คนบางคนเกิดมาเพื่อให้เรารัก แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา
Group Blog
 
All blogs
 
กลิ่นกาแฟ กรุ่นไอรัก ตอนที่ 3 มิตรภาพของเราเริ่มต้นที่ร้านกาแฟ

ฉัน,ดา และหนึ่ง กำลังนั่งออกแบบฉาก แสงสีของเวทีกันอยู่ริมสระน้ำใกล้ตึกคณะ
โต๊ะ เก้าอี้นั่งริมสระน้ำ ทำด้วยหินอ่อนสีขาว อยู่บนสนามหญ้า
ในวันนี้ทุกอย่างดูสดชื่น ชุ่มฉ่ำ คงเพราะว่าฝนที่ตกเมื่อคืน เลยทำให้ดูสดชื่น
นี่แหล่ะมั้ง ที่เขาเรียกว่า ฟ้าหลังฝน มักสวยงามเสมอ

ฉันนั่งคิดงานอย่างขมักเขม้น แต่อยู่ดีๆ สมาธิฉันก็หลุด เมื่อฉันเงยหน้าไปเห็นนายมนุษย์น้ำแข็งเดินผ่านไปไกลๆ
ครั้งแรกที่เจอเนี่ย ฉันก็ปลื้มเขาอยู่หรอกนะ แต่พอหลังจากที่ได้ทะเลาะกับเขา นั่นก็ทำให้ฉันเลิกปลื้มเขาไปเลย
ผู้ชายอะไร ขี้โมโห อารมณ์ร้าย เย็นชา แถมไม่สุภาพกับผู้หญิงอีกต่างหาก เหมาะกับฉายามนุษย์น้ำแข็งแล้ว

คิดออกแล้ว ถามข้อมูลของหมอนี่จากยัยดาดีกว่า ท่าทางยัยนี่ ก็น่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับหมอนั่นดี เห็นเมื่อวาน
นั่งยิ้มแก้มแทบปริ พอได้รู้ว่าจะได้ทำงานร่วมกับเขา

"ยัยดาๆ!!"

"เฮ้ย อะไรไอ้เค้ก นี่แกกับฉันไม่ได้นั่งห่างกันร้อยเมตรนะเว้ย ไม่ต้องตะโกนก็ได้ คนกำลังนั่งทำงานเพลินๆ"

"นั่นสิ มีไรเหรอเค้ก" หนึ่งเลยพลอยตกใจไปด้วยเลย

"แหะๆ โทษทีเพื่อนๆ พอดีมันมีเรื่องเพิ่งนึกขึ้นได้"

"มีไรก็ว่ามาแก" ยัยดาถามขึ้น

"ดา กับหนึ่ง รู้ข้อมูลของนายกวินมากน้อยแค่ไหนอ่ะ... เฮ้ยๆ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าฉันชอบเขานะ ฉันแค่อยากรู้ว่า
เขาเป็นใครมาจากไหน แบบว่า ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้จักเขาเลย ทั้งๆที่เขาดังขนาดนั้น"
ฉันรีบดักทางยัยดาไว้ก่อน กันยัยนี่จะแซว (หรือจะเรียกง่ายๆว่า ร้อนตัวค่ะ แหะๆ)

"ไอ้ที่แก ทำฉันกับไอ้หนึ่งตกใจ ก็เพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องอะไร... ฟังให้ดีๆนะยะไอ้เค้ก
แกคงรู้แล้วใช่ไหม ว่าพี่วินเขาเคยเป็นเฟรชชี่บอย งั้นฉันจะบอกข้อมูลอื่นเลยนะ
พี่วินเข้ามาที่นี่ด้วยคะแนนอันดับต้นๆของประเทศ เขาเรียนอยู่วิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์
พ่อของพี่วิน เป็นเจ้าของบริษัทซอฟท์แวร์รายใหญ่ของประเทศ"

นี่ยัยดาเป็นแฟนคลับนายมนุษย์น้ำแข็งด้วยหรือเปล่าเนี่ย รู้กระทั่งพ่อเขาทำงานอะไร สุดยอดๆ

"พี่วินน่ะนะ เป็นดารา นายแบบได้สบายเลยนะแก สูง มีกล้ามนิดๆ เหมือนพวกนายแบบอ่ะ
แล้วแก สังเกตไหม พี่วินนะ เหมือนมีออร่าเลยล่ะ เดินมาที ส่องประกายเลย
แถมพี่วิน ยังเล่นเปียโน กับเทนนิสเก่งสุดๆด้วยนะ เคยเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปแข่งด้วยล่ะ"

เอาเข้าไป เพื่อนฉัน กลายเป็นสาวช่างฝันไปซะแล้ว ก็ดูสิคะ ท่าทางประกอบการเล่าของยัยดาเนี่ย สายตาเป็นประกายเชียว
แต่เรื่องเปียโน ฉันก็พอจะเห็นด้วยนะคะว่า เขาเล่นได้ดีทีเดียว อย่างกับมืออาชีพ
แถมเขายังดูเด่นมากๆ ในขณะที่เล่นเปียโนด้วยล่ะ เพราะเขาดูสง่า สุขุม และในความสุขุมก็ดูอ่อนโยน
แต่ตัวจริงห่างไกลกับคำว่าอ่อนโยนชะมัด

"แล้วนี่นะแก เขาก็เรียนเก่งด้วยนะ ได้เกียรตินิยมชัวร์ๆเลยล่ะ โอ๊ยย ไม่อยากจะคิดเลยว่าตลอดสามอาทิตย์นี้
เราจะได้ทำงานร่วมกับคนดังๆอย่างเขาน่ะ แต่เสียอย่างเดียว พี่วินน่ะเย็นชามาก โดยเฉพาะกับผู้หญิง
สาวๆ ส่วนใหญ่จะเรียกพี่วินว่า เจ้าชายน้ำแข็ง ไม่รู้ว่ามีปมหลังอะไรกับผู้หญิงหรือเปล่า
สงสัยโดนผู้หญิงหักอก ใครกันน้า มาทำให้พี่วินของฉันต้องเสียใจ จนไม่เปิดใจแบบนี้ได้ ผู้หญิงคนนั้นใจร้ายจังเนอะ
จริงๆ มาหาน้องดาคนนี้ก็ได้นะค๊า พี่วิน"

"เอาเข้าไปๆ นี่ ยัยดา ตื่นๆ" ฉันตบแขนยัยดาไปเบาๆสองที ฉันแอบเห็นด้วยกับฉายาเจ้าชายน้ำแข็งนะ เข้าใจตั้งแฮะ
แต่ฉันก็ไม่อยากเรียกหมอนั่นเหมือนที่คนอื่นเรียก ยังไงฉันก็จะเรียกหมอนั่นว่า มนุษย์น้ำแข็งเนี่ยแหล่ะ

"ไอ้หนึ่ง แกช่วยฉันเรียกสติยัยดากลับมาหน่อยสิหน่อยดิ ดูท่าทางมันจะออกมหาสมุทรแปซิฟิกไปแล้วนะนั่น ฉันกลัวมันจะโดนพายุ"
ฉันให้หนึ่งช่วยปลุกยัยดาออกจากอาการฝันหวาน

"ปล่อยมันไปเหอะเค้ก มาๆ ทำงานกันต่อ เดี๋ยวต้องไปแจกจ่ายงานให้รุ่นน้องอีก"

ฉันลืมแนะนำเพื่อนอีกคนหนึ่งไปค่ะ ไอ้หนึ่ง เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่สนิทกับฉัน และก็ดา เราสามคนสนิทกันตั้งแต่วันแรกพบแล้วล่ะค่ะ
หนึ่งเป็นเพื่อนผู้ชายค่ะ จริงๆแล้ว หมอนี่ก็มีกิ๊กเยอะนะคะ แต่ไม่เห็นมันจะมีตัวจริงสักที จริงๆฉันก็แอบภูมิใจเหมือนกันนะ
มีเพื่อนหล่อๆ แบบมัน ไปไหนๆ กับมันที แทบจะหลบรังสีอำมหิตจากเหล่าบรรดากิ๊กๆ ของมันไม่ทัน
แถมบางที ยังเกือบโดนตบเอาด้วยค่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอคะ
ก็เพราะหมอนี่ เอาฉันเป็นโล่กำบังน่ะสิคะ เวลามันจะชิ่งสาวคนไหนเนี่ย ฉันก็เคยเตือนมันไปหลายทีแล้วนะ แต่มันก็ไม่เลิกสักที
แต่ก็ยังดีค่ะ ที่มันยังไม่เคยทำให้ใครท้อง ไม่งั้นนะ ฉันเลิกคบกับมันจริงๆด้วยล่ะ
เมื่อตอนฉันอยู่ปีหนึ่งก็มีคนเข้าใจผิดบ่อยๆ ค่ะ ว่าฉันกับไอ้หนึ่งเป็นกิ๊กกัน แต่ตอนนี้หลายคนก็คงจะเข้าใจแล้วว่า
เราก็เป็นแค่เพื่อนที่สนิทกัน

สิ่งที่สาวๆ ชอบในตัวหนึ่งน่ะเหรอคะ ตามความคิดของฉันนะ หนึ่งอาจะไม่หล่อเท่านายมนุษย์น้ำแข็ง
แต่หนึ่ง ก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดี ดูดีเลยทีเดียว
หนึ่งเป็นคนขี้เล่น เอาใจเก่ง เข้าใจความต้องการของผู้หญิง ปากหวาน สุภาพ พูดเพราะ ฟังแล้วสบายหู
เป็นผู้ชายที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ด้วยเหตุนี้ละมั้งคะ ที่สาวๆ ถึงได้ติดใจไอ้หนึ่ง

ข้อดีของมันที่ฉันชอบก็คือ มันไม่สูบบุหรี่ค่ะ แต่เรื่องกินเหล้านี่พอมีบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยเห็นมันเมา จนไม่ได้สติเลยสักทีเลยนะคะ
เป็นจุดที่ฉันมองว่า ในความเจ้าชู้ ขี้เล่นของมัน ก็ยังมีข้อดีตรงนี้อยู่บ้าง ตอนนี้ก็รอดูอยู่ว่า สาวคนไหนที่จะเป็นตัวจริงสำหรับมัน

เรานั่งทำงานกันมา จนตอนนี้ใกล้จะเป็นเวลาห้าโมงเย็น แล้วล่ะค่ะ พวกเราจึงรีบเก็บข้าวของ แล้วไปที่ห้องชมรมกัน
เมื่อไปถึงห้องชมรม ก็พบว่าน้องๆปีหนึ่งมากันเยอะแล้ว ดูคึกคักดีจัง พวกน้องๆไฟแรงจริงๆ เห็นแล้วนึกถึงตัวเองตอนอยู่ปีหนึ่งอิอิ
ฉันพยายามมองหานายมนุษย์น้ำแข็งนั่น แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา สงสัย จะไปรอที่เวทีเลยล่ะมั้ง
แต่เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมฉันจะต้องมองหาเขาด้วยล่ะ

ฉัน ยัยดา และหนึ่ง เดินไปวางของที่โต๊ะ ซึ่งอยู่มุมสุดอีกด้านของห้องชมรม ฉันกับดามอบตำแหน่งหัวหน้าทีมตัวจริงให้กับหนึ่ง
เพราะเห็นว่า น้องๆปีหนึ่งล้วนเป็นสาวๆกันซะส่วนใหญ่ ก็เลยให้นายหนึ่งจัดการซะ หุหุ ส่วนฉันกับยัยดา ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
และระหว่างทางเดินที่จะไปห้องน้ำ ก็เห็นพวกยัยพิงค์จับกลุ่มกัน เดินไปทางห้องน้ำ

พวกนี้มีกันอยู่สามคนค่ะ สมาชิกในกลุ่ม ก็จะมีรูปร่าง การแต่งกาย เหมือนๆกันเลย อย่างกับว่าเป็นแฝดสามกันอย่างนั้นแหล่ะค่ะ
ขอแนะนำสมาชิกในกลุ่มของยัยพิงค์นะคะ นำทีมการสร้างโดย ยัยพิงค์ค่ะ ส่วนลูกสมุนอีกสองก็ ยัยโรส กับ ยัยจี๊ด
พวกนี้เป็นพวกวัตถุนิยม ต้องใช้แต่ของแบรนด์เนม แล้วของที่พวกเธอใช้ส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ PRADA ค่ะ
คนที่รวยจริงๆน่ะ เป็นยัยพิงค์ ส่วนลูกน้องอีกสองคนนั้น ดูเหมือนว่า จะได้รับของเก่าจากยัยพิงค์ซะส่วนใหญ่
ฉันกับยัยดา จะชอบเรียกสามสาวกลุ่มนี้ว่า นางมาร PRADA ค่ะ ชื่อเหมือนหนังเลยนะคะ อิอิ

นอกจากนี้พวกชีจะชอบแต่งหน้ามาเรียนกัน ฉันไม่เห็นชอบเลย นี่มาเรียนนะ ไม่ได้ไปเที่ยว แต่งไปทำไม
สำหรับฉันแค่แป้งเด็กก็พอแล้วล่ะค่ะ ยิ่งแต่งมาก ก็ยิ่งเปลือง
อีกอย่าง เรายังต้องขอเงินพ่อกับแม่อยู่เลย พวกของแบรนด์เนมสำหรับฉันเนี่ย ไม่อยู่ในหัวหรอกค่ะ
แต่จะไปห้ามเขาก็ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่าเขามีเงินเหลือใช้นี่คะ
สำหรับฉันใช้ของพวกนี้ไป ต่อให้ใช้ของแท้ อาจโดนหาว่าใช้ของก๊อปก็เป็นได้

เมื่อฉันกับยัยดา กำลังเดินไปใกล้ห้องน้ำมากขึ้น ก็ได้ยินพวกนั้น กำลังพูดถึงนายมนุษย์น้ำแข็งแว่วๆ

"พิงค์ เธอโชคดีจังเลย ได้เล่นละครคู่กับพี่วินสุดหล่ออ่ะ" เสียงแอ๊บแบ๊วแบบนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเสียงของยัยโรสนะ
ฟังเหมือนจะพูดด้วยอาการกระดี๊กระด๊า ประหนึ่งว่าตัวเองได้เล่นคู่กับนายมนุษย์น้ำแข็ง

"ใช่ๆ ฉันอิจฉาเธอจริงๆเลย พิงค์ เธอโชคดีมากเลยนะ พยายามทำให้พี่วินเขาประทับใจเธอล่ะ"
เสียงสูงๆ ออกแนวสำเนียงคนไฮโซ แบบนี้ คงจะเป็นยัยจี๊ด ชัวร์

"แหม พวกเธอพูดอะไรก็ไม่รู้น่ะ เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวพี่วินมาได้ยินเข้า ฉันอายนะ แต่พวกเธอไม่ต้องห่วงหรอก
ฉันว่า จริงๆแล้วพี่วินก็ต้องมีแอบๆมองฉันอยู่บ้างแหล่ะ"
มั่นใจซะเหลือเกินนะคุณหนูไฮโซ

ฉันกับยัยดาแอบขำกันอยู่หน้าห้องน้ำสองคน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยสีหน้า ท่าทางปกติ แอบกลั้นขำกันไว้แต่ภายใน
ขำอะไรน่ะเหรอคะ ก็ขำพวกสาวๆ หัวสมัยใหม่น่ะสิคะ แล้วดูท่าทางยัยพิงค์จะมั่นใจมากว่า ชีจะสามารถมัดใจนายมนุษย์น้ำแข็งได้
และเมื่อสามสาวเห็นเราสองคน เท่านั้นแหล่ะค่ะ พวกเธอหยุดคุยกันสักพัก แล้วหันมามองพวกเรา ด้วยสายตาเหยียดๆ
ประมาณว่า พวกเธอมันพวกโลโซ อย่ามาเทียบชั้น กับพวกฉันนะยะ อะไรทำนองนั้น

ชีหยุดมองพวกเรา ประมาณสามสิบวินาที แล้วก็ปฏิบัติการเมาท์กันต่อ ส่วนพวกเราก็เข้าห้องน้ำ รีบๆทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ
เพราะไม่อยากอยู่ใกล้รัศมีพวกของยัยพวกนี้นาน

"พิงค์นี่ดีจังนะ รูปร่างหน้าตาดี หุ่นก็ดี ได้เป็นนางเอกทุกเรื่องเลย ตั้งแต่เข้าชมรมมา" เสียงสูงๆ ของยัยจี๊ด เริ่มเปิดประเด็น

"ใช่ๆ ไม่เหมือนคนบางคนเนอะ เข้ามาก็ทำงานกรรมกรตลอดเลย ก็อย่างนี้แหล่ะ พวกธรรมดา ชั้นโล โฮะโฮะ"
พูดไม่อายปากว่าตัวเองไฮโซ แล้วพวกฉันมันโลโซ

"แหม จี๊ด โรส เธอสองคนน่ะ ก็ไม่ได้โชคร้ายนี่จ๊ะ เธอก็ยังได้เล่นละคร เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ดูสิหนุ่มๆยังมาจีบเธอ
กันแทบสับรางไม่ไหว ไม่เหมือนใครบางคน ได้แต่ทำงานหนัก แถมยังไม่มีคนรู้จักอีก"

แล้วนางมาร PRADA ทั้งสาม ก็มองมาทางพวกเราด้วยสายตาเหยียดๆ ในขณะที่พวกเรากำลังล้างมือ แต่พวกเรามองเห็น
สายตาอากัปกริยานั้นผ่านกระจกค่ะ

"นี่ อยากมีเรื่องเหรอ" ยัยดาปรี๊ดค่ะ ตอนนี้ทำท่าว่าจะมีเรื่องกับยัย

"ดา ใจเย็นๆ เดี๋ยวฉันจัดการเอง... พวกเราก็ไม่รู้ว่าพวกเธอกำลังพูดถึงใครอยู่หรอกนะ แต่ดูท่าทางแล้วพวกเธอคงจะกำลังหมายถึงพวกเรา
และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ พวกเราขอบอกไว้เลยนะ ว่า ถึงแม้ พวกเราจะทำงานเบื้องหลัง แต่ถ้าไม่มีพวกเรา พวกเธอ
ก็คงไม่เด่นจนมายืนเชิดได้เหมือนกันแหล่ะ
อันที่จริง พวกเธอต้องขอบใจพวกเรานะ ที่พวกเรา ทำฉาก ออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบเวที จัดพร๊อพให้พวกเธอดูเด่นขึ้นมา...
ไปดา เราไปทำงานกระจอกๆ ของเรากันต่อดีกว่า ถึงฉันจะทำงานกระจอก แต่ฉันก็ไม่ทำตัวไร้สาระแบบนี้หรอก"

ฉันเชิดใส่พวกนั้นไปหนึ่งที พร้อมกับยัยดาออกมา โดยทิ้งให้พวกนั้นแค้นเล่น ที่ไม่สามารถจะเถียงอะไรต่อได้ สะใจๆๆ
จริงๆ ฉันก็ไม่ชอบหาเรื่องใครก่อนหรอกนะคะ แต่ถ้ามีใครมาหาเรื่องฉันล่ะก็ ฉันก็สู้ยิบตาเหมือนกัน
ต้นเหตุที่ทำให้พวกเราต้องเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพวกนางมาร PRADA ก็คงเป็นเพราะไอ้หนึ่งเพื่อนฉันน่ะแหล่ะค่ะ

ฉันจำได้ดี ตอนนั้นยัยโรสแอบชอบไอ้หนึ่ง ถึงขนาดให้ช๊อกโกแลตตอนวันวาเลนไทน์ด้วยนะคะ แต่ไอ้หนึ่งปฏิเสธไม่รับช๊อกโกแลตค่ะ
ไอ้หนึ่งให้เหตุผลกับยัยโรสไปว่า กำลังจีบฉันอยู่ ดูดู๊ดู ไอ้คุณเพื่อนหนึ่ง ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลยสักนิด
ผลกรรมก็เลยตกมาที่ฉัน กับยัยดาเนี่ยแหล่ะ แต่เอาเถอะ เพื่อเพื่อน ฉันทำได้ Y_Y

"ไอ้เค้ก แกมาห้ามฉันทำไมวะ" ตอนนี้เราออกมาห่างจากห้องน้ำพอสมควรค่ะ ดูท่าทางว่ายัยดาจะยังไม่หายปรี๊ด

"ฉันขี้เกียจไปเดินเที่ยวในฝ่ายวินัยว่ะ แล้วฉันก็ไม่อยากมีญาติที่นั่น"

"ฮึ้ยยย ฉันนะอยากจะตบมันสักทีสองที"

"เอาน่าไอ้ดา ใจเย็นๆ พวกนี้ดีแต่เห่าแหล่ะ พวกมันไม่กล้าทำอะไรพวกเราหรอก เชื่อฉันๆ หากมันจะทำ มันทำไปตั้งนานแล้ว"

เมื่อเราสองคนเดินไปถึงห้องชมรม ทำไมมันเงี๊ยบเงียบแบบนี้ ต่างกับตอนที่เราเอาของมาเก็บอย่างลิบลับ

"ดา เค้ก แย่แล้ว น้องปีหนึ่งมีไม่พอทำงานเลยอ่ะ แต่ละคนจะไปคัดตัวกันหมดเลย" ไอ้หนึ่ง เดินเข้ามาหาเราสองคนด้วยสีหน้าหนักใจ

"แล้วเหลือกี่คนล่ะตอนนี้" ฉันถาม

"เหลืออยู่เท่าที่เห็นก็สิบเอ็ดคนนี่แหล่ะ นอกนั้นขอตัวไปแสดงละครกันหมดเลย ขนาดบทเล็กบทน้อยยังเอาเลย" ไอ้หนึ่งอธิบาย

"ดา เค้ก สงสัยเราต้องทำงานหนักกันหน่อยนะ"

"ไม่มีปัญหา" ยัยดาตอบรับ

"จิ๊บๆน่า มีคนมาช่วยตั้งสิบเอ็ดคนก็ยังดีกว่าไม่มีวะแก" ฉันตอบกลับไป ด้วยท่าทางยิ้มแย้ม พร้อมตบบ่าไอ้หนึ่ง เพื่อให้มันคลายความเครียดลง

"งั้นก็ ไปดูเวทีกัน จะได้ออกแบบถูก แล้วก็จะได้ประเมินงานด้วยว่า ต้องทำกันหนักเท่าไหร่"
ดูเหมือนที่ฉันทำจะได้ผล เพราะตอนนี้ไอ้หนึ่งดูจะมีสีหน้าดีขึ้น

จากนั้นหนึ่งก็หันไปชวนน้องๆ ที่เหลืออยู่อีกสิบเอ็ดคน ไปที่หอประชุม ซึ่งน้องสิบเอ็ดคนนี้ เป็นผู้หญิงสี่คน ผู้ชายเจ็ดคน ก็ยังดี
ยังมีผู้ชาย อยู่ด้วย เอาไว้ทำงานที่ใช้แรงได้
เมื่อเราเดินไปถึงหอประชุม และเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่า คึกคักมากเป็นพิเศษ มีคนมาคัดตัวเยอะมาก ทั้งคนในชมรม และคนที่ไม่ได้อยู่ในชมรม
พวกเราทั้งสิบสี่คนเดินไปยังบริเวณเวที เพื่อทำการวัดขนาดเวที เนื่องจากว่าเราไม่ค่อยได้จัดแสดงละครในหอประชุมนี้
รุ่นพี่เลยไม่ได้ใส่ใจจะเก็บข้อมูลของเวทีไว้
สำหรับพวกเรา เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานใหญ่ขนาดนี้ เพราะปกติ เราจะจัดกันในห้องประชุม ความจุประมาณสามร้อยคน เท่านั้นเอง

ในขณะที่ฉันกับทีมงาน กำลังวัดเวทีกันอยู่นั้น ฉันก็มองขึ้นไปเห็นนายกวิน กำลังอ่านบทกับยัยพิงค์อยู่
และในขณะที่ฉันกำลังมองนายมนุษย์น้ำแข็งอยู่นั้น ดูเหมือนทางหมอนั่นจะรู้ตัว เลยละสายตาจากบทที่อยู่ในมือ แล้วเหลือบมองมาทางฉัน
สายตาของเราประสานกันพอดี ฉันจึงรู้สึกตัว เลยรีบหันหน้าไปทางอื่น เพื่อหลบสายตา
ตอนนี้ฉันอยากจะเอามือตีลูกตาตัวเองจังเลย ไปเผลอมองผู้ชายนิสัยเสียแบบนั้นได้ยังไงนะ

พวกเราสิบสี่คน คงจะต้องเหนื่อยกันตลอดสามอาทิตย์แน่ๆ เมื่อผลจากการวัดเวทีออกมาแล้ว พบว่า เราคงต้องทำงานหนักกันมากขึ้นเป็นสองเท่า
เพราะว่าเวทีใหญ่เหลือเกิน และจะต้องแบ่งทีมไปจัดการกับเสื้อผ้า ซึ่งอาจจะต้องมีการออกแบบ และตัดเย็บใหม่ ที่แน่ๆ คงเป็นชุดของพระนาง
ที่ต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วนชุดของตัวประกอบ ก็สามารถใช้ชุดเก่าได้ ค่อยซ่อมแซมเอา ยัยดา เป็นคนรับผิดชอบเรื่องเสื้อผ้า
ส่วนเรื่องของฉาก แสง สี เสียง ฉันกับหนึ่ง จะเป็นคนรับผิดชอบ

ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจะสองทุ่มแล้ว พวกบนเวที ก็กำลังจะเลิกซ้อม และเลิกคัดตัวกันสำหรับวันนี้แล้ว การคัดตัวยังมีพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน
หนึ่งเห็นว่า ถ้าอยู่คิดไอเดียกันต่อ คงจะต้องล่วงเลยเวลาจนดึกเป็นแน่ เลยต้องเลิกประชุมกันไปก่อน
ส่วนฉัน มองไปทางเวที ก็เห็นนายมนุษย์น้ำแข็ง กับนางมารตัวแม่กำลังเก็บของเตรียมตัวจะกลับบ้าน แล้วทั้งคู่ก็เดินไปด้วยกัน
และเมื่อหนึ่ง นัดแนะน้องๆสำหรับวันพรุ่งนี้ เรียบร้อยแล้ว หนึ่งหันมาชวนพวกเรากลับบ้าน โดยเดินออกไปข้างนอกพร้อมๆกัน

"เหนื่อยไหมสองสาว" เสียงหนึ่งพูดขึ้นขณะกำลังเดินออกไปหน้ามหาวิทยาลัย

"เหนื่อยดิ แต่ก็...สนุกดีนะ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ทำงานใหญ่ขนาดนี้ครั้งแรก" ฉันตอบกลับไปด้วยท่าทางตื่นเต้น

"ไอ้เค้ก แกไปกินคาเฟอีนที่ไหนมาวะ พลังเหลือเฟือ วันนี้แกก็ไม่ได้ไปแอบงีบที่ไหนนี่หว่า" ยัยดาพูดขึ้น

"แหม ก็มันมีอะไรให้ทำนี่นา ถ้าอยู่ว่างๆ มันก็ง่วงน่ะสิ หรือแกไม่เป็น อีกอย่างบ้านฉันทำร้านกาแฟ สงสัยฉันเลยเป็นคาเฟอีนลิซึ่ม"

"จ้า ยัยคาเฟอีน"

พวกเราสามคนเดินคุยกันไป หัวเราะกันไป ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อครู่นี้ไปหมด จนพวกเราเดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยแล้ว
และกำลังจะเดินไปป้ายรถเมล์ แต่แล้วสายตาเหยี่ยวอย่างยัยดา ก็พลันไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า
จึงเรียกให้พวกเราดู

"เฮ้ยๆ ไอ้เค้ก ไอ้หนึ่ง พวกแกดูดิ นั่นมันยัยนางมารตัวแม่นี่หว่า นี่มันอุตส่าห์ไม่เอารถมาเรียน เพื่อให้พี่วินไปส่งเหรอเนี่ย
แต่พี่วินก็ดั๊นทำเสียแผน
นี่น่ะเหรอ ที่เมื่อกี้ประกาศปาวๆ ว่าพี่วินเขาแอบชอบตัว"

ภาพที่พวกเรา 3 คนเห็นตรงหน้าคือ ยัยพิงค์กำลังขึ้น Taxi ซึ่งนั่นก็หมายถึง นายวิน ปล่อยให้ยัยพิงค์กลับบ้านเอง
ใจนึงก็สมน้ำหน้ายัยพิงค์นะ แต่อีกใจ ก็สงสาร หมอนั่นไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย แต่ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเราเลยนี่เนอะ
ตอนนี้เราทั้ง 3 เดินมาถึงป้ายรถเมล์แล้ว และเป็นโชคดีของยัยดา ที่ไม่ต้องรอรถนาน เพราะรถเมล์มาพอดี
ส่วนฉัน กับหนึ่ง ก็ยังคงรอต่อไป และปกติแล้ว หนึ่งจะรอรถเมล์เป็นเพื่อนฉันเสมอ โดยจะรอให้ฉันขึ้นรถไปก่อน
แล้วหนึ่งค่อยรอรถของตัวเอง

"เค้ก"

"ว่าไง"

"ในความคิดเค้ก เค้กว่าพี่วินเป็นไง"

"นายอยากให้ฉันพูดด้วยท่าทางแบบไหนล่ะ แบบนี้ดีไหม"
แล้วฉันก็ทำท่าฝันหวาน โดยการยกมือ 2 ข้างขึ้นมาประสานกันที่อก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ทำตาชวนฝัน

"พี่วินน่ะ ทั้งเก่ง หล่อ เท่ห์ ดูดี๊ ดูดี แล้วก็..."

"นี่ๆ เอาดีๆสิ" สงสัยไอ้หนึ่งจะรับไม่ได้ เลยต้องรีบเบรกฉันไว้ก่อนที่ฉันจะพูดไปมากกว่านี้

"เอาตามตรงนะ พี่เขาเป็นผู้ชายที่ดูดีเลยทีเดียว ฉันเห็นเขาครั้งแรก ก็ปลื้มๆเขาเหมือนกัน แต่พอ..."
ฉันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีใครรู้ ว่าฉันเคยเจอหมอนั่นมาก่อน แล้วหมอนั่นทำอะไรกับฉันไว้บ้าง ฉันเลยหยุดปากตัวเองดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นการพูดถึงในแง่ไม่ดี

"แต่อะไร??"

"เปล่าไม่มีอะไร ก็เพียงแค่ว่า ฉันก็เฉยๆนะ ไม่เห็นต้องปลื้มเว่อร์แบบสาวๆทั่วไปเลย... อ๊ะ รถมาแล้ว ไปล่ะนะ ขอบใจมากอุตส่าห์ยืนเป็นเพื่อน
เจอกันพรุ่งนี้ 11 โมงใช่ไหม บ๊ายบาย"

"กลับบ้านดีๆล่ะ" เสียงหนึ่งตะโกนมาตามหลัง ขณะที่ฉันกำลังวิ่งไปขึ้นรถเมล์


กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงง

เสียงนาฬิกาปลุกในห้องของฉันบอกว่า ขณะนี้เป็นเวลา 6 โมงเช้าแล้ว ฉันลุกขึ้นนั่ง และบิดขี้เกียจพอให้ตื่นตัว หลังจากนั้น
ก็ลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวต่างๆ
วันนี้เป็นวันเสาร์ค่ะแต่ฉันก็ยังต้องตื่นเช้าอยู่ดี เนื่องจากว่า บ้านฉันเปิดร้านกาแฟค่ะ ฉันกับแม่จะไปเปิดร้านตอน 6 โมงครึ่งทุกวัน
ร้านเราเปิด 7 โมงเช้า และปิด 1 ทุ่มค่ะ ร้านกาแฟของเราอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ ส่วนใหญ่พ่อจะเป็นคนมาส่งพวกเราที่ร้าน
และแวะทานอาหารเช้าที่ร้านเรา ก่อนจะไปทำงานน่ะค่ะ ในวันจันทร์ - ศุกร์ แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ - อาทิตย์ พ่อจะมาช่วยแม่ที่ร้านแต่เช้าเลย

ครอบครัวเราอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ลูก น่ะค่ะ คุณพ่อฉันเป็นพนักงานบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุน
ตอนนี้คุณพ่ออยู่ในระดับหัวหน้างาน
ส่วนคุณแม่ลาออกจากงานประจำ แล้วมาเปิดกิจการร้านกาแฟ ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ยากจน เรียกว่า ก็มีอันจะกินน่ะค่ะ

มาถึงแล้วค่ะ ร้านกาแฟของเรา มองจากหน้าร้านจะถูกตกแต่งด้วยกระจกใสบานใหญ่ ที่สามารถมองเห็นในร้านได้
ขอบกั้นระหว่างกระจก ตกแต่งด้วยสีโทนเหลืองอ่อน มองที่ประตู ขอบด้านบน มีป้ายร้านติดอยู่
ร้านเราชื่อว่า กาแฟอุ่นรัก ค่ะ ประตูทางเข้า เป็นกระจกเปิดโดยการผลัก หรือดึงประตู เวลาที่เราเปิดประตู จะได้ยินเสียงกระดิ่งสั่น กิ๊งๆๆ
เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่า มีลูกค้าเข้ามาในร้าน เมื่อเปิดประตูเข้ามา ทางด้านขวามือ จะเป็น counter รับออเดอร์ และเป็นที่จ่ายเงิน
ถัดจาก counter รับออเดอร์ ไปทางด้านซ้ายของ counter จะเป็นที่ใส่หลอดกาแฟ ไม้คนกาแฟ และสิ่งปรุงรสต่างๆให้เครื่องดื่ม

จากประตูมองไปทางด้านซ้ายมือ จะเป็นโต๊ะ และเก้าอี้ เพื่อให้ลูกค้าบางท่านได้นั่งทานกาแฟ กันได้อย่างชิลๆเลยล่ะค่ะ
ร้านเรามีบริการ Internet wi-fi ด้วย ใครจะมานั่งทำงาน ก็สามารถนั่งได้ทั้งวันเลยล่ะค่ะ เพราะว่าโต๊ะที่อยู่ติดกำแพง จะมีปลั๊กไฟ ทุกโต๊ะเลยค่ะ
โต๊ะ และเก้าอี้ของเราจะเป็นไม้สีเบจ เพื่อให้เข้ากับร้านเรา ซึ่งเป็นโทนสีน้ำตาล และสี Nude ตรงด้านหลังเคาท์เตอร์
(เป็นอิฐบล๊อกเล็ก ที่ไม่ได้โบกปูน และทาสีค่ะ)
ทางด้านกระจกที่อยู่ติดริมทางเท้า มีโต๊ะยาวที่เป็นลักษณะยึดอยู่กับที่ คู่กับเก้าอี้ตัวสูง ร้านเราโชคดีค่ะ ที่อยู่มุมถนนพอดี
ทำให้ลูกค้า สามารถนั่งชมวิวได้ 2 แบบ จะแบบนั่งเก้าอี้สูง หรือแบบนั่งโต๊ะธรรมดา ก็ได้
ร้านเรามีลูกจ้างประจำ 2 คนค่ะ คือพี่อ้อย และพี่น้อย ส่วนอีก 2 คนจะเป็นเด็ก part-time สับเปลี่ยนเวียนกันไป

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 9 โมงแล้ว ร้านเราขนาดเสาร์ - อาทิตย์ก็ยังคึกคักเลยค่ะ โชคดีอีกแล้ว ที่ได้ทำเลดี ค่าเช่าก็ราคาพอจะรับได้
วันนี้ฉันมีนัดที่ชมรม 11 โมงเช้า ยังพอมีเวลาช่วยแม่ได้อีกเกือบ 1 ชั่วโมง เพราะฉันจะกะเวลาไปมหาลัยสัก 1 ชั่วโมง

"เค้กๆ ลูกช่วยไปซื้อน้ำตาลให้แม่หน่อยสิ น้ำตาลหมด แม่ลืมเช็คของน่ะ เลยยังไม่ได้ไปซื้อ"

"ค่า เดี๋ยวเค้กจัดให้"

ในเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการร้านสูงสุด มีรึ ที่ไอ้เค้กจะกล้าขัดใจ ฉันก็เลยไปเบิกเงินกับคุณแม่ แล้วเดินออกจากร้าน
มุ่งหน้าไปยังทางแยกไฟแดง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านไม่กี่ก้าว เพื่อรอสัญญาณไฟให้คนข้าม เนื่องจากว่า minimart อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน
เมื่อฉันข้ามถนนได้ ก็รีบเดินไป minimart เพื่อซื้อของตามที่คุณแม่สั่ง แล้วรีบกลับมารอสัญญาณไฟตามปกติ ในขณะนี้ สัญญาณคนข้ามเป็นไฟสีแดง
ฉันเลยต้องหยุดรอ และในขณะที่ฉันกำลังรอสัญญาณไฟอยู่นั้น สายตาฉันก็พลันไปเห็นน้องเหมียว กำลังจะวิ่งข้ามถนน
ในขณะนั้น ฉันไม่ทันได้คิดอะไร เป็นห่วงน้องเหมียว เลยรีบวิ่งเข้าไปหวังจะอุ้ม เพราะกลัวรถจะชน แต่ปรากฏว่าน้องเหมียวข้ามไปถึงอีกฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ
ฉันเลยกำลังจะวิ่งต่อไป เพราะหมุนตัวกลับคงไม่ทัน แต่แล้ว ก็มีรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว บีบแตรไล่ฉัน ฉันตกใจมาก ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก

ในขณะที่ฉันกำลังยืนอึ้งอยู่นั้น ก็มีมือใหญ่ๆ คู่นึง เข้ามาจับแขนฉันทั้งสองข้างจากทางด้านหลังของฉัน และเขาก็พาฉันกลิ้งล้มลงเพื่อหลบรถ
ส่วนรถคันนั้นเบรคได้ก็ตอนที่เลยจุดที่ฉันกำลังกลิ้งอยู่นี่แหล่ะค่ะ นึกภาพไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่า ถ้าหลบไม่ทัน จะเป็นยังไง
ตอนนี้ตัวของพลเมืองดีรองรับฉันอยู่ด้านล่าง สายตาฉันประสานกับสายตาของเขา วินาทีนั้นฉันแทบลืมหายใจ ก็ในเมื่อคนช่วยฉัน
เป็นนายมนุษย์น้ำแข็งน่ะสิคะ
ตอนนี้หัวใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเลยล่ะค่ะ ฉันรู้สึกว่าเวลากำลังหยุดอยู่ตรงนั้น และเหมือนโลกนั้นจะมีแค่เราสองคน และในขณะที่ฉันตกอยู่ในภวังค์นั้น

"เฮ้ย ข้ามถนนน่ะ ดูสัญญาณไฟกันหน่อยสิ มีสมองกันหรือเปล่า"

เสียงของเจ้าของรถคันนั้น ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ เราสองคนรีบลุกขึ้นแล้วขอโทษเขา จากนั้นฉันกับหมอนั่น ก็เดินข้ามมายังฝั่งร้านของฉันแล้ว

"เอ่อ ขอบคุณคุณมากนะคะที่อุตส่าห์มาช่วย ไม่งั้นฉันคงโดนรถชนไปแล้ว"

"คุณบ้าหรือเปล่า อยู่ๆก็วิ่งไปบนถนน ทั้งๆที่สัญญาณไฟคนข้ามยังเป็นสีแดงอยู่เลย"
ทำไมหมอนั่นดุจังเลยอ่ะ ยิ่งดูแบบนี้ยิ่งน่ากลัว

"คือ... ฉันเห็นเจ้าเหมียววิ่งข้ามถนนทั้งๆที่รถก็พลุกพล่านน่ะค่ะ ฉันเลยกะจะไปช่วย แต่ไม่นึกว่า มันจะวิ่งได้เร็วกว่า แล้วก็กลายเป็นฉัน
ที่อยู่กลางถนนแทน แหะๆ"

"ทีหน้าทีหลัง คุณก็ระวังตัวให้มากกว่านี้แล้วกัน"

นายมนุษย์น้ำแข็งนั่น พูดจบก็หันหลังกลับ กำลังจะออกเดิน แต่สายตาฉันก็ไวพอที่จะเห็นว่าศอก และแขนของเขามีแผลถลอก
สงสัยจะเกิดจากตอนนั้นแน่ๆเลย

"เดี๋ยวก่อนๆ" ฉันเรียกเขาไว้ และก็ได้ผล เขาหยุดเดิน และหันมาทางฉัน

"มีอะไรอีก -*- "

"แขนคุณมีแผลน่ะ" แล้วฉันก็เดินไปจับแขนเขา "ไปทำแผลก่อนดีไหม ร้านฉันอยู่ตรงหัวมุมนี่เอง"

"ไม่ต้องหรอก แผลแค่นี้ เดี๋ยวผมค่อยไปล้างน้ำ"

"ไม่ได้ๆ ถือว่าเป็นการขอบคุณคุณแล้วกันนะ" ฉันดึงแขนหมอนั่น โดยที่ไม่ฟังคำตอบใดๆทั้งสิ้น

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้าน ฉันพาหมอนั่นเดินตรงมายังห้องครัวด้านหลังที่เข้าได้เฉพาะ staff เท่านั้น

"คุณนั่งอยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลมา"

ฉันรีบวิ่งเอาน้ำตาลไปให้แม่ แลรีบวิ่งไปหยิบอุปกรณ์ทำแผนที่ตู้ยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่หมอนั่นนั่งสักเท่าไหร่
แล้วฉันก็หยิบผ้าสะอาด ชุบน้ำอุ่น แล้วรีบเดินไปที่หมอนั่นนั่งอยู่ และลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับหมอนั่น
ฉันจับแขนหมอนั่น ขึ้นมา พร้อมกับ เอาผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดแผล จากนั้นก็ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล และใส่ยา

"โอ๊ยย!! เบาๆหน่อยสิคุณ ผมเจ็บนะ"

"อุ่ย แหะๆ คือฉันคงมือหนักไปหน่อย ขอโทษนะ ทนอีกนิดนะ จะเสร็จแล้ว"

ใส่ยาเรียบร้อย ฉันก็เอาปลาสเตอร์ยาอันใหญ่พอประมาณที่จะปิดแผลได้ จัดแจงปิดแผลให้ และพาหมอนั่นออกมานั่งที่โต๊ะนอกห้อง staff
คุณแม่จึงเดินมาทางพวกเรา

"เป็นอะไรกันเหรอลูก"

"พอดีเค้กข้ามถนนไม่ระวังน่ะค่ะแม่ คุณวินเข้ามาช่วยพอดี แล้วเราดันล้มลงไปกลิ้งกับพื้นทั้งคู่น่ะค่ะ คุณวินรองรับตัวเค้กไว้ ก็เลยมีแผลถลอกนิดหน่อย"

"สวัสดีครับ" หมอนั่นยกมือไหว้ทักทายแม่ฉัน

"จ้ะ ขอบใจนะลูก" คุณแม่รับไหว้จากหมอนั่น และหันมาทางฉัน

"ยัยเค้ก ข้ามถนนให้มันระวังมากกว่านี้หน่อยสิเราน่ะ นี่ถ้าเกิดคุณวินเข้ามาช่วยไว้ไม่ทัน จะเป็นยังไง"

"ค่า แม่" ฉันพูดพร้อมเข้าไปกอดเอาใจคุณแม่ แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ไปที่เคาท์เตอร์

"เช้านี้คุณกินอะไรมาหรือยัง" ฉันหันไปถามหมอนั่น

"ไม่ล่ะ ผมไม่ค่อยหิว"

"ไม่ได้นะคุณ นี่คุณเรียนเก่งได้ยังไงเนี่ย ไม่รู้เลยเหรอว่า ข้าวเช้าน่ะสำคัญที่สุด... งั้นเอางี้ ฉันจะเลี้ยงอาหารเช้าคุณเอง รอแป๊บนะ"

"เดี๋ยวคุณ..."

ไม่ทันที่หมอนั่นจะห้ามฉันได้หรอกค่ะ ฉันรีบวิ่งไปที่เคาท์เตอร์ แล้วก็จัดแจงชงช๊อกโกแลตร้อน กับให้พี่อ้อยทำวัฟเฟิลให้ 1 ที่
เห็นแบบนี้ ฉันก็ทำเครื่องดื่มพวกนี้เป็นเหมือนกันนะคะ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็รีบนำไปเสิร์ฟทันที

"มาแล้วๆ ช๊อกโกแลตร้อนๆ กับวัฟเฟิล ถือว่า เป็นการตอบแทนที่คุณช่วยฉันก็แล้วกันนะ" ฉันจัดแจงวางของลงบนโต๊ะ ตรงหน้าของหมอนั่น

"ผมไม่กินช๊อกโกแลตตอนเช้า ผมชอบกินกาแฟมากกว่า"

"คุณชอบกินกาแฟเหรอ ฉันก็นึกว่าคุณชอบกินชาเย็นซะอีก เย็นชาออกขนาดนั้น" แต่ประโยคนี้ฉันพึมพำเบาๆนะคะ

"คุณว่าอะไรนะ"

"เปล่าๆ นี่ คุณรู้ไหม กินกาแฟตอนเช้า ระวังแก่เร็วนะ" หมอนั่นเลยจำใจต้องกินช๊อกโกแลตร้อน

"ว่าแต่คุณมาทำอะไรแถวนี้เหรอ"

"ผมมาธุระแถวนี้น่ะ แล้วพอดีผมก็มาเจอคนโง่กำลังข้ามถนนอยู่"

"แหะๆ" ไม่เห็นต้องว่าเราโง่เลย T^T

"คุณชื่ออะไรนะ"

"เค้กน่ะค่ะ"

"นี่เป็นร้านของคุณเหรอ ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณเลย ความจริงผมก็มาที่นี่บ่อยนะ"

"สงสัยคุณคงจะมาช่วงกลางวันล่ะมั้งคะ พอดีฉันมีเรียนน่ะค่ะ ฉันจะมาช่วยก็เฉพาะตอนเช้า กับหลังเลิกเรียน แต่ฉันว่า
ฉันน่าจะเคยเห็นคุณนะ เพราะตอนที่ฉันเจอคุณครั้งแรก ฉันคุ้นหน้าคุณมาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเจอที่ร้านกาแฟ เพราะว่าคุณเป็นคนดัง"

"ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยรู้จักผม เหมือนที่คนอื่นๆรู้จักเลยนะ"

"ไม่อ่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะสนใจเรื่องชีวิตคนดัง"

"ผมอิ่มแล้ว ขอบคุณมากสำหรับมื้อเช้า ไว้เจอกันที่มหาวิทยาลัยนะ"

"คับผม เอ้อ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะคะ ^__^"

" -*- "

ฉันโบกมือบ๊ายบายตามหลังให้หมอนั่น แต่หมอนั่นก็ไม่ได้สนใจฉันเลยสักนิดเดียว แถมไม่เหลียวกลับมามองด้วย
แล้วทำไมหัวใจฉันมันยังเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่อีกละเนี่ย ทั้งๆที่ตอนนี้หมอนั่นก็เดินห่างออกไปแล้ว
หรือว่า ฉันคงจะตกหลุมรักเขาเข้าจริงๆ ซะแล้ว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอน 3 จบเพียงเท่านี้ค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ



Create Date : 25 มิถุนายน 2551
Last Update : 25 มิถุนายน 2551 23:17:28 น. 0 comments
Counter : 81 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บุปผาหยกไร้ใจ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add บุปผาหยกไร้ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.