[2013] Chapter [6]

"คุณคาวามูระ คุณคาวามูระ รับโทรศัพท์ที่ใต้หอด้วย" เสียงประกาศตามสายดังนั้น


มิซากิลุกขึ้นสวมรองเท้าแตะ ใส่เสื้อคลุมทับเสื้อกล้ามกับกางเกงบ๊อกเซอร์ เดินลงมาชั้นล่างของหอพัก ห้องพักของมิซากิอยู่บนชั้นสาม นิสิตปี 4 ได้รับอภิสิทธิ์ในการพักอยู่ห้องเดี่ยว แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกรุ่นพี่ปี 4 มักจะเลือกอยู่อพาร์ตเม้นท์ส่วนตัวที่สะดวกสบายมากกว่า


ตู้โทรศัพท์อิมพีเรียลเน็ต อยู่ตรงหน้าห้องของผู้ดูแลหอพักที่เป็นชายชราชาวไทยสวมเสือพื้นเมืองสีกรม มิซากิลงบันไดมา ชายชราก็ชี้ไปที่ตู้โทรศัพท์


ใบหน้าของพ่อของเขาปรากฏอยู่บนจอภาพยิ้มให้กับเขา


"สบายดีหรือ มิซากิ"


ปีนี้คาวามูระ โซอิจิโร่ อายุได้ 60 ปีแล้ว ปีหน้าเขาก็จะเกษียณจากกรมการทางรถไฟแห่งจักรวรรดิ


"สบายดีครับ" มิซากิรู้สึกว่าพ่อดูแก่ลงจากเดิมที่พบกันครั้งสุดท้าย ผมของพ่อที่เคยดกดำ เริ่มบางและเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปทั้งศีรษะ "ที่นี่ร้อนมากครับพ่อ ที่ฉางชุนเป็นอย่างไรบ้าง"


"ตอนนี้พ่ออยู่มุกเด็น ...อากาศกำลังดีทีเดียว"


"พ่อไปทำอะไรที่มุกเด็น?"


"เรื่องงาน พ่อยื่นเรื่องขอเกษียณ และเดินเรื่องขอบำนาญ" พ่อพูด ก่อนจะเริ่มไอ "พ่อไม่ค่อยสบายเลย ช่วงนี้"


"พ่อต้องรักษาสุขภาพบ้างครับ"


"ไม่ต้องห่วงพ่อ พ่อยังอยู่ได้อีกนาน"


มิซากิรู้ดีว่าสุขภาพพ่อไม่ค่อยแข็งแรง เพราะในวัยหนุ่มของพ่อ พ่อต้องทำงานอยู่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำให้สุขภาพของพ่อแย่เป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งหลังจากที่แม่ถูกจับไป สุขภาพของพ่อก็เหมือนจะแย่ลงเพราะความตรอมใจ


"อ้อ" คาวามูระ โซอิจิโร่พูดเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "พ่อมีเรื่องจะคุยกับแกอยู่ 2-3 เรื่องนะ เรื่องแรก พ่อได้ไปพบกับศาสตราจารย์หวัง คณบดีของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุกเด็นแล้ว ท่านยินดีรับแกเป็นอาจารย์ หลังจากการศึกษาให้แกมาพบท่านเลยนะ"


"ครับพ่อ" มิซากิฝืนยิ้ม ในใจเขาอยากจะไปสมัครเป็นทหารแบบทาคาฮาชิ แต่มันเป็นไปไม่ได้สำหรับลูกคอมมิวนิสต์แบบเขา การกลับไปเป็นอาจารย์ที่แมนจูกัวก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปอย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้ๆ พ่อ


"เป็นอะไรไปล่ะ ทำหน้าไม่่ค่อยดีเลย"

"ปะ เปล่าครับพ่อ"


"เอาเถอะ พ่อก็เข้าใจแกอยู่นะ ... แต่การได้ไปเป็นผู้ช่วยฯ ของศาสตราจารย์หวังก็เป็นเรื่องดีที่เดียวเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมงานพ่อสมัยที่อยู่ฟุกุชิม่าเป็นคนดีทีเดียวล่ะ"


"ขอบคุณครับ หลังจากสอบไฟนอลแล้วผมจะขึ้นไปมุกเด็นทันทีครับ"


"..."


"ที่พ่อว่ามี 2 เรื่องนี่ มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ"


"โอ๊ะ! เกือบลืมไปแน่ะ ...คนแก่ก็ยังงี้แหละ" พ่อเกาหัวแกรกๆ แก้เก้อ "ยังไงดีล่ะ... พ่อได้ยินมาว่าที่มหาวิทยาลัยของแกจะมีการประท้วงใหญ่..."


"อ๋อครับ ไม่มีอะไรหรอกคือ แค่แสดงพลังต่อต้านการรวบอำนาจเผด็จการของรัฐบาลสหรัฐไทยใหม่ พวกสหภาพมักจะชุมนุมช่วงนี้ของทุกปีอยู่แล้ว" มิซากิพูด เร่ิมสังเกตเห็นความกังวลในแววตาของพ่อ


"แกจะเข้าร่วม ?"


"ไม่หรอกครับพ่อ ผมมีงานแข่งรักบี้ประเพณีระหว่างมหาลัยกับโรงเรียนนายทหาร" มิซากิพูด "...แต่จียุนเห็นว่าจะเข้าร่วม"


พ่อถอนหายใจ


"พ่อได้ข่าวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ลูกจำลุงฮาระ ได้ไหม?"


"ที่เคยอยู่บ้านใกล้ๆ กับเราที่ฉางชุน ทำไมหรือครับ"


"เขาทำงานในฝ่ายปกครองของแมนจูกัว พ่อบังเอิญเจอลุงฮาระที่มุกเด็น เราก็เลยพากันไปนั่งกินสาเกไปตามประสาคนแก่ ทีนี้พอได้ยินว่าแกกำลังเรียนอยู่ที่เชียงใหม่-โตได แกก็ทำหน้าซีเรียสขึ้นมาทันทีทันใด" พ่อพูด "แกกำชับให้พ่อบอกแกว่าการชุมนุมอาทิตย์หน้าห้ามแกไปร่วมโดยเด็ดขาด"


"ทำไมครับพ่อ?" เขาเริ่มไม่ค่อยสบายใจ ในรอบ 2-3 วันมานี้มีคนเตือนเขาเรื่องการชุมนุมถึง 2 คน คนแรกคือทาคาฮาชิ คนที่สองคือพ่อของเขาเอง


"มีข่าวลือว่าพวกแดงอยู่เบื้องหลังการชุมนุมน่ะสิ ได้ยินว่าพวกตำรวจลับตอนนี้อยู่เต็มเชียงใหม่ไปหมดเลย"


พวกแดง.... ตำรวจลับ.... คำเหล่านี้ทิ่มแทงหัวใจของเขา


"บอกแม่หนูจียุนด้วย" พ่อพูดต่อ "จำไว้ว่าอย่าเข้าใกล้การชุมนุมอย่างเด็ดขาด พ่อไม่อยาก...."


พ่อพูดถึงตอนนี้ก็กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก


"ไม่อยากให้เป็นเหมือนแม่ ใช่ไหมครับพ่อ" มิซากิพูด "ไม่ต้องห่วงหรอกครับพ่อ ผมไม่มีวันคบหากับพวกคอมมิวนิสต์หรอกครับพ่อ"


"เห็นแกพูดอย่างนี้พ่อก็เบาใจ" พ่อถอนหายใจ


"พ่อครับ"


"หืม?"


"พ่อเคยโกรธหรือเกลียดคุณแม่ไหมครับ?"


คาวามูระ โซอิจิโร่ ถอนหายใจอีกรอบหนึ่ง "ถึงแม้พ่อจะไม่เข้าใจแม่เขาเลย แต่พ่อก็ไม่เคยโกรธหรือเกลียดแม่ของแก ความรู้สึกที่พ่อมีต่อแม่ของแกไม่เคยเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน" พ่อพูด "ความทรงจำสำหรับพ่อ มิซาเอะยังเป็นคนที่น่ารักและแสนดีเสมอ ถ้าแกรักใครสักคนแกจะเข้าใจ"


"..."


"แกไปพักเถอะ เดี๋ยวพ่อจะจับรถไฟกลับฉางชุนแล้ว"


"พ่อครับ..." มิซากิเหมือนจะนึกอะไรได้


"มีอะไร?"


"มะ ไม่มีอะไรครับ" ทีแรกมิซากิคิดจะเล่าให้พ่อฟังเรื่องที่โยชิสึเนะบอกเกี่ยวกับคนที่ชื่อกาญจนาที่มุกเด็น แต่เมื่อคิดว่าอิมพีเรียลเน็ตไม่ปลอดภัยเขาเลยเปลี่ยนใจ "ดูแลสุขภาพด้วยครับ ผมรักพ่อ"


คาวามูระ โซอิจิโร่ยิ้มก่อนจะตัดสายไป




Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 11:02:31 น.
Counter : 175 Pageviews.

0 comment
[2013] Chapter [5]

จังหวัดพิบูลสงคราม

มณฑลบูรพา

ราชอาณาจักรไทยใต้



ลานจตุรัสพิบูลสงครามคราคร่ำไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือนที่มีตลาดนัดรอบๆ อนุสาวรีย์จอมพลที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางจตุรัส ราชอาณาจักรไทยใต้เป็นประเทศเดียวในอินโดจีนที่ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงคราม และยังคงสถานะเป็นประเทศเอกราชผู้ชนะสงครามร่วมกับญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลีอย่างเต็มภาคภูมิ แต่อย่างไรก็ตามราชอาณาจักรไทยใต้ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิญี่ปุ่นอยู่ดี ในปี 1947 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขอแยก 7 จังหวัดทางตอนเหนือของไทยเดิม ไปรวมกับรัฐฉาน ตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ไปจนจรดอ่าวตังเกี๋ย ตั้งเป็นประเทศภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยรัฐบาลไทยไม่สามารถปริปากใดๆ


ชาวญี่ปุ่นสองคนสวมแว่นตาทรงกลมนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่ร้านกาแฟข้างทาง มองคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทั้งคู่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวพับถึงข้อศอก มีสายรั้งกางเกง เครื่องแบบอย่างไม่เป็นทางการที่ใครๆ ก็รู้ว่าทั้งสองคนนี้คือเก็มเปไต คนหนึ่งสวมหมวกแบเรต์ปิดนัยน์ตา เจ้าหน้าที่ตำรวจลับของจักรวรรดิทั้ง 2 คนนั่งเงียบๆ โดยแทบจะไม่คุยอะไรกับเลย ไม่นานนักชายคนที่สามก็มาสมทบ


ชายคนที่สามเป็นชาวไทย วัยกลางคน แต่งชุดตำรวจครึ่งท่อนสวมเสื้อยืดคอกลม เมื่อมาถึงเก็มไปไตทั้งสองคนก็ลุกขึ้นโค้งเล็กน้อย ชายชาวไทยโค้งตอบตามธรรมเนียม ก่อนจะขยับเก้าอี้นั่ง


"สารวัตรณรงค์จะสั่งอะไรหรือไม่?" ชายชาวญี่ปุ่นคนที่ไม่สวมหมวกพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ


"ไม่เป็นไร ผมทานมาแล้ว คุณอิชิฮาร่า" สารวัตรชาวไทยพูด พลางมองซ้ายมองขวา "ทำไมไม่เจอกันในที่ ๆ เป็นส่วนตัวกว่านี้"


"ไม่มีความจำเป็นครับ สารวัตร" อิชิฮาร่าพูด "ไม่มีใครอยากจะตอแยกับพวกเราอยู่แล้วครับ ฮ่า ๆ"


สารวัตรณรงค์ถอนหายใจ "เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน"


"สารวัตรได้นำเอกสารตามที่ทางเก็มเปไตร้องขอมาด้วยหรือไม่"


สารวัตรยกกระเป๋าเอกสารมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดออก หยิบเอาแผ่นแม่เหล็กบันทึกข้อมูลออกมา "นี่คือสำเนาของเอกสารระบุการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรไทย....ใต้" คนไทยโดยทั่วไปจะไม่ยอมเรียกประเทศตัวเองว่าราชอาณาจักรไทยใต้ เป็นเรื่องปกติ "...ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานทุกคนในชั่ว 3 เดือนที่ผ่านมา"


สารวัตรชาวไทยจุดบุหรี่สูบ


"บรรดา สส.พรรคแรงงาน ทางสันติบาลเราจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว" สารวัตรพูด "พวกนี้แม้จะฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เรายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ.... ทางคุณมีข่าวกรองอะไรจะแลกมั่ง"


ชาวญี่ปุ่นสองคนมองหน้ากัน


"ขอให้ทางคุณจับตาพวกเขาให้ใกล้ชิด เราได้รับรายงานจากสายลับของเราว่า "ช่างตีเหล็ก" กำลังวางแผนจะเข้าไปเคลื่อนไหวในสหพันธรัฐไทยเหนือโดยเข้ามาทางไซ่ง่อน ผ่านประเทศคุณโดยอาศัยความช่วยเหลือจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายของประเทศคุณ" อิชิฮาร่าพูด


สารวัตรณรงค์เลิกคิ้ว


"ช่างตีเหล็ก !!?... เป็นไปไม่ได้ ถ้าคนระดับนั้นอยู่ในราชอาณาจักรไทย ไม่มีทางที่สันติบาลจะไม่รู้"


"คนๆ นี้ลึกลับมาก แม้กระทั่งสายของเก็มเปไตในพรรคคอมมิวนิสต์ยังแทบไม่รู้ความเคลื่อนไหว" อิชิฮาร่าพูด


ช่างตีเหล็ก คือชื่อจัดตั้งของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สากล เขาเป็นคนที่ลึกลับที่สุด ตำแหน่งของเขาผ่านการเลือกตั้งโดยสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์สากล เลขาธิการพรรคคนก่อนๆ มีบทบาทในทางสังคมบ้างไม่มาก จนกระทั่งภายหลังการกวาดล้างใหญ่ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เกือบหมื่นคนถูกจับ เกินกว่าครึ่งถูกยิงเป้าที่เหลือถูกส่งไปใช้แรงงานตอนเหนือสุดของไซบีเรีย เลขาธิการพรรคคนปัจจุบันจึงเก็บตัวเป็นความลับที่สุด


"เรารู้แต่ว่า เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สากลคนปัจจุบัน หรือ ช่างตีเหล็ก เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น" อิชิฮาร่าพูดต่อ "ภายในองค์กรคอมมิวนิสต์สากลจะมีคณะกรรมาธิการใหญ่เป็นเปลือกหุ้มสมัชชาอยู่ และในบรรดาสมัชชานั้นเองจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกเลขาธิการ ดังนั้นแม้แต่คณะกรรมาธิการใหญ่ก็ไม่รู้ว่าใครคือตัวจริงของเลขาฯ"


"สายลับของเก็มเปไตที่เข้าไปแทรกแซงในพรรคฯ ได้พยายามอย่างยิ่งยวดจนในที่สุดก็สามารถจะบอกได้ว่า ชายผู้นี้..."


"ชาย ?" สารวัตรณรงค์พูด


"ใช่... สายลับของเราหลายคนรายงานตรงกันว่า ช่างตีเหล็ก เป็นชายวัยกลางคน สัญชาติญี่ปุ่น แต่ไม่ทราบถึงรูปพรรณสัณฐาน ทางหน่วยข่าวกรองของเราสันนิษฐานว่า บุคคลที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดที่จะเป็นช่างตีเหล็ก คือ มาเอดะ ไทโช" อิชิฮาร่ายกถ้วยกาแฟเย็นชืดขึ้นจิบ "ชายคนนี้อดีตเคยเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกในกองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ในปี 1983 เขาได้พยายามกบฏ นักเรียนนายร้อยรุ่นนั้นถูกยิงเป้าทั้งหมด มีคนเดียวที่หนีรอดไปได้คือมาเอดะ ไทโชคนนี้ เขาได้รับการบันทึกว่ามีส่วนในการวางระเบิดตึกรัฐสภาญี่ปุ่น และทางรถไฟอีกหลายแห่งในประเทศจีน จนกระทั่งหลังการกวาดล้างครั้งใหญ่ เขาก็หายสาบสูญไป"


"คุณพอจะมีรูปถ่ายของชายคนนี้หรือไม่"


อิชิฮาร่าหันไปพูดกับเก็มเปไตอีกคนหนึ่งด้วยภาษาญี่ปุ่น ชายสวมหมวกแบเร่ต์หยิบเอากระเป๋าเอกสารขึ้นมาเปิด ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารบางๆ ยื่นให้สารวัตรณรงค์


สารวัตรณรงค์หยิบแฟ้มมาพลิกดู


มาเอดะ ไทโช อายุ 50 ปี เกิดเมื่อ 14 ตุลาคม 1963 ที่กรุงเทพมหานครฯ อดีตเมืองหลวงของราชอาณาจักรไทย บิดาเป็นนายทหารช่างสังกัดกองทัพเรือของพระจักรพรรดิ ชื่อนาวาเอกมาเอดะ ชินทาโร่ มารดาเป็นคนไทยชื่อสร้อยสน


"โฮ่ เป็นลูกครึ่งหรอกหรือ" สารวัตรอุทานเบาๆ


"ลูกครึ่งสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเองก็เป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นเหมือนกัน" อิชิฮาร่าพูด "แม่ผมเป็นคนมณฑลพายัพ สหรัฐไทยเหนือ"


"อ้าว! ขอโทษที ผมไม่ได้ตั้งใจ"


เขาจบการศึกษาระดับมัธยมต้นที่กรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหารที่ปัตตาเวีย ในปี 1978 สำเร็จโรงเรียนเตรียมทหารด้วยคะแนนยอดเยี่ยม จนได้รับทุนจากสมเด็จพระจักรพรรดิไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกที่โตเกียวในปี 1980


"ว่ากันว่ามาเอดะไทโชผู้นี้มีความฉลาดหลักแหลมพอๆ กันท่านนายพลอิโซโรคุ ยามาโมโต้ในตำนานทีเดียว" อิชิฮาร่าพูด "น่าเสียดาย..."


ในปี 1983 มาเอดะ ไทโช กับเพื่อนนักเรียนนายร้อยร่วมรุ่นได้ก่อกบฏ ยึดเอาโรงเรียนนายร้อย และกองบัญชาการทหารยานเกราะ ก่อนจะเคลื่อนขบวนเข้าล้อมพระราชวังอิมพีเรียล แต่สุดท้ายทั้งหมดก่อการไม่สำเร็จ และถูกยิงเป้าทั้งหมด แต่มาเอดะ ไทโชกลับรอดตายอย่างปาฏิหาริย์

"คาดว่าในกองทัพเองก็มีสายของพวกแดงอยู่ไม่น้อย น่าสนใจคือทำไมจู่ๆ นักเรียนนายร้อยปี 2-3 ยังเด็กหนุ่มกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านสมเด็จพระจักรพรรดิ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลัง แต่ที่แน่ๆ มาเอดะ ไทโช สามารถหนีรอดมือเก็มเปไตนัยครั้งไม่ถ้วน จากโตเกียว ไปถึงฮอกไกโด ข้ามทะเลญี่ปุ่นไปยังคาบสมุทรเกาหลี จนถึงมอสโคว์ เราตามจับมันได้แค่เงาเท่านั้น เจ้าหมอนี่ยังโผล่มาหลอกหลอนพวกเราซึ่งเป็นหน่วยตำรวจลับที่มีการข่าวกรองที่เยี่ยมที่สุดในโลก"


สารวัตรณรงค์หางตากระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกหมั่นไส้ไอ้เก็มเปไตลูกครึ่งคนนี้เล็กน้อย สารวัตรชาวไทยเชื่อว่าการข่าวกรองของสันติบาลไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าเก็มเปไตเท่าไหร่ เขามั่นใจว่ามาเอดะไทโชคนนี้จะต้องอยู่ในเงื้อมมือของเขาแน่นอน


"เจ้าหมอนี่ มันมีชื่อไทยหรือเปล่า?"


"มีสิ" อิชิฮาร่าพูด "ไม่ได้ระบุไว้ในแฟ้มหรอก ...มันมีชื่อแม่ตั้งให้ว่า รุจน์ ทางเราพบว่ามันเคยเดินทางผ่านลาว 2 ครั้งด้วยชื่อนี้ แต่นี่เป็นแค่หนึ่งในหลาย ๆ ชื่อเท่านั้น"


สารวัตรณรงค์พลิกแฟ้มไปยังรูปของมาเอดะ ไทโช เป็นรูปเด็กหนุ่มผมสั้นเกรียนรูปร่างสันทัด คิ้มเข้ม สวมชุดนักเรียนนายร้อยเต็มยศ


"ไม่มีรูปปัจจุบันเลยหรือ" สารวัตรบ่น


"ไม่มี...แบบที่เห็นชัดๆ" อิชิฮาร่าพูด ก่อนจะพลิกแฟ้มไปอีกหน้าหนึ่งที่เป็นรูปถ่ายซูมจากระยะไกล เป็นชายรูปร่างสันทัด ไม่อ้วน ไม่ผอม สวมชุดสูทสากลสีเข้ม แม้จะเห็นรายละเอียดบนใบหน้าไม่ชัดเจน แต่ก็มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับรูปวัยหนุ่มของเขา


"ก็ยังพอใช้ได้ ...คุณอิชิฮาร่า ผมคงต้องนำเรื่องนี้ปรึกษากับท่านผู้บัญชาการกรมตำรวจสันติบาลก่อน เราคงต้องเพิ่มการตรวจคนเข้าเมืองทั้งตามแนวชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน"


"ขอบคุณมาก แต่เกรงว่าเวลานี้มาเอดะ ไทโช น่าจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยใต้แล้ว อาทิตย์หน้าจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ของสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่-โตเกียว คาดว่าพรรคคอมมิวนิสต์น่าจะมีแผนการอะไรสักอย่าง"


สารวัตรชาวไทยสบถ "ทำไมคุณพึ่งมาแจ้งเราเอาป่านนี้!!!"


"ตามปกติ เราคงจะไม่พึ่งสันติบาลของพวกคุณหรอก แต่ปัญหาตอนนี้คือทางเก็มเปไตภาคพื้นเอเซียอาคเนย์ทั้งหมดได้เข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ทางเราจึงมาขอความ 'ร่วมมือ' จากคุณ"


สารวัตรณรงค์ลุกขึ้นยืน


"ผมเข้าใจล่ะ ถ้าได้ความอย่างไรผมจะติดต่อทางคุณอีกที" สารวัตรชาวไทยตัดบทอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์


"เดี๋ยวก่อนสารวัตร" อิชิฮาร่าพูด "ผมจะให้ผู้ช่วยของผมอยู่ช่วยสารวัตร เขาเป็นมือดีที่สุดของหน่วยเราทีเดียว ผมขอแนะนำให้สารวัตรรู้จัก พันตรีชิซึกะ"


เก็มเปไตอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอดลุกขึ้นคำนับ ก่อนจะถอดหมวกแบเร่ต์ปล่อยผมยาวสลวย กลับเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่ง





Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 11:02:10 น.
Counter : 186 Pageviews.

0 comment
[2013] Chapter [4]

สหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่-โตเกียว แม้จะตั้งชื่อเสียยาวเหยียดหรูหรา แต่จริงๆ แล้วคือห้องเรียนเก่า ๆ ที่อยู่ติดห้องน้ำชั้นล่างสุดของอาคารเรียนรวม มีสิ่งเดียวที่ระบุว่าที่นี่คือสหภาพฯ นั่งคือป้ายพลาสติกสีฟ้าตัวหนังสืออักษรคันจิสีขาว แต่ที่พิเศษกว่าที่อื่นคือตรงด้านล่างของตัวอักษรคันจิมีตัวอักษรภาษาไทยอยู่ด้วย ตามกฏของมหาวิทยาลัยในเครือจักรวรรดิญี่ปุ่น นอกเหนือจากภาษาญี่ปุ่นที่เป็นภาษาแม่แล้ว ห้ามใช้ภาษาพื้นเมืองทั้งการพูดและเขียน ทางมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งถึงกับมีการตั้งหน่วยสารวัตรนักศึกษาคอยสอดส่องผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฏของมหาวิทยาลัย


การที่หน้าห้องของสหภาพฯ จงใจเขียนป้ายด้วยอักษรภาษาไทยนับเป็นความท้าทายต่อสารวัตรนักศึกษาเลยทีเดียว


จิตรา เลขาธิการสหภาพฯ ยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียวเงียบๆ เหม่อมองผ่านหน้าต่างบานเกร็ดออกไปภายนอก จิตราเป็นหญิงสาวร่างโปร่ง ผิวคล้ำ ตัดผมสั้น เวลาอยู่ที่มหาลัยเธอมักจะสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนและกางเกงขายาวสีดำ ด้วยท่าทางห้าวและดุดันทำให้แม่กระทั่งผู้ชายยังเกรงเธอ ปีนี้จิตรอายุ 26 ปี ซ้ำชั้นมาแล้ว 5 ครั้ง และมีแววว่าปีนี้เธอจะซ้ำชั้นอีก แต่หญิงสาวก็ดูไม่ใส่ใจเท่าไหร่


เลขาธิการสาวห้าวเป็นคนไทยแท้ 100% พ่อของเธอเป็นคนสงขลา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายา ส่วนแม่เป็นคนเชียงใหม่ จิตรเริ่มศึกษามาร์กซ์ตอนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่สอง โดยการแนะนำของอาจารย์คาไซ อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของสหภาพฯ หลังจากนั้นชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยของเธอก็ลุ่มๆ ดอนๆ แต่ไฟปฏิวัติได้ถูกจุดขึ้นแล้วในหัวใจของเธอ


"คิดอะไรอยู่คนเดียว" ภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ


จิตราหันกลับมาก็พบอาจารย์คาไซยืนอยู่ที่หน้าประตู อาจารย์คาไซ เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 50 ปี ผมหงอกขาวโพลนทั้งศีรษะ สวมแว่นกลมหนาเตอะ ไว้หนวดเข้ม บรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์มักจะเรียกแกว่า "ทร๊อตสกี้" ซึ่งดูแกจะพออกพอใจสมญานามนี้ไม่น้อย


จิตราโค้งคำนับอาจารย์


"สวัสดีค่ะ อาจารย์" จิตราพูดทักทายตอบด้วยภาษาไทย อาจารย์คาไซแม้จะเป็นคนญี่ปุ่นแค่กำเนิด แต่ก็เป็นศาสตราจารย์ระดับ 1 ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์


อาจารย์ทร๊อตสกี้ เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะควักบุหรี่มาสูบอย่าสบายอารมณ์


"เรื่องการนัดชุมนุมไปถึงไหนแล้ว"


"เป็นไปได้สวยค่ะ ..เกือบทุกคณะยินดีเข้าร่วม เกือบทุกชมรมก็ตอบรับมาแล้ว"


"โอ้ เหนือความคาดหมายจริงๆ"


"เหลือแต่ชมรมรักบี้ค่ะ"


อาจารย์คาไซเลิกคิ้ว


"หืม?"


"มิซากิ ตัวแทนชมรมรักบี้ยังไม่ยอมให้คำตอบ" จิตราพูด "เห็นว่าช่วงนี้ใกล้งานแข่งรักบี้ประเพณีระหว่างมหาลัยเรากับโรงเรียนนายทหาร"


"มหาวิทยาลัย... ไม่ใช่ มหาลัย" อาจารย์คาไซแก้ให้จิตรหัวเราะเบาๆ อาจารย์ทร๊อตสกี้มักจะไม่ค่อยชอบเวลาคนพูดภาษาไทยไม่ถูกต้อง และมักจะแก้ให้ทันทีจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของแก


"ค่ะ ....งานแข่งรักบี้ประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โตเกียว กับโรงเรียนนายทหาร"


"ตะกี้พูดถึงใครนะ...มิซากิ ?... คาวามูระ มิซากิใช่ไหม?"


"ค่ะ"


"น่าสนใจจริงๆ"


จิตราขมวดคิ้ว


"ทำไมหรือคะ?"


"เรื่องมันยาวน่ะ... เอาเป็นว่าเธอรู้จัก โคมินเทิร์น (Comintern) หรือเปล่า ? จิตรา"


"องค์กรคอมมิวนิสต์สากล (Communist International) ใช่ไหมคะ.... แต่การจัดตั้งของโคมินเทิร์นถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นและเยอรมันทำลายจนสิ้นซากตั้งแต่หลังสงครามแล้วไม่ใช่หรือคะ"


"ถูกต้อง" อาจารย์ทร๊อตสกี้ลุกขึ้นไปค้นหนังสือบนตู้หนังสือ สักพักก่อนจะอุทานดังอา แล้วหยิบเอาหนังสือที่ห่อด้วยผ้าอย่างดีออกมาเปิดดู "โคมินเทิร์นก่อตั้งโดยเลนินในปี 1919 หลังการอสัญกรรมของเลนิน ในปี 1924 องค์กรก็เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โซเวียตซึ่งเข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษ และฝรั่งเศสในนามของทริปเปิ้ล อองตอง (Triple Entente) ได้แพ้สงคราม โซเวียตล่มสลาย เยอรมันกับญี่ปุ่นแบ่งโซเวียตออกเป็น 2 ส่วน โดยอาศัยแนวของเทือกเขายูราล โคมินเทิร์นจึงถูกยุบลงพร้อมกับการล่มสลายของโซเวียต"


อาจารย์คาไซ เปิดหนังสือเล่มนั้นไปเรื่อยๆ


"อ้อ! นี่ไง" ว่าแล้วอาจารย์ก็ชี้ไปที่รูปชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง "คนๆ นี้คือ คาตายามะ เซน เป็นโซเชียลลิสต์ชาวญี่ปุ่น เคยเข้าร่วมประชุมโคมินเทิร์นในฐานะตัวแทนของพรรคสังคมนิยมแห่งญี่ปุ่น อาจารย์เซนมีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ ซาคุมะ ชื่อจริงไม่มีใครรู้น่าจะเป็นชื่อจัดตั้ง ภายหลังจากที่โคมินเทิร์นถูกกวาดล้าง พรรคสังคมนิยมแห่งญี่ปุ่นก็สลายตัวไป แต่จริงๆ แล้วกลายสภาพเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งญี่ปุ่นโดยอาจารย์ซาคุมะนี่เอง...


"ภายหลังได้มีการประชุมร่วมระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ภาคพื้นเอเซียแปซิฟิกที่กรุงเทพ พรรคคอมมิวนิวต์แห่งเอเซียแปซิฟิกจึงได้รัยการก่อตั้วขึ้นโดยมีท่านนี้... เป็นเลขาธิการคนแรก"


อาจารย์คาไซชี้ไปที่รูปเก่าของชายคนหนึ่งเป็นคนที่จิตรรู้จักดีนั่นคืออาจารย์ปรีดี ในช่วงสงครามท่านเป็นหัวหน้าองค์การใต้ดินชื่อว่าเสรีไทย หลังจากสงครามเสรีไทยส่วนใหญ่ถูกฆ่าตาย แต่ท่านได้หนีเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด


"เรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์ภาคพื้นเอเซียแปซิฟิกดิฉันพอรู้มาบ้างนะคะ แต่มันเกี่ยวข้องยังไงกับมิซากิ ชมรมรักบี้?"


"ทีนี้ถึงตอนสนุกล่ะ... ตำแหน่งของเลขาธิการได้มีการเลือกตั้งเป็นการภายในพรรค และพรรคได้ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านจัรวรรดินิยมญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา" อาจารย์ขยับแว่น " ศูนย์บัญชาการใหญ่ของพรรคฯ อยู่ที่ฟุคุชิม่า มีหัวหน้าที่เรียกว่าผู้บัญชาการใหญ่ดูแลอยู่ แต่ทางจักรวรรดิได้ส่งสายลับเข้าไปแทรกซึมอยู่ในพรรค จนกระทั่งปี 1994 กองกำลังเก็มเปไตได้บุกโจมตีศูนย์บัญชาการใหญ่ของพรรคฯ จับผู้บัญชาการและสมาชิกส่วนใหญ่ได้ ทั้งหมดถูกยิงเป้าในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา เป็นการกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ที่สุด พรรคได้สูญเสียบุคลากรไปถึงเกือบ 40%"


จิตราขมวดคิ้ว


"ผู้บัญชาการของศูนย์ฯ ที่ฟุคุชิม่าเป็นผู้หญิง เรียกขานกันด้วยรหัสว่า "แม่บ้าน" ...เธอถูกมอบหมายให้แต่งงานกับวิศวกรโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิม่า เพื่อก่อวินาศกรรม... แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ ..."


"อาจารย์คงไม่ได้หมายถึง..."


อาจารย์คาไซชี้ไปที่รูปหญิงสาวคนหนึ่ง


"ผู้บัญชาการศูนย์ ที่เรียกกันว่า "แม่บ้าน" มีชื่อจริงว่า ยามาซากิ มิซาเอะ .... ใช่แล้ว เธอเป็นแม่ของ คาวามูระ มิซากิ"


จิตราอุทานดังอา


“ไม่ใช่เล่นเลยนะคะอาจารย์” จิตราพูด “แต่ดิฉันไม่เห็นว่านายมิซากิคนนี้จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรนอกจากการเล่นรักบี้เป็นวัวเป็นควายแบบนั้น”


อาจารย์คาไซอัดควันบุหรี่เข้าปอดก่อนจะระบายออกมายาวๆ


“ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เขาถูกทางการจับตาเข้มงวดมาตลอดตั้งแต่แม่เขาถูกจับ พ่อของเขาถูกส่งไปเป็นวิศวกรระดับล่างควบคุมการสร้างทางรถไฟส่วนขยายของทรานไซบีเรีย” อาจารย์ทร๊อตสกี้พูด “น่าเสียดาย....”


“เสียดายทำไมหรือคะ?”


“สำหรับนักสังคมนิยมแล้ว เราถือว่ายามาซากิ มิซาเอะ เป็นโจน ออฟ อาร์ค ของเราเชียวนะ.... มีคำสั่งจากสมัชชาให้ดูแลลูกชายของเธอให้ดี”


“สมัชชา??”


“หืม?” อาจารย์ทร๊อตสกี้พึ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูด “...โอ๊ะ ขอโทษที... กรุณาอย่าพูดถึงสมัชชาให้ใครได้ยินอีกได้หรือไม่.....” ว่าแล้วอาจารย์ก็ขยับแว่นตาก่อนจะมองหน้าจิตรเขม็ง จนหญิงสาวรู้สึกอึดอัด “ถึงคุณจะได้รับ `การศึกษา’ มาแล้วอย่างดี แต่ยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะเข้าเป็นสมาชิกพรรค ก่อนจะถึงเวลานั้นคุณจะต้องรับการทดสอบมากมายทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฎิบัติ”


“ค่ะ”


อาจารย์คาไซยิ้ม


“ข้อสอบข้อแรกของคุณคือการชุมนุมที่จะถึงอาทิตย์หน้านี้ ทางพรรคหวังว่าจะเป็นการจุดไฟปฏิวัติให้ลามไปยังนักศึกษาปัญญาชนทั่วทั้งจักรวรรดิ ทางพรรคไว้ใจและเชื่อมั่นในความสามารถของคุณมากนะ สหายจิตร”





Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 11:01:53 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comment
[2013] Chapter [3]

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1995

สถานที่ไม่เปิดเผย



ห้องขังมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือที่บานประตูเหล็กเท่านั้นที่ช่วยไม่ให้ห้องขังทั้งห้องมืดสนิท ช่องเล็ก ๆ ที่ประตูจริง ๆ แล้วไม่ได้มีไว้เพื่อให้แสงเข้ามาในห้องแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้ให้ผู้คุมคอยสังเกตดูว่านักโทษในห้องขังนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทั่วทั้งเขตการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นมีห้องขังแบบนี้อยู่นับพัน ๆ แห่ง


หญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมมืดของห้อง เธอสวมชุดนักโทษสีหม่นสกปรก เรือนผมที่เคยยาวสลวยของเธอพึ่งถูกกร้อนจนติดหนังหัวเมื่อไม่นานมานี้ ผมที่เริ่มขึ้นมาใหม่เริ่มมีผมขาวแซม เธอไม่รู้ว่าเวลานี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน เธอถูกขังมาแล้วนานเท่าไหร่ อาจจะแค่ 10 วัน หรืออาจจะเป็นเดือน


บางครั้งพวกผู้คุมสวมหน้ากากกันแก็สพิษก็เข้ามาลากเธอออกไปทรมานเพื่อให้เธอบอกข้อมูล ดูเหมือนว่าพวกผู้คุมจะมีวิธีการทรมานที่แสนพิศดารเกินกว่าที่ใครจะนึกถึง และสุดท้ายแทนที่พวกผู้คุมจะลากเธอเข้าห้องรมแก็ส พวกมันกลับโยนเธอกลับเข้ามาในห้องมืดเย็นเยียบเหมือนเดิม


พลันประตูบานหนาหนักก็เปิดออก แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามาจนหญิงสาวต้องใช้มือปิดตา


พวกผู้คุมสวมหน้ากากกันแก็สพิษอีกแล้ว...


แต่คราวนี้มีชายร่างเล็กคนหนึ่งสวมชุดนายทหารของกองทัพเรือจักรวรรดิเดินตามเข้ามาด้วย นายทหารผู้นั้นถือเอาแฟ้มเล่มบาง ๆ มาด้วย


นายทหารเรือร่างเล็ก เดินมาหยุดยืนหน้าหญิงสาวก่อนจะเปิดแฟ้มออกอ่าน


“โดยพระราชโองการแห่งองค์สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นอันเกรียงไกร มีคำตัดสินให้นักโทษหญิง หมายเลข 236810 นักโทษเนื่องจากการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรวรรดิญี่ปุ่น”


หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สายตาเลื่อนลอย


“โดยให้กระทำการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยทันที”


นายทหารเรือร่างเล็กปิดแฟ้ม ก่อนจะขยับแว่นตา “นักโทษหญิง หมายเลข 236810 มีอะไรจะสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่”


หญิงสาวเงียบก้มหน้านิ่ง


นายทหารผู้นั้นหันไปทางผู้คุมก่อนจะโบกมือให้พวกผู้คุมออกไป พวกผู้คุมทำความเคารพก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง


“เอาล่ะ.... คุณมิซาเอะ... มีอะไรจะสั่งเสียถึงครอบครัวไหมครับ” นายทหารผู้นั้นพูดเบา ๆ


ยามาซากิ มิซาเอะเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆ 


“คุณนั่นเอง...... แล้ว..... หัวหน้า...?” หญิงสาวเค้นแต่ละคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก


“หัวหน้าปลอดภัยดี ถ้าไม่ได้การเสียสละของคุณ หัวหน้าคงไม่รอด... ตอนนี้เขาออกนอกประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว”


มิซาเอะถอนหายใจ


“ค่อยโล่งใจหน่อย” หญิงสาวฝืนยิ้ม


“หัวหน้าฝากมาบอกว่า ทางพรรคจะดูแลครอบครัวของคุณ โดยเฉพาะลูกชายอย่างดีที่สุด”


ยามาซากิ มิซาเอะ ผงกศีรษะน้อย ๆ


“ถ้างั้นฉันก็พร้อมที่จะตายแล้วล่ะ” หญิงสาวพูด “ขอบคุณมาก...... คุณมินาโมโตะ”





Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 11:01:33 น.
Counter : 138 Pageviews.

0 comment
[2013] Chapter [2]

“เป็นอะไร? ไม่กินเหรอ เดี๋ยวมันจะเย็นนะ”


คิมจียุนพูดก่อนจะกินราเมนของตัวเอง มิซากิชอบเวลาที่จียุนใช้ตะเกียบคีบราเมน มือข้างขวาของเธอจับตะเกียบ ส่วนข้างซ้ายจะปัดเอาผมยาวสวยไปทัดไว้ที่หลังใบหู ผมของมิซากิเป็นสีน้ำตาลออกแดงโดยธรรมชาติ ไม่เหมือนกับคนเกาหลีอื่น ๆ คิมจียุนเกิดที่เกาะคาราฟุโตะ (ซัคคาลิน) บรรพบุรุษของเธออพยพมาจากประเทศเกาหลีตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์โชซอน หลังจากที่เธอเกิด ครอบครัวของเธอได้ถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟที่วลาดิวอสต๊อก


“นี่.... คิดอะไรอยู่เหรอ ?”


มิซากิส่ายหัว


“เปล่าไม่มีอะไร...” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ตั้งหน้าตั้งตาพุ้ยราเมนของตัวเอง


“ไม่มีอะไรจริงๆ อ่ะ.....” คิมจียุนพูด “วันนี้เธอดูแปลก ๆ ไปนะ มิจัง”


“คิดเรื่องชมรมน่ะ... อาทิตย์หน้าพวกน้องใหม่จะต้องไปแข่งรักบี้ประเพณีกับนักเรียนนายทหาร” มิซากิพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น


“น่าสนุกจัง... ฉันไปเชียร์ด้วยได้ไหม” คิมจียุนพูดยิ้ม ๆ


“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”


“ดีจัง.... เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วเราไปเดินดูเสื้อผ้าสวย ๆ ที่ตลาดหน้า ม. กันเถอะ” หญิงสาวพูด “จะได้ชุดสวย ๆ ไปอวดพวกนักเรียนนายทหาร เผื่อจะฟลุ๊คบ้าง”


“เชอะ”


คิมจียุนเอาศอกกระทุ้งสีข้างมิซากิเบา ๆ “พูดเล่นหรอกน่า พวกนายทหารแบบนั้นใครเขาจะสนใจคนเกาหลีอย่างฉัน”


มิซากิหัวเราะก๊ากกก เขารู้ดีว่าแฟนสาวของเขาพูดเล่น คนเกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น และถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองระดับล่างสุดมาตลอด


“อยากจะให้พวกนายทหารมันได้เห็นว่า คนเกาหลีสวย ๆ ก็มีถมไป”


“แน่ใจเหรอว่าเธอสวย” มิซากิหยอก


คิมจียุนฟาดมิซากิดังเปรี้ยงจนแทบจะเซตกจากเก้าอี้


พวกรุ่นน้องในชมรมรักบี้เดินคุยกันโขมงโฉงเฉงเข้ามาในร้านราเมน เมื่อเห็นมิซากินั่งอยู่ ทุกคนก็หยุดพูดแล้วโค้งคำนับ


“สวัสดีตอนเย็นครับ รุ่นพี่!!”


“ตามสบาย ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรหรอก.... ซ้อมกันเสร็จแล้วเหรอ” มิซากิพูด


“ครับรุ่นพี่”


“นายคือ โยชิสึเนะ ใช่ไหม?” มิซากิถามรุ่นน้องร่างเล็ก พวกชมรมรักบี้หัวเราะครืน


“อ่า.... ผมเคนจิครับ... รุ่นพี่จะเรียกโยชิสึเนะก็ได้ครับ ผมชินแล้วครับ”


“ฮ่า ๆ ถ้างั้นนายก็คงจะเจอมุซาชิโบ เบ็งเค แล้วสินะ” มิซากิชี้ไปทางจอมแสงด้านหลัง หนุ่มไทยใหญ่ร่างยักษ์ทำหน้างง ๆ ในขณะที่เพื่อน ๆ หัวเราะกันครืน


“อ้า... ขอโทษ นายคงไม่เคยรู้เรื่องของโยชิสึเนะ กับ เบ็งเค”


จอมแสงหัวเราะแหะ แหะ


“ถ้าเป็นเรื่อง เฮเขะโมโนกาตาริ ผมเคยอ่านมาบ้างครับ” จอมแสงเกาหัวพูดอย่างเขิน ๆ


มิซากิอ้าปากค้างอย่างเหนือความคาดหมาย


“ท่านพ่อผมเรียนจบด้านวรรณกรรมญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยโตเกียวครับ” จอมแสงพูด


คิมจียุนหัวเราะคิกคัก


“ดูเหมือนรุ่นพี่จะหน้าแตกแล้วล่ะ”


“ใครจะไปรู้ล่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งเคยเจอกับคนฉานนี่แหละ” มิซากิพูด ก่อนจะหันไปถามจอมแสง “นายเรียนคณะอะไรนะ?”


“คณะรัฐศาสตร์และการเมืองครับ”


เฉพาะพลเมืองชั้นพิเศษระดับ 2 เท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติเข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ฯ มิซากิถึงกับอึ้ง แต่ก็ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีเจ้าฟ้าไทยใหญ่หลายเมืองเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น พอหลังสงครามบรรดาเจ้าฟ้าและวงศ์วานว่านเครือของพวกเขาต่างได้รับเอกสิทธิ์มากมายจากจักรวรรดิ


“ตามสบาย... อาทิตย์หน้าแข่งกับนักเรียนนายทหาร ก็พยายามเข้านะ”


รุ่นน้องชมรมต่างโค้งคำนับรุ่นพี่อย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันนั่งตามโต๊ะ


“ไม่อยากจะเชื่อเลย” มิซากิเปรยขึ้นมา


“อิจฉาเขาเหรอ มิจัง”


มิซากิถอนหายใจ “ทำไมจะไม่อิจฉาล่ะ การเป็นพลเมืองระดับพิเศษได้รับสิทธิพิเศษมากมายตั้งแต่เกิดจนตาย ลูกๆ ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ได้รับราชการของจักรวรรดิ ส่วนพลเมืองชั้นสามัญอย่างเราเป็นได้อย่างมากก็เป็นหัวหน้าแผนกเล็ก ๆ หรือครูบ้านนอกจน ๆ”


“มิจัง โกรธคุณแม่หรือเปล่า?”


“เคยโกรธนะ ...ผมไม่เข้าใจว่าการเป็นพลเมืองระดับพิเศษก็ดีมีชีวิตสุขสบายอยู่แล้ว ทำไมคุณแม่ถึงต้องเป็นคอมมิวนิสต์? คอมมิวนิสต์มันดีตรงไหน? ดูอย่างอเมริกาเหนือสิ คนอดอยากล้มตายกันนับล้าน”


“เคยโกรธ? แล้วตอนนี้ไม่โกรธแล้วเหรอ?”


“โกรธท่านไปก็เท่านั้น ยังไงท่านก็เป็นแม่ของผม และท่านก็เสียไปนานแล้วด้วย” มิซากิก้มหน้าลงรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างจุกที่คอ “....ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยได้ยินพ่อตำหนิการตัดสินใจของแม่เลย”


ทั้งคู่นั่งเงียบไปชั่วครู่


“โอ๋ๆๆๆ จะร้องไห้แล้ว” คิมจียุนตบหลังมิซากิดังป้าบ


“ไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อย” มิซากิแยกเขี้ยว


“นี่... สมมติว่าถ้าเธอเป็นพลเมืองระดับพิเศษ.... เธอจะยังรักคนเกาหลีแบบเราหรือเปล่า?”


มิซากิมองหน้าจียุน


“อย่าถามอะไรที่เป็นไปไม่ได้สิ”


“ตอบฉันได้มั๊ย?”


“...”


คิมจียุนทำหน้าเศร้า


“สุดท้ายในสายตาของเธอ ฉันก็เป็นแค่คนเกาหลีสินะ?” หญิงสาวลุกขึ้นแล้วเดินไปจ่ายเงิน


“เดี๋ยวก่อนสิ” มิซากิตามไปคว้าข้อมือของจียุน


หญิงสาวหันมายิ้มให้ “ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า... อย่าคิดว่าฉันจะเป็นคนอ่อนแอขนาดนั้น” จียุนพูด “ฉันรู้ว่าเวลานี้ มิจัง รักฉัน แค่นั้นก็พอแล้ว”


คิมจียุนหันหลังเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้มิซากิยืนอยู่หน้าร้านเพียงลำพัง


จียุนมักจะเป็นแบบนี้นั่นแหละ อ่อนไหวและเปราะบาง แต่เธอก็เป็นคนที่น่ารักเสมอ คนแบบนี้น่ะเหรอที่ทาคาฮาชิบอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทำไมคนรอบข้างที่เขารักดูเหมือนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปเสียทุกคน


“รุ่นพี่ครับ” เสียงเรียกด้านหลังจนชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก


โยชิสึเนะรุ่นน้องยืนลังเลอยู่ด้านหลัง


“เอ่อ... มีอะไรหรือโยชิสึเนะ”


ชายหนุ่มร่างเล็กดึงมือของมิซากิมาทางหนึ่งก่อนจะมองซ้ายมองขวา


“รุ่นพี่มิซากิ คือ ลูกชายของคุณ ยามาซากิ มิซาเอะ ใช่ไหมครับ”


มิซากิสะดุ้ง แทบจะไม่มีใครเอ่ยชื่อนี้มานับ 20 ปีแล้ว แม้กระทั่งในใบประวัตินักศึกษาเขาก็ไม่เคยเขียนชื่อแม่ของเขาลงไป ชายหนุ่มลืมตัวคว้าคอเสื้อของโยชิสึเนะจนเท้าของเด็กหนุ่มแทบจะลอยขึ้นจากพื้น


“อย่าพูดชื่อนั้นให้ฉันได้ยินอีก ไม่งั้น...”


“เดี๋ยวก่อนครับรุ่นพี่...” โยชิสึเนะระล่ำระลัก “ใจเย็น ๆ ก่อน”


มิซากิรู้สึกตัวเลยปล่อยมือจากโยชิสึเนะ เด็กหนุ่มร่างเล็กไอแค่ก ๆ


“คุณพ่อของผมที่โตเกียว ฝากให้ผมมาพบลูกชายของคนที่ชื่อยามาซากิ มิซาเอะ....” โยชิสึเนะพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก


“???”


“ท่านบอกว่า ปีหน้าหลังจากที่รุ่นพี่จบ ให้ไปพบกับคนชื่อ กาญจนา ที่มุกเด็น... ส่วนอย่างอื่นนั้นผมไม่รู้อะไรทั้งสิ้นครับ” พูดแล้วโยชิสึเนะก็เดินกลับเข้าไปในร้าน





Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 31 พฤษภาคม 2556 11:01:17 น.
Counter : 143 Pageviews.

1 comment
1  2  

Broken Heart Prophet
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสามจิตว่าง
ที่กำลังพยายามเขียนนิยายแข่งกับลูกสาว