดต่อขาดหายแล้ว อยากให้บริษัทโทรคมนาคมของไทยมาดูงานนี่ที่จริงๆ






รถกลับมาจากโตรกเขากระโจนก็ 2ทุ่มแล้ว คืนนี้เลยไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะไปไหนต่อ ขอเดินดูชีวิตกลางคืนในเมืองเก่าลี่เจียงอย่างเดียวพอ และเดินหาเอเจนซี่จะไปขึ้นเขาหิมะมังกรหยกพรุ่งนี้ และจองตั๋วรถนอนไปคุนหมิงเย็นพรุ่งนี้ ผมเดินตระเวนหาเอเจนซี่ที่มีอยู่เยอะแยะในเมืองเก่าลี่เจียง
ทุกที่เหมือนกันหมด ไม่เข้าใจว่าผมอยากได้ตั๋วนอนไปคุนหมิงพรุ่งนี้ ผมก็เลยแวะเข้าไปซุ้มประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ผมนึกว่าที่นี่ต้องพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ที่ไหนได้เหมือนกันทุกที่แต่สิ่งที่ไม่พอใจมากๆก็คือเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเธอกลับมองเห็นผมเป็นเหมือนตัวประหลาดที่บังอาจมาพูดกับเธอนอกเหนือจากภาษาจีน ดูแล้วหยาบคายไร้มารยาทมาก คนอื่นเขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
โบกมือว่าไม่เข้าใจ ก็เป็นอันรู้กันว่าเขาพูดไม่ได้ ผมก็แค่เดินออกไปจากร้านเขา จริงแล้วเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องง้อคนต่างชาติเลย แค่รับนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยกันเองก็มีเยอะพอแล้ว ประชากรขนาดนั้น คนต่างชาติต่างหากที่ต้องเตรียมตัวมาเอง โดยเฉพาะเรื่องภาษา แต่การมองคนต่างชาติที่พูดภาษาตัวเองไม่ได้ด้วยหางตา และก็เบือนหน้าหนี ประมาณว่าตัวเองเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ ภาษาตัวเองเลิศเลอจนใครๆต้องยอมที่จะฝึกฝนเพื่อมาพูดกับเธอนั้น เป็นความคิดที่น่ารังเกียจมาก ขนาดนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ภาษาของเขาแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก ไม่เห็นแสดงความรังกียจหรือดุถูก
คนต่างชาติเลย เวลาเขาเจอคนไทยที่พูดภาษาเขาไม่ได้ ผมถึงกับยืนอึ้งไปเลย ไม่นึกว่าคนเราจะไร้จรรยาบรรณต่อหน้าที่ของตัวเองขนาดนี้ เขาให้มาทำหน้าที่ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวกับชาวจีนและนักท่องเที่ยวทั่วไปแต่ก็ไม่น่าจะแสดงสีหน้าออกมาแบบนั้น กับคนต่างชาติ





ในที่สุดผมก็หาเอเจนซี่ที่พูดสื่อสารกับผมรู้เรื่องจนได้ เป็นสองสามี ภรรยาที่เคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้วผมได้ตั๋วไปคุณหมิงเที่ยวสุดท้าย 20.30น. ราคา197หยวนรวมค่าเซอร์วิสชาร์ตด้วยเพราะจะมีคนนำตั๋วมาให้หลังจากที่เอเจนซี่โทรไปจองตั๋วรถให้ ตอนแรกผมว่าจะจองตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึงแล้ว
ได้ราคาถูกกว่าที่นี่ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่กี่คืนดี จึงกำหนดวันไม่ถูก ตั้งใจวันสุดท้ายจะไปชมป่าหิน ที่คุนหมิงเพราะการสร้างถนนที่เต๋อชินเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ทำให้โปรแกรมที่ผมวางไว้ไม่เป็นไปตามแผน


ทริปนี้สิ่งที่ผมตั้งใจทำมากที่สุดก็คือการ นั่งกระเช้าชมภูเขาหิมะมังกรหยกนั่นเอง พรุ่งนี้ความฝันอีกอย่างของทริปนี้จะเป็นจริงในวันพรุ่งนี้แล้ว ขอชดเชยกับการชมธารน้ำแข็งหมิงหยงที่เต๋อชินราคาอยู่ที่ 440 หยวน ซึ่งชั้นนี้เป็นชั้นที่สูงที่สุด ซึ่งใครๆมาที่นี่ก็คงต้องจองชั้นนี้กันทั้งนั้นโล่งอกกับไปนอนเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีกวัน










วันที่ 7 ของการเดินทาง ฝันสลายพายุลมแรงกระเช้าปิดให้บริการ



เหมือนกับเมื่อวานนี้ มารอเจอไกด์ที่กังหันน้ำเหมือนเดิม พอครบตามจำนวนแล้วไกด์ก็นำลูกทัวร์ไปขึ้นรถ พอรถกำลังจะวิ่งออกนอกเมือง ไกด์ก็ส่งภาษาจีนบอกลูกทัวร์ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่า เขาพุดอะไร ไกด์ที่นี่พุดภาษาไม่ได้สักคำ ดีแต่ลูกทัวร์ด้วยกันชาวจีนบอกผมว่าวันนี้ลมพายุแรงมากกระเช้าปิดให้บริการ เพราะมันอันตรายมาก จะกลับหรือว่าไปเที่ยวอีกชั้นหนึ่งก็ได้ ได้ฟังแล้วหัวใจสลายนี่มันอะไรกันนี่ ทำไมถึงซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ ตัดสินใจไปเที่ยวต่อดีกว่าไหนๆก็มาแล้ว บางคนก็เดินทางกลับ เขาบอกให้มาวันพรุ่งนี้อากาศอากาศอาจดีกว่าวันนี้ ผมบอกว่าพรุ่งนี้ผมจะกลับเมืองไทยแล้ว




มาชมหมู่บ้านนาซี ชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมชาวนาซี ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากเท่าไหร่







แล้วก็มาต่อที่สถานที่ขึ้นกระเช้าชั้นที่ต่ำที่สุด วันนี้คงขึ้นได้แค่นี้ถ้าได้ขึ้นชั้นบนสุด ได้สัมผัสลานหิมะคงจะดีไม่น้อยได้แต่มองเห้นไกลๆ มีวาสนาแค่ชั้นนี้เอง












แต่ก้ต้องยอมรับว่าวันนี้ลมแรงมาก แค่ชั้นนี้กระเช้ายัง
แกว่งด้วยแรงลม ต้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นเขาช้าๆ


















กลับมาถึงเมืองเก่าประมาณ 6โมงเย็นเร็วกว่าเมือวานตอนจองตั๋วเมื่อวานก็ย้ำนักย้ำหนาว่ามาส่งถึงเมืองเก่ากี่โมงถ้าเป็นแบบเมื่อวานล่ะก็ได้ตกรถแน่นอนแถมยังตกเครื่องบินอีกต่างหาก ยังมีพอเวลาอีก 2ชั่วโมงกว่าเดินชมเมือง
สั่งลาลี่เจียง ด้วยการไปเดินดูสินค้าต่างๆในซุปเปอร์มาเก็ต และห้างร้านต่างๆ ไปเจอเสื้อผ้าสวยถูกใจก็เลยได้มา3 ตัว ไหนทริปนี้มันก็จบลงด้วยความผิดหวังมาตั้งแต่ต้นทริปแล้ว ความตั้งใจสูงสุดที่ใฝ่ฝันมานานก็พังทะลายไปต่อหน้าต่อตา ไหนจะเรื่องของสุขภาพที่ย่ำแย่ ทำให้การเที่ยวทริปนี้ ไม่สนุกเต็มร้อยทำกิจกรรมต่างๆได้ไม่เต็มที่ ขอชดเชยด้วยการซื้อของชดเชยมันซะลย



นี่คือการเดินทางที่น่าผิดหวังมากที่สุดสำหรับผม ส่วนการเดินทางไปเวียดนามกลางก็โดนความแปรปรวนของธรรมชาติเหมือนกัน อยู่ที่เว้กับฮอยอัน6 วันฝนตกกระหน่ำทั้ง6วันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยเห็นแสงแดดเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่ครั้งนั้นเป้นการฝึกเดินทางครั้งแรกในฐานะ backpacker ฝึกหัดยังไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่มีชีวิตกลับเมืองไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และค่าใช้จ่ายทั้งทริปก็แค่ 5,000 กว่าบาทแค่นั้นเอง ได้ฝึกการรับมือกับเสือสิงห์กระทิงแรด แต่วันนี้ทริปนี้ผมใฝ่ฝันมานาน เตรียมข้อมุลมานาน และก็วางแผนการเดินทางไว้ลงตัวแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายเรากลับเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ ธรรมชาติตัวเดียวที่กำหนดว่าการเดินทางของเราจะราบรื่นหรือผิดหวังมันก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย ส่วนเรื่องการเจ็บไข้ของผมแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอถูลู่ถูกังไปได้ เพียงแต่อย่าหักโหมมากเท่านั้นเอง อันไหนมันเสี่ยงเกินไปก็อย่าดันทุรังเหมือนกับที่ผมเลือกที่จะไม่ไปธารน้ำแข็งหมิงหยง แม้ว่าจะเสียดายแค่ไหนก็ตาม หวังจะมาแก้มือที่นี่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง ยากที่จะทำใจเหลือเกิน


จึงขอชดเชยด้วยการกระหน่ำช้อปปิ้งให้มันหายแค้นซะเลยทริปนี้ค่าใช้จ่ายจึงหมดไปกับการช้อปปิ้งซะเป็นส่วนมากล้วนเป็นอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวเมืองหนาวทั้งนั้น ทริปหน้าของผมคงไม่ต้องลำบากไปหา ปกรณ์กันหนาวอีกแล้ว

มารับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรมตอนเช้า ก่อนไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ตอนมากระเป๋าแฟบนิดเดียวขากลับแทบยัดไม่ลง หนักอึ้งหวังว่าคงไม่เกิน 20กิโลกรัมตามที่สายการบินไทยกำหนด





วันที่8 ของการเดินทาง โบกมือลาเมืองคุนหมิง

รถมาถึงคุนหมิงตั้งแต่ตี 5 ขอบฟ้ายังไม่เปิดทำการเลย มืดตื๊ดตื๋อขอบตาของผมก็ไม่อยากเปิดเหมือนกันแต่ก็ถูกบังคับให้เปิด เพราะรถจอดเทียบท่าแล้ว มองไปเห็นผู้โดยสารเจ้าถิ่น ยังนอนคุดคู้อยู่เลย เขาบอกเข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม ก็เลยแกล้งหลับต่อตามน้ำ สักพักถึงได้รู้ว่าไอ้ที่เจ้าถิ่นเขาไม่ลุกใช่ว่าเขาให้นอนต่อแต่มั่วนิ่มนอนต่อกันเองต่างหาก ตอนที่คนขับมาปลุกถึงได้รู้ว่า ควรจะลงตั้งแต่ตอนรถจอดแล้ว ลากกระเป๋าฝ่าความหนาวท่ามกลางผู้โดยสารชาวจีนที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ



สิ่งแรกที่ทำก้คือเดินหาห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ยังไงก็ขอให้ตัวเองสดชื่นก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลังถึงแม้ว่านี่เป็นครั้งที่ 2 ที่มาเยือนแผ่นดินจีน แต่มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นห้องน้ำแบบจีนอันลือลั่น ว่าห้องน้ำจีนไม่มีประตูที่สถานีแห่งนี้แหล่ะ ตอนที่มาวันแรกตอนต่อรถจากคุณหมิงไปจงเตี้ยน ตอนที่มาเที่ยวจีนครั้งแรกไปกับทัวร์ที่เมืองปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนจึงมีความทันสมัย ไม่เห็นส้วมแบบไม่มีประตู คนจีนก็นั่งทำธุระหน้าตาเฉยเพราะความเคยชิน


แต่คนต่างชาติคงทำใจลำบาก แต่สำหรับผมแล้ว กลับเฉยๆยอมรับในความแตกต่างได้เพราะเริ่มมีประสบการณ์จากการเดินทางบ้างแล้ว เข้าใจว่าแต่ละที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราเป็นเพียงผู้มาเยือน
ไม่ควรยึดประเทศตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล จำได้ตอนที่ผมเดินทางครั้งแรกไปเวียดนาม รับหลายๆอย่างของเวียดนามไม่ได้ ไอ้นี่ก็แย่ไอ้นี่ก็ไม่ดี เจอคนแย่ๆจ้องแต่จะโกงนักท่องเที่ยวไม่พอ การจัดการต่างๆระบบการดการท่องเที่ยวก็ไม่มีความเป็นมืออาชีพเหมือนเมืองไทย เห็นนักท่องเที่ยวฝรั่งทะเลาะกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง ผมก้เลยชอบเอามาเปรียบเทียบกับเมืองไทย พอเดินทางมากขึ้นเริ่ม ยอมรับวัฒนธรรมของคนต่างเมืองได้ ทำใจยอมรับและเข้าใจมากขึ้น ไม่มองเป็นเรื่องตลกหรือแคลน


เสร็จธุระไม่รู้จะเดินทางไปไหน กะว่าจะรอให้สว่างก่อนซึ่งก็คงไม่นาน เห็นร้านขายอาหารอยากจะได้นมร้อนสักแก้ว เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง ถึงรู้เรื่องก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า นึกถึงโอวัลตินร้อนจิ้มปาท่องโก๋ที่เมืองไทยจังเลยคงจะดีไม่น้อยถ้าได้กินรองท้องในตอนเช้า นั่งทบทวนความคิดตัวเองเรื่อยเปื่อย คนจีนก็เข้ามาคุยด้วยถามนั่นถามนี่ ผมก็บอกว่าไม่เข้าใจ คนแล้วคนเล่า ผ่านมาผ่านไป นี่ถ้าผมพุดจีนได้คงจะวิเศษมาก มีคนมาคุยเยอะแยะหรือไม่ถ้าคนจีนพูดอังกฤษได้ก็คงดีกว่านี้ จะได้เลือกเปลี่ยนความคิดกัน บรรยากาศโดยรวมที่นี่ก็เหมือนกับสถานีที่เมืองไทย มีแท็กซี่เดินหาผู้โดยสาร กระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกจุดหมายหาผู้โดยสารไม่หยุดปากช่างขยันทำมาหากินกันจริงๆ ดูเป็นเช้าที่วุ่นวาย ต่างกันราวฟ้ากับดินก็คือเรื่องอากาศนี่แหล่ะ


นั่งสักพักก็มีหนุ่มจีนมาทัก แต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ผมบอกว่าผมมาจากเมืองไทย บอกว่าจะไปสนามบิน โดยที่ผมงัดเอาคู่มือภาษาจีนออกมาจิ้มให้เขาอ่านเอง เขาก็เลยทำท่าสื่อสารว่าจะพาผมไปขึ้นแท็กซี่ ผมเห็นว่าสว่างแล้วก็เลยเดินตามเขาไป ให้เขาสอบถามราคาให้ด้วยผมขอบใจเขาจริงๆ ถ้าเรียกเองก็คงเสียเวลานานเหมือนกัน คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงท่าทางเก๋าน่าดูขับรถซิ่งน่าดู แต่ที่แปลกกว่าแท็กซี่เมืองไทยก็คือมีที่กั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้วยและต้องจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งหยวนด้วยสำหรับค่าบริการ


สนามบินฝากกระเป๋าราคา 10หยวน นับว่าไม่แพงเลย เพราะกว่าจะ
ขึ้นครื่องก็ยังมีเวลาหลายชั่วโมงกะว่าจะไปเดินเล่น เที่ยวชมเมืองคุนหมิง เดินออกทางสะพานลอยมาที่ถนนใหญ่นั่งคิดว่าจะเอายังไงดี ทำไมอาการไข้ถึงไม่ทุเลาลงเลยก็ไม่รู้ เห็นรถเมล์มาส่งคนป้ายสุดท้ายที่สนามบิน
ตั้งใจว่าจะนั่งไปเที่ยวในเมือง แล้วกลับสายเดิม คงไม่หลงทาง ถ้าหลงก็ไม่น่าตกใจนั่งแท็กซี่กลับก็ได้เพราะค่าแท็กซี่ที่คุนหมิงไม่แพงเลย ตอนนั่งจากสถานีรถมานี่ตั้งไกล แค่30 หยวนเอง แต่ดูสภาพตัวเองแล้วทำไมถึงเดินมาแค่นี้ก็เหนื่อยหอบแล้ว เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่สนามบินดีกว่า ทั้งๆที่รู้ว่าคงจะน่าเบื่อไม่น้อย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสภาพตัวเองเป็นแบบนี้จะโทษใครได้ล่ะ



ตอนเช็คอินเจอกองทัพนักท่องเที่ยวไทยเต็มไปหมด ซึ่งล้วนมากับทัวร์ทั้งนั้น ดีใจจังได้พูดภาษาไทยแล้วจึงได้รู้ว่าพวกเขาก็พลาดการขึ้นชมภูเขาหิมะมังกรหยกเหมือนกัน แต่มันคนละประเด็นเพราะไกด์แจ้งว่าทริปนี้ไม่ได้ขึ้นภูเขาหิมะ ไกด์บอกกับลูกทัวร์ว่ากระเช้าปิดให้บริการมาหลายเดือนแล้ว พวกเขาก็เลยเฉยๆ หารู้ไม่ว่าไม่จริงเลยกระเช้าเปิดให้บริการก่อนที่ผมจะมาได้เดือนกว่าแล้ว แต่ถึงพวกเขารู้ก็จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อยังไงก็ขึ้น
ไม่ได้อยู่ดี เพราะพายุลมแรงหลายวันก่อนที่ผมจะมาถึงลี่เจียงแล้ว นึกแล้วก็เสียดายรู้อย่างนี้ ผมไปชม ธารน้ำแข็งหมิงหยงก็ดี คนมันถึงคราวจะตายอยู่ไหนมันก็ตายไม่ใช่หรือ ไม้จิ้มเหงือกยังเสือกตาย

แต่หากมองย้อนกลับไปแล้ว การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้ประสบการณ์แปลกใหม่ได้เห็นโลกกว้าง ได้เรียนรู้โลกใหม่ๆ ที่ประเทศไทยไม่มี ได้ฝึกการแก้ปัญหา ฝึกการใช้ชีวิตต่างแดนช่วยเหลือตัวเอง ล้วนเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำแทบทั้งสิ้น จะไม่โทษตัวเองอีกแล้ว สำหรับการตัดสินใจบางอย่างผิดพลาด ควรเคารพในการตัดสินใจตัวเอง






เดินทางวันที่ 26/12/2553 - 2/1/2554














































 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2554 0:53:23 น.
Counter : 1303 Pageviews.  

ลุยเดี่ยวเที่ยวยูนนาน ตอน1 ตามหาเมืองแชงกรีลา

วันแรกของการเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองจงเตี้ยน


ครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อเมือง แชงกรีลา ก็จากหนังสือ คู่สร้าง-คู่สม ที่ผมอ่านประจำ เห็นภาพประกอบ
ในหนังสือแล้วได้แต่งงว่ามันอยู่ที่แห่งไหนในโลก ทำไมรูปภูเขาหิมะถึงได้สวยงามยังกับเมืองในสรวงสวรรค์ พออ่านเนื้อหาถึงได้ทราบว่า เมืองนี้อยู่ติดกับประเทศทิเบต อยู่ในมลฑลยูนนาน ตอนนั้น มีความรู้สึกว่า การที่จะมาเที่ยวที่นี่คงเป็นเพียงแค่ความฝันที่ห่างไกล ไม่รู้ว่าจะเดินทางไปยังไง ไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าเมืองแห่งนี้มันอยู่ที่ไหนของประเทศจีน แค่เห็นรูปก็ได้แต่ชื่นชมว่ามันสวยเกินคำบรรยาย มันช่างห่างไกลกับความฝันซะเหลือเกินถ้าจะเดินทางมาที่นี่ ไม่เคยคิดเลย เพราะยังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า วันหนึ่งผมจะได้เดินทางมาที่นี่จริงๆ ต่อมาอีกประมาณ 10ปีให้หลังก็ได้ยินชื่อเมือง แชงกรีลา บ่อยๆ หนังสือท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่พิมพ์ออกมาจำหน่าย ก็เยอะเหลือเกิน ผมเริ่มซื้อหนังสือมาเก็บไว้อ่าน เผื่อว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้างพออ่านเนื้อหาข้างในก็มีความรู้สึกว่า การเดินทางมา แชงกรีลา ไม่ได้ยากเย็นเกินไป ว่างๆก็หยิบมาอ่านสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง ประกอบกับช่วงหลังกระแส การมาเที่ยวแชงกรีลา ในอินเตอร์เน็ต ได้รับความนิยมเยอะเหลือเกิน ข้อมูลก็หาได้ง่ายดาย คนไปเที่ยวก็มารีวิว โพสต์รูปเล่าเรื่องราวการเดินทาง ยังไง จนข้อมูลเกี่ยวกับการมาเที่ยวแชงกรีลา แทบจะหลับตานึกภาพได้เลย ว่าจะวางแผนเดินทางยังไง






แล้ววันวลาที่รอคอยก็มาถึง นี่คือทริปการเดินทางที่ทรหดที่สุดของชีวิตของผมเลยทีเดียว ใครจะไปคิดล่ะว่าก่อนเดินทางผมจะไม่สบาย ปอดอักเสบไอตลอดเวลาน่ารำคาญมาก แถมยังมีไข้ขึ้นสูงอีกต่างหาก ผมคิดว่าคงกินยาอาการก็คงจะทุเลา ครั้นจะยกเลิกทริป ก็อุตส่าห์วางแผนมานาน แรมปี ตัดสินใจ ตายเป็นตาย ยังไงก็จะไปให้ได้







เดินทางมาถึงเมืองคุนหมิงด้วยการบินไทย ก้าวแรกที่สัมผัส เมือง
คุนหมิงความเย็นยะเยือกก็ทักทายทันที
มันช่างห่างไกลกับอากาศที่เมืองไทยเหลือเกิน ปัญหาที่พอรู้มาว่าประเทศจีน ไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้ แม้แต่คำง่ายๆคนที่นี่ก็ไม่รู้ ผมประเมินคนจีนผิดไปจริงๆ บอกกับแท็กซี่ว่าจะไป bus station
ดูเหมือนว่าไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ ที่สนามบินก็ไม่เข้าใจ จนปัญญาต้องงัดเอาคู่มือภาษาจีน ออกมาจิ้มให้ดู
ถึงได้เข้าใจว่าผมจะไป สถานีรสบัส เพื่อต่อรถไปเมือง แชงกรีลา
และแล้วผมก็มาถึงสถานีรถบัสจริงๆ ขอบคุณหนังสือนำเที่ยว ที่เขาเขียนภาษาจีนไว้ให้ท้ายเล่ม ไม่งั้นคงตายที่สนามบินแน่ๆ โชคดีที่สถานีมีคนพูดภาษาอังกฤษได้ จึงจองงตั๋วรถนอนไปเมืองแชงกรีลา รอบ 18.30น.ราคาค่าโดยสาร 195หยวนได้ไม่ลำบากมากเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับตอนเรียกรถแท็กซี่มาที่สถานีรถบัส กว่าจะเข้าใจแทบตาย





นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทีเดียวที่ได้นอนรถนอนแบบนี้ ที่นอนนุ่มใช้ได้ทีเดียว ผมจองที่นอนชั้นบนติดหน้าต่าง มองขึ้นไปบนฟ้าเห็นดาวเกลื่อนอยู่เต็มท้องฟ้า ช่างโรแมนติคอะไรอย่างนี้ ถนนประเทศจีนสร้างได้ดีทีเดียว เพราะการนอนบนรถตลอด 14 ชั่วโมงไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้เลย หลับสบายตลอดทางใต้ผ้าห่มอุ่น ทั้งๆที่อากาศข้างนอกหนาวสุดขั้วหัวใจ รถเที่ยวนี้ผมเจอคนไทยกลุ่มหนึ่งด้วย มากันประมาณ 5 คน ผมกะว่าจะไปทักแต่ก็ง่วงเหลือเกินจากการทานยาแก้ไข้ ไว้รถจอดกินข้าวแล้วค่อยไปทักแล้วกัน อย่างน้อยจะได้แชร์ข้อมูลกัน หรืออาจจะร่วมทางไปด้วยเพราะผมมาคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ แต่ที่ไหนได้รถประจำทางจีน ไม่จอดให้กินข้าวเลย ตลอดทาง เลยไม่ได้ทักทายกันเลย เขาก็คงไม่รู้หรอกว่าผมเป็นคนไทยเหมือนกัน เพราะไม่ได้พูดกะใครเลย
อาการป่วยทำให้ซึมไปโดยปริยายไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ทั้งๆที่มันไม่ใช่นิสัยผมเลย
ดีใจจะตายที่เจอคนไทย ด้วยกัน







วันที่2 ของการเดินทาง แชงกรีลาเมืองแห่งนิยายชื่อดัง

มาถึงเมืองจงเตี้ยนประมาณ 8โมงเช้า พอก้าวลงจากรถเท่านั้นแหล่ะ แทบแข็งตาย มือเท้าเย็นเฉียบ อุณหภมิประมาณลบ 10 องศาได้ ลากกระเป๋าเดินออกจากสถานี ไม่กี่ก้าวก็โดนห้อมล้อมด้วยแท็กซี่ชาวจีน
เป็นสิบส่งภาษาจีนกันอย่างเดียว ไม่ได้สนเล้ย ว่าคนที่ตัวเองพุดด้วยนั้น ฟังออกหรือเปล่า หนาวก็หนาวสมองตื้อไปหมด
บอกว่าจะไป โรงแรม แถว old city ก็ไม่มีแท็กซี่คนไหนเข้าใจ รัวภาษาจีนใส่ผมอย่างเดียว บางคนก็เอาโปรแกรมการท่องเที่ยวมาเสนอ โชว์รูปภูเขาหิมะ ที่เต๋อชิง ท้องทุ่งหญ้าป่าเขาสวยงาม แต่ให้ตายเหอะ พูดกันไม่รู้เรื่องซักคำแล้วจะไปด้วยได้งัย ราคาเท่าไหร่ ไปที่ไหนบ้าง ผมไม่เข้าใจคนนำเที่ยวที่นี่จริงๆ อยากจะได้ลูกค้า แต่ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง จะรอให้ลูกค้าพูดภาษาของตัวเองหรืออย่างไร ทั้งๆที่ก็รู้ว่าคนต่างชาติจะมีสักกี่คนที่พูดภาษาจีนได้ แม้แต่คำง่ายๆแค่ bus station , old city ก็ยังฟังไม่เข้าใจ คิดจะทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว
แต่ให้นักท่องเที่ยวเป็นคนปรับตัวหามันชักจะยังไงอยู่ อยากได้เงินเขาแต่ไม่ลงทุนเรียนรู้ ก็คงยาก
จริงๆแล้วจะว่าคนพื้นเมืองก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะชาวพื้นเมืองเหล่านี้ เป็นเพียงชาวบ้าน คงไม่ได้เรียนภาษา
อังกฤษมา ก็มาหากินกับนักท่องเที่ยวตามมีตามเกิด ใจจริงแล้วคงไม่มีใครหรอกที่ไม่ได้อยากได้เงินจากนักท่องเที่ยว เพราะเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ ถ้าหากเขาพูดสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้เขาจะได้เปรียบคนอื่น
หาลูกค้าง่ายขึ้น เพียงแต่วันนี้เขายังไม่พร้อม ต้องให้โอกาสเขาปรับตัวหน่อย เพราะจีนเพิ่งเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้ไม่นาน ทุกอย่างต้องอาศัยกาลเวลาทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทึ่งมากคือความพยายามของเขา
ทั้งๆที่ก็รู้ว่าผมฟังไม่ออก แต่เขาก็เสนอขายโปรแกรมนำเที่ยวต่างๆด้วยภาษาจีนไม่หยุดปาก
เห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ช่างมีความพยายามมาก ก็คนจีนประชากรเยอะขนาดนั้น ต้องแย่งกันทำมาหากิน แข่งขันกันเป็นธรรมดา ไม่แน่อีก
ไม่กี่ปี่ข้างหน้า คนที่นี่อาจพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟก็ได้ สำหรับวันนี้เราต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ต้องเตรียมภาษาจีนเอาเอง แต่ดีที่ผมมีคู่มือภาษาจีนมาด้วยบอกว่าไป กู่เฉิง ซึ่งหมายถึงเมืองเก่า จึงรอดตายมาได้ ไม่งั้นคงยืนแข็งตายที่ถนนแน่ๆ ตอนที่ก้าวลงจากรถเห็นกลุ่มคนไทยเดินออกจากสถานีไปขึ้นรถหน้าถนน หมดโอกาสที่จะทักทายเสียแล้ว






ในที่สุดผมก็มาถึงเมืองเก่าจนได้โดยลุงแก่ๆท่าทางใจดี ในราคาเพียงแค่ 6 หยวนเท่านั้น กู่เฉิง ผมพูดคำนี้ออกไป ซึ่งแปลว่าเมืองเก่า ที่ผมจำมาwebsite ท่องเที่ยว ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าลุงจะฟังผมเข้าใจหรือเปล่า แต่เอาเถอะตอนนี้จะพาผมไปไหนก็ได้ ไม่งั้นคงยืนแข็งตายที่ถนนแน่ๆ ลุงมาส่งผมที่ถนนใกล้ย่านเมืองเก่า พร้อมกับชี้ไม้ที่มือให้ผมเดินตาม
สักพักลุงก็มาส่งผมที่ youth hostel แห่งหนึ่ง อยากกระโดดหอมแก้มลุงจังเลย แกรู้ใจผมได้ไงนี่ ว่ากำลังหาห้องพักราคาถูกอยู่ สงสัยแกคงเป็นนายหน้าของที่พักแห่งนี้ ผมรีบเช็คอินราคาห้องที่นี่ 30 หยวน ซึ่งเป็นห้อง
Dorm ห้องรวม 3 เตียง เพื่อนร่วมห้องเป็นชาวตะวันตกชาติไหนก็ไม่รู้
เพราะยังไม่ได้คุยกัน




เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วรีบลงมาขอข้อมูลจากพนักงานต้อนรับจะไป วัดทิเบตจงจั้นหลินซื่อหรือวัดโพตาลาน้อย
ไปยังไง ผมนั่งรถสาย3 จากตัวเมืองจงเตี้ยนหรือชื่อใหม่แชงกรีลา ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ราคาค่ารถแค่หยวนเดียวเองถูกมาก
แต่ราคาค่าเข้าชมวัดนี่สิ ตั้ง 85 หยวน แพงมาก มองดูจากด้านนอกดูในรูปก่อนมาอลังการมากต่พอเข้ามาในวัด
ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย เห็นเขาบอกว่าพระลามะที่มี 700 รูปทีเดียวแต่เห็นไม่ถึง 10 รูป แม้ว่าที่นี่จะเป็นวัดในศาสนาพุทธแต่ก็คนละนิกายกับพระไทย พระที่นี่ต้องค้าขาย ทำอาหารฉันเอง ไม่บิณฑบาตรเหมือนพระบ้านเรา







เห็นพระลามะขายพวกลูกปัด หินสี หินทิเบต อยากจะชวนคุย ก็พูดสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยช่วยอุดหนุนจี้เทอควอยสีฟ้าสดหนึ่งอันราคา 20 หยวน








อยากจะถามท่านว่าไม่หนาวหรืออย่างไรที่ห่มเพียงจีวรผืนเดียว ในขณะ
ที่ผมใส่เสื้อผ้าไม่รู้กี่ชั้นก็ยังหนาวแทบตาย เสียดายมากที่คุยกับท่านไม่รู้เรื่อง เพราะผมพูดจีนไม่ได้สักคำท่านเองก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เช่นกัน เดินดูรอบๆก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ มีความรู้สึกว่าไม่คุ้มกับเงินค่าตั๋วเลย





ประกอบกับสุขภาพของผมไม่ดีด้วย เดินมากก็เหนื่อยเลยตัดสินใจนั่งรถกลับมาเที่ยวในเมืองดีกว่า เพราะตอนที่นั่งรถมองเห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง สถาปัตกรรมของที่นี่ก็ดูเป็นเอกลักษณ์ดีเหมือนเดินอยู่ในประเทศทิเบตมากกว่า





มาเดินเล่นตลาดเจอเสื้อกันหนาวสวยมาก ราคาถูกกว่าที่เมืองไทยมาก สีสันก็สวยงามโดยเฉพาะเสื้อขนเป็ด ที่เมืองไทยราคา 3,000 -5,000 ทีเดียวแพงมากแถมยังไม่สวยอีกต่างหาก ที่นี่ราคาเพียง 1,800 บาทเท่านั้นเอง เห้นอะไรก็น่าซื้อไปหมด ผ้าพันคอก็สวย ผมได้เสื้อขนเป็ดมา2ตัวและอุปกรณ์กันหนาวสารพัด เตรียมไว้ไปเที่ยวเมืองหนาวในทริปนี้และทริปต่อไป หมดเงินไปหลายพันเหมือนกัน shopaholic ตัวจริงเสียงจริงมาเองมีหรือจะพลาด สะใจจริงๆ





เห็นผลไม้ที่นี่แล้วในฐานะที่เป็นคนชอบกินผลไม้เป็นชีวิตจิตใจมีหรือจะพลาด ส้มรสชาติดีมาก ส่วนลูกเกดที่นี่ตากแดดได้แห้งมาก ทั้งองุ่นเขียว องุ่นดำ พอลองชิมเท่านั้นแหล่ะ อร่อยมากพ่อค้าน่าจะเป็นคนมุสลิมเมืองที่ติดพรมแดนปากีสถาน เพราะเคยอ่านในหนังสือองุ่นที่นั่นขึ้นชื่อมาก หน้าตาพ่อค้าก็ไม่เหมือนคนจีนเลย แกเอากล่องใส่องุ่นให้ดูมีรูปมัสยิดด้วย จึงคิดว่าเข้าใจถูกแล้ว เพราะจะให้คุยกันคงไม่รู้เรื่อง คนที่ชอบพูดชอบคุยอย่างผม บอกได้คำเดียวว่า เสียดาย มากๆ เพราะคนอย่างผมเห็นอะไรก็สนใจไปซะหมด





ของกินนอกจากผมจะได้ลิ้มลองผลไม้แล้วยังได้ชิมเนี้อจามรี ด้วย ทำเหมือนบาร์บีคิว เสียดายที่ทริปนนี้ผมป่วยได้กลิ่นอะไรก็เหม็นคาว จะอาเจียนให้ได้ เลยอดลิ้มลอง เนื้อจามรีเมนูอื่นๆ หรืออาหารแปลกๆที่ไม่มีในเมืองไทยเดินชมเมืองจงเตี้ยนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่เหมือนกับคนที่กำลังป่วยเลย เห็นอะไรก็น่าสนใจไปหมด โดยเฉพาะร้านเสื้อผ้า เข้าร้านนี้ออกร้านนั้น ลองตัวนี้ลองตัวนั้น แบบไม่รู้จักเบื่อ อยากให้วันนี้มีสัก 30 ชั่วโมงจังเลย กลับมาถึงห้องเพื่อนร่วมห้องย้ายไปนอนกับเพื่อนอีกกลุ่มแล้ว ถูกใจจริงๆคืนนี้จะได้นอนคนเดียว
กลัวว่าจะเป็นการรบกวนเพื่อนร่วมห้องเหมือนกัน เพราะไอเกือบตลอดเวลา





นี่ถ้าผมสุขภาพดีกว่านี้ จะคงไม่กลับที่พักแต่หัวค่ำแบบนี้แน่เลย ชีวิตราตรีที่นี่เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ น่าเสียดายจังเลย





วันที่3ของการเดินทาง เดินทางสู่เมืองเต๋อชิน

จองตั๋วเที่ยว 9.40 น.ราคา65หยวน ก่อนมาก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะเดินทางไปเต๋อชินได้มั้ย บางคนก็บอกว่าให้ไปวัดดวงเอาเอง เรื่องของดินฟ้าอากาศไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่พอมาถึงที่นี่จริงๆฟ้าเปิดมากแดดเปรี้ยงๆทั้งวัน อดดีใจไม่ได้ความฝันจะเป็นจริงแล้ว





ก่อนมาก็กังวลใจไม่น้อย ได้แต่ภาวนาทุกวัน พอขึ้นรถออกนอกเมืองมาได้นิดเดียวถึงได้รู้ว่า ถนนที่มุ่งสู่เมืองเต๋อชิน กำลังสร้างตลอดเส้นทาง บางที่ต้องรอให้รถเอาหินที่ถล่มขวา
งทางออกให้ได้เสียก่อนจึงจะผ่านไปได้ บางที่รอเป็นชั่วโมงเสียเวลานานมาก กว่าจะเคลียร์ถนนให้โล่งได้




บรรยากาศวิวทิวทัศน์ข้างทางก็ดูแปลกตามาก ไม่รู้จะเปรียบกับส่วนไหนของเมืองไทย มีแต่หุบเขาแห้งแล้ง
กว่าจะเจอหมู่บ้านแต่ละแห่ง ถึงจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา แต่วัดวาอารามกลับอลังการมาก แสดงว่าคนธิเบตมีความศรัทธาต่อศาสนามาก






อ่านในหนังสือท่องเที่ยวหรือดูในอินเตอร์น็ตเห็นบางคนลงไปถ่ายรูปกับหิมะข้างทาง ถนนหนทางก็ดูน่าจะเดินทางไปแบบง่ายๆ แต่พอมาจริงๆ กลับตรงกันข้าม ไม่มีหิมะข้างทางมีแต่ปกคลุมบนยอดเขาสูงๆ





ช่วงกลางวัน รถจอดให้กินข้าว เห็นผู้โดยสารชาวทิเบตเดินเข้าไปในครัว หยิบอาหารที่ตัวเองชอบไปกิน
เคี้ยวตุ้ยๆท่าทางอร่อยมาก ผมได้แต่มองตาละห้อย มันกินอะไรไม่ลงจริงๆอยากกินได้แบบเขาจังเลย ถ้าเป็นช่วงที่สุขภาพผมดีๆคงจะดีไม่น้อยเพราะเมนูส่วนมากมีผักเยอะแยะ ผมชอบกินผักอยู่แล้ว แต่วันนี้กินได้เพียงส้มที่ผมซื้อเมื่อวานเท่านั้น เข้าไปสั่ง นมร้อนเขาก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่มีเมนูให้สั่งซะด้วยสิ ก็เลยได้กินแค่น้ำร้อนในกระติกเท่านั้น





กว่าจะเดินทางมาถึงก็6โมงเย็นแล้ว พอลงจากรถก็เหมือนกับทุกสถานี มีแท็กซี่มาเสนอให้ใช้บริการ ตอนแรกคิดว่าจะเดินหาโรงแรมเอง แต่ตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงพอเสียแล้ว ก็เลยให้แท็กซี่ เป็นคนพาไปหาโรงแรมที่นักท่องเที่ยวชอบไปพัก ค่าโดยสาร 50 หยวน ทำไมราคามันแพงขนาดนี้ทั้งๆที่ไม่ไกลเลย ประมาณไม่น่าจะถึง 5 กิโลเมตรด้วยซ้ำ
ไม่ทราบว่าเขาโก่งราคาหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่คนไทยที่มาที่นี่จะเหมารถมาเป็นกลุ่ม ไม่ได้นั่งรถโดยสารมาคนเดียวแบบผม เพราะการมาเป็นกลุ่มจะเหมารถไปชมธารน้ำแข็งในราคาไม่แพง ไม่มีใครเขาบ้ามาคนเดียวแบบผม แต่การต้องเหมารถคนเดียว ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม แม้ว่าจะไม่ได้รำรวยก็เถอะ เพราะมันเป็นเรื่องปกติ อยู่แล้ว ตอนผมไปบาหลีก็เหมารถคนเดียว จะแพงไม่ว่าขอให้มันประทับใจ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปผมก็พอใจแล้ว
มันไม่มีถูกหรือแพงหรอก มันอยู่ที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า
บางทีจ่ายถูกๆแต่ไม่ประทับใจ หรือคุ้มค่าก็ได้






แท็กซี่พาผมไปตระเวนหาโรงแรม แถวบริเวณจุดชมวิว ภูเขาหิมะศักด์สิทธิ์คาวาคาโป ราคาห้อง 70 หยวน ผมขอต่อ 60 หยวนทั้งที่สภาพห้องก็สมราคาแล้ว แต่เขาไม่ให้ผมก็ไม่ง้อเหมือนกัน มีตัวเลือกเยอะแยะ ปกติทุกที่เกือบ100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมต่อเขาจะลดให้ผมตลอด ผมได้รับการเอาใจในฐานะนักท่องเที่ยวจนเคยตัว ถูกตามใจจนเสียคน ไม่ให้ก็ไม่เอา ผมว่านักท่องเที่ยวก็เป็นแบบนี้ทุกคน ในเมื่อเรามีทางเลือกอื่น
มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ทุกอย่างในโลกนี้ย่อมต่อรองได้อยู่แล้ว
ได้ไม่ได้นั่นมันอีกเรื่อง




มาอีกที่หนึ่ง กำลังติดต่อขอดูห้องก็เจอนักท่องเที่ยวชาวไทย 5 คน มากันเป็นกลุ่มเหมารถมา ช่วยเจรจาต้าอวยให้ เพราะน้องเขาพูดภาษาจีนได้ พนักงานต้อนรับโรงแรมเห็นสภาพผมไอ และวิ่งไปอาเจียนที่ห้องน้ำ ก็ให้น้องที่พูดจีนได้มาถามผมว่า จะไปเที่ยวธารน้ำแข็งหรือเปล่า เพราะว่ามันอันตราย หากเกิดอาการ โรคแพ้อากาศในที่สูง อากาศบางเบามาก
เคยมีคนไทยมาเที่ยวแล้วเสียชีวิตด้วย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเสียแล้ว
หากเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ที่นี่ห่างไกลโรงพยาบาลมาก หากเกิดเจ็บป่วยมีอาการ altitude sickness มันจะไม่คุ้มถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผมก็หวั่นๆเหมือนกัน ทั้งเป็นหวัด ไข้ขึ้นสูง ปวดหัว และไอตลอดเวลา สารพัดโรครุมเร้า
ใจหนึ่งก็ฮึดสู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่แล้ว บางคนอาจจะถอยตั้งหลัก หาโอกาสมาใหม่คราวหน้า สำหรับผมแล้ว ต่อให้ประทับใจแค่ไหน จะไม่ไปซ้ำอีกเด็ดขาด พลาดแล้วพลาดเลย เพราะยังมีที่ที่ผมยังไม่ได้ไปอีกเยอแยะ วันนี้ถือว่าโชคดีที่มาเจอคนไทย น้องๆเขาชวนไปเที่ยวธารน้ำแข็งด้วยพรุ่งนี้ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่ารักษาชีวิตไว้ก่อนเถอะ ไม่ตายยังมาเที่ยวใหม่ได้ คิดแล้วก็น่าเสียดายจริงๆ ทำไมต้องมาป่วยหนัก ตอนนี้ด้วยนะ อุตส่าห์วาดฝันไว้อย่างสวยงาม ว่าจะได้สัมผัสธารน้ำแข็งหมิงหยง ตอนนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความฝันพลันมลายหายไปต่อหน้าเพราะแพ้ภัยตัวเองแท้ๆ ทำไมการเดินทางครั้งนี้มันแย่อย่างนี้นะ
แล้วผมก็ได้ห้องราคาถูกสมใจราคา 50 หยวน แถมยังมองเห็นภูเขาคาวาคาโปได้ด้วย คืนนี้นอนคิดหนักทั้งคืนจะเอาอย่างไรดี อากาศที่นี่หนาวมาก
แถมน้ำก็ยังไม่ไหลอีก ไม่ได้อาบน้ำเลย ที่นี่มันห่างไกลกันดารมาก
แต่ก็ดีอยู่อย่างที่โรงแรมทุกที่เป็นเตียงไฟฟ้า นอนแล้วอุ่นสะบายมาก




วันที่ 4 ของการเดินทาง ถอดใจเดินทางกลับจากเต๋อชิน

ตื่นแต่เช้า มาถ่ายรูปภูเขาหิมะคาวาคาโป ที่หน้าโรงแรม เห็นชาวทิเบตมากราบภูเขาลูกนี้ เหมือนกับที่เห็นในทีวีเลย บอกน้องๆว่าตัดสินใจจะกลับแล้ว เก็บแรงไว้ไปขึ้นเขาหิมะที่ภูเขาหิมะมังกรหยกที่เมืองลี่เจียงดีกว่า ขึ้นรถรอบ 9โมงเช้า คราวนี้เป็นรถตู้ ราคา 80 หยวนแพงกว่า ตอนมาแต่ท่าทางจะคล่องกว่ารถบัสที่นั่งมา ตอนขากลับก็ไม่แตกต่างจากตอนขามากนัก ต้องรอแต่ละจุดเป็นชั่วโมงเหมือนเดิม ถามคนจีนที่พอพูดภาษาได้ เขาบอกว่าอีกประมาณ 3 ปีถนนสายนี้ถึงจะเสร็จ มันช่างเป็นการเดินทางที่ทรมานเหลือเกิน ยาวนานมากเมื่อไหร่จะถึงจงเตี้ยนสักทีก็ไม่รู้ 2 วันที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์รู้อย่างนี้ไม่มาดีกว่า แต่ก็ช่างเถอะมาให้มันรู้ไปเลย ไม่อย่างนั้นมันก็จะค้างคาใจผมตลอดไป มาให้มันรู้ซะเลย อย่างน้อยผมก็พยายาม
เต็มที่แล้ว ทุกอย่างมันไม่ได้ราบรื่นเสมอไปหรอกนะ รอดชีวิตกลับ
บ้านที่เมืองไทยก็ดีแล้ว




มาถึงเมืองจงเตี้ยนก็ 6โมงเย็นแล้วตั้งใจว่าจะไปเมืองลี่เจียงต่อ แต่ก็มาไม่ทันรถเที่ยว 5โมงรอบสุดท้าย
เสียแล้ว เพราะการสร้างถนนแท้เชียวทำให้ผมต้องตกรถจนได้ จำใจต้องนอนค้างคืนที่จงเตี้ยนอีกคืน
คราวนี้ไม่นอนที่ youth hostel แต่เลือกโรงแรมแบบโฮมสเตย์ใกล้ๆกัน ด้านขวามือ ก่อนทางเข้า youth hostel เจ้าของพูดอังกฤษไม่ได้สักคำแต่ก็ไม่เป็นปัญหา เจ้บอกราคา 70 หยวน ผมเห็นสภาพห้องแล้วราคานี้ไม่แพงเลย ก็เลยลองต่อเล่นๆถ้าไม่ให้ก็ไม่เป็นไร เจ้แกให้ 60 หยวน ให้มันได้อย่างนี้สิ ถึงเจ้ไม่ลดผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงเดินไปหาห้องอื่นแล้ว ดูคุณภาพห้อง 100 หยวนก็ยังสมราคา กะว่าจะไปเดินท่องราตรีต่อ ไม่มีเรียวแรงแม้แต่จะกินยาแก้ไข้ ขอนอนพักเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นไปต่อรถไปลี่เจียงแต่เช้า
ไปแก้ตัวที่เมืองลี่เจียงแล้วกัน





เมืองแชงกรีลาที่ผมตามหาและใผ่ฝันมานานไม่นึกเลยว่า
มันจะจบลงแบบนี้





เดินทางวันที่ 26/12/2553-2/1/2554






 

Create Date : 29 มกราคม 2554    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2554 20:26:21 น.
Counter : 4719 Pageviews.  

1  2  3  

butterfly angel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับเพื่อนร่วมโลกทุกคน
ข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนก็แค่อยากเขียน อยากเล่า อยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้ยึดหลักการเขียนแบบนักเขียนมืออาชีพ เพราะก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแบบเขียนที่ดีเป็นแบบไหน อยากเขียนแบบไหนก็เขียน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ความรู้และความบันเทิง ไม่มีมากก็น้อย

ข้อมูลหรือความคิดทั้งหมด เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากใครแวะมาอ่าน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

ล๊อกอินนี้ใช้ร่วมกับหลานสาวและครอบครัวนะครับ
บางกระทู้ ก็เป็นคนในครอบครัวใช้นะครับ
แต่บล๊อกเป็นงานเขียนของผมคนเดียว




Friends' blogs
[Add butterfly angel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.