ขอบคุณที่เข้ามา ขอบคุณครับ
นาคปรก : ในอีกแง่มุมของศาสนา

คุยกันก่อน

   ๑. กระทู้นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อหาความหมายของหนัง ไม่ได้มุ่งหวังที่จะวิจารณ์ตัวหนัง (แต่หากมีวิจารณ์หลงมาบ้างก็อย่าว่ากัน)

   ๒. เนื่องจากเป็นกระทู้เพื่อหาความหมายของหนัง ด้วยเหตุนี้จึงมีการอ้างอิงถึงรายละเอียดของตัวหนังค่อนข้างมาก หรือที่หลายคนเรียกว่า สปอยล์ (Spoil ) ฉะนั้นถ้าใครมีความคิดที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ ก็ขอให้ไปดูหนังเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านก็ได้

   ๓. กระทู้นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว คุณอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้

   ๔. ขอความกรุณาอย่าปาด (เดี๋ยวจะเป็นรอย) 

   ๕. ขอความกรุณา (-_/_-) ทิ้งคอมเมนท์เอาไว้ คนละหนึ่งคอมเมนท์ จะเป็นคอมเมนท์อะไรก็ได้ เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นการปรับปรุงข้อเขียนในหนังเรื่องถัดๆไป

ปล. ข้าพเจ้ามี blog ด้วยเด้อ ใครสนใจ สามารอ่านบทความเก่าๆได้จาก blog ขอบคุณหลายๆ



นาคปรก : ในอีกแง่มุมของศาสนา


   ศาสนา สำหรับคนไทยแล้วเหมือนกับสิ่งที่สูงส่งและเป็นตัวแทนแห่งความดีงาม มันสูงเสียจนหลายคนไม่กล้าตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองอยากถามเพราะเกรงจะกลายเป็นการลบหลู่ หรือ ยามที่เราเห็นสิ่งไม่ดีไม่งามก็พยายาม "ปิดตาข้างหนึ่ง" จนมองไม่เห็นโลกแห่งความเป็นจริง

   นาคปรกคือหนังที่แหวกกฏเกณฑ์เหล่านั้นด้วยการตั้งคำถามแรงๆ กับคนทั่วไปว่า สิ่งที่เรามองและทำการศาสนา มันคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่



พระสงฆ์กับตำรวจ

   ในหนังเรื่องนี้ มีการพูดถึง บุคคลในเครื่องแบบที่ควรจะเป็นคนดี

   พระสงฆ์ กับ ตำรวจ

   ตำรวจ คือ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์  คนที่เราหวังพึ่งยามที่เราเดือดร้อน

   พระสงฆ์ คือ ผู้ให้ธรรม ผู้นำแสงสว่าง ผู้ที่จะชี้ให้เราไปยังทางที่ถูกต้อง

   ในบทบาทและหน้าที่แล้ว พวกเขาต้องเป็นคนดี

   แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ตำรวจบางคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อความสุขของปวงชน แต่บางคนกลับใช้อำนาจหน้าที่ที่มี หาประโยชน์ให้กับตัวเอง ในวงการพระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน      

  สิ่งที่แตกต่างระหว่าง พระสงฆ์กับตำรวจ คือ การเปิดใจยอมรับของบุคคลทั่วไป

   ในหนังทำให้เราประหลาดใจสองอย่างในตอนท้ายเรื่อง

   ๑. ตำรวจซึ่งในตอนต้นดูเหมือนจะเป็นคนดีด้วยการพยายามตามจับกลุ่มโจร แต่ในตอนท้าย เขาคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขโมยเงินของกลุ่มโจรนั้น

   ๒. หลวงตาชื่นซึ่งตลอดทั้งเรื่อง เป็นผู้ให้หลักธรรมคำสอน แต่ในตอนท้าย เป็นผู้ขโมยเงินไปเสียเอง 

   ความประหลาดใจแรก ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าประหลาดใจเท่าไหร่ (๕๕๕) เพราะ ในสังคมของเรา เรารู้ว่ามีตำรวจแบบนี้อยู่จริง และมีการพูดถึงในวงกว้าง

   ความประหลาดใจที่สองสิ คือสิ่งที่ผมประหลาดใจจริงๆ เรานึกมาโดยตลอดว่าหลวงตาชื่นจะเป็นคนดี คือผู้จะขัดเกลาจิตใจโจรทั้งสาม แต่สุดท้ายแล้ว หลวงตาชื่นก็ไม่ต่างอะไรกับโจร 

  เมื่อหลายปีก่อน มีพระรูปหนึ่งที่เทศน์ได้จับจิต จนกลายเป็นพระที่มีชื่อเสียง ครูของผมในเวลานั้นนิยมได้พระรูปนี้มาก ต่อมามีข่าวว่าพระรูปนั้นได้ยักยอกเงินและยุ่งเกี่ยวกับสีกา จนถูกจับสึกและหนีไปต่างประเทศ แต่ก็พยายามจะนุ่งห่มชุดเขียวอยู่ ครูของผมก็ยังเชื่อว่าท่านถูกรังแกและยังนิยมพระรูปนี้อยู่ เหตุการณ์ในหนังตอนท้ายทำให้ผมเข้าใจครูของผม

   เมื่อเรารับทราบความผิดที่เกิดขึ้นในวงการศาสนา หลายคนทำใจยอมรับไม่ได้ บางคนก็แกล้งปิดตาเสียไม่รับรู้ บางคนก็พยายามทำให้เรื่องมันจบๆไปให้เร็วที่สุดโดยไม่ได้มีความพยายามที่จะสืบสวนขยายผลหรือเพิ่มมาตรการป้องกันแต่อย่างใด

   แต่นั้นเพียงพอแล้วหรือที่จะป้องกันศาสนาไม่ให้เกิดวิกฤติศรัทธา หรือเราจะหันมายอมรับความจริงแล้วแก้ไข สิ่งเหล่านี้คงพึ่งคนในวงการศาสนาอย่างเดียวไม่ได้ คนทุกคนจะต้องเปิดใจยอมรับและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข อย่าปล่อยให้มันผ่านเลยไป



ศาสนากับผู้หญิง

  ในหนังเรื่องนี้ ผึ้ง คือตัวละครหลักตัวเดียวที่เป็นผู้หญิง ในตอนท้ายของเรื่อง ผึ้งหนีตำรวจนกระทั่งไปจนมุมอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ด้วยว่าหมดหนทางแล้ว ผึ้งจึงภาวนาขอให้พระคุ้มครอง ผึ้งมองไปยังพระพักตร์พระพุทธรูป จากนั้นผึ้งก็ทำหน้าขมึงทึง แล้วตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง

   ผึ้งเห็นอะไร?

   สิ่งที่ผึ้งเห็นอาจเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทั่วไปก็เห็นเช่นเดียวกัน นั้นก็คือ บทบาทของผู้หญิงในวงการศาสนา

   ถึงแม้ในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ จะมีผู้หญิงเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี และ ถึงขั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงกฎเกณฑ์ที่เรามีก็คือ ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์บวช ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการบอกกับผู้หญิงว่า ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงรสพระธรรม และ ไม่มีวันได้เข้าสู่นิพพาน

   ถ้านั้นยังโหดร้ายไม่พอ กฏของศาสนายังมองผู้หญิงเหมือน "มาร" ที่ควรหลีกให้ห่างไม่ว่ากรณีใดๆ

   กฏของพระสงฆ์ห้ามมิให้แตะต้องตัวหญิง ถ้าแตะศีลจะขาด

   หนังเลยตั้งคำถามแรงๆ ที่ว่า ถ้าผู้หญิงโดนงูกัดแล้วมีพระสงฆ์เพียงรูปเดียวอยู่ ณ ที่นั้น หรือ แม่เกิดตาบอดแต่อยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกจะทำยังไง

   เมื่อคุณดูสองฉากนี้ คุณจะพบว่าในหนัง มีข้อความศีลธรรมบอกกับผู้ชมที่ไร้เดียงสาว่า การแตะต้องตัวหญิงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับพระสงฆ์ (ผมจำข้อความจริงๆไม่ได้ แต่เนื้อหาของมันก็ประมาณนี้แหละ) 

   ข้อความศีลธรรมที่ปรากฎขึ้นราวกับจะบอกว่า สิ่งที่พระสงฆ์ในหนังทำนั้นมันผิด

   แต่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์เลยกระนั้นรึ?

   พวกเธอทำอะไรผิด?

   ผึ้งเห็นอะไร?

   สำหรับผม ผมเห็นพระยิ้ม แต่สำหรับผึ้ง มันคงเป็นยิ้มแห่งรสพระธรรมที่สงวนสิทธิ์ให้สำหรับผู้ชาย

   ผึ้งคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างสุดแสน ที่ตัวเองเป็นได้แค่เพียงเท่านี้

   ฉากจบของผึ้ง น่าเศร้านัก



กตัญญู

   หลวงพี่ป่านได้เทศน์ถึง การออกไปทำงานของพวกลูกๆ แล้วทิ้งพ่อแม่ให้อยู่ตามลำพังในชนบท ถ้าเป็นหนังทั่วๆไป หลวงพี่คงด่าลูกๆที่ปล่อยให้พ่อแม่อยู่ตามลำพัง แต่หนังเรื่องนี้มาแปลก หลวงพี่กลับด่าพ่อแม่ว่าสอนลูกยังไง ถึงให้ลูกต้องออกไปข้างนอกหาเงินให้พ่อแม่ จนในที่สุดไม่มีโอกาสได้กลับมาปรนนิบัติพ่อแม่ของตัวเอง

   คำสอนของหลวงพี่ป่านทำให้ผมคิดถึง กรณีตัวอย่าง ๓ กรณี

   ๑. กรณีแรก คือ โฆษณาของซุปเปอร์มาร์เกตที่มีชื่อเป็นตัวเลขเกินหก ได้โฆษณาถึงบริการฝากเงิน โดยให้ผู้ชายร้องเพลงลูกทุ่งเข้าซุปเปอร์มาร์เกต โดยเนื้อเพลงเป็นเพลงบ่งบอกว่าคิดถึงแม่ ทำงานอยู่ทางนี้ก็เพื่อแม่ จากนั้นก็ส่งเงินไปยังเคาน์เตอร์ แม่ก็มารับเงินแล้วก็ปาดน้ำตา

   ๒. กรณีที่สอง คือ ตลกหญิงท่านหนึ่งที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ต้องกู้เงินปริมาณมากเพื่อส่งไปให้แม่ เพื่อที่แม่จะได้สบาย 

   ๓. ข่าวประเภท วงเวียนชีวิต ที่มีการสัมภาษณ์พ่อแม่หรือคนแก่ที่ถูกลูกหลานทิ้ง มีอยู่บางท่านได้พูดว่าลูกหลาน "ไม่เคยส่งเงินมาให้เลย"

   ฟังดูก็ไม่น่ามีอะไรผิดปกติ

   แต่หลวงพี่ป่านเหมือนจะบอกกับพ่อแม่ว่า เราเอาเงินมาวัดค่าความกตัญญูได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

   การส่งเงินให้พ่อแม่ ไม่ผิดหรอกครับ หากแต่เราให้ความสำคัญของเงินที่ส่งไป มากกว่า การอยู่ดูแลปรนนิบัติพ่อแม่อย่างนั้นหรือ?

   พ่อแม่บางคนอวดลูกตัวเองกับพ่อแม่คนอื่นว่าลูกฉันหาเงินได้เยอะยังงั้นอย่างงี้  พ่อแม่คนอื่นๆก็เลยต้องบังคับลูกตัวเองให้หาเงินเยอะๆเพื่อที่ตัวเองจะได้สบายและอวดเพื่อนๆได้ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเหล่านั้น ทำงานหาเงินอย่างหนักจนไม่สามารถกลับมาหาพ่อแม่ได้อีก

  สิ่งนี้จะเรียกว่ากตัญญูได้หรือไม่



การเสื่อมของศาสนา

   ศาสนาพุทธประกอบไปด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในส่วนของพระพุทธ และ พระธรรมนั้นค่อยข้างนิ่งแล้ว

   ฉะนั้นจึงเหลือแต่ในส่วนของพระสงฆ์ที่ยังคงมีการขับเคลื่อนอยู่ และ เป็นปัจจัยหลักในการเผยแพร่พุทธศาสนาออกไป

   การเสื่อมของศาสนาคงมิได้หมายถึงหลักคำสอนเพราะ หลักคำสอนคือพระธรรมซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนาน แต่คงเป็นวิกฤติศรัทธาอันเกิดจากพฤติกรรมของพระสงฆ์ ผู้ที่ควรเป็นแบบอย่างให้กับบุคคลทั่วไป

   แต่เหตุใดผู้ที่ประพฤติไม่ดีถึงเข้ามาอยู่ในวงการพระสงฆ์ได้

   ป่าน, ปอ และ สิงห์ ได้มาที่วัดเพื่อเอาเงินที่ซ่อนเอาไว้ โดยป่านและสิงห์ เลือกจะปลอมตัวเป็นพระ ส่วนปอ ยืนยันว่าจะไม่เป็นพระ แต่ขอเป็นเด็กวัดแทน

   การปลอมตัวเป็นพระกับเด็กวัดนั้น ในความเห็นของกระผม คิดว่าต่างกันอยู่พอสมควร ในแง่ของการปลอมตัว พระเป็นที่เคารพแกคนทั่วไป ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าทำผิด เราก็มักจะถือว่าพระเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาอย่างเด็กวัด ถ้ามีอะไรผิดปกติไปนิดหน่อย คนก็จะสงสัยและบางครั้งก็โดนพิพากษาแม้ไม่มีหลักฐานว่าผิดก็ตาม

   แล้วเพราะอะไร ปอ ถึงไม่อยากเป็นพระ?

   ตัวผมยังไม่รู้เหตุผลจนกระทั่งถึงตอนท้ายของหนัง ตอนที่มีการขานถามตอบเพื่อขอบวชของปอ

   ทำไมทุกคร้ังที่มีการบวช ถึงมีต้องการถามตอบ

   ก็เพื่อถามความพร้อมของผู้ที่จะมาเป็นพระสงฆ์ ว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพระสงฆ์หรือไม่

   สำหรับ สิงห์และป่าน การเป็นพระก็แค่การสวมเครื่องแบบให้แนบเนียน ตบตาคนให้ได้มากที่สุด แต่สำหรับปอ การเป็นพระ มันมีความหมายมากกว่านั้น

   นั้นทำให้ปอปฏิเสธที่จะเป็นพระ

   ต่อเมื่อเรื่องทุกอย่างจบ เมื่อนั้นเองที่ปอขอบวช เพราะปอรู้ว่า เขาพร้อมแล้ว

   หลายครั้งที่เดียว ที่เราเห็นคนไปบวช ไม่ได้บวชเพราะตัวเองเลื่อมใสศาสนาหรืออยากรู้ซึ้งรสพระธรรม แต่ไปบวช เพราะ อกหักบ้าง, ไม่มีงานทำบ้าง, ถูกบังคับให้บวชบ้าง 

   คนเหล่านี้คือคนที่ไม่พร้อมที่จะเป็นพระสงฆ์จริงๆ พวกเขาแค่สวมผ้าเหลืองเท่านั้น



หลวงตาชื่น

   ตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครสำคัญ ที่ทำให้เรื่องราวพลิกผันและทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้านี้

   ปอทำเงินตกลงไปในหลุมลูกนิมิต หลวงตาชื่นเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับปอ และ ปอก็เห็นว่าหลวงตาชื่นมองดูอยู่ เมื่อปอจากไป หลวงตาชื่นจะต้องมาสำรวจหลุมลูกนิมิตและจะต้องรู้ว่าอะไรอยู่ในกระเป๋า

   ในตอนช่วงแรกของหนัง ปอบอกกับ สิงห์และป่าน ว่าเห็นหลวงตาชื่นขณะซ่อนเงิน แต่ไม่ได้บอกว่า หลวงตาชื่นก็เห็นปอเช่นเดียวกัน เหตุที่ปอไม่บอกสิงห์กับป่านเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะถ้าบอกไป สิงห์และป่านอาจทรมานหลวงตาเพื่อให้บอกที่ซ่อนของเงินหรือถ้าแย่กว่านั้นอาจถูกฆ่าทิ้ง

   นั้นจึงเป็นที่มาของการสุ่มขุดแบบไม่ต้องรอ GT200 และเป็นที่มาของฉากที่ปอถามหลวงตาชื่นแบบต่อหน้าแบบตัวต่อตัวว่าเงินอยู่ไหน เพราะปอรู้ว่าหลวงตาชื่นก็รู้ว่าในกระเป๋านั้นเป็นเงินและมันต้องถูกซ่อนทีไหนซักแห่งในวัด

   ตลอดเวลาของหนังที่เราดู เราจะเข้าใจว่าที่หลวงตาอนุญาติให้ สิงห์และป่านบวชและไม่ยอมบอกที่ซ่อนของเงินก็เพราะต้องการจะสั่งสอนพวกโจรให้กลับตัวเป็นคนดี

  แต่ในตอนท้าย เราจะพบว่าแท้ที่จริง เงินนั้นได้ถูกหลวงตาชื่นขโมยไปเรียบร้อยแล้ว และ ที่ไม่บอกว่ากระเป๋าอยู่ไหนก็เพราะ ถ้าบอกไปหลวงตาต้องมรณะภาพแน่เพราะเงินในกระเป๋ามันหายไปนานแล้ว 

   สุดท้ายแล้วที่หลวงตาชื่นทำดีกับโจรทั้งสาม ก็แค่เพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง

   เมื่อผมรู้เฉลยของหนังแล้วมองย้อนกลับไปในวันที่ปอทิ้งเงินในหลุมลูกนิมิต ก็อดคิดไม่ได้ว่า หลวงตาชื่นไปทำอะไรในวัดค่ำๆมืดๆแบบนั้น

   เป็นไปได้ไหมที่หลวงตาพยายามจะหาพระนาคปรกองค์จริงที่เป็นทองในยามวิกาล

   แต่ทำไมในตอนแรกเราถึงไม่คิดระแวงหลวงตาชื่นเลย

   เพราะหลวงตาชื่นท่องบาลีได้

   เพราะหลวงตาชื่นเป็นคนต้นคิดเรื่องการฉันท์อย่างพระสมัยก่อน(นำอาหารรวมกันในบาตรเดียว)

   เพราะหลวงตาชื่นดูมีอายุและท่าทางใจดี

   เพราะหลวงตาชื่นพูดบอกว่าอยากให้โจรกลับใจ

  เพราะหลวงตาชื่นเป็นพระ

   สิ่งเหล่านี้คือสิ่งลวงตาเรา ทำให้เรามองไม่เห็นพฤติกรรมน่าสงสัยในตอนต้นเรื่อง

   หนังเรื่องนี้ได้บอกเราว่า พระอย่างสิงห์และป่านที่มีความเป็นโจรอยู่เต็มร้อยทั้งกายและใจนั้นจับได้ไม่ยาก แต่พระอย่างหลวงตาชื่นที่มีความเป็นโจรแอบซ่อนอยู่ภายในรูปกายและวาจาที่ดูดีนั้นต่างหากที่น่ากลัว

   เป็นหลืบไรศาสนาอย่างแท้จริง



ส่งท้าย

   มีบางคนกล่าวหาว่าหนังเรื่องนี้ทำให้วงการศาสนาเสื่อมเสีย เป็นหนังที่ไม่จรรโลงพุทธศาสนา แต่ในสายตาของผม แง่คิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้ว่า พวกเขาทำการบ้านมาเป็นอย่างดี มีการศึกษาเรื่องศาสนาในทุกแง่ สิ่งที่ต่างจากหนังศาสนาทั่วไปคือ พวกเขากล้าถามคำถามและกล้าที่จะนำเสนอในอีกแง่มุมหนึ่งในโลกแห่งความจริงให้คนทั่วไปได้รับรู้

สุดท้ายขอขอบคุณ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ ที่กล้าจะนำเสนอหนังแนวนี้ ขอบคุณนักแสดงที่กล้ารับบทที่ออกจะหมิ่นเหม่ในการจะโดนทุเรียนฟาดหน้าเพราะการทำตัวน่าเกลียดภายในหนัง และ ขอขอบคุณผู้ที่พยายามจะแบนหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้ผมตัดสินใจรีบดูก่อนที่มือแห่งศีลธรรมจะขย้ำหนังเรื่องนี้แบบไม่เหลือชิ้นดี

ขอบคุณครับ

(จบ)





Free TextEditor


Create Date : 18 มีนาคม 2553
Last Update : 22 มีนาคม 2553 10:13:13 น. 8 comments
Counter : 1678 Pageviews.

 
โดนค่ะ ^^


โดย: อินทิรา IP: 110.164.241.19 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:11:16:50 น.  

 
ชอบตรงที่เขียนถึงผึ้งมากครับ ส่วนใหญ่จะเป็นตัวละครที่ใครๆก็หยิบยกออกจากการวิเคราะห์ โดยเฉพาะช็อตที่ผึ้งมองหน้าพระพุทธรูป ซึ่งส่วนตัวผมสะใจมาก (เพราะไม่ว่าพระพุทธรูปที่ไหนก็จะแฝงไปด้วยรอยยิ้มและตาขวางๆ อันแลดูเหยียดผู้มองอยู่เสมอ)


โดย: nanoguy IP: 125.24.106.142 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:11:31:40 น.  

 
เขียนได้ดีมากค่ะ เมื่อวานเพิ่งไปดูมา ชอบมากค่ะ

ชอบอ่านๆ

เขียนเรื่องอื่นอีกสิคะ จะรออ่าน


โดย: MeJayya วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:23:02:38 น.  

 
เค้าอยากไปดูตั้งแต่รู้ว่าโดนแบน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูเลย แต่คาดว่าอีกอาทิตย์กว่าๆ ถ้าหนังยังฉายอยู่จะไปดูแน่ๆเลยค่ะ

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ อ่านแล้ว รู้ได้เลยว่าถ้าเค้าไปดู ต้องคิดได้ไม่ถึงขนาดนี้แน่ๆ แหะๆ


โดย: นุกซุน วันที่: 26 มีนาคม 2553 เวลา:19:48:06 น.  

 
ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ชมครับ เป็นแผ่นดีวีดี ดูแล้วก็มีข้อสังเกตตรงนั้นตรงนี้บ้าง

ไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่รู้แน่ๆว่าหนังมันต้องการบอกอะไรเราอีกมากกก... เพียงแต่เราไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึงสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ

ดูจบแล้วก็เกิดความอยากรู้อยากเข้าใจสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อ เลยดูซ้ำอีกรอบทันที ดูแบบย้อนไปย้อนมา ตัดไปฉากนี้บ้าง ตอนนั้นบ้าง เพื่อที่จะหาคำตอบให้กับตัวเอง ก็คลายข้อสงสัยของเราไปได้บ้าง แต่พอได้อ่านกระทู้นี้ จบเลย ข้อสงสัยทั้งหมดที่มี ไม่ต้องไปหาอ่านที่ไหนอีกแล้ว

จขกท เก็บรายละเอียดหนังได้หมดเลย สุดยอดมากๆๆ สุดยอดที่สุด ทีสุดในสามโลก

ในชีวิตไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่จะสุดยอดเท่านี้มาก่อน ป๊าดดด.. ลึกจริงๆๆ ขอกราบคารวะอย่างสูงครับ


โดย: อายุ 19 IP: 58.9.78.113 วันที่: 29 มิถุนายน 2553 เวลา:16:45:36 น.  

 


เป็นบทวิเคราะห์ที่ดีมาก
เขียนอีกเยอะๆค่ะ อยากอ่าน


โดย: พาน IP: 140.159.184.29, 140.159.2.34 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:13:16:43 น.  

 
แนะนำเว็บดูหนังซีรีย์เกาหลีฟรี


โดย: koreaserie (loveyoupantip ) วันที่: 6 สิงหาคม 2554 เวลา:10:08:40 น.  

 
ดูก่อนท่านทั้งหลาย การที่ท่านพยายามค้นหา ในเรื่องพวกนี้ ว่า จริงหรือไม่ ลองกลับมาดูก่อนเถอะว่า ท่านได้ประโยชน์อันได้ควรแก่การสร้างสม บาป บุญของตัวท่านเอง หรือไม่อย่างไร ธรรมมะอันเกิดประโยชน์วางอยู่ตรงหน้าท่านทั้งลายต่างหาก ที่ควรแก่การพินิจพิารณาและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่มีบุคลลใดที่จะรู้ดีไปกว่าพระพุทธเจ้า และสามารถตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ด้วยการนี้ การหมกมุ่นกับความคิดเห็นดังกล่าว ล้วนไม่ใช่เรื่องจำนำพาท่านไปสู่ความสงบได้เลย

ควรแก่การใช้ปัญญาในการใตร่ตรองเป็นอย่างยิ่ง ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง สิ่งใดเป็นแค่ไขความสงสัย พุทธสาสนิกชน พึงปฏิบัติตามคำสอน และไม่พึงสงสัยในธรรมอันวิเศษ สรรพสิ่งล้วนเวียนไหว้ ตายเกิด ตามวิถีของกรรมที่แต่ละตนทำไว้ ถ้าท่านเชื่อเรื่งการเวียนไหว้ตายเกิด ท่านควรมิต้องมีข้อสงสัยในธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจ ตี้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม เพื่อหลุดพ้น หรือแม้อย่างน้อยก็สั่งสมบารมีไปในภพต่อไปเทอญ สาธุ


โดย: ปัณณวิชญ์ IP: 171.97.43.63 วันที่: 11 มิถุนายน 2557 เวลา:9:22:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BufferWolfa
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add BufferWolfa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.