Group Blog
 
All Blogs
 
ลุยเดี่ยวเที่ยวยูนนาน ตอน2 ฝันสลายมลายสิ้นที่ลี่เจียง

วันที่ 5 ของการเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองลี่เจียง

เมื่อคืนนอนหลับเป็นตาย แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่มีเตียงไฟฟ้าให้ทุกที่ ไออุ่นจากความร้อนทำให้ไม่ต้องใส่เสื้อหนาเตอะเหมือนตอนออกไปข้างนอก

ตื่นมาแต่เช้าประมาณ 6 โมงเช้าเตรียมตัวไปขึ้นรถที่ไหนได้ฟ้ายังไม่เปิดเลย ยังมืดอยู่ก็เลยนั่งดูโทรทัศน์จนสว่าง โบกรถแท็กซี่ ไปสถานีรถบัส
คนขับบอกว่า 20 หยวนโชว์เงินให้ดู ผมบอกว่า 6หยวน แกก็ยืนยันคำเดิม
ผมเลยล้วงหนังสือนำเที่ยวของพี่วุฒิพี่เคทออกมา แล้วจิ้มให้ดูว่าค่ารถแค่ 6หยวนเอง ชี้ไปที่เลข6 นอกนั้นเป็นภาษาไทยหมด แท็กซี่หุบปากแทบไม่ทัน อีกอย่างผมก็เคยนั่งมาก่อน จะหลอกกินกันง่ายๆไม่ได้นะเฟ้ย
ดูในหนังสือค่ารถ35หยวนแต่พอผมจอง คนขายบอกราคา 52 หยวน ผมก็เลยบอกว่าทำไมมันแพงจังคนขายตั๋วก็เลยบอกว่า มันเป็นรถด่วนไม่ใช่รถรอบปกติ ดีที่คนขายตั๋วพูดภาษาอังกฤษได้ เลยไม่ต้องงงเป็นไก่ตาแตก ผมจองรอบ 9.30 น. คนขายบอกว่าใช้เวลาประมาณประมาณ 6 ชั่วโมง




นั่งรอรถที่ห้องพักผู้โดยสาร มันช่างทรมานเหลือเกิน ต้องทนสูดมดควันบุหรี่ที่คนจีนกระหน่ำพ่นควันกันควันโขมง ทั้งๆที่ป้ายประกาศ ห้ามสูบบุหรี่ตำตา แต่คนที่นี่ไม่สนเพราะใครๆก็ทำกัน แทบหาคนที่ไม่สูบไม่ได้เลย แม้แต่ผู้หญิงหน้าตาสวยๆก็พ่นบุหรี่ ปุ๋ยๆ ดูๆไปก็ช่างไม่มีมารยาท ถ้าเป็นประเทศอื่น เราอาจแสดงความไม่พอใจได้ คนสูบก็คงจะละอายใจ แต่ชาวพื้นเมืองที่นี่เหรอ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ข้าจะสูบใครจะทำไม แม้แต่บนรถก็ไม่เว้น ไม่มีใครว่า สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่ทำใจยอมรับ วัฒนธรรมของคนที่นี่ ในเมื่อผมเป็น
เพียงแค่แขกผู้มาเยือนเท่านั้น ผมเคยเดินทางไปเที่ยวเวียดนามผ่านทางประเทศลาวเห็นคนลาวและเวียดนามก็สูบบุหรี่เหมือนกัน แต่ก็แค่คนสองคน นักท่องเที่ยวชาวไทยคนหนึ่งเข้าไปเตือน หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งเธอก็หยุดสูบบุหรี่แล้วโยนทิ้งทางหน้าต่างทันทีสีหน้า แววตาของเธอก็บ่งบอกชัดเจนว่าเธอเป็นฝ่ายผิด แบบไร้ข้อกังขา แต่สำหรับคนที่นี่ล่ะก็ ไม่มีทางอาจจะกลายเป็นความไม่พอใจก็ได้ และคนที่แสดงความไม่พอใจคงใช้พลังงานไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ใครก่อน เพราะสิงห์อมควัน พ่นควันกันยังกับมหกรรมสูบบุหรี่แห่งชาติ ไม่ว่าตามถนนหนทาง ที่ชุมชนต่างๆ แทบจะหาอากาศบริสุทธิ์ไม่ได้เลย คนที่สูบบุหรี่อาจจะไม่รู้สึกอะไรแต่สำหรับผม มันเป็นเรื่องอ่อนเพลียละเหี่ยใจมากเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจิตสำนึกของชาวบ้านของคนที่นี่จะตระหนัก ถึงมารยาทสากล




วิวทิวทัศน์สองข้างทางจาก จงเตี้ยนไปลี่เจียง สวยงามมากทีเดียว เห็น
วิถีชิวิตชาวทิเบต หมู่บ้านในชนบทป่าไม้ยอดภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้การเดินทางไปสู่ลี่เจียงไม่น่าเบื่อเลย นี่แหล่ะคือเหตุผลที่ผมชอบการเดินทางโดยรถประจำทาง



มาถึงลี่เจียงแล้วอดตื่นตาตื่นใจกับเมืองลี่เจียงไม่ได้ เมืองนี้เจริญและสวยงามกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก ลากกระเป๋าออกจากสถานี มือแปดด้านไม่รู้ว่าจะต่อรถไปเมืองเก่าลี่เจียงยังไง เดินมารอรถที่ป้ายรถเมล์
พูดภาษาอังกฤษก็ไม่มีใครฟังเข้าใจ ผมก็เลยพูดคำเดิม กู่เฉิงลี่เจียง พอดีรถเมล์มาพอดี เขาก็เลยชี้ให้ผมขึ้นรถเมล์ที่นี่มีสองชั้น ดุดีกว่ารถเมล์เมืองไทยมาก ค่ารถ1 หยวนโดยหยอดเหรียญเอง ผมกลัวว่ารถจะเลย
เมืองเก่าก็เลยบอกคนขับด้วยคำเดิมไม่คิดเลยว่าภาษาจีนเพียงคำเดียวที่ผมพูดได้ จะมีประโยชน์กับผมมาก เพราะก่อนที่จะเลยเมืองเก่า คนขับก็ส่งสัญญานให้บอกผมว่าถึงแล้ว พร้อมกับชี้บอกทาง น่ารักจริงๆเลย






ลากกระเป๋ามาถึงเมืองเก่าก็เหมือนกับทุกที่มีนายหน้าโรงแรมมาลุมล้อมเหมือนเดิม และก็เหมือนหนังเรื่องเก่าที่เคยดู คนที่นี่ก็ยังรัวภาษาจีนใส่ผมเหมือนเดิม ผมบอกว่าไม่รู้เรื่อง เขาก็ยังส่งภาษาจีนเสนอขายไม่หยุดปากแต่แปลกใจทำไมไม่สื่อสารด้วยรูปภาพของห้องให้ดูนะ เหมือนประเทศอื่นที่เคยไปมา น่าจะง่ายกว่า พอดีมีหญิงสาวที่พูดภาษาอังกฤษได้มาเสนอที่พัก เธอบอกว่ามีห้องว่างสนใจจะไปดูมั้ย ราคา 70 หยวนผมรีบตามเธอไปทันที ยังไงก็ดีกว่าไปกับคนอื่นที่คุยกันไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลยมองส่งสัญญานให้เขารู้ว่าการที่คุณพูดภาษาสากลไม่ได้เลย มันจะเสียเปรียบคนอื่นยังไง ผมเข้าใจว่าคนจีนชาตินิยม อาจจะมีความภาคภูมิใจที่เป็นชนชาติใหญ่ มีความหยิ่งในชาติพันธุ ไม่ยอมพูดภาษาสากล แต่ในเมื่อคุณอยากได้ลูกค้า
จะมัวมารอให้ลูกค้านักท่องเที่ยวพูดภาษาคุณอย่างเดียวก็คงไม่ไหว ถ้าหากเขาเป็นชาวเมืองทั่วไปไม่ได้ทำงานหากินกับนักท่องเที่ยวแบบนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษได้แม้แต่คำเดียวก็ได้





ห้องราคา 70 หยวน ดูสะอาดใช้ได้ทีเดียวผมก็เลยขอต่อเหลือ 60 หยวนตามระเบียบ ไม่ใช่เรื่องยากนักที่เขาจะลดให้ผม ลองไม่ลดสิ โรงแรมที่เมืองเก่า เยอะขนาดนั้น ผมเชื่อว่าถ้าจะหาถุกกว่านี้ก็ได้แต่ราคานี้ก็พอใจผมแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่นี่ก็คือหนุ่มใหญ่เจ้าของโรงแรมนี้ พูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว สอบถามข้อมูลอะไรก็ง่าย ค่อยอุ่นใจหน่อย ยังไงก็หาคนที่พูดกันรู้เรื่องไว้ก่อนดีกว่า




ทันทีที่เก็บกระเป๋าเสร็จรีบออกสำรวจเมืองเก่าทันที ว่าจะไปสระมังกรดำก็ดูเหนื่อยหน่อย คงไม่ไหวอีกอย่างผมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่หนังสือนำเที่ยวบอก ชอบไม่ชอบอันไหนก็ตัดทิ้งออก ไม่จำเป็นต้องพักที่เขา
ไปนอน กินที่เร้านเขาไปกิน ไปทุกที่ที่เขาไป แต่การเดินชมเมือง เดินดูร้านเสื้อผ้า แฟชั่น ดูตลาด วิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรม นี่เป็นสิ่งที่ผมพลาดไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม แค่เดินชมเมืองก็เพลินแล้ว ถึง
สุขภาพจะย่ำแย่แค่ไหนก็พลาดไม่ได้เด็ดขาด




เดินทางมาทั้งวันชักหิว ขอหาของกินก่อน เดินผ่านร้านขายเนื้อจามรีก็เหม็นคาว ถ้าไม่ป่วยผมคงได้ชิมเมนูจากเนื้อจามรีแล้ว วันนี้ก็เลยได้กินเกี๋ยวเต๋ยวแบบทิเบต ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าจะกินได้หรือเปล่าพอชามก๋วยเตี๋ยวมาวางอยู่ตรงหน้า กลับได้กลิ่นคาวของเครื่องปรุงพื้นเมือง จำใจกินให้หมด เพราะ
เสียดาย ไม่เคยกินทิ้งกินขว้างยกเว้นว่าไม่ไหวจริงๆเท่านั้น เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ






เมนูอื่นก็ไม่กล้าสั่งมากินกลัวว่าจะกินไม่ได้ อาจจะอ้วกก็ได้ เพราะได้กลิ่นอะไรแปลกๆก็เหม็นไปหมดเลยพลาดอาหารพื้นเมืองแบบทิเบตแท้ๆ วันนี้ก้เลยกินได้แต่นมกับน้ำผลไม้ ซึ่งกว่าจะสั่งได้เหนื่อยมากกับคำว่า hot milk ดีที่งัดคู่มือภาษาจีนออกมาพุดว่า นิวหน่าย แต่สำเนียงผมก็คงฟังยากแบบฝรั่งพุดไทย แต่ผมพูดคำนี้ที่เมืองจงเตี้ยน คนขายกลับเข้าใจเลยแค่พุดคำแรก เธออาจจะเดาถูกก็ได้ เพราะเคยรู้มาว่าคนจีนด้วยกันก็ใช่ว่าจะสื่อสารกันเข้าใจ เพราะยังมีภาษาท้องถิ่นอีกมากมาย ชาวชนบทห่างไกลก็ยังพูดจีน
กลางไม่ได้ก็มี สำเนียงแต่ละถิ่นก็ต่างกันไป นับประสาอะไรกับคนต่างชาติอย่างผม ที่เจ้าของภาษาจะฟังไม่เข้าใจ





เดินชมเมืองลี่เจียงเห็นร้านเสื้อผ้าเยอะมาก สวยๆทั้งนั้น ราคาก็ถูกกว่าเมืองไทยมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแฟชั่นหน้าหนาวมากกว่า






เดินชมเมืองเก่ามองเห็นภูเขาหิมะมังกรหยกไกลๆ เป็นฉากหลังของเมืองสวยงามเหลือเกิน





ส่วนบรรยากาศเมืองเก่าลี่เจียงแล้ว มีความรู้สึกว่า วุ่นวายน่าดู เมืองเก่าที่สอดแทรกแต่งเติม ธุรกิจท่องเที่ยวเข้าไปจนไม่มีร่องรอยความเป็นเมืองมรดกโลกเลย แถมยังมีผับบาร์ชีวิตกลางคืนเรียงรายกันอยู่หลายบาร์
ส่งเสียงการเล่นดนตรี ให้ความบันเทิงนักท่องเที่ยวอึกทึกคึกโครม ไม่มีความสงบเอาเสียเลย ถ้าเทียบกับเมืองเก่าจงเตี้ยนแล้วต่างกันมาก ที่นี่มีแต่ธุรกิจ มีแต่ผลประโยชน์ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดีสมกับเมืองมรดกโลกหรือเปล่า ไม่ต่างอะไรกับเมืองหลวงพระบางประเทศลาว ที่ในเมื่อเปิดรับให้วัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาวิถีชีวิตแบบเดิมๆก็ย่อมกระทบบ้างเป็นธรรมดาไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาอย่างเดียวโดยที่ไม่สูญเสียอะไรเลย





พรุ่งนี้ตั้งใจจะไปดูหุบเขาเสือกระโจน ติดต่อทัวร์เดย์ทริปวันเดียวซึ่งมีอยู่หลายเอเจนซี่ ภาษาไม่เป็นอุปสรรคเพราะใช้ภาษากายและรูปภาพสื่อสารกัน ผมจะไปทัวร์นี้ ก็ชี้ไปที่รูปภาพและเปิดคู่มือนำเที่ยวภาษาไทยให้ดู เธอเห็นภาพแล้วก็เข้าใจทันทีว่าผมจะไปไหนส่วนราคาก็เขียนใส่กระดาษให้ดูรวมทั้งเวลานัดแนะ ส่วนสถานที่นัดหมายตอนเช้าก็กางแผนที่เมืองเก่าให้ดูแล้วจิ้มไปที่กังหันน้ำจุดศูนย์รวมทางเข้าเมืองเก่าลี่เจียง นึกแล้วก็ตลกดีเหมือนกันสำหรับราคา 180 หยวน ไม่รวมอาหารกลางวัน






วันที่6 ของการเดินทาง เดินเขาหุบเขาเสือกระโจน


มารอไกด์ที่กังหันน้ำ ตอน7โมงเช้า ผมก็ไม่รู้หรอกว่าไกด์คนไหน เพราะมีนักทิ่งเที่ยวชาวจีนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มไปหมดส่วนคนที่เป็นไกด์ก็ถือธงยืนรออยู่ ผมถือใบเสร็จที่เอเจนซี่ออกให้มาด้วย เอาไปให้ไกด์ดูว่ากรุ๊ปเดียวกันหรือเปล่า พอยื่นให้เจ้าแรกก็ใช่เลย สักพักเธอก็นำลูกทัวร์ไปขึ้นรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวแน่นอนเธอพูดภาษาจีนได้อย่างเดียว

ตอนเช้าเห้นมีรถขายอาหารเช้า อยากจะลิ้มลองเหมือนกัน แต่ก็ผะอืดผะอมยังไงไม่รู้กินอะไรไม่ลงตามเดิม ถ้าเป็นช่วงที่ผมปกติล่ะก็มีหรือจะพลาด






ตอนเที่ยงแวะทานอาหารที่เกสต์เฮ้าแห่งหนึ่ง เมนูที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผักทั้งนั้น ผมคิดว่าน่าจะกินได้ไม่ยากนัก รสชาติอาหารใช้ได้ทีเดียว ราคาอาหารต่อหัว 20 หยวน ซึ่งเสริฟอาหารเหมือนกันทุกโต๊ะ ถือว่าสมน้ำสมเนื้อทีเดียว ยิ่งคนกินจุยิ่งคุ้ม เพราะอาหารมีเหลือเฟือ




ลูกทัวร์ประมาณ 30 กว่าชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด ยกเว้นผมคนเดียว ผมไม่ได้พูดกับใครเลย มีแต่ส่งรอยยิ้มให้ผูกมิตร ไม่ใช่ว่าคนจีนหยิ่งหรือว่าไม่ต้อนรับคนต่างชาติ แต่อุปสรรคของเรื่องภาษาต่างหากที่เป็นกำแพงกั้น หลายคนดูท่าทางอยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก แค่ยิ้มทักทายด้วยไมตรีจิตในฐานะมนุษย์ร่วมโลกก็ทำให้ผมปลื้มแล้ว หลายคนมีความเต็มใจเป็นอย่างมากที่ผมวานให้ถ่ายรูปให้ ตอนส่งกล้องคืนก็แถมรอยยิ้มให้ด้วย “เซี่ยเซี่ย” ผมก็พูดได้แค่นี้แหล่ะพร้อมยิ้ม
รับแบบแห้งๆ เพราะเหนื่อยเหลือเกินกับการเดินเขาโตรกเสือกระโจน ขนาดคนปกติยังเหนื่อยยังหอบแฮ่กๆ สำหรับคนป่วยมีหรือจะไม่เหนื่อย ช่วงนี้มาหน้าแล้งภูเขาจึงดูแห้งกรอบไร้สีเขียวของพรรณไม้ น้ำก็ไม่เชี่ยวมากเหมือนดูในรูป แต่ความลึกของขุนเขายังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง












การปีนเขาครั้งนี้แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความสนุกที่เห็นโลกใหม่และการได้ผจญภัยในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่า แต่สิ่งหนึ่งที่อดแปลกใจไม่ได้ทำไมการระบบสื่อสารของจีนจึงดีนัก เห็นคนจีนเดินเขาไปโทรศัพท์ไป ไม่ขาดระยะ คนนี้คุยจบคนนั้นเสียงโทรศัพท์ดังต่อ ทั้งที่อยู่ในหุบเขาลึกมาก แม้แต่กระทั่งตอนเดินทางไปเต๋อชินก็เหมือนกัน ไกลโพ้นขนาดนั้นแต่มีเสียงโทรศัพท์ดังไม่ขาดสาย เป็นระบบเมืองไทยน่ะเหรออยู่ในเมืองแท้ๆ ยังไม่มีคลื่นเลยวิ่งผ่านภูเขานิดเดียวการติดต่อขาดหายแล้ว อยากให้บริษัทโทรคมนาคมของไทยมาดูงานนี่ที่จริงๆ






รถกลับมาจากโตรกเขากระโจนก็ 2ทุ่มแล้ว คืนนี้เลยไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะไปไหนต่อ ขอเดินดูชีวิตกลางคืนในเมืองเก่าลี่เจียงอย่างเดียวพอ และเดินหาเอเจนซี่จะไปขึ้นเขาหิมะมังกรหยกพรุ่งนี้ และจองตั๋วรถนอนไปคุนหมิงเย็นพรุ่งนี้ ผมเดินตระเวนหาเอเจนซี่ที่มีอยู่เยอะแยะในเมืองเก่าลี่เจียง
ทุกที่เหมือนกันหมด ไม่เข้าใจว่าผมอยากได้ตั๋วนอนไปคุนหมิงพรุ่งนี้ ผมก็เลยแวะเข้าไปซุ้มประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ผมนึกว่าที่นี่ต้องพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ที่ไหนได้เหมือนกันทุกที่แต่สิ่งที่ไม่พอใจมากๆก็คือเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเธอกลับมองเห็นผมเป็นเหมือนตัวประหลาดที่บังอาจมาพูดกับเธอนอกเหนือจากภาษาจีน ดูแล้วหยาบคายไร้มารยาทมาก คนอื่นเขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
โบกมือว่าไม่เข้าใจ ก็เป็นอันรู้กันว่าเขาพูดไม่ได้ ผมก็แค่เดินออกไปจากร้านเขา จริงแล้วเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องง้อคนต่างชาติเลย แค่รับนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยกันเองก็มีเยอะพอแล้ว ประชากรขนาดนั้น คนต่างชาติต่างหากที่ต้องเตรียมตัวมาเอง โดยเฉพาะเรื่องภาษา แต่การมองคนต่างชาติที่พูดภาษาตัวเองไม่ได้ด้วยหางตา และก็เบือนหน้าหนี ประมาณว่าตัวเองเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ ภาษาตัวเองเลิศเลอจนใครๆต้องยอมที่จะฝึกฝนเพื่อมาพูดกับเธอนั้น เป็นความคิดที่น่ารังเกียจมาก ขนาดนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ภาษาของเขาแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก ไม่เห็นแสดงความรังกียจหรือดุถูก
คนต่างชาติเลย เวลาเขาเจอคนไทยที่พูดภาษาเขาไม่ได้ ผมถึงกับยืนอึ้งไปเลย ไม่นึกว่าคนเราจะไร้จรรยาบรรณต่อหน้าที่ของตัวเองขนาดนี้ เขาให้มาทำหน้าที่ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวกับชาวจีนและนักท่องเที่ยวทั่วไปแต่ก็ไม่น่าจะแสดงสีหน้าออกมาแบบนั้น กับคนต่างชาติ





ในที่สุดผมก็หาเอเจนซี่ที่พูดสื่อสารกับผมรู้เรื่องจนได้ เป็นสองสามี ภรรยาที่เคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้วผมได้ตั๋วไปคุณหมิงเที่ยวสุดท้าย 20.30น. ราคา197หยวนรวมค่าเซอร์วิสชาร์ตด้วยเพราะจะมีคนนำตั๋วมาให้หลังจากที่เอเจนซี่โทรไปจองตั๋วรถให้ ตอนแรกผมว่าจะจองตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึงแล้ว
ได้ราคาถูกกว่าที่นี่ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่กี่คืนดี จึงกำหนดวันไม่ถูก ตั้งใจวันสุดท้ายจะไปชมป่าหิน ที่คุนหมิงเพราะการสร้างถนนที่เต๋อชินเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ทำให้โปรแกรมที่ผมวางไว้ไม่เป็นไปตามแผน


ทริปนี้สิ่งที่ผมตั้งใจทำมากที่สุดก็คือการ นั่งกระเช้าชมภูเขาหิมะมังกรหยกนั่นเอง พรุ่งนี้ความฝันอีกอย่างของทริปนี้จะเป็นจริงในวันพรุ่งนี้แล้ว ขอชดเชยกับการชมธารน้ำแข็งหมิงหยงที่เต๋อชินราคาอยู่ที่ 440 หยวน ซึ่งชั้นนี้เป็นชั้นที่สูงที่สุด ซึ่งใครๆมาที่นี่ก็คงต้องจองชั้นนี้กันทั้งนั้นโล่งอกกับไปนอนเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีกวัน










วันที่ 7 ของการเดินทาง ฝันสลายพายุลมแรงกระเช้าปิดให้บริการ



เหมือนกับเมื่อวานนี้ มารอเจอไกด์ที่กังหันน้ำเหมือนเดิม พอครบตามจำนวนแล้วไกด์ก็นำลูกทัวร์ไปขึ้นรถ พอรถกำลังจะวิ่งออกนอกเมือง ไกด์ก็ส่งภาษาจีนบอกลูกทัวร์ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่า เขาพุดอะไร ไกด์ที่นี่พุดภาษาไม่ได้สักคำ ดีแต่ลูกทัวร์ด้วยกันชาวจีนบอกผมว่าวันนี้ลมพายุแรงมากกระเช้าปิดให้บริการ เพราะมันอันตรายมาก จะกลับหรือว่าไปเที่ยวอีกชั้นหนึ่งก็ได้ ได้ฟังแล้วหัวใจสลายนี่มันอะไรกันนี่ ทำไมถึงซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ ตัดสินใจไปเที่ยวต่อดีกว่าไหนๆก็มาแล้ว บางคนก็เดินทางกลับ เขาบอกให้มาวันพรุ่งนี้อากาศอากาศอาจดีกว่าวันนี้ ผมบอกว่าพรุ่งนี้ผมจะกลับเมืองไทยแล้ว




มาชมหมู่บ้านนาซี ชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมชาวนาซี ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากเท่าไหร่







แล้วก็มาต่อที่สถานที่ขึ้นกระเช้าชั้นที่ต่ำที่สุด วันนี้คงขึ้นได้แค่นี้ถ้าได้ขึ้นชั้นบนสุด ได้สัมผัสลานหิมะคงจะดีไม่น้อยได้แต่มองเห้นไกลๆ มีวาสนาแค่ชั้นนี้เอง












แต่ก้ต้องยอมรับว่าวันนี้ลมแรงมาก แค่ชั้นนี้กระเช้ายัง
แกว่งด้วยแรงลม ต้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นเขาช้าๆ


















กลับมาถึงเมืองเก่าประมาณ 6โมงเย็นเร็วกว่าเมือวานตอนจองตั๋วเมื่อวานก็ย้ำนักย้ำหนาว่ามาส่งถึงเมืองเก่ากี่โมงถ้าเป็นแบบเมื่อวานล่ะก็ได้ตกรถแน่นอนแถมยังตกเครื่องบินอีกต่างหาก ยังมีพอเวลาอีก 2ชั่วโมงกว่าเดินชมเมือง
สั่งลาลี่เจียง ด้วยการไปเดินดูสินค้าต่างๆในซุปเปอร์มาเก็ต และห้างร้านต่างๆ ไปเจอเสื้อผ้าสวยถูกใจก็เลยได้มา3 ตัว ไหนทริปนี้มันก็จบลงด้วยความผิดหวังมาตั้งแต่ต้นทริปแล้ว ความตั้งใจสูงสุดที่ใฝ่ฝันมานานก็พังทะลายไปต่อหน้าต่อตา ไหนจะเรื่องของสุขภาพที่ย่ำแย่ ทำให้การเที่ยวทริปนี้ ไม่สนุกเต็มร้อยทำกิจกรรมต่างๆได้ไม่เต็มที่ ขอชดเชยด้วยการซื้อของชดเชยมันซะลย



นี่คือการเดินทางที่น่าผิดหวังมากที่สุดสำหรับผม ส่วนการเดินทางไปเวียดนามกลางก็โดนความแปรปรวนของธรรมชาติเหมือนกัน อยู่ที่เว้กับฮอยอัน6 วันฝนตกกระหน่ำทั้ง6วันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยเห็นแสงแดดเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่ครั้งนั้นเป้นการฝึกเดินทางครั้งแรกในฐานะ backpacker ฝึกหัดยังไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่มีชีวิตกลับเมืองไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และค่าใช้จ่ายทั้งทริปก็แค่ 5,000 กว่าบาทแค่นั้นเอง ได้ฝึกการรับมือกับเสือสิงห์กระทิงแรด แต่วันนี้ทริปนี้ผมใฝ่ฝันมานาน เตรียมข้อมุลมานาน และก็วางแผนการเดินทางไว้ลงตัวแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายเรากลับเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ ธรรมชาติตัวเดียวที่กำหนดว่าการเดินทางของเราจะราบรื่นหรือผิดหวังมันก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย ส่วนเรื่องการเจ็บไข้ของผมแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอถูลู่ถูกังไปได้ เพียงแต่อย่าหักโหมมากเท่านั้นเอง อันไหนมันเสี่ยงเกินไปก็อย่าดันทุรังเหมือนกับที่ผมเลือกที่จะไม่ไปธารน้ำแข็งหมิงหยง แม้ว่าจะเสียดายแค่ไหนก็ตาม หวังจะมาแก้มือที่นี่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง ยากที่จะทำใจเหลือเกิน


จึงขอชดเชยด้วยการกระหน่ำช้อปปิ้งให้มันหายแค้นซะเลยทริปนี้ค่าใช้จ่ายจึงหมดไปกับการช้อปปิ้งซะเป็นส่วนมากล้วนเป็นอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวเมืองหนาวทั้งนั้น ทริปหน้าของผมคงไม่ต้องลำบากไปหา ปกรณ์กันหนาวอีกแล้ว

มารับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรมตอนเช้า ก่อนไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ตอนมากระเป๋าแฟบนิดเดียวขากลับแทบยัดไม่ลง หนักอึ้งหวังว่าคงไม่เกิน 20กิโลกรัมตามที่สายการบินไทยกำหนด





วันที่8 ของการเดินทาง โบกมือลาเมืองคุนหมิง

รถมาถึงคุนหมิงตั้งแต่ตี 5 ขอบฟ้ายังไม่เปิดทำการเลย มืดตื๊ดตื๋อขอบตาของผมก็ไม่อยากเปิดเหมือนกันแต่ก็ถูกบังคับให้เปิด เพราะรถจอดเทียบท่าแล้ว มองไปเห็นผู้โดยสารเจ้าถิ่น ยังนอนคุดคู้อยู่เลย เขาบอกเข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม ก็เลยแกล้งหลับต่อตามน้ำ สักพักถึงได้รู้ว่าไอ้ที่เจ้าถิ่นเขาไม่ลุกใช่ว่าเขาให้นอนต่อแต่มั่วนิ่มนอนต่อกันเองต่างหาก ตอนที่คนขับมาปลุกถึงได้รู้ว่า ควรจะลงตั้งแต่ตอนรถจอดแล้ว ลากกระเป๋าฝ่าความหนาวท่ามกลางผู้โดยสารชาวจีนที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ



สิ่งแรกที่ทำก้คือเดินหาห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ยังไงก็ขอให้ตัวเองสดชื่นก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลังถึงแม้ว่านี่เป็นครั้งที่ 2 ที่มาเยือนแผ่นดินจีน แต่มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นห้องน้ำแบบจีนอันลือลั่น ว่าห้องน้ำจีนไม่มีประตูที่สถานีแห่งนี้แหล่ะ ตอนที่มาวันแรกตอนต่อรถจากคุณหมิงไปจงเตี้ยน ตอนที่มาเที่ยวจีนครั้งแรกไปกับทัวร์ที่เมืองปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนจึงมีความทันสมัย ไม่เห็นส้วมแบบไม่มีประตู คนจีนก็นั่งทำธุระหน้าตาเฉยเพราะความเคยชิน


แต่คนต่างชาติคงทำใจลำบาก แต่สำหรับผมแล้ว กลับเฉยๆยอมรับในความแตกต่างได้เพราะเริ่มมีประสบการณ์จากการเดินทางบ้างแล้ว เข้าใจว่าแต่ละที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราเป็นเพียงผู้มาเยือน
ไม่ควรยึดประเทศตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล จำได้ตอนที่ผมเดินทางครั้งแรกไปเวียดนาม รับหลายๆอย่างของเวียดนามไม่ได้ ไอ้นี่ก็แย่ไอ้นี่ก็ไม่ดี เจอคนแย่ๆจ้องแต่จะโกงนักท่องเที่ยวไม่พอ การจัดการต่างๆระบบการดการท่องเที่ยวก็ไม่มีความเป็นมืออาชีพเหมือนเมืองไทย เห็นนักท่องเที่ยวฝรั่งทะเลาะกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง ผมก้เลยชอบเอามาเปรียบเทียบกับเมืองไทย พอเดินทางมากขึ้นเริ่ม ยอมรับวัฒนธรรมของคนต่างเมืองได้ ทำใจยอมรับและเข้าใจมากขึ้น ไม่มองเป็นเรื่องตลกหรือแคลน


เสร็จธุระไม่รู้จะเดินทางไปไหน กะว่าจะรอให้สว่างก่อนซึ่งก็คงไม่นาน เห็นร้านขายอาหารอยากจะได้นมร้อนสักแก้ว เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง ถึงรู้เรื่องก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า นึกถึงโอวัลตินร้อนจิ้มปาท่องโก๋ที่เมืองไทยจังเลยคงจะดีไม่น้อยถ้าได้กินรองท้องในตอนเช้า นั่งทบทวนความคิดตัวเองเรื่อยเปื่อย คนจีนก็เข้ามาคุยด้วยถามนั่นถามนี่ ผมก็บอกว่าไม่เข้าใจ คนแล้วคนเล่า ผ่านมาผ่านไป นี่ถ้าผมพุดจีนได้คงจะวิเศษมาก มีคนมาคุยเยอะแยะหรือไม่ถ้าคนจีนพูดอังกฤษได้ก็คงดีกว่านี้ จะได้เลือกเปลี่ยนความคิดกัน บรรยากาศโดยรวมที่นี่ก็เหมือนกับสถานีที่เมืองไทย มีแท็กซี่เดินหาผู้โดยสาร กระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกจุดหมายหาผู้โดยสารไม่หยุดปากช่างขยันทำมาหากินกันจริงๆ ดูเป็นเช้าที่วุ่นวาย ต่างกันราวฟ้ากับดินก็คือเรื่องอากาศนี่แหล่ะ


นั่งสักพักก็มีหนุ่มจีนมาทัก แต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ผมบอกว่าผมมาจากเมืองไทย บอกว่าจะไปสนามบิน โดยที่ผมงัดเอาคู่มือภาษาจีนออกมาจิ้มให้เขาอ่านเอง เขาก็เลยทำท่าสื่อสารว่าจะพาผมไปขึ้นแท็กซี่ ผมเห็นว่าสว่างแล้วก็เลยเดินตามเขาไป ให้เขาสอบถามราคาให้ด้วยผมขอบใจเขาจริงๆ ถ้าเรียกเองก็คงเสียเวลานานเหมือนกัน คนขับแท็กซี่เป็นผู้หญิงท่าทางเก๋าน่าดูขับรถซิ่งน่าดู แต่ที่แปลกกว่าแท็กซี่เมืองไทยก็คือมีที่กั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้วยและต้องจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งหยวนด้วยสำหรับค่าบริการ


สนามบินฝากกระเป๋าราคา 10หยวน นับว่าไม่แพงเลย เพราะกว่าจะ
ขึ้นครื่องก็ยังมีเวลาหลายชั่วโมงกะว่าจะไปเดินเล่น เที่ยวชมเมืองคุนหมิง เดินออกทางสะพานลอยมาที่ถนนใหญ่นั่งคิดว่าจะเอายังไงดี ทำไมอาการไข้ถึงไม่ทุเลาลงเลยก็ไม่รู้ เห็นรถเมล์มาส่งคนป้ายสุดท้ายที่สนามบิน
ตั้งใจว่าจะนั่งไปเที่ยวในเมือง แล้วกลับสายเดิม คงไม่หลงทาง ถ้าหลงก็ไม่น่าตกใจนั่งแท็กซี่กลับก็ได้เพราะค่าแท็กซี่ที่คุนหมิงไม่แพงเลย ตอนนั่งจากสถานีรถมานี่ตั้งไกล แค่30 หยวนเอง แต่ดูสภาพตัวเองแล้วทำไมถึงเดินมาแค่นี้ก็เหนื่อยหอบแล้ว เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่สนามบินดีกว่า ทั้งๆที่รู้ว่าคงจะน่าเบื่อไม่น้อย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสภาพตัวเองเป็นแบบนี้จะโทษใครได้ล่ะ



ตอนเช็คอินเจอกองทัพนักท่องเที่ยวไทยเต็มไปหมด ซึ่งล้วนมากับทัวร์ทั้งนั้น ดีใจจังได้พูดภาษาไทยแล้วจึงได้รู้ว่าพวกเขาก็พลาดการขึ้นชมภูเขาหิมะมังกรหยกเหมือนกัน แต่มันคนละประเด็นเพราะไกด์แจ้งว่าทริปนี้ไม่ได้ขึ้นภูเขาหิมะ ไกด์บอกกับลูกทัวร์ว่ากระเช้าปิดให้บริการมาหลายเดือนแล้ว พวกเขาก็เลยเฉยๆ หารู้ไม่ว่าไม่จริงเลยกระเช้าเปิดให้บริการก่อนที่ผมจะมาได้เดือนกว่าแล้ว แต่ถึงพวกเขารู้ก็จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อยังไงก็ขึ้น
ไม่ได้อยู่ดี เพราะพายุลมแรงหลายวันก่อนที่ผมจะมาถึงลี่เจียงแล้ว นึกแล้วก็เสียดายรู้อย่างนี้ ผมไปชม ธารน้ำแข็งหมิงหยงก็ดี คนมันถึงคราวจะตายอยู่ไหนมันก็ตายไม่ใช่หรือ ไม้จิ้มเหงือกยังเสือกตาย

แต่หากมองย้อนกลับไปแล้ว การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้ประสบการณ์แปลกใหม่ได้เห็นโลกกว้าง ได้เรียนรู้โลกใหม่ๆ ที่ประเทศไทยไม่มี ได้ฝึกการแก้ปัญหา ฝึกการใช้ชีวิตต่างแดนช่วยเหลือตัวเอง ล้วนเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำแทบทั้งสิ้น จะไม่โทษตัวเองอีกแล้ว สำหรับการตัดสินใจบางอย่างผิดพลาด ควรเคารพในการตัดสินใจตัวเอง






เดินทางวันที่ 26/12/2553 - 2/1/2554














































Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 10 พฤษภาคม 2554 0:53:23 น. 7 comments
Counter : 1255 Pageviews.

 
รูปน้ำตกที่มีภูเขาเป็นฉากหลังสวยจังค่ะ


โดย: RAINISM (mainera ) วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:36:58 น.  

 
มาเยี่ยมเยียนค่ะ
น่าเสียดายเนอะ ที่ไม่ได้ขึ้นกระเช้าใหญ่ ไปที่ลานหิมะ
ไปแล้วน่าจะเลยไปให้ถึงจงเตี้ยน และเต๋อชิง จะสวยกว่านี้อีก จะได้ไปดูธารน้ำแข็งแบบใกล้ชิด


โดย: Hi Aoy วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:13:05:36 น.  

 
น้ำใส เขาสูง เมืองสวย อยากไป ๆ ๆ ๆ


โดย: mariabamboo วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:07:39 น.  

 
ตามมาเที่ยวค่ะ งามจริงๆ


เรื่องคนจีนไม่พูดภาษาอังกฤษ อ่า..ไม่ใช่เรื่องชาตินิยมอย่างเดียวกระมังคะ ถ้าระบบการศึกษาเค้าสอนได้ดีพอ ทั่วถึง คนก็คงจะอยากเรียนหรอกค่ะ คนจีนเรื่องค้าขายสำคัญนะคะ อะไรที่ทำให้เค้าขายได้เค้าจะพยายามค่ะ ไม่เกี่ยวกับชาตินิยมเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องการศึกษามากกว่าค่ะ

ขนาดไทยเอง เรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่อนุบาล ยังพูดกันไม่ค่อยได้เลย แหะๆ


แต่ชอบรีวิวนะคะ ละเอียดดีอ้ะ อยากไปมั่งจังเลย

เดี๋ยวถ้าไม่มีรีวิวท่องเที่ยวอันไหนถูกใจกว่า จะกลับมาโหวตให้อีกทีนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:10:52:19 น.  

 
เมื่อวานโหวตให้คนอื่นไป

วันนี้เลยเพิ่งมาโหวตให้แทนนะคะ แหะๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:45:02 น.  

 

ถ้าได้บล็อกสวยๆ
ลองไปที่บล็อกป้ามดนะคะ
มีโค๊ด มีวิธีการแต่งบล็อกไว้ให้ค่ะ



โดย: fonrin วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:36:15 น.  

 
มาเที่ยวเป็นเพื่อน เที่ยวคนเดียวเหนื่อยไหมคะ ต้องทำการบ้านไปเยอะเหมือนกันเนอะ แต่สวยๆค่ะ อยากมีโอกาสไปบ้าง แต่คงต้องหิ้วหนังสือไปจิ้มๆแบบนี้มั่ง จะได้ไม่โดนโก่งราคา


โดย: AdrenalineRush วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:0:48:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

butterfly angel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับเพื่อนร่วมโลกทุกคน
ข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนก็แค่อยากเขียน อยากเล่า อยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้ยึดหลักการเขียนแบบนักเขียนมืออาชีพ เพราะก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแบบเขียนที่ดีเป็นแบบไหน อยากเขียนแบบไหนก็เขียน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ความรู้และความบันเทิง ไม่มีมากก็น้อย

ข้อมูลหรือความคิดทั้งหมด เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากใครแวะมาอ่าน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

ล๊อกอินนี้ใช้ร่วมกับหลานสาวและครอบครัวนะครับ
บางกระทู้ ก็เป็นคนในครอบครัวใช้นะครับ
แต่บล๊อกเป็นงานเขียนของผมคนเดียว




Friends' blogs
[Add butterfly angel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.