<<< ขอให้มีความสุขทุกคน>>>
Group Blog
 
All Blogs
 

12 กระบวนการช่วยคิด พิจารณาเลือกซื้อกองทุนรวม


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2552 10:26 น.


การลงทุนในกองทุนรวมในปัจจุบันนี้ถือว่า ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก โดยสังเกตุได้จากการที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆได้มีการเปิดเสนอขายกองทุนรวมต่างๆมากมายมาให้นักลงทุนได้เลือกสรรลงทุนไม่ขาดสาย อีกทั้งยอดการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของกองทุนที่ประกาศออกมาในแต่ละปี พบว่าเม็ดเงินในระบบมีการขยายตัวทุกปี แต่ทั้งนี้ นักลงทุนบางท่านที่สนใจลงทุนในกองทุนรวม แต่ไม่มีความรู้ในด้านของข้อมูลกองทุนรวมว่าจะเลือกลงทุนในกองทุนอย่างไรนั้น ก็ยังมีอีกหลายราย

ปัจจุบันนี้ ทีมงานจะนิยมนำข่าวสาร - มุมมองความเคลื่อนไหวในสถานการณ์ปัจจุบันมานำเสนอให้นักลงทุนได้รับทราบเสมอ แต่ครั้งนี้ขอนำเสนอข้อมูลจากบลจ.ฟินันซ่า ที่นำเสนอแนวทางการเลือกซื้อกองทุนรวม เพื่อให้นักลงทุนที่เริ่มสนใจลงทุนในกองทุนรวม หรือนักลงทุนรายใหม่ทุกท่านได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุนในอนาคต ซึ่งมีข้อเสนอแนวทางหรือวิธีการอย่างง่ายๆ12 ข้อสำหรับตัดสินใจลงทุน

1. ต้องรู้ด้วยตัวเองว่ากองทุนประเภทไหนที่เหมาะกับตัวท่าน (Types of Funds)
โดยหากหยิบหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันมาเปิดดูรายชื่อกองทุนรวมจะเห็นชื่อ และประเภทกองทุนมากมายหลายตาไปหมด ชื่อเหล่านี้มักจะเป็นคำที่กว้างๆ เพราะตอนนี้มีการจัดตั้งกองทุนอยู่ทั้งหมดราว 500 กองทุน

2. เลือกซื้อกองทุนตามความต้องการ(Choose funds that suit your needs)
สำหรับประเภทกองทุนรวมสามารถจัดให้แคบลงมาเหลือแค่ 3 ประเภท คือกองทุนหุ้น หรือกองทุนตราสารทุน (Equity Funds)กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ต่างๆ และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในเงินฝากหรือตั๋วเงินที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี โดยมีจุดต่างกันคือเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทน ทั้งนี้การเลือกลงทุนในกองทุนต้องประเมินว่าจะให้น้ำหนักในเรื่องของอัตราผลตอบแทนหรือความเสี่ยง และแผนการกระจายสินทรัพย์ของตัวท่านเอง (Asset Allocation)

3. ระวังเรื่องผลงานในอดีต (Beware of past performance)
ในส่วนของผลดำเนินงานในอดีตของกองทุนหรือ Track Record ซึ่งแม้จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ทว่าอาจจะชวนให้เข้าใจผิดในการประเมินวิธีการทำงานของผู้จัดการกองทุนได้ โดยตามหลักแล้วกองทุนที่ผลดำเนินงานในอดีตมีอัตราผลตอบแทนดีกว่าผลตอบแทนของดัชนีตลาดที่มีการนำมาใช้เปรียบเทียบด้วยนั้น ในระยะยาวหรือเมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวมักจะอยู่ในระดับต่ำกว่าดัชนีตลาด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆ นั้น ผู้จัดการกองทุนก็ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดัชนีของตลาดที่เอามาเปรียบเทียบ

4. ควรมองหากองทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลานาน (Long-term, Consistency)
นักลงทุนควรดูตัวเลขผลตอบแทนของกองทุนอย่างน้อยที่สุด 3 ปีย้อนหลัง หรือจะให้ดีก็ดูย้อนไปถึง 5 ปี โดยต้องเปรียบเทียบกองทุนที่อยู่ในประเภทเดียวกัน ไม่ใช่เอากองหุ้นไปเทียบกับกอง ตราสารหนี้ เพราะกองทุนสองประเภทนี้มีเป้าหมายการลงทุน และนโยบาย ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

5. ให้ระวังเรื่องผลตอบแทนที่เย้ายวนใจและอันดับความเสี่ยง (Beware of tempting yield and credit risk !!!)
กรณีที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ เนื่องจากตลาดตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ในประเทศเพิ่งจะจัดตั้งได้ไม่กี่ปีและมีสภาพคล่องน้อย ดังนั้น ราคาหุ้นกู้บางตัวในตลาดจะมีความผันผวนสูงและเป็นราคาที่ไม่ถือว่าสะท้อนความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยนักลงทุนจะเน้นในเรื่องของความมั่นคงและอัตราผลตอบแทนในระดับสูง ดังนั้นจึงมีบริษัทจัดการบางแห่งที่ทำทุกอย่างเพื่อให้มีตัวเลข อัตราผลตอบแทนดีๆ ซึ่งพวกเขาไม่สนใจว่าตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อลงทุนไว้ในพอร์ตจะมีอันดับความเสี่ยงสูงและสภาพคล่องที่จะซื้อขายเปลี่ยนมือก็อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เทคนิคในการที่จะเพิ่มตัวเลขผลตอบแทนนี้อาจจะได้ผลคุ้มค่าหรือไม่คุ้มเลยก็ได้

6.ดูสภาพคล่องและอายุของตราสารด้วยความระมัดระวัง (Look carefully at maturities & liquidity !!)
เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมากองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมีประวัติการทำผลตอบแทนได้สูง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะดำรงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงต่ำมากเป็นประวัติการณ์ในตอนนี้และจริงๆ แล้วกองทุนตราสารหนี้ที่มี อายุของตราสารที่ถือลงทุนอยู่ ยังเหลืออีกนานมากนั้น จะมีความผันผวน เรื่องราคาสูงมาก ถ้าอัตราดอกเบี้ยหันทิศกลับ โดยเพิ่มขึ้นแค่ 1% เท่านั้น กองทุน ประเภทนี้จะถูกผลกระทบอย่างหนัก โดยผลตอบแทนจะลดลง 10% หรือมากกว่านั้น ทำให้ดอกเบี้ยที่สะสมมามากกว่าปี สูญหายไปในพริบตา ซึ่งการรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ให้คิดว่าจะลงทุนระยะยาว และนี่ก็เป็นความผันผวนในช่วงสั้นๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามีเป้าการลงทุนที่สั้นกว่า นั้น เช่น 2 ปีหรือน้อยกว่านี้ ควรจะแบ่งเงินออกมาแล้วไปซื้อกองทุน ที่ถือตราสารระยะสั้น จะทำให้สามารถหาผลตอบแทนได้ถึง 75% - 80% จากกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว โดยมีความผันผวนน้อยกว่าประมาณ 40% นอกจากเรื่องอายุของตราสารแล้วประเด็นเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขาย เปลี่ยนมือก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเช่นกัน ลักษณะของกองทุนตราสารหนี้ส่วนมาก ที่จัดตั้งขึ้นในเวลานี้จะเป็นแบบกองทุนเปิดที่ขายให้นักลงทุนทั่วไป นั่นหมายความ ว่านักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนได้ทุกวันทำการ โดยบางกองทุนไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมซื้อ-ขายด้วย ถือเป็นเรื่องที่สะดวกมากสำหรับนักลงทุน

7.พิจารณาสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนด้วย (Consider investment styles)
นักลงทุนจำนวนมากจะพบว่าหน้าตาของกองทุนเหล่านี้ก็ดูเหมือนๆ กัน คือต่างบริหารภายใต้กฎระเบียบและข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกัน มีพอร์ตการลงทุนเหมือนๆ กัน แต่จะมีจุดหนึ่งที่นักลงทุนอาจมองไม่เห็น คือ สไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุน โดยบางคนเน้นเรื่องตัวเลขหรือการทำกำไรมาก (aggressive) บางคนประเมินมูลค่าการลงทุน (value investing) และบางคนเก่งในเรื่องการ ซื้อๆ ขายๆ หุ้น (trading) หรือตราสาร

8.ระวังในเรื่องขนาดของสินทรัพย์ (Beware of asset size)
ขณะเดียวกันขนาดของสินทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุน โดย กองทุนที่มีขนาดสินทรัพย์น้อยกว่า 100 ล้านบาทถือว่า มีขนาดเล็กเกินไป เพราะเมื่อดูตัวเลขค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนแล้ว จะพบว่าไม่เกิดการประหยัดในเรื่องของขนาดกองทุน ก็คือค่าใช้จ่ายจะมีจำนวนสูงเมื่อเทียบออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ในอีกสุดขั้วหนึ่งนั้น หากกองทุนมีขนาดของสินทรัพย์เกินกว่า 15,000 ล้านบาท ก็ถือว่าใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดการเงินไทย ประเด็นนี้ เป็นเรื่องจริง เพราะภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ตอนนี้บริษัทที่ออก ตราสารหนี้ชั้นดีหาได้ยากมาก นั่นหมายความว่าตราสารดีๆ ที่ผู้จัดการกองทุน จะซื้อหามาลงทุนก็มีน้อยด้วย

9. คอยตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายที่ถูกซุกซ่อนไว้ (Look for hidden expense)
โดยค่าใช้จ่ายของกองทุนมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของนักลงทุนโดยตรง ในส่วนของกองทุนหุ้นที่ค่อนข้างแอคทีฟจะคิดค่าธรรมเนียมการจัดการปีละ 1 - 1.5% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ขณะที่กองทุนหุ้นที่เคลื่อนไหวตามการ เปลี่ยนแปลงของดัชนีจะคิดค่าธรรมเนียมการจัดการไม่เกิน 0.75% แต่ในส่วน ของกองทุนตราสารหนี้นั้นจะคิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนหุ้น ปีละ 0.5% - 0.75% เท่านั้น
นอกจากดูค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นค่าธรรมเนียมการจัดการรายปี และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม หรือที่เรียกว่า Total Expense Ratio (TER) ซึ่งเป็นตัวเลขรวมของค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกิดขึ้นของกองทุน อย่างไรก็ดี อยากจะชี้ให้เห็นค่าใช้จ่ายที่ถูกซุกซ่อนไว้อีกรายการหนึ่ง ซึ่งเกิดมาจากการซื้อหลักทรัพย์เข้ามาไว้ในพอร์ตลงทุน และการขายหลักทรัพย์นั้นออกไป นักลงทุนสามารถ ตรวจสอบตัวเลขนี้ได้จากอัตราส่วนการซื้อเข้ามาและขายออกไปในพอร์ตโฟลิโอ ของกองทุน(Portfolio turn over ratio) โดยอัตราส่วนตัวนี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีว่าหุ้นตัวหนึ่งๆ มีการซื้อขายเข้าออก กี่รอบ อัตราส่วนการเข้าออกหลักทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอ หากน้อยกว่า 100% ถือเป็นระดับปกติ

10. ใครเป็นคนบริหารเงิน? (Who's managing my money?)
เนื่องจากมีบริษัทจัดการจำนวนมากที่ใช้ระบบการตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเงินของนักลงทุน หรือเรียกว่าใช้ระบบให้คนหลาย คนมาช่วยกันบริหาร (Investment committee) กระนั้น ผู้จัดการกองทุนทุกคนต้องได้ใบอนุญาตบริหารจัดการ กองทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และต้องมีการระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดการกองทุนกองไหน และมีประสบการณ์ บริหารกองทุนมานานเพียงใด มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างไรบ้างในการจัดการ กองทุน ผู้จัดการกองทุนที่มีใบอนุญาต CFA หรือเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงินระดับสูงจะมีความชำนาญมากกว่าผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตนี้

11. อย่าซื้อกองทุนหลายกองมากเกินไป (Don't own too many funds)
ได้มีรายงานการศึกษาที่จัดทำโดย Morningstar Mutual Funds ในสหรัฐ อเมริกา ซึ่งข้อสรุปว่าการถือหน่วยลงทุนของกองทุนมากกว่า 4 กองขึ้นไปไม่ได้ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนแต่อย่างใด ในกรณีของ กองทุนรวมในประเทศนั้น ยังไม่มีการทำรายงานศึกษาในเรื่องนี้ แต่แนวโน้ม ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากในสหรัฐฯ เท่าใดนัก และก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปซื้อกองทุนถึง 7-8 กองเพื่อที่จะให้เกิด การกระจายการลงทุน ทางเลือกที่ดีน่าจะเป็นการเลือกกองทุนดีๆ สัก 2-3 กอง หรือซื้อกองทุน Index Fund หรือกองทุนผสม ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยง ได้มากกว่า

12. ลงทุนเพื่อระยะยาว (Invest for the long term)
สำหรับกฎข้อสุดท้ายในการเลือกกองทุน หลังจากที่มีความชัดเจนกับเป้าหมายการลงทุนระยะยาว รวมทั้งรู้ว่าจะรับความเสี่ยง ได้มากน้อยแค่ไหน และเลือกผสมกันระหว่างกองทุนที่แอคทีฟกับไม่แอคทีฟมากแต่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (Index Fund) คราวนี้ก็นั่งพักได้ปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนทำงานในส่วนที่ ยากๆ ต่อไปเพื่อหาผลตอบแทน

ขอขอบคุณ : บลจ.ฟินันซ่า





 

Create Date : 21 มกราคม 2552    
Last Update : 21 มกราคม 2552 16:55:40 น.
Counter : 199 Pageviews.  

หลักการของหน้าปัดแห่งการลงทุน

หน้าปัดของคุณ กี่โมงแล้ว ?**


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 ตุลาคม 2550 11:32 น.



**คิดว่าท่านผู้อ่านทุกท่าน มีความเห็นตรงกันนะครับ ว่าจุดที่สมควรเข้าลงทุนเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดก็เมื่อเข็มชี้บนหน้าปัดอยู่ระหว่างเลข 5 6 หรือ 7 เป็นอย่างช้า และจุดที่สมควรออกจากการลงทุนเพื่อรอรอบต่อไปก็เมื่อเข็มชี้บนหน้าปัดอยู่ระหว่างเลข 11 12 หรือ 1 เป็นอย่างช้า**

**ปัญหาอยู่ที่ว่า หน้าปัดเหมือนกัน คือมีเลขตั้งแต่ 1 ถึง 12 แต่เข็มชี้ของแต่ละคนอาจจะบอกเวลาไม่ตรงกัน ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดหุ้นอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่ติดหุ้นหรือขาดทุนอย่างมากจากการลงทุนก็เพราะการเข้าไปลงทุนในช่วงจังหวะที่ไม่ถูกต้อง** คือเข็มชี้อยู่ที่เลข 12 แต่ไปเข้าใจว่ายังไม่ถึงและหวังว่าจะขยับสูงขึ้นไปได้อีก ฉะนั้นเวลาในการเข้าลงทุนสำคัญมาก บางครั้งผู้ลงทุนอาจจะต้องใจเย็นรอให้เห็นเข็มชี้มาที่เลข 6 ก่อนถึงจะเริ่มซื้อ คือยอมเสียรอบดีกว่าขาดทุน

สำหรับรอบการลงทุนล่าสุด ได้เริ่มมาตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2550 เมื่อดัชนี SET ปิดที่ระดับ 628.19 ซึ่งกำหนดให้เลข 6 มีค่าที่ดัชนี SET ประมาณ 630 จุด และกำหนดให้เลข 9 มีค่าประมาณ 700 จุด ทำให้อนุมานต่อได้ว่าเลข 7 และ 8 คือ 650 และ 670 จุดโดยประมาณจากการหาค่าเฉลี่ย

จากนั้นดัชนี SET ก็ขยับตัวขึ้น หรือเข็มชี้ก็เคลื่อนไปยังเลข 7 8 และ 9 ตามลำดับ ได้เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนกุมภาพันธ์ที่ 690.11 แล้วย่ำอยู่ที่เลข 9 นี้นานถึง 2 เดือน กว่าจะผ่านระดับ 700 จุดได้ก็เป็นเดือนเมษายน ซึ่งขณะนั้นสามารถประมาณเลข 12 ไว้ที่ระดับ 760 จุดหรือ 720 จุดที่เลข 10 และ 740 จุดที่เลข 11แต่เนื่องจากตัวเลขบนหน้าปัดแห่งการลงทุนนี้ มีพลวัต (dynamic movement) ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของดัชนีด้วย กล่าวคือ **เมื่อดัชนี SET ขยับเกิน 760 จุดในเดือนมิถุนายน แต่ยังขึ้นต่อไปได้เรื่อยๆ ทำให้ 760 จุดกลายเป็นเลข 10 และ 820 จุดเป็นเลข 11 ฉะนั้นเลข 12 จึงขยับขึ้นไปอยู่ที่ 880 จุดแทน โดยในเดือนกรกฎาคมได้ขึ้นไปสูงสุดที่ 895.63 ถือว่าหมดรอบการลงทุน แล้วดัชนี SET ก็เริ่มขยับตัวลง**
โดยมีเป้าหมายของเลข 3 ที่ 760 จุดหรือเลข 1 ที่ 840 จุดและเลข 2 ที่ 800 จุด ซึ่งเข็มชี้ก็ได้เคลื่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็ว โดยปิดที่ 758.42 ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งทำให้ประมาณเลข 6 ไว้ที่ระดับ 650 จุดหรือ 725 จุดที่เลข 4 และ 690 จุดที่เลข 5

**ปกติ เข็มชี้บนหน้าปัดนาฬิกาจะเคลื่อนหรือหมุนตามเข็มนาฬิกาเท่านั้น แต่ในความจริงของการลงทุน เข็มชี้ดังกล่าวอาจจะเคลื่อนหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกาได้ในบางโอกาส ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎีคลื่นย่อยในคลื่นใหญ่ของทั้งทฤษฎีของดาว (Dow Theory) และหลักการคลื่นของอิลเลียต (Elliott Wave Principle)**

รอบนี้ก็เช่นกัน แทนที่เข็มจะเคลื่อนลงจากเลข 3 ไปเลข 6 แต่กลับหมุนทวนเข็มนาฬิกา และมีเป้าหมายย้อนไปยังเลข 2 1 และ 12 ตามลำดับ โดยมีการย่ำที่เลข 2 หรือระดับ 800 จุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา (ผู้อ่านประจำคงจำกันได้ว่าช่วงนั้น ผมได้แสดงความเห็นให้ขายทำกำไร เพราะไปคิดว่าทวนเข็มต่อไปไม่ไหวแล้วจะเริ่มเดินตามเข็มใหม่) จนล่าสุดได้ขึ้นมาถึงระดับ 890 จุดอีกครั้ง โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าใกล้จะถึงเลข 12 แล้ว แต่อาจจะต้องคอยติดตามดูดัชนี SET อีกสัก 2 – 3 วัน ว่าจะทะลุระดับ 900 จุดได้หรือไม่
แต่สามารถประมาณการหาเป้าหมายของเลข 3 ใหม่ได้ที่ระดับ 810 จุด หรือเลข 1 ที่ 870 จุดและเลข 2 ที่ 840 จุด

**หลักการของหน้าปัดแห่งการลงทุน คือการใช้ค่าจากดัชนีตัวชี้วัดด้านเทคนิค (Technical Indicator) มากำหนดระดับของดัชนี SET ตามหมายเลขต่างๆบนหน้าปัด โดยในแต่ละรอบจะมีค่าระดับดัชนีที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะของตลาดด้วย (dynamic movement) นอกจากนี้บางครั้งอาจจะมีการหมุนทวนเข็มนาฬิกาได้ด้วย รวมทั้งระยะห่างของแต่ละเลขในแต่ละช่วงก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเช่นกัน แต่หลักใหญ่คือการหาตำแหน่งเลข 6 9 12 และ 3 ให้เจอว่าอยู่ในระดับใดของแต่ละรอบ**

ถ้าท่านเริ่มเข้าใจในการใช้หน้าปัดแห่งการลงทุนนี้แล้ว **เข็มชี้ของท่านบอกว่ากี่โมงแล้วครับ ? สำหรับของผมแล้ว ได้เดินมาเกินกว่า 12:10 น. และใกล้ที่จะเป็น 12:00 น. ในไม่ช้า เพราะเป็นการเดินทวนเข็มนาฬิกา จากนั้นคาดว่าเข็มชี้จะเริ่มเดินปกติตามเข็มนาฬิกาอีกครั้งหนึ่ง**


**“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”**

**“ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต”**


ชอบบทความเรื่องนี้ และได้เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นหลักการของหน้าปัดแห่งการลงทุน




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:24:06 น.
Counter : 110 Pageviews.  

มีเงินไม่พอใช้ หรือใช้เงินไม่พอ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2550 11:33 น.


กลุ้มใจจริง ๆ ว่าคนเราทุกวันนี้ทำไมถึงได้เป็นหนี้ที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกันมากกันเหลือเกิน ได้ดูรายการทีวีไปเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้รู้ว่า มีกลุ่มคนที่มีหนี้จำนวนมากและประสบความลำบากและอับอายมากเมื่อถูกทวงหนี้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ยึดติดกับบริโภคนิยม โดยเฉพาะการใช้สินค้ามียี่ห้อราคาแพงที่สำคัญเกินรายได้ที่มีอยู่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประกอบในการนำเสนอตนเองต่อผู้อื่นให้เห็นว่า “มี” แต่เมื่อหันหลังกลับมาดูดีๆ จึงพบว่าภายใต้เปลือกเหล่านั้น มีการดำรงชีวิตอย่างลำบากแสนเข็ญเหลือเกิน แต่ก็ต้องอดทนปิดปากเงียบไม่กล้าบอกใครว่าไม่มีกิน หลายคนได้ประจักษ์แล้วและกลับตัวตั้งหลักใหม่ได้ทัน แต่หลายคนก็ยังไม่สามารถผ่านพ้นวัฏจักรมาได้ยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนการกู้ยืม กู้ของใหม่-เอาไปใช้ของเก่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก และที่สาหัสนั่นคือหลายคนถึงกับต้องสังเวยด้วยชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นไป นั่นเป็นเพราะไม่มีความทุกข์ใดจะหนักหนาเท่ากับการผ่อนหนี้ที่ก่อขึ้นมาจากความโลภและไม่ประมาณตนนั่นเอง

ดังนั้นสิ่งจำเป็นต้องรู้ให้ได้นั่นคือ “เรามีเงินไม่พอใช้ หรือเราใช้เงินไม่พอ”* กันแน่ เพราะทั้งสองเรื่องนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การมีเงินไม่พอใช้หมายถึงการมีเงินใช้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตให้ชีวิตอยู่ได้ขึ้นพื้นฐาน แต่การใช้เงินไม่พอหมายถึงการมีเท่าไหร่ก็ไม่เคยเพียงพอต่อการนำมาใช้จ่ายตามความทะยานอยากหรือกิเลสของตัวเรานั่นเอง ทางที่ดีที่สุดที่จะได้รู้ได้นั่นคือ เราควรหยุดนิ่งๆ และคิดให้รอบคอบ อาจจะเริ่มต้นด้วยการลงมือจดทุกอย่างที่เป็นรายได้และรายจ่ายของเราทุกรายการในทุกวัน ลองทำดูสักระยะหนึ่ง แล้วรายการที่ปรากฎทุกอย่างนั้นจะเป็นตัวบอกเราได้เองว่ามีเงินมีเงินไม่พอใช้หรือใช้เงินไม่พอกันแน่ ซึ่งแนวทางการจดบัญชีรายรับ รายจ่ายนั้น ส่วนราชการและเอกชนในปัจจุบันเองก็รณรงค์ให้ทุกคนได้เรียนรู้และลงมือทำให้ได้ จดง่ายๆ ก็ได้ เพียงแค่ขอให้ลงมือจดเท่านั้นเอง ตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการจดบันทึกบัญชีมีให้เห็น ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล หรือระดับประเทศ ดังนั้น ใครที่ยังไม่ได้ลงมือทำ หรือยังไม่เคยคิดทำ แนะนำเลยว่าควรทำอย่างยิ่งแล้วเราก็จะได้เห็นผลจริงๆ

หลังจากได้คำตอบแล้วว่าเราใช้เงินอย่างไร ขั้นตอนต่อไปคือต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแนวคิดของเราใหม่ รับความคิดใหม่ในเรื่องของเงินทองว่าไม่ใช่เรื่องของคนอื่นหรือเป็นเรื่องเคราะห์กรรมแต่อย่างใด แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของเราและการกระทำของเราเองทั้งสิ้น “หากเราเปลี่ยนความคิด ชีวิตเราก็เปลี่ยนได้เช่นกัน” ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนความคิดใหม่ กำหนดเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน คิดแผน และลงมือปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการให้ได้ เพียงแค่หลักง่าย ๆ เท่านี้ ก็จะทำให้เราเริ่มต้นใหม่ได้แล้วโดยจะไม่มีคำว่าสายไปหากลงมือทำ

หลายคนพร่ำบ่นว่าเรื่องเงินทอง เป็นเรื่องน่าปวดหัว ยากที่จะคิดคำนวน และยากเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจ เลยเอาแต่ใช้เงินอย่างเดียว แต่คนฉลาดนั้นมักจะมีแนวคิดที่มุ่งตรงไปสู่เป้าหมายสำคัญนั่นคือการเป็นอิสระ (Freedom) ไม่ว่าจะเป็นอิสระทางการเงิน หรือทางการงานก็ตาม คนฉลาดเหล่านั้นจะเริ่มหาข้อมูล หาความรู้ความเข้าใจ อาจเข้าร่วมสัมมนาหรืออบรมในเรื่องที่ตนเองสนใจ ที่หลายหน่วยงานในปัจจุบันนี้จัดให้ความรู้อย่างไม่ต้องเสียเงินเข้าฟัง หรือแม้แต่ e-learning ในหลักสูตรต่างๆ ที่เปิดกว้างอยู่มากมายเพื่อให้ตนเองได้รู้เรื่อง เข้าใจและลงมือบริหารจัดการเงินทองของตนเองอย่างมีรูปแบบ หรือแม้แต่การนำเงินไปลงทุนในเครื่องมือการลงทุนต่างๆ ที่มีหน่วยงานมืออาชีพชำนาญการรับจ้างเราในการบริหารเงินให้งอกเงยได้ตามกรอบที่เราต้องการและกำหนดได้เช่นกัน เพื่อท้ายที่สุดนั่นคืออิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการได้นั่นเอง

คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามว่า เงินสามารถเติบโตได้ตามที่เรามุ่งมาดปรารถนาอย่างจริงจังเท่านั้น เพราะยิ่งหากเรามีความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายที่เราวางไว้มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีวินัยและระมัดระวังในการใช้จ่ายในระหว่างทางมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง






 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:30:16 น.
Counter : 82 Pageviews.  

กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2550 09:59 น.


คอลัมน์ คู่มือนักลงทุน
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล บลจ.วรรณ จำกัด

ถ้าท่านเป็นผู้จัดการกองทุนของบริษัทประกัน กรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นักลงทุนผู้จริงจังกับการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน ผู้ออมเงินที่อยากลองลงทุนกับตลาดหุ้น ผมขอเชิญชวนให้ติดตามบทความตอนนี้และตอนหน้าเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้ ETF เชื่อแน่ว่าท่านจะต้องทึ่งในความหลากหลายของการใช้งาน ETF ที่ทำให้ผู้ลงทุนจำนวนมากซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายความต้องการ แต่ก็สามารถใช้ ETF เป็นเครื่องมือในการลงทุนที่ตอบโจทย์ของตัวเองได้อย่างลงตัว

ผมคงต้องใช้ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ และสำหรับท่านที่เพิ่งได้อ่านบทความของผมเป็นครั้งแรก TDEX เป็น Exchange Traded Fund (ETF) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์เหมือนหุ้นทั่วไป แต่เสมือนเป็นการลงทุนในหุ้นใหญ่ทั้ง 50 ตัวของดัชนี SET50

กลยุทธ์ที่ 1: TDEX as a ready made portfolio for long term investment – ใช้ TDEX เป็นพอร์ตลงทุนสำเร็จรูป สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงอย่างดี และมีมุมมองที่เป็นบวกกับตลาดหุ้น ความที่ TDEX กระจายการลงทุนในหุ้นถึง 50 ตัวจึงทำให้ความผันผวนของผลตอบแทนของ TDEX ต่ำกว่าความผันผวนของหุ้นแต่ละตัวโดยทั่วไปถึงกว่าครึ่ง

นอกจากนั้น ถ้าเราพูดถึงความผิดพลาดที่สำคัญของนักลงทุนโดยทั่วไปในการซื้อหุ้น คือ เวลาที่ซื้อแล้วหุ้นขึ้นมักขายทำกำไรเร็วเกินไป แต่เวลาที่หุ้นตกแล้วขาดทุน กลับมักกอดหุ้นไว้นานเพราะในทางจิตวิทยารู้สึกว่าถ้าถือต่อก็อาจจะกลับมาเท่าทุนได้ เรามาวิเคราะห์กันว่า TDEX ในฐานะของ ETF ตัวหนึ่งจะแก้ปัญหากำไรน้อย และปัญหาขาดทุนหนักได้อย่างไร

ปัญหาแบบแรก : กำไรแต่น้อย
บ่อยครั้งเมื่อเราซื้อหุ้นถูกตัว ซื้อแล้วหุ้นขึ้น ดีใจพร้อมกับตื่นเต้นเกรงหุ้นตก รีบขายทำกำไรที่ได้มาเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่าต้องมานั่งเสียดายภายหลังเมื่อพบว่าหุ้นนั้นขึ้นต่อไปอีกอย่างมีนัยสำคัญ คนส่วนใหญ่ล้วนมีประสบกรณีทำนองนี้กันทั้งสิ้น ซึ่งมีสาเหตุที่น่าเห็นใจ ก็เพราะว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นมีความผันผวนของราคาสูง เวลาขึ้นถ้าขึ้นเร็ว เวลาลงก็มักจะลงแรงด้วย นักลงทุนจึงกลัวว่าหากไม่รีบขาย เมื่อหุ้นกลับทิศก็อาจสูญกำไร หรือกลายเป็นขาดทุนได้ง่าย ทำให้รีบขายเร็วได้กำไรเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเองการที่ TDEX มีความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาต่ำกว่าหุ้นรายตัวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนลดความตื่นเต้นความเกร็งลงได้ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือจะขายออกไปได้ด้วยความสุขุม การได้โอกาสที่จะกำไรในขาขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นสำคัญมากต่อผลตอบแทนรวมในการลงทุน

ปัญหาแบบที่สอง : ขาดทุนแล้วนาน (ก็เลยหนัก)
ในทางตรงกันข้าม ในยามที่นักลงทุนซื้อผิด ซื้อแล้วหุ้นตก...ขาดทุน...เสียใจ แต่ก็ไม่ยอมขายตัดขาดทุน กอดหุ้นที่ด้อยค่าลงนั้นไปแสนนาน กรณีนี้ควรแบ่งออกเป็นสองกรณีย่อย คือกรณีแรกถ้าการตกนั้นเป็นเรื่องชั่วคราวของภาวะตลาดที่มีขึ้นมีลง การถือนานที่สนับสนุนโดยปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงดีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนกรณีที่สอง คือ การที่หุ้นที่เราซื้อราคาตกลงเพราะ ราคานั้นมาจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแย่กว่าที่นักลงทุนเคยเข้าใจ หรือกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ถ้าเป็นกรณีที่สองนี้ก็เหนื่อยล่ะครับ แต่ทำอย่างไรเล่า เราจึงจะรู้ว่าเหตุของราคาตกนั้นคืออะไร คำตอบก็คือ ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ว่ามีการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ของปัจจัยพื้นฐาน หรือในที่สุดการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นๆหรือเปล่า แน่นอนบางครั้งเราไม่อาจได้คำตอบในทันที และชีวิตก็เป็นเช่นนี้ หลายๆ ครั้งเราก็ต้องตัดสินใจโดยมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเราไม่รู้จักหุ้นนั้นดีพอ การตัดขาดทุนไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และก็ต้องไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวบทเรียนไว้ด้วยว่า ความผิดพลาดในการตัดสินใจเข้าซื้อนั้นมาจากไหน ส่วนความผิดพลาดที่แย่ที่สุดก็คือ เมื่อซื้อผิดแล้วก็ยังทู่ซี้ถือต่อไปเรื่อยๆ โดยถือคติว่าถ้ายังขาดทุนก็จะยังคงไม่ขาย อย่างนี้แย่แน่เพราะจะขาดทุนได้มาก ทั้งยังเสียโอกาสที่จะนำเงินกลับมาลงทุนในสิ่งที่น่าสนใจกว่า ความเสียใจเสียดายจะคาอยู่ในใจไปอีกแสนนาน ที่ร้ายที่สุดก็คือ เป็นการเสียตังค์ที่ไม่ได้บทเรียนอีกด้วย...

ทางแก้มีอยู่สองแนวด้วยครับ
แนวที่ 1 มีผู้รู้กล่าวว่า บางครั้งเวลาที่เรามีหุ้นอยู่ในมือแล้วอาจทำให้การตัดสินใจของเราไม่เที่ยง เช่นถือหุ้นที่ขาดทุนอยู่ ก็ไม่ยอมปล่อยขาย ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าหุ้นนั้นยังดีอยู่ แต่ก็ภาวนาเข้าข้างตัวเองว่าหุ้นจะกลับมาดีในที่สุด ท่านแนะนำว่า เวลาที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตัดสินใจโดยใช้เหตุผลอันเที่ยงตรงอยู่หรือไม่ ให้ลองคิดใหม่โดยสมมติว่า ถ้าเรามิได้ถือหุ้นตัวนั้นอยู่ในขณะนี้ เราจะเข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ไหม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นอิสระจากการถือครองจะได้ไม่ลำเอียง และถ้าเราบอกว่าถ้าไม่ได้ถืออยู่คงไม่ซื้อเข้ามาในนาทีนี้แล้วล่ะก็ ขายตัดขาดทุนแล้วกลับมาตั้งต้นเลือกตัดสินใจลงทุนใหม่ดีกว่าครับ

แนวที่ 2 คือ การใช้ TDEX เป็นเครื่องมือการลงทุนเสียตั้งแต่แรกครับ การซื้อ TDEX ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะขึ้นตลอดเวลา แน่นอนครับเวลาขึ้นเราสบายใจมีกำไรและไม่ต้องรีบร้อนขายเพราะความผันผวนไม่สูงเกินไปนัก ส่วนในยามที่ราคาตกล่ะต้องกังวลหรือไม่ ผมขอตอบว่า ควรจะให้ความสนใจแต่ไม่ต้องถึงกับกังวล ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุ 3 ประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก TDEX นั้นประกอบด้วยหุ้นใหญ่ 50 ตัว ซึ่งหากบางตัวจะมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น ก็มักจะมีตัวที่มีปัจจัยดีมาชดเชยอยู่เสมอ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรมักจะไม่เปลี่ยนแปลงรุนแรงเหมือนหุ้นรายตัว

ประการที่สอง หุ้นเกือบทุกตัวใน TDEX มีการจ่ายเงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ ซึ่ง ณ ระดับราคาปัจจุบันคงอยู่ในราวสามเปอร์เซ็นต์ต่อปี ดังนั้นแม้ว่าราคาจะตกต่ำไปบ้างแต่หากเราไม่มีความเร่งร้อนว่าต้องขาย การถือ TDEX แล้วรับปันผลซึ่งคาดว่าจะจ่ายปีละสองครั้ง ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สองเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจได้

ประการสุดท้าย TDEX เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ 50 ตัวเพื่อให้ได้ผลตอบแทนแบบ ดัชนี SET50 ซึ่งหุ้น 50 ตัวนี้คัดเลือกโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยหลักความเป็นหุ้นใหญ่และต้องมีสภาพคล่องที่ดี โดยมีการคัดเลือกกันใหม่ทุกครึ่งปี หุ้นที่เล็กลงคล่องน้อยจะถูกคัดออก ในขณะที่หุ้นที่ใหญ่ขึ้นและคล่องกว่าจะได้รับเชิญเข้ามาแทนที่ โดยทั่วไป ความใหญ่ (และความใหญ่ขึ้น) มักสะท้อนส่วนแบ่งการตลาด อำนาจในการแข่งขันและความสามารถในการทำกำไร ส่วนความคล่อง(และความคล่องขึ้น) มักจะสะท้อนถึงความเป็นที่สนใจของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หุ้นใน TDEX นั้นมีกระบวนการคัดสรรโดยหลักการที่เป็นมาตรฐาน มีที่มาชัดเจน และมีความต่อเนื่องของการคัด ทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวสามารถวางใจได้ว่า การลงทุนใน TDEX นั้นเท่ากับเป็นการลงทุนในหุ้นชั้นนำอย่างต่อเนื่องครับ

โดยสรุปในตอนนี้ ผมได้เสนอกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้ TDEX แบบที่1 คือใช้เป็นพอร์ตการลงทุนสำเร็จรูปสำหรับการลงทุนได้ทั้งระยะยาวหรือระยะสั้น และชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องก้าวข้ามความผิดพลาดพื้นฐานของการกำไรแต่น้อย ขาดทุนแล้วหนักได้อย่างไร ทั้งหลักการทั่วไปและการใช้ TDEX ช่วยยังมีกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ TDEX อีกหลากหลาย เช่น core-satellite strategy, asset allocation, cash equalization ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งบริษัทประกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และนักลงทุนธรรมดาๆ อย่างพวกเราอย่างมากมาย




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:31:04 น.
Counter : 92 Pageviews.  

แนวทางการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงยามเกษียณ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2550 13:19 น.


**มีคนกล่าวไว้ว่า รายได้ต่อเดือนที่ควรจะมีไว้ใช้หลังเกษียณ ไม่ควรจะมีน้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนสุดท้าย นั่นจึงจะเป็นมาตรฐานที่ดี หากต้องการให้มีเงินเดือนใช้เท่านั้นในตอนเกษียณ นั่นหมายถึงในวัยทำงานคุณต้องเก็บออมอย่างมีวินัยและให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลา ยิ่งเก็บออมได้มากก็จะยิ่งมีเงินไว้ใช้จ่ายได้มากขึ้น มาตรฐานชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย** แต่ถึงแม้ว่าคุณจะมีเงินเก็บเป็นจำนวนมากหากจัดสรรการใช้เงินไม่ดีพอ ก็อาจจะมีเงินไม่พอใช้ไปตลอดรอดฝั่ง มีอยู่สองสามวิธีที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตบั้นปลาย เพื่อให้อยู่ได้อย่างสบายไม่ต้องกระเบียดกระเสียรในเรื่องการเงินสำหรับวัยเกษียณ

**วิธีแรก การเลือกรับเงินเป็นงวด** เนื่องจากคนส่วนใหญ่พอมีเงินก้อนอยู่ในมือก็อดไม่ได้ที่จะใช้ ทำให้ความตั้งใจที่จะมีทุนไว้ใช้ไปตลอดชีวิตก็หมดไปภายในไม่กี่วัน ระบบการรับเงินเป็นงวดแบบบำนาญสามารถเป็นตาข่ายชั้นแรกตัวหนึ่ง ที่ช่วยจัดสรรเงินของคุณให้มีใช้ในระยะยาวได้ โดยการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ไปตลอดชีวิตเพื่อใช้ทุกเดือน

**ส่วนวิธีต่อมา วิธีที่สอง คือ การสะสมเพิ่ม** นอกจากจำนวนเงินที่บังคับสะสมเป็นรายเดือนแล้ว ผู้มีรายได้บางคนต้องการสะสมเพิ่ม เพื่อเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของตนเองในวัยเกษียณ กองทุนเพื่อเกษียณอายุในประเทศต่างๆ เหล่านี้มักจะเปิดโอกาสให้สมาชิกของตนสะสมเงินเพิ่มได้แล้วเอาเงินนั้น ไปลงทุนหาดอกผลให้งอกเงยเป็นทุนชีวิตต่อไป

**วิธีการต่อมาก็คือ การสะสมต่อเนื่อง** เนื่องจากสิ่งที่สำคัญของการสะสมเงินเพื่อการเกษียณอายุก็คือ ความต่อเนื่องนั่นเอง หลายหน่วยงานเมื่อพนักงานออกจากบริษัทก็ถือว่าพ้นสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยอัตโนมัติ เงินที่มีอยู่ในกองทุนก็ต้องนำออกมาด้วย ซึ่งในทางทฤษฎีเมื่อออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเดิม ก็ควรจะนำเงินก้อนนั้นไปสะสมให้ต่อเนื่องในกองทุนใหม่ หรือนำเงินก้อนนั้นไปออมต่อ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อคนส่วนใหญ่ได้รับเงินก้อนก็ใช้หมด แต่ถึงแม้จะไม่ได้ใช้หมด บางรายก็เสียประโยชน์จากการนับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง พอเข้าไปกองทุนใหม่ก็ต้องเริ่มสะสมใหม่ **ทั้งนี้ ในหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการออมต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ออมจะย้ายงานไปที่ใด จะมีกองทุนรับรองการโอนย้ายเงินจากกองทุนหนึ่งไปอีกกองทุนหนึ่ง และไม่อนุญาตให้นำเงินออกมาใช้จ่ายจนกว่าจะเกษียณอายุ โดยที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน คือ ไม่อยากให้เงินออมที่สะสมมาตลอดนั้นไม่ขาดระยะการลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ และป้องกันไม่ให้เงินนั้นไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์คือก่อนวัยเกษียณ**





 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:31:30 น.
Counter : 89 Pageviews.  


ด้วยรักและจริงใจ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




: : ขอให้ทุกคนมีความสุข : :