มุม แห่ง มุมมอง และ ของสะสม
Group Blog
 
All Blogs
 

สีสันอารมณ์ - อกหักถักถ้อยร้อยเรียง


เสีย
หัวใจฉันถูกหั่นบดบนขดเข็ม
ที่เลาะเล็มลวดหนามเกินห้ามฝืน
ยังยอมยอบมอบฝันกลั้นก้อนกลืน
วอนเธอยืนเหยียบย่ำให้หนำใจ

เสียเธอแล้วแก้วร้าวช่างหนาวเหน็บ
เศษแก้วบาดจนเจ็บจวนหวาดไหว
เหมือนสะเก็ดเกล็ดกระสุนพรุนผ่าใน
ช้ำร่ำไห้ใครถอดถอนวอนเมตตา

เสียเธอไปไม่เท่าเศร้าเสียใจ
แปลบหวนไห้เสียขวัญหวั่นผวา
ถึงข้างกายเดียวดายนักจำหักลา
ยังดีกว่าข้างใจไม่มีเธอ

หัวใจฉันถูกบดขดเข็มทิ่ม
ราวลวดลิ่มหนามเสี้ยนแผลเผยอ
ลมปากโปรยสะเทือนเหมือนละเมอ
เอ่ยคำเพ้อเจ็บช้ำซ้ำรอยเดิม.



ลืม
ลืม .. เสียเถิดเธอคนดีเคยมีฉัน
ลืม .. ความฝันวันเก่าเคยเฝ้าหวน
ลืม .. รสรักซึ้งซ่านหวานรัญจวน
ลืม .. ทบทวนทุกสิ่งความจริงใจ

วันที่เธอวิวาห์อย่าคิดถึง
สิ่งซาบซึ้งวันวานหวานแค่ไหน
เธอควรรู้ควรดูแลคือคนใด
ปล่อยฉันไปเสียเถอะ .. เธอควรลืม

ได้โปรดเถอะ .. ช่วยลืมเลือนเพื่อนคนนี้
อย่าได้มีเยื่อใยไหวด่ำดื่ม
แค่หนึ่งคนคราวเธอเผลอหยิบยืม
หลงปลาบปลื้มชั่วคราวแล้วผ่านเลย

ห่วงคนข้างกายเธอ .. เถอะคนดี
ปล่อยฉันนี้เลือนหายไปเฉยเฉย
เพียงสัญญาปากเปล่าอย่าเปรียบเปรย
เทียบชื่นเชยคนร่วมฝันวันวิวาห์.



เผา
เผารูปถ่ายหลายใบให้เป็นเถ้า
ควันความเหงาแทรกมาน้ำตาไหล
สิ่งทรงจำล้ำลึกตรึกตอกใจ
มีไหมใครเขี่ยเขม่าที่เข้าตา

โหมไฟแค้นแน่นอกสะทกพรั่น
จะเผารักเผาฝันให้หมดค่า
เผาถ้อยคำพร่ำเพ้อเผลอสัญญา
เผาใบหน้าติดตรึงเคยซึ้งทรวง

ไหม้ใจคลั่งชิงชังหวังแทรกหนี
ไม่อยากมีภาพเธอยังเผลอห่วง
อยากมุดดินจมใจให้สุดดวง
มอดไฟหวงหวั่นหวาดแทบขาดใจ

เผารูปถ่ายหลายใบให้เป็นเถ้า
ผงเขม่าปลิวลอยเป็นรอยไหม้
เหลือเพียงเถ้าเทาดำช้ำทรวงใน
โลกทั้งใบสลายลงแล้วตรงนี้.



น้ำตา-ทะเล
ทะเลกว้างคว้างเคว้งสุดเวิ้งฟ้า
นั่นน้ำตาของฉันยามขวัญหาย
หล่นร้าวร่วงห้วงฝันพลันมลาย
หลั่งเป็นสายเลือดลงร้าวตรงนี้

เธอเอ่ยร่ำคำลาบอกจะจาก
น้ำตาพรากกล้ำกลืนเกินฝืนหนี
ทะเลกว้างห่างเหินเกินไมตรี
จะเชื่อมรักร้าวฤดีประสานใจ

สายน้ำไม่ไหลกลับแสนคับอก
หวั่นสะทกสะอื้นเกินฝืนไหว
น้ำเกินกักหลากท่วมท้นความใน
ระบายไห้โหยหาค่าผูกพัน

ทะเลกว้างห่างใจห่างไกลนัก
เหมือนห่างรักห่างความคิดปิดความฝัน
น้ำตาใจใช่ไหมในทะเลนั้น
เกินกดกลั้นทุกข์ร่ำทุกค่ำคืน.



ร้าง
นาฬิกาไขลานหยุดนานแล้ว
ดอกไม้ในแจกันแก้วก็เหี่ยวเฉา
กระจกขุ่นฝุ่นจับกับรอยเงา
ลมแล้งเหงาลอยคว้างอยู่ข้างกาย

รอยน้ำตาแห้งกรังขังชีวิต
โลกมืดมิดนานวันบั่นความหมาย
ช่อดอกไม้หม่นสีหนีกลิ่นอาย
กลีบร่วงรายโรยราร้างอาวรณ์

หนามที่แห้งแข็งคมกว่าตอนสด
น้ำตารดหัวอกหมกไหม้ซ่อน
ริ้วรอยงามหนามบาดขาดใจรอน
กลีบเคยอ่อนหมองหม่นคนโรยตาม

นาฬิกาไขลานหยุดนานแล้ว
ดอกไม้ในแจกันแก้วกร้านคมหนาม
สุดแสบเสี้ยนเจียนตายในทุกยาม
จมคำถามน้ำตารดหมดอาลัย.



ร้าว
ในห้องหับคับแคบแอบซ่อนซุก
นาฬิกาเก่าปลุกลุกไม่ไหว
หนาวน้ำค้างข้างนอกหมอกลงใจ
ทอดอาลัยภาพผนังยังตราตรึง

ยิ้มเศร้าเศร้าตาโศกโศก .. เธอคนนั้น
คนที่ทำให้ฉันเคยหวงหึง
ลมระลอกหนาวผ่านเคยซ่านซึ้ง
มารำพึงวันนี้ที่รักร้าว

อยากจะคว้าภาพตรงหน้ามาคว่ำลง
แต่ยังคงมองนิ่งนอนเหน็บหนาว
กายยังซบน้ำตาไหลในทุกคราว
เมื่อเรื่องราวภาพเธอลอยเพ้อมา

ในห้องหับคับแคบฉันแอบซุก
ไม่อยากลุกจากห้วงฝันวันไร้ค่า
ฝุ่นจับเขรอะเปรอะช้ำคลอน้ำตา
ภาพตรงหน้าแตกร้าว .. ทุกคราวมอง.



ตุ๊กตา
ตุ๊กตาตัวเก่าเขาเคยให้
ถูกวางไว้ใต้เตียงไม่อยากเห็น
เคยกอดก่ายข้างข้างต่างคนเป็น
คลายหนาวเย็นยามราตรีที่ผ่านมา

ฝุ่นเกาะเขรอะเปรอะใจเหมือนไม่รู้
ลึกยังอยู่รอยกอดเคยไขว่ค่า
ในคืนค่ำช้ำหมองต้องจากลา
ตุ๊กตาถูกทิ้งขว้างกลางรอยช้ำ

ไม่อยากให้โลกนี้มีแม้เงา
ของคนเก่าเคยคิดถึงซึ้งทุกค่ำ
พอกันที .. ไม่มีแม้สิ่งทรงจำ
ตุ๊กตาจึงถูกคว่ำอยู่ใต้เตียง

ตุ๊กตาตัวเก่าเขาเคยให้
มีรอยใจก่อนจากอยากหลีกเลี่ยง
ตุ๊กตาตัวใหม่ใจลำเอียง
ป่านนี้เพียงอยู่กับใครไม่อยากคิด.



นรก
หากจะถามนรกลึกสักแค่ไหน
ลึกเท่าใจของฉันหวั่นผวา
ในคืนค่ำร่ำไห้ไหววิญญาณ์
ดื่มน้ำตาร้อนใจไฟทุกข์กลืน

น้ำนรกหมกไหม้ในใจฉัน
สุดสิ้นฝันสิ้นรักหนักเกินฝืน
ห้องสีขาวมืดมิดปิดทางยืน
ราวค่ำคืนคลุ้มคลั่งหลั่งน้ำตา

ช่อดอกไม้ข้างหมอนเคยนอนฝัน
มาถึงวันโรยร้างถูกขว้างค่า
หนามนรกเสียบแสบแปลบอุรา
แทงใจล้าฝันร้ายคล้ายดับวิญญ์

หากจะถามนรกลึกสักแค่ไหน
เธอจากไปเจ็บลึกไม่รู้สิ้น
หนามยอกย้ำดื่มน้ำตาจนชาชิน
เหมือนดื่มกินน้ำนรกในอกร้าว.



ดอกหญ้า
กุหลาบงามหนามในมือหรือคือรัก
เธอจึงผลักดอกหญ้าว่าค่าต่ำ
ประคองกลีบกรุ่นหอมมิให้ช้ำ
แล้วเหยียบย่ำหญ้าน้อยให้ด้อยลง

เป็นเพียงดอกไม้เล็กเล็กที่เธอทิ้ง
ไม่ขึ้นหิ้งบูชาค่าสูงส่ง
เทียบกุหลาบเริ่ดหรูดูอาจอง
เธอบรรจงประคองรักไม่ผลักลา

ดอกหญ้าจึงถูกทึ้งเด็ดยามเธอเหงา
พร้อมบรรเทาทุกข์ร่ำยามหม่นค่า
เมื่อกุหลาบช่องามก้าวข้ามมา
จึงรู้ว่าเธอเลือกทางจะห่างไป

เธอจำเจ็บอักเสบหนามช้ำกุหลาบ
ตรมตราบาปเลือกทนหนทางใหม่
ปล่อยดอกหญ้าค่าด้อยก้มน้อยใจ
เดียวดายในความอับเฉาเศร้านิรันดร์.




 

Create Date : 01 มีนาคม 2549    
Last Update : 1 มีนาคม 2549 9:11:13 น.
Counter : 573 Pageviews.  

เล็กเล็กน้อยน้อย ร้อยร้อยเรียงเรียง

น้ำตาเทียน


คือหนึ่งค่าน้ำตาเทียนเหมือนเขียนวาด
เรื่องราวอาจแตกต่างห่างจุดหมาย
ใครอาจนำน้ำตาเทียนเขียนนิยาย
เป็นเรื่องคล้ายตำนานอันพันพัว

เขานำฉันนั้นวางหว่างแท่นสวย
จุดไฟช่วยให้สว่างกลางสลัว
ใช้น้ำตาหลั่งน้ำล้างหมองมัว
พุทธมนต์บูชาทั่วแทนน้ำทิพย์

เขานำฉันบูชาธรรมน้อมนำจิต
เป็นนิมิตความดีงามตามใจหยิบ
บ้างใช้ฉันเปล่งวับวามยามมืดมิด
เพื่ออุทิศไฟสว่างหลั่งน้ำตา

อาจเป็นแสงแห่งงามท่ามค่ำคืน
หนุ่มสาวยื่นสลัวรางสร้างคุณค่า
ณ ริมฝั่งแม่น้ำรักนำพา
บรรยากาศโหยหาเร้าอารมณ์

อาจเป็นความงดงามแห่งความเหงา
ที่คนเก่าคนหนึ่งซึ้งความขม
ยามคืนค่ำช้ำชอกรักตอกตรม
ยังชื่นชมน้ำตาเทียนเยี่ยมเยียนใจ

คืนแสงจันทร์ฝันสวยด้วยความหวัง
รับขวัญแห่งความหลังยังไสว
ที่ดินแดนแห่งความงามความวิไล
มีหนึ่งใครจุดเทียนเพียรต่อเติม

บูชาครูบาบิดามารดาท่าน
จุดเทียนสานระลึกนึกส่งเสริม
ขอพรท่านผู้ใหญ่ไม่เหิมเกริม
เป็นการเพิ่มพรล้ำน้ำตาเทียน

เขานำฉันวันนี้ที่ร้านค้า
ใครมองหาเทียนสักเล่มนำขีดเขียน
ทีละจุดสร้างศิลปะจะเริ่มเรียน
ใช้เทียนเวียนเป็นภาพตรึงซึ้งดวงใจ

คือหนึ่งหยดน้ำตาเทียนหนึ่งประโยชน์
ตามแต่โปรดปรานจิตจะคิดใฝ่
อุทิศตนอุทิศแท่งแห่งแสงไฟ
หลอมละลายเพื่อให้ประโยชน์ครอง.




ช่างเจียระไน


ด้วยสายตาแหลมคมคมคายนัก
เห็นแสงทักแววประกายฉายจากหิน
สะท้อนจรัสชัดแจ่มแย้มหยาดริน
วาดฝันผินท้าทายประกายเพชร

ใครคนหนึ่งจึงขัดเกลาเหลาหินนั้น
ตั้งใจมั่นรู้รักรู้จักเก็จ
สะท้อนคมบ่มรุ้งรุ่งเรืองเม็ด
หวังสำเร็จขัดกล่อมยอมอดทน

อาจจะมีมุมด้านกร้านเกินขัด
ยังหาทางกล่อมกัดกำจัดหม่น
หวังสักวันด้านนั้นฝันงามยล
ทอจรัสประกายพ้นความหม่นมัว

คารวะช่างเจียระไนในชีวิต
ผู้ชี้ผิดปูทางถูกถางปลูกทั่ว
ให้แสงไฟในยามหมองข้องขลาดกลัว
ประคองยามแสงสลัวไร้เส้นทาง

หินก้อนหนึ่งจึงได้ทางสว่างไสว
กลมกลึงได้เหลี่ยมคมคมคายพร่าง
แม้เป็นแค่หินกรวดน้อยค่อยวาดวาง
ทางสว่างยังแจ้งชัดทุกขั้นตอน

อาจสักวันฝันสำเร็จเป็นเพชรสวย
สองมือช่วยเจียระไนให้คำสอน
ด้วยสายตาเฉียบคมบ่มคำพร
ศิษย์ไหว้วอนกราบครูผู้เมตตา

ด้วยสายตาแหลมคมคมคายนัก
จึงรู้จักแววประกายฉายแสงพร่า
ทอจรัสขัดเกลาเงาชีวา
ให้แกร่งกล้าทุกก้าวย่างอย่างมั่นคง.





หัวอก - หัวใจ


พร่าสะทกอกสะเทือนเหมือนกระแทก
น้ำตาแทรกหว่างเบ้าคราวคิดถึง
แต่ละคำพร่ำสอนวอนคำซึ้ง
ดั่งไม้ตรึงเสียบกระทบซบสะท้อน

เสียงไม้เรียวเกรี้ยวกราดหยาดน้ำจิต
หยดน้ำตาหลั่งเพียงนิดจิตล้าอ่อน
ทุกรอยเคี่ยวเฆี่ยนซ้ำเพื่อจำวอน
ขอให้ย้อนย้ำคำสั่งหลั่งจากใจ

จุดมุ่งหมายคล้ายให้ได้เติบกล้า
ทางที่กว้างใหญ่กว่าใจที่ใฝ่
อัดความรู้สู่ความคิดหลอมเบื้องใน
เคี่ยวเข็ญไว้แม้เหนื่อยแรงยังแกร่งทน

เพียงชื่นใจไหลหลากจากใจศิษย์
ได้เห็นผลสัมฤทธิ์ไม่ผิดหม่น
หวังถึงฝั่งฟากฝันบันดาลดล
เกิดปัญญาหลุดพ้นวนเวียนทุกข์

หัวอกครูผู้ยิ่งใหญ่หนักใหญ่หลวง
เหนี่ยวแรงหน่วงดวงจิตสติปลุก
ณ เส้นทางพร่างดาวคว้างหนาวซุก
ยังมีแสงสว่างสุกคือสุขล้น

หัวใจครูผู้แน่นหนักคือรักแท้
เฝ้าดูแลเลี้ยงปัญญาเติบกล้าต้น
เป็นหลักพึ่งหนึ่งหลักแห่งผองชน
หลากสายน้ำบันดาลดลผลความดี

พร่าสะทกอกสะเทือนเหมือนสะท้อน
แว่วคำสอนเสียงก้องตรองทุกที่
รอยไม้เรียวเคี่ยวเข็ญแผลเป็นมี
เป็นสักขีปั้นตนบนเส้นทาง.




เล็กน้อยผู้ยิ่งใหญ่


เก็บหนึ่งต้นดอกไม้ให้ปักลง
ณ ดินดงดุลค่ามหาศาล
หมั่นรดน้ำฉ่ำชื่นคืนผลงาน
เพื่อต้นกร้านแกร่งพอล้อแดดลม

ต้นดอกไม้ดอกน้อยค่อยเติบต่อ
ขยายกอแตกต้นบนดินถม
เผยดอกเล็กดอกน้อยค่อยผลิชม
ฝนจะข่มแข็งแรงท้าแรงร้อน

ภายใต้กิ่งไม้ใหญ่โหมใส่หัก
ดอกไม้ทักความปรวนเหมือนทวนสอน
แม้ติดดินดอกน้อยน้อยค่อยผลิวอน
เติบต้นย้อนกระแสกรรมกระหน่ำวน

เรียบง่ายงามตามชีวิตชะตาปลูก
ปรับตัวถูกตามขอบเขตแห่งเหตุผล
ไม่คิดหมายตะกายใหญ่เกินตน
จะดิ้นรนหนีเร้นเป็นไม่มี

เก็บหนึ่งต้นดอกไม้ให้ปักต้น
สักเดือนดลสวนน้อยน้อยค่อยสดสี
ผลิบานเบ่งเบิกรับกับไมตรี
แข็งแรงดีใช่ยิ่งใหญ่กว่าใครเลย.




เธอเป็นถึง ... ใบไม้


ณ ลานกว้างห่างฝันต่างวันใส
มีสักใครเดียวดายคล้ายหมดหวัง
ร้อนเปลวแดดแสดแสงแผดแรงชัง
ร้ายยิ่งกว่าถูกกักขังในกรอบกรง

ความเดียวดายขังใจใครคนหนึ่ง
ไร้เงาซึ้งเขียวสดใสให้เดินหลง
เวิ้งว้างฟ้าไร้ค่ามาวาดวง
ขีดรอยเท้าวางลงรอยทางใด

จุดสายตาขอบฟ้ากว้างกว่ากว้าง
แต่เส้นห่างใกล้ตาค่ายิ่งใหญ่
ที่ถักทอก่อหวังดั่งทวงใจ
คือใบไม้ ใบนั้น เหมือนฝันวาง

เป็นหลักฐานหว่านทางระหว่างคิด
เปล่งชีวิตใกล้ใกล้ไม่เหินห่าง
จะได้พบพุ่มไม้ในหว่างทาง
ร่มเย็นสร้างใจอุ่นอย่างคุ้นเคย

เธอเป็นถึง ใบไม้ จุดใจหวัง
และเป็นดั่งร่องรอยค่อยผลิเผย
มีคุณค่ากว่าใบไม้ร่วงละเลย
เหมือนเธอเอ่ยความสดใสไม่ไกลกัน

จึงมีแรงเสาะค้นต้นไม้ใหญ่
สละใบเพื่อนำทางสร้างแรงฝัน
พริ้มใจคิดถึงจุดหมายป่ายฝ่าฟัน
สู่ถิ่นนั้นที่ต้นไม้ได้เติบตน

ณ ลานกว้างห่างไกลจุดใฝ่ฝัน
แต่ใบไม้ใบนั้นปลิดจากต้น
ปูเส้นทางพร่างฝันบันดาลดล
สักใครค้นหาจุดหมายไม่เหนื่อยใจ.





สะดือ - สาย (สัม) พันธุ์มนุษยชาติ


ได้ยินคำร่ำลือสะดือมนุษย์
คือสายสุดรก-รักอันหนักค่า
จากสายพันธุ์สรรแต่งแห่งมารดา
สืบทอดมาสู่บุตรสุดที่รัก

โยงอาหารสานใยให้ชีวิต
ก่อนเชื่อมสิทธิ์เป็นตัวตนบนดินหนัก
ตัดสายเส้นแล้วอุ้มหุ้มห่อพัก
วางบนตักเห็นหน้าแสนอาทร

สายสัมพันธ์สายสะดือคือแกนร่าง
แม้แตกต่างผิดแผกแปลกคำสอน
แต่สะดือคือช่องเชื่อมแห่งคำพร
เพียงฟ้าวอนดินคุ้มอุ้มกายคน

แม้ผิวคล้ำดำเมี่ยมขาวเลี่ยมเหลือง
เลิศเลอเรืองรุ่งโรจน์หรือขัดสน
"สะดือ" ยังเป็นหลักฐานวางตัวตน
พิการพิกลหรือสมบูรณ์ ... สะดือมี

ได้ยินคำร่ำลือสะดือมนุษย์
มหัศจรรย์ที่สุดสุดหลีกหนี
จะผ่าตัดสายพันธุ์สักกี่ที
สะดือนี้ไม่กลายพันธุ์นิรันดร์กาล.





คนช่างคิด


เพียงใบไม้ไหวร่วงเป็นท่วงท่า
คนหนึ่งว่าใบไม้ขับกล่อมเสียง
อีกคนหนึ่งซึ้งไหวในสำเนียง
อีกสักใครบอกเพียงใบแก่เกิน

บางคนคิดคีตกวีดีดสีปลอบ
อีกคนมอบใบไม้พับนานเนิ่น
เป็นสิ่งเตือนเหมือนทรงจำยามหมางเมิน
ใจคนเพลินกับสิ่งพลิ้วใบปลิวปราย

บ้างหวนนึกใบไม้ไปเป็นปุ๋ย
เห็นขอบขุยใบถูกเซาะดินเกาะก่าย
อีกบางคนค้นหามามากมาย
เก็บใบมาขยายเข้ากรอบชม

บ้างย่ำเหยียบไม่สนใจใบไม้นั่น
บ้างยังฝันคราวผลิใบงามสม
บ้างยิ้มเยือนเหมือนทักรักอารมณ์
บ้างขื่นขมใบไม้ปลอบใจตน

เด็กเก็บใบมาเล่นเป็นแม่ค้า
เงินครองค่างดงามตามเหตุผล
มีบางใครได้ใบไม้มาเยี่ยมยล
สร้างกระดาษเพื่อคนได้สร้างคำ

หลายความคิดหลากสิทธิ์ลิขิตสร้าง
เพียงใบวางตรงหน้ามาเพ้อพร่ำ
ประสบการณ์พาลคิดติดทรงจำ
เคยชอกช้ำจากใครด้วยใบไม้

แต่บังเอิญฉันเป็นคนขี้เกียจคิด
ขอใช้สิทธิ์เท่าที่มีที่เป็นได้
หากวันหนึ่งมีคนมาดลใจ
หยิบหนึ่งใบวางค่ามาคำนวณ

ให้ฉันทำบางอย่างสิ่งสร้างสรรค์
ใบไม้นั้นทำอะไรได้จงใคร่หวน
ฉันคงย้อนถามความตามกระบวน
คุณเห็นควรทำสิ่งใดในใบนั้น

หากต้องการสานใบให้เป็นบ้าน
คงขอค้านไม่คิดประดิษฐ์ฝัน
หากตั้งใจให้พกเก็บทุกวัน
เป็นเครื่องรางค่าอนันต์ ... คงเก็บไว้

หรือให้ฉันใส่ใจในคุณค่า
คุณบอกมาถึงกรอบที่มอบให้
ค่าของคุณหนุนเนื่องเรื่องอะไร
ฉันคิดได้เท่าที่มีปัญญา

ด้วยบังเอิญเป็นคนขี้เกียจคิด
เห็นใบไม้ปลิวปลิดเป็นใบกล้า
ถึงคราวแก่ร่วงหล่นบนเวลา
แค่คุณค่าเท่าที่เห็นเท่าที่มี

เพียงใบไม้ร่วงหล่นบนดินกว้าง
ขอมองอย่างเฉยเฉยไม่เลยหนี
ตามแต่ช่วงจังหวะจะพอดี
เพียงพอที่สั่งให้ใจฉันคิด.



รหัสใจ


ดอกไม้ส่งสัญญาณขานผีเสื้อ
แดดระเรื่อส่งรหัสฟ้าจัดสรร
ยิ้มแย้มยวนชวนชื่นคืนสัมพันธ์
เกี่ยวก้อยกันสื่อสัญญาครารักคืน

ร้อยคำหวานหว่านลงตรงห้วงใจ
เทียบคำใดกับอารมณ์อันชมชื่น
สบสายตาคราช้ำคลายกล้ำกลืน
คำเป็นหมื่นฤๅเทียบค่าความอาทร

รหัสใจส่งถึงใจยิ่งกว่าลึก
เธอรู้สึกบ้างไหมในคำอ้อน
ใช่น้ำเสียงเพียงพร่ำร่ำคำวอน
ยังซึ้งซ่อนล้านความหมายในคำนึง

ลึกยิ่งกว่าห้วงสมุทรสุดกว้างใหญ่
ไกลยิ่งไกลกว่าฟ้าคราคิดถึง
เป็นคำใดจากใจแนบแอบรำพึง
หากอยากซึ้งมาเถิดมาเปิดใจ

ดอกไม้ส่งสัญญาณขานรับรัก
แดดยังทักฟ้ากว้างอย่างฝันใฝ่
หนึ่งรอยยิ้มอิ่มฝันอันอุ่นไอ
กุญแจไขนัยรหัสรักของเรา.





เมฆคุ้มตะวัน


ร้อนแรงแห่งแสงกล้าสาดสีแสด
คือดวงแดดไม่แปรปรวน ณ ห้วงวิถี
จะอ่อนแรงลงบ้างในบางที
ในคราที่ "เมฆคุ้ม" คลุมตะวัน

เสื้อห่มหุ้มคลุมคุ้มกันลมส่าย
พายุกรายหนาวสะท้านมาผ่านผัน
เมฆปกป้องหมองหมอกออกคุ้มกัน
ทรงกลดขวัญให้งาม ณ ท่ามฟ้า

เป็นกำแพงกั้นแรงลมเมฆโอบรัก
แดดทอถักสะพานแสงแห่งคุณค่า
อุ่นยามบ่ายคล้ายสักขีที่ทาบทา
ร่มเย็นมาเนิ่นนานน่ายินดี

คือความรักแห่งเมฆมาเสกสรร
คุ้มตะวันนานมาไม่ล้าหนี
ยามลมซัดกระหน่ำคล้ายย่ำยี
เมฆก้อนนี้จะปิดคลุ้มหุ้มตะวัน

เราจึงไม่เห็นตะวันอันแจ่มร้อน
ให้โหยอ่อนรุ่มเร่าแล้งเงาฝัน
เราร่มเย็นด้วยเมฆเสกกำนัล
มอบของขวัญสะพานรุ้งปลอบห่วงใย

เว้นบางกาลตะวันยังสุขสันต์
เมฆก้อนนั้นยังห่างไม่ย่างใกล้
โลกจึงร้อนด้วยน้ำแรงแห่งแดดไกว
ทำหน้าที่ยิ่งใหญ่เพียงลำพัง

คือหน้าที่เมฆหมอกจะออกรับ
ตามจังหวะฟ้ากำกับตามกาลสั่ง
มิใช่คุ้มหุ้มตะวันอย่างน่าชัง
คุ้มลมถั่งเท่านั้น .. ผูกพันใจ

ร้อนแรงแห่งแสงกล้าสาดรัศมี
คงมั่นมีเมฆคุ้มป้องฝันใฝ่
ร่มเย็นเยือนเพื่อนฝันตะวันไกล
เมฆเสกให้ฝนเย็นเป็นรางวัล.




เสี้ยนใจ


เสี้ยนเส้นเล็กแสบนักปักทิ่มหนัง
หากเรื้อรังอักเสบเจ็บเกินฝืน
ต้องอดทนฝนเข็มเล็มกล้ำกลืน
แทงเสี้ยนคืนคลายช้ำน้ำตาคลอ

เสี้ยนไม้แทรกชำแรกเนื้อเพียงน้อยนิด
เพียงทนพิษเพียงพักสักหน่อยหนอ
แต่เสี้ยนหนามตำจิตพิษมากพอ
จะเกิดก่ออันตรายถึงวายปราณ

อกกระอักปักแน่นฝังเสี้ยนลึก
ร้าวรู้สึกแค้นเคืองคลุ้มคลั่งผลาญ
พิษแห่งเสี้ยนโกรธกระหน่ำซ้ำแหลกลาญ
กระทบผ่านเพียงหน่อยคอยขัดใจ

แก้พิษเสี้ยนที่จิตใช่ที่อื่น
อาจกล้ำกลืนคุมตนทุกหนได้
แผลโกรธรักอักเสบเจ็บเท่าไร
ข่มใจไว้นิ่งตริสติตรอง

เป็นอุบายใช้เขี่ยเสี้ยนหนามแทรก
ค่อยชำแรกสิ่งดีที่คลายหมอง
เย็นน้ำใจเมตตามาท่วมนอง
ล้างน้ำหนองดวงจิตปิดแผลลง

เสี้ยนเส้นเล็กเจ็บนักอักเสบแผล
หากดูแลดีดีไม่มีหลง
ขอเพียงใจเข้มแข็งแกร่งมั่นคง
ค่อยค่อยบ่งเสี้ยนใจให้หลุดเอง.





~~ห น อ น ผี เ สื้ อ~~


กว่าจะเป็นปีกกรายฉายสีสัน
อวดปีกท้าตะวันทอฝันสวย
พริ้มดอกไม้ไหวละมุนกรุ่นระรวย
ประดับด้วยปีกเจ้าเคล้ากลีบงาม

ในความอัปลักษณ์ฟักตัวอ่อน
เจ้าตัวหนอนเร้นกายคล้ายผ่านข้าม
จากไข่เติบเต็มตนพยายาม
เข้าถึงความเป็นผีเสื้ออวดปีกกราย

ระหว่างบ่มเพาะชีวิตอันนิดน้อย
หนอนค่อยค่อยเปลี่ยนแปลงแบ่งขยาย
จวบโตเต็มปอกเปลือกปมทลาย
จนคลี่คลายค่อยขยับกับปีกบาน

แล้วหนอนน่าขยะแขยงก็แปลงร่าง
คลี่ปีกบางอิ่มเกสรอ้อนกลีบหวาน
ประดับสวนชวนชื่นงามละลาน
เริ่มด้วยการก่อบ่มปอกปมปลอม

กว่าจะคลี่ปีกกรายฉายสีสัน
ผ่านวารวันเคี่ยวกรำบ่มหล่อหลอม
เช่นกับคนคมล้ำผ่านช้ำตรอม
ถึงงามพร้อมเพียรกร้าน ... ผ่านเวลา.




เทพธิดาแห่งดอกไม้


เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ... ห่างจุดฝัน
มือเธอนั้นถนอมดอกไม้สวย
อาบกลิ่นกรุ่นอุ่นฝันอันรินรวย
เบามือช่วยชื่นโชยก่อนโรยรา

ข้างหน้าต่างพร่างดาวคราวฟ้าสวย
แต่งฟ้าช่วยประดับกับฝันพร่า
เธอยังเห็นดอกไม้ในแววตา
เหมือนสื่อค่าบางอย่างพร่างใจริน

ดาวสุกใสแข่งกันประชันแสง
แจ่มงามแบ่งประกายใจถวิล
เธอใส่ใจดอกไม้ราวได้ยิน
มวลดอกผินหน้าหยอกบอกทักทาย

ถึงดาวดวงร่วงฟ้าในครานี้
ยังคงมีดาวดวงใหม่ส่องแสงฉาย
แต่ดอกไม้ในมือคือสิ่งตาย
รอร่วงโรยเหี่ยวหายในเวลา

เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ... ห่างจุดฝัน
ถนอม ณ ปัจจุบันให้มั่นค่า
ก่อนเหตุการณ์ผันเปลี่ยนเวียนกลับมา
ไม่ด้นหาแข่งขันกับวันไกล.




กาแฟถ้วยเก่า ... ในเช้าใหม่


บางเช้า .. เหงานักรักขม
กาแฟชงข่มความเหงา
พริ้มแดดแผดอ่อนซ่อนเงา
คลุ้งเคล้าหมองหม่นดลใจ

บางเช้า .. รักทักรำเพย
เอื้อนเอ่ยบทกวีหวานใส
กาแฟถ้วยเดิมหวานไป
ฟ้าใสยังหวานกว่านัก

บางเช้า .. เศร้าตรมขมขื่น
ตาตื่นตรมทุกข์รุกปลัก
กาแฟขมยิ่งกว่าทัก
ฟ้าหม่นจนหนักเกินใจ

บางเช้า .. เริงร่ากว่ามาก
สิ่งยากคลายคลี่ดีได้
กาแฟกรุ่นกลิ่นละไม
ลมไกวฟ้ายิ้มอิ่มทัก

บางเช้า .. วุ่นวายรายล้อม
ยากยอมยุติเรื่องหนัก
กาแฟขื่นฝาดกว่านัก
ฟ้าคลุ้มเมฆมักเคลื่อนคล้อย

บางเช้า .. อาจระยับพยับแดด
บางเช้า .. ปลดแอดสิ่งเศร้าสร้อย
บางเช้า .. พริ้มหวานบางริ้วรอย
บางเช้า .. หยดย้อยรอยยิ้มทา

ทุกเช้า .. ตะวันขึ้นเหมือนกัน
ทุกเช้า .. อรุณสรรค์ทองอุษา
ทุกเช้า .. แดดดวงเดียว ณ ฟากฟ้า
ทุกเช้า .. คุณค่าคงเดิม

เพียงต่างแห่งห้วงความรู้สึก
เร้นสำนึกลึกรอยคอยส่งเสริม
อาจรัก อาจร้าง อาจลงเอย
อาจเผย ผลิบาน อาจโรยรา

เพียงเช้ายังอยู่ในทุกเช้า
ต่างแต่เงาของใจให้คุณค่า
กาแฟถ้วยเดิมเติมมนตรา
ตะวัน-ฟ้า แห่งเดิม ทุกวัน.





รอยเปื้อนที่ลบไม่ออก


เด็กน้อย
ค่อยค่อยขีดเขียนภาพใส
เป็นบ้าน เป็นท้องฟ้า กว้างไกล
เป็นต้นไม้ใหญ่ใหญ่ในเขาชัน

ดินสอเปื้อนมือ
จับถือกำแน่นตั้งใจมั่น
ดีใจ ปลื้มใจ รำพัน
รอยฝันทาบวาดรอยใจ

ดินสอกุด
เธอหยุดวาดภาพผันไขว่
มีดคมเหลาลงบรรจงไว้
หมายให้ดินสอแหลมคม

แม่ผ่านมาเห็น
ตกใจแทบเต้น ... ดุข่ม
มีดพลาดบาดมือลึกจม
เลือดไหลเป็นปมในใจ

แม่ตีมือหนูน้อย
น้ำตาตกผล็อยผล็อยถามไถ่
แม่จ๋า ... หนูผิดอะไร
ภาพวาดใสใส ตั้งใจทำ

รอยเปื้อนบนกระดาษ
รอยวาดลบได้ไร้รอยจ้ำ
แต่รอยผิดพลาดบาดแผลจำ
หนูน้อยชอกช้ำตรึงตรา

เลือดไหลผ่านกระดาษ
ภาพวาดเปื้อนแดงเปรอะพร่า
สะอื้นยืนปาดน้ำตา
แผลเจ็บปวดปร่า ... ใครลบ.





ความรักของดอกหญ้า


กุหลาบงามหนามในมือฤๅใช่รัก
ใครจึงผลักดอกหญ้าว่าค่าต่ำ
ดอกหญ้าน้อยใช่ด้อยค่าน่าจดจำ
ไม่เคยช้ำชอกจิตคิดน้อยใจ

ท้าลมหวนทวนลมไหวทักไกวแดด
สะท้อนแสดสีสันตะวันใส
ซับสาดฝนหล่นร่วง ณ พวงไพร
รับน้ำเท้าใครใครให้เหยียบวาง

แล้วลุกขึ้นตื่นเหมือนจะเยื้อนยิ้ม
รับแดดอิ่มรองน้ำฟ้าที่พรางพร่าง
อาบแสงจันทร์วันหวั่นหนาวอุ่นดาวราง
ดอกหญ้ากล้าย่ำย่างทุกทางไป

ไม่เรียกร้องจริตงามแห่งความรัก
ไม่ปรุงแต่งให้หลงทักหลงฝักใฝ่
เป็นดอกหญ้าค่าล้ำแม้ต่ำใจ
รองรับเท้าใครใครไม่เจ็บทรวง

กุหลาบงามหนามในมือฤๅคือรัก
ใครแน่นหนักเท่าดอกหญ้าทุกท่าท่วง
อดทน-ไกว ไหวอ่อน ผ่อนใจดวง
รับแสงช่วงส่งความแกร่งแห่งแรงใจ.





กระจกเงา


ใครสักคน ... ยลกระจกสะทกจิต
โอ้คงผิดกระจกปดความสดใส
หน้าหม่นหมองของฉันนั่นหรือไร
กระจกคงหลอกไว้ให้ใจตรม

ใครคนนั้น ... พลันทุบกระจกทิ้ง
คงไม่ใช่ความจริงสิ่งขื่นขม
แล้วควานหากระจกใหม่ให้ตนชม
เพื่อจะข่มกระจกเก่าที่ร้าวไป

กระจกใหม่ ... ใสใสได้แจ่มแจ้ง
ใจยังแย้งไยหมองหม่นจนหวั่นไหว
ทุบกระจกอีกครั้งยังหวังใจ
กระจกใหม่คงคืนความชื่นชม

ทุบกระจกหลายอันพลันร้าวแตก
ดวงใจแหลกกระจายเจ็บหนักขม
ส่องกระจกบานไหนใจยังตรม
ทุกกระจกล้วนข่มสะสมร้าว

กระจกใหม่กี่ใบได้ทิ้งแล้ว
ใบหน้ายังส่อแววหมองเกินกล่าว
ไขความจริง ... อิงซ่อนวอนเรื่องราว
อ้อนกระจกช่วยล้างคาวทุกคราวไป

กระจกคงลงความเห็นเป็นความจริง
ใจยังวิ่งวุ่นวายคล้ายหวั่นไหว
โทษกระจกหรือปรับตน ... ยามจนใจ
จึงผ่องใสโดยแท้ ... แค่ตัวตน

ใครคนหนึ่ง ... เริ่มซึ้งค่าคุณกระจก
หวั่นสะทกแล้วแก้ไขไม่สับสน
ริ้วรอยย่นปนแปลกแยกอดทน
ค่อยค่อยค้นคิดแก้และป้องกัน

ใครคนนั้น ... วันนี้จึงมีหวัง
พอประทังพัฒนากว่าถึงฝัน
มีชีวิตจิตจ่อต่อปัจจุบัน
พร้อมสร้างสรรค์แก้ไขในสิ่งจริง.




 

Create Date : 24 มกราคม 2549    
Last Update : 24 มกราคม 2549 14:37:09 น.
Counter : 520 Pageviews.  

โคลงพังเพยคำเป็น

โค ค่อยด้อมย่องย้อน .................. มองไกล
แก่ เนิ่นนานผ่านไป ...................... เชื่องช้า
กิน เคี้ยวนิ่มคำใด ........................ หลายแหล่ง
หญ้าอ่อน อ่อนนุ่มท้า .................... ค่อยคล้อยกลืนกิน

เขียน ดินสอเพิ่มเส้น ................... ลายทอง
เสือ ขู่หน้าเกรงมอง .................... หม่นเศร้า
ข่ม ขวัญข่มใจปอง ..................... หมายเลี่ยง
วัว ไม่กลัวไม่เข้า ......................... มุ่งใกล้ฤๅหนี

น้ำ ปรี่เปี่ยมชุ่มล้ำ ...................... ฝั่งไกล
ร้อน ย่อมปลาดิ้นไป ................... ว่ายคว้าง
ปลา เวียนวุ่นวายไหว .................. วนว่าย
เป็น สิ่งเร่งเร้าสร้าง ................... เพื่อให้ดิ้นรน
น้ำ ล้นนองปริ่มหน้า ................... หนาวเย็น
เย็น ร่องน้ำซ่อนเซ็น ................... รื่นแท้
ปลา เพลินว่ายวนเป็น ................. ใจชื่น
ตาย ที่เบื้องหน้าแก้ ..................... กล่อมแกล้งคำพราง

วา ตารางหนึ่งนั้น ...................... ที่หมาย
นร หนึ่งคนย่อมคลาย ................ ด่างพร้อย
ได้ สรรพ์สิ่งเลอลาย ................. งามยิ่ง
แก้ว ย่อมเหลือค่าน้อย ................ ไม่รู้ค่าพลอย

หัว โล่งรอยไร้ซึ่ง ..................... เส้นผม
ล้าน เลี่ยนลื่นเกินชม ................. หนึ่งเส้น
ได้ สิ่งอื่นเพียงลม ................... ไร้ค่า
หวี หว่านทั่วหัวเร้น .................... ซ่อนค้ำค่าไหน

หน้า เหมือนใจเปี่ยมล้ำ ............. สร้างบุญ
เนื้อ นิ่มใสเจือจุน .................... อุ่นอ้าง
ใจ ซ่อนสิ่งแทงพรุน ................ เร้นเลี่ยง
เสือ ซ่อนเร้นป่ากว้าง ............... ซุ่มจ้องกินกลืน

กิน ยืนเต็มที่ท้อง ................... อิ่มจัง
ปูน สู่พุงเติมยัง .................... แน่นท้อง
ร้อน รุ่มเร่าเกินฟัง ................. ถ้วนกล่าว
ท้อง ปั่นป่วนร่ำร้อง ............... กล่าวฟ้องการกิน

บัว บานผินปริ่มน้ำ ................. งามบัว
ไม่ เบ่งท้าเงามัว .................... ฝุ่นข้อง
ให้ ชมชื่นถ้วนตัว .................. งามชื่น
ช้ำ หน่อยแม้น้อยป้อง ............ ไม่ให้หม่นหมอง
น้ำ บึงคลองย่อมย้ำ ............... เย็นใส
ไม่ พล่านพลุ่งไปไกล ............. กว่านี้
ให้ คงชุ่มชื่นไหว ................... ล่วงลื่น
ขุ่น หม่นอย่าเร้นลี้ .................. เพื่อนพ้องคล้องใจ

ฝน ใสหลั่งสู่พื้น .................. เป็นสาย
ทั่ง แท่งใหญ่เกลาทราย ......... เลี่ยมล้าง
เป็น เพียรเพิ่มให้คลาย .......... สิ่งใหญ่
เข็ม เล่มเล็กน้อยสร้าง .......... เนิ่นด้วยเวลา

พาย เพิ่มกล้าสู่พื้น ................. ฝั่งดิน
เรือ ถ่อเพียรชีวิน .................. สู่เป้า
ทวน แหล่งถิ่นน้ำริน ............... รอยย่ำ
น้ำ ย่อมไหลต่ำเข้า .................. ถ่อขึ้นฝั่งฝัน

กง ผันธรรมย่อมล้อม ........... แรงกรรม
กำ วุ่นเวียนหมุนนำ ................ ย่อมย้อน
กง ยังวิ่งตามธรรม .............. เป็นอยู่
เกวียน ลิ่วล้อตามต้อน ........... แห่งเส้นรอยธรรม

กำ ความเร้นซ่อนไว้ ............... ความนัย
แพง ค่าคำซ้อนใจ ................. ย่ำย้ำ
มี ความช้ำซ้ำใด ..................... รู้เลี่ยง
ตา ย่อมเห็นด่ำล้ำ .................. ซ่อนซ้อนเพียงใด
หน้า พรางใจใคร่รู้ ................ เพียงตน
ต่าง แต่ชีวีคน ...................... ล่วงรู้
มี สินก่องแก้วกล .................. พรางอยู่
รู ย่อมเผยแจ้งผู้ .................. ย่อมย้อนสิ่งบัง

กิน ยังได้อิ่มท้อง .................. พุงโต
อยู่ ที่นั่งโอ้โห ....................... ใหญ่กร้าว
บน บ้านใหญ่แสนโอ- .............. ฬารยิ่ง
เรือน ย่อมช่วยปันข้าว ............ แบ่งน้ำอาหาร
ขี้ บนบ้านยิ่งเร้น ................... บังตา
บน ที่เตรียมงามตา ................ ยิ่งพร้อม
หลัง เหิมกร่างกร้าวพา ........... ปีนป่าย
คา สิ่งเหม็นห้อมล้อม .............. เบ่งป้ายขี้ทา

แกว่ง หาเรื่องเร่าร้อน ............. ก่อการณ์
ตีน ย่ำกวนก๊วนพาล ................ คลั่งบ้า
หา พลั้งสิ่งเริงราน ................. มาสู่
เสี้ยน ทิ่มตำช้ำล้า ................... วุ่นแก้เกินกัน

ไก่ ขันยามย่ำเช้า .................... รุ่งสาง
เห็น พร่างแสงเรืองราง .......... แจ่มฟ้า
ตีน ยังย่ำย่างวาง .................. ตามแหล่ง
งู ย่องเลื้อยแกร่งกล้า ............ หยั่งรู้ถ้วนขา
งู อ่อนล้าย่อมรู้ ..................... ท่านอน
เห็น ถิ่นหวงดินดอน ............... แท่นถ้ำ
นม พรางอยู่หรือจร ............... มีอยู่
ไก่ ซ่อนกายซ้อนซ้ำ ................ กี่เต้าตามเห็น

ข้าว มื้อเย็นเที่ยงเช้า .............. อิ่มหนำ
ใหม่ ใหม่ย่อมทรงจำ .............. อุ่นลิ้น
ปลา ทูช่อนแกงตำ ................. หวานชื่น
มัน ย่องไม่รู้สิ้น .................... อิ่มลิ้มชิมดี

ทำนา ที่แหล่งหล้า ................... ทำกิน
บน แห่งผืนแผ่นดิน ................ สั่งสร้าง
หลัง ไปเกี่ยวผลริน ................ ข้าวใหม่
คน ชั่วข่มขู่อ้าง ...................... กร่างกร้าวขู่เข็ญ

น้ำ เย็นไหลหลั่งล้ำ ................. รื่นเย็น
พึ่ง อยู่ตามจำเป็น ................. ง่ายแท้
พา เปลื้องสิ่งเปื้อนเห็น ........... ใสฉ่ำ
เรือ วิ่งกลางน้ำแม้ ................. ย่อมรู้สั่นไหว
เสือ ในไพรใหญ่กว้าง ............. ลำพอง
พึ่ง อิ่มอาหารรอง .................. อิ่มน้ำ
พา พรางเร้นบังครอง ............ เลี้ยงร่าง
ป่า ย่อมช่วยคุ้มค้ำ .................. เพื่อให้เสือยัง

มือ ชี้สั่งเพื่อให้ ....................... ทำตาม
ไม่ ช่วยสานสิ่งงาม .................. แต่ชี้
ช่วย เพียงเลี่ยงอ้างความ ......... พรางร่าง
พาย หน่อยยังคร้านลี้ .............. ก่อให้รำคาญ
เอา เรื่องพาลเพิ่มให้ ............... วุ่นวาย
เท้า ก่อกวนกันพาย ................. เคลื่อนได้
รา รั้งร่องน้ำกราย ................... ยั้งย่ำ
น้ำ ย่อมเลื่อนกาลให้ ................. ฝั่งช้ายั้งฝัน

เรือ นั้นพายเล่นน้ำ .................. เริงใจ
ล่ม ถ่ายเทสินใด ..................... จ่อมสิ้น
ใน แดนแห่งหนองใคร ............. ที่นั่น
หนอง ย่อมมีสินปลิ้น ............... ดั่งปล้นสินครอง
ทอง แท้จมหยั่งน้ำ .................. จมทอง
หรือ ล่มลงในหนอง ................ ด่ำล้ำ
ไป สู่แหล่งดินจอง .................. น้ำนั่น
ไหน ร่วมทองแผ่นน้ำ ............... แน่นพร้อมปรองดอง

สี ดีดร้องพร่ำพร้อง ................ เพลงเพลิน
ซอ ร่ำเสียงจำเริญ ................... รื่นร้อง
ให้ควาย นั่งยืนเดิน ................... ฟังเพิ่ม
ฟัง ไม่รู้เสียงก้อง .................... ร่ำร้องเปล่าดาย

เส้นผม คล้ายไม่รู้ .................... บนหัว
บัง สิ่งอื่นมึนมัว ...................... ซ่อนเร้น
ภู ผาย่อมใหญ่พัว- ................... พันอยู่
เขา อยู่ใช่ไกลเส้น ..................... แต่คล้ายไม่เห็น




 

Create Date : 01 มกราคม 2549    
Last Update : 2 มกราคม 2549 23:01:49 น.
Counter : 159 Pageviews.  

โคลงพังเพย (๓)

คบ คงมั่นจิตด้วย ............... วางใจ
เด็ก ย่อมเล่นเริงไป ................ ไม่รู้
สร้าง สิ่งใหญ่ใดใด ................ ย่อมพลาด
บ้าน มิเสร็จต้านสู้ .................. พลาดพลั้งเชิงมอง
คบ หมายปองคิดค้น .............. การณ์ใด
หัว หอกผู้นำใคร .................... ย่อมรู้
ล้าน ความคิดก้าวไกล .............. เกินกู่
สร้างเรื่องเมืองใหญ่ผู้ ............ ย่อมพลั้งพลาดผล


ไก่ จิกค้นเก็บข้าว ................... คุ้ยดิน
ได้ สิ่งใดไม่กิน ...................... ต่างข้าว
เพชร มณีร่วงริน ................... มิดื่ม
พลอย หยาดแก้วเพริศอะคร้าว ..... ไม่รู้ค่าพลอย

วานร ค่อยเกี่ยวต้น ................ ไม้โหน
ได้ สิ่งใดกระโจน ................... เล่นค้น
เก็จ หยาดจากฟ้าโยน ............. มามอบ
แก้ว ระยิบเพียงใดด้น ............ เล่นแล้วทิ้งเฉย


หัว โล่งเลยหมดเส้น .............. ขนผม
ล้าน เลี่ยนลื่นเกินชม .............. สักเส้น
ได้ สิ่งอื่นเพียงลม ................ ไร้ค่า
หวี หว่านทั่วหัวเร้น ................. เรียบได้ฤๅไฉน


หนี ไกลคนร้ายร่น ................. ป่าใด
เสือ ไล่ตะครุบใคร ................. วิ่งเต้น
ปะ น้ำแหล่งใหญ่ไกล .............. กว้างสุด
จระเข้ แห่มาจะเค้น ................ จับเข้าย่อยสลาย


ตัด ตายให้สิ้นซาก ................. ไมตรี
บัว เบิกบานสดสี .................. แดดท้า
สิ้น มิตรภาพอันดี ................. เติบต่อ
ใย เยื่อใดในหล้า ................... สุดสิ้นสิ่งฝัน




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548    
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 20:58:59 น.
Counter : 154 Pageviews.  

โคลงพังเพย (๒)

น้ำ เปี่ยมรอฝั่งล้น ............... น้ำนอง
มา ฝั่งเตรียมรับรอง ............. เก็บน้ำ
ปลา ขึ้นปริ่มน้ำมอง ........... หามด
กินมด อร่อยปากล้ำ ............. อิ่มล้นท้องเต็ม
น้ำ เค็มค่อยลดขั้น ............... ตามกาล
ลด จากฝั่งเนิ่นนาน ............. ช่วงนี้
มด ฝูงย่อมเบิกบาน ............. แสวงเสาะ
กินปลา อิ่มอร่อยชัดชี้ .......... เพราะด้วยถึงคราว


น้ำ ปรับราวสืบสร้าง ............ ตามกาล
ร้อน สู่อุณหภูมิพาน .............. กระทบพร้อง
ปลา แหวกว่ายวนวาน ......... ดิ้นขลัก
เป็น เหตุตามติต้อง ................. เร่งเร้าปลอดภัย
น้ำ ไหลเรื่อยเรื่อยแท้ ............ เอื่อยเย็น
เย็น ย่อมเบาใจเป็น .............. ชะล่าแท้
ปลา แหวกว่ายชื่นเห็น ......... ชะลอจิต
ตาย อยู่เอื้อมมือแม้ ............... ยากพ้นแหตรวน


ได้ จวนจังหวะคล้อง ........... ถูกคราว
ที ท่วงท่าแพรวพราว ........... เพริศพริ้ง
ขี่ ขับเครื่องมือราว ................ แม่นมั่น
แพะไล่ เคลื่อนจับทิ้ง ........... ถูกเป้าที่หมาย


เขียน วาดหมายมั่นละม้าย ......... น่ากลัว
เสือ พาดกลอนลายตัว ............... เขื่องอ้าง
ข่ม คาดขู่โทษมัว ........................ หมองนัก
วัว จักกลัวจนคว้าง ................... ดับดิ้นฤๅไฉน


วัว ถูกใครเฆี่ยนคล้อง .............. ทุบตี
สัน สั่นจนหลบหนี .................. เจ็บจ้ำ
หลัง ถูกข่มราวี .......................... แสบปวด
หวะ เหวะด้วยฤทธิ์ช้ำ .............. อย่าให้ถูกแผล


รักแท้ ไกลกว่าใกล้ ................. สบตา
แพ้ พ่ายหัวใจครา .................. อยากใกล้
ใกล้ ยิ่งกว่าใกล้มา .................. เนื้อแนบ
ชิด ชื่นเธอย่อมให้ ................... รักเอื้อใจสมาน


น้ำ นองนานเนิ่นน้ำ ................. นบเนิน
ขึ้น ฝั่งฝากฝังเพลิน ................... อาบน้ำ
รีบ หลั่งหลากน้ำเกิน ................ กองกอบ
ตัก เติบเต็มตวงซ้ำ .................... ก่อนน้ำลดลง




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548    
Last Update : 12 ธันวาคม 2548 21:13:38 น.
Counter : 182 Pageviews.  

1  2  

นกกระจิบฟองน้ำ
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





เป็นคนหลงรัก แดดเช้า : )
Friends' blogs
[Add นกกระจิบฟองน้ำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.