All Blog
เรื่องของ "โจร" ห่ม ผ้าเหลือง
แพะ ตุ๊ด แต๋ว หยุดทำลายพระพุทธศาสนา ในคราบของโจรห่มผ้าเหลือง เสียเถอะ





ด้วยกุศลผลบุญที่ข้าเปิดเผยพระธรรมวินัยนี้ขอให้ข้าพ้นทุกข์ทั้งปวง
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าความดับนั้นมีอยู่ขอให้ ข้าพเจ้าถึงซึ่งความดับนั้นด้วยเทอญ




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 23 มกราคม 2554 15:34:39 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ด้วย มรรค 8
ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง

ข้าพเจ้าได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับยับยั้งอยู่ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสี ฯ
ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนสติเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ว่า ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตไม่ควรปฏิบัติให้หนักไปในส่วนที่สุด ๒ อย่าง คือ
การประพฤติปฏิบัติตนเพื่อแสวงหาความสุขอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่ารักน่าปรารถนา ซึ่งเป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ต้องมีบ้านเรือน เป็นธรรมของคนผุ้ครองเรือนผู้หนาไปด้วยกิเลส ไม่ใธรรมอันจะนำจิตใจออกจากกิเลส ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องรัดรึงใจ ทั้งหลาย นี่อย่างหนึ่ง
และอีกอย่างหนึ่ง คือ การประพฤติปฏิบัติด้วยการทรมานร่างกายให้ได้รับความลำบาก ซึ่งมีแต่ทำให้ใจเป็นทุกข์ทรมานอย่างเดียว ไม่เป็นทางนำจิตใจออกจากกิเลส และไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องรัดรึงใจ ท้งหลาย ฯ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ เร่งหักโหมปฏิบัติธรรมจนเกินกำลัง เพื่อหวังจะได้บรรลุมรรคผลเร็ว ๆ )
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้รู้ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง โดยไม่เข้าไปใกล้ส่วนที่สุด ๒ อย่างนั้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น สามารถทำดวงตาคือ ปัญญา ทำญาณเครื่องรู้ ให้เป็นไปเพื่อใจสงบระงับจากกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี และเพื่อทำให้กิเลสดับไปจากจิตคือเข้าสู่พระนิพพาน ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ซึ่งสามารถทำดวงตาคือ ปัญญา ทำญาณเครื่องรู้ ให้เป็นไปเพื่อใจสงบระงับจากกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี และเพื่อให้กิเลสดับไปจากจิตคือเข้าสู่พระนิพพาน ที่ตถาคตรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งนั้น คือการปฏิบัติอย่างไร?
ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนี้ คือ ทางนำไปสู่ความไกลจากกิเลสเครื่องรัดรึงใจทั้งหลาย มี ๘ อย่าง ฯ
ข้อปฏิบัติเหล่านี้คือ

มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )

..(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)
..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
.....เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
.....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
.....แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
.....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์
.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย
.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก
.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
..........1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง







อยากจะพูดถึงเรื่องทางสายกลาง ที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ทำตึงเกินไป ทำไมไม่เดินทางสายกลาง ในความเข้าใจของข้าพเจ้าที่ได้เรียนและอ่านในพระไตรปิฎก ทางสายกลาง หมายถึงทางที่พระพุทธองค์ ได้ทรงสั่งและสอนใว้ในพระไตรปิฎก ไม่ใช่ทางสายกลางที่คิดขึ้นเอง โดยความไม่รู้, ทำตามๆกันมา, คิดโดยกิเลสพาให้คิดไป, หรือ มารบันดาลให้คิดและทำตามกันไป

สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ

เมื่อ เข้าใจผิด ก็คิดผิด
เมื่อ คิดผิด การระลึกประจำใจก็ผิด
เมื่อ การระลึกอยู่ในใจ แบบผิดๆ ก็ตั้งใจมั่นผิด
เมื่อ ตั้งใจมั่นผิด ความเพียรพยายามก็ผิด
เมื่อ ความเพียรพยายามผิด ก็ใฝ่ใจผิด
เมื่อ ใฝ่ใจผิด การพููด การกระทำ การดำรงชีพก็ผิด
เมื่อ การพููด การกระทำ การดำรงชีพกันผิดๆ ผลที่ตามมาคืออะไร ???
ก็ได้ความเจริญในทางที่ผิด หรือเจริญแล้วเสื่อม เจริญซึ่ีงเจือด้วยทุกข์ที่จะตามมา

ในทางโลกซึ่งคนเราทุกคนต้อง ทำมาหากินกันอยู่ก็สามารถที่ เดินตามทางที่พระพุทธเจ้า ได้คิดและค้นใว้ให้เราแล้ว โดยเราไม่ต้องคิดเอง ทำตามที่ท่านบอกใว้ ชีวิตก็จะเจริญในทางที่ถูก เจริญโดยฝ่ายเดียวไม่มีเสื่อมแน่นอน









Create Date : 30 ตุลาคม 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 22:30:02 น.
Counter : 827 Pageviews.

0 comment
เตือนใจเจ้าของ
คิดมานานอยากจะเขียนเรื่องนี้ เพื่อเตือนใจตัวเอง และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย
ในชีวิตได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ทั้งล้มลุกคุลกคลาน ทั้งอยู่ดีมีสุข ทั้งได้เป็นหัวหน้าแล้วต่อมากลายเป็นลูกน้อง ผิดหวังอกหัก และสมปรารถนาและได้สัมผัสกับผู้คนมากมายไม่ว่าคนทำงานกลางวันคนทำงานกลางคืน ตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้ชีวิต ชอบคุยกับผู้คนถึงเรื่องราวชีวิตของเขา เช่นคุยกับขอทาน คุยกับคนมั่งมี และส่วนหนึ่งมักจะมีคนมาปรึกษาเรื่องราวชีวิตของเขาประจำ
ต่อมาตัวเองได้ไปเรียนเป็นโหร (มีเหตุผลที่ทำให้ตอนนี้เลิกเด็ดขาดแล้ว) มีคนมาดูดวงพอสมควรทำให้ได้มองเห็นความเดือดร้อนของตัวเองที่ผ่านมาและความเดือดร้อนของผู้ทีได้สัมผัส ดังที่พระพุทธองค์ได้กล่าวใว้ ถึงความทุกข์ว่า
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ เพราะมีร่างกายให้หิว มีจิตรให้อยากได้
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ เพราะเราอยากจะดูดี ไม่อยากจะแก่เหียวยาน ร่วงโรย
แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์ พูดถึงเรื่องทุกข์ขออนุญาติเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังค่ะ แม่ป่วยเป็นเบาหวานมานานพึ่งจะทรุดหนัก ปลายๆปี ๕๐ เพราะเป็นหลายโรคเพิ่มขึ้น นอกจากเบาหวานแล้วยังเป็น ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง สมองฝ่อ ทำให้ไม่มีแรง ซึ่งแต่ก่อนแม่เป็นผู้หญิงที่ขยัน เก่งและแกร่งมาก งานไร่งานนาไม่มีใครสู้ได้ แต่ภายในปี ๕๑ แม่เข้าโรงบาลบ่อยมาก เราต้องไปนอนเผ้า ได้เห็นคนป่วย บางคนร้องครวญครางบางคนพึ่งเห็นตอนเย็น พอใกล้รุ่งตายแล้ว อายุพึ่ง สิบแป็ดอยู่เลย ตอนแม่ผ่าตัดกระดูกเราก็ได้ไปนอนเฝ้าอีกเห็นคนหลังผ่าตัดกระดูก เขาทรมารมากๆ ลุกก็โอย นั่งก็เจ็บ ความเจ็บป่วยนี้เป็นทุกข์จริงๆ แต่ทุกคนก็ต้องเจ็บหนีไม่พ้น
แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ขออนุญาติเล่าเรื่องของตัวเองอีกค่ะ ตอนนี้แม่ตายแล้วเมื่อ วันที่ ๑๘ พ.ย. ๕๑ ที่ผ่านมา มันเป็นความทุกข์ที่เราต้องเสียบุคคลที่เรารักไป แต่ในความทุกข์นั้นมีความสุขปนด้วยเพราะแม่ได้ไปดีแล้วไม่ต้งทรมานต่อไป ตอนแม่ทรุดหนัก ช่วยเหลื่อตัวเองไม่ได้เลย หนาวก็เอาผ้ามาห่มให้ตัวเองไม่ได้ มดกัดก็เอาออกไม่ได้ เวลาลูกป่วยอยากเดินไปดูก็ไม่ได้ เห็นแม่ทรมานมากๆ ถ้าใครผ่านประสบการณ์ พ่อ, แม่, ลูก, ภรรยา สามี และคนที่เรารักตายก็จะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
ปรารถนาสี่งได้ไม่ได้สี่งนั้นแม้นั้นก็ทุกข์ อย่างเช่นความรักของหนุ่มสาว รักเขา เขาไม่รักก็ทุกข์ ไอ้ที่ได้มาแล้วไม่ถูกใจก็ทุกข์อีก เฮ้อ....
แต่พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้ไปเครียดคิดมากกับทุกข์ พระองค์สอนให้รู้จักทุกข์และอยู่กับมันอย่างฉลาดและรู้เท่าทันมัน เพราะไม่มีใครหนี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผิดหวัง ไปได้เลย นอกจาก พระอรหันต์สิ้นแล้วผู้ไปแล้วด้วยดีไม่กลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกแต่พวกเราไปแล้วแต่ไม่แล้ว ตายไปก็ต้องกลับมาเกิดอีก เป็น อเนกอนันต์ นับไม่ได้จนกว่าเราจะบรรลุธรรม สำเร็จเสร็จสิ้นไม่กับมาเกิดอีกแล้ว
เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ทำไมเราจะต้องมาเข่นฆ่ากัน ทำลายร้างกัน อิจฉาริษยากันไปทำไม ในเมื่อชีวิตนี้สั้นนัก เดี๋ยวเราก็ตายๆกันแล้ว สู้เราสร้างความดีให้กัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ฆ่าฟันกัน ไม่คิดอิจฉาตาร้อนกัน จนตัวเองและผู้อื่นต้องเดือดร้อน ทำไมเราไม่อยู่กันแบบสงบๆ พยายามสร้างแต่สิ่งดีๆ ลด ละ และเลิก สิ่งที่ไม่ดี เดินตามทางของพระพุทธองค์ ศึกษาแผนที่จากพระไตรปิฎก เราจะได้ไม่เดินหลงอยู่ในวัตสงสาร ศิลคือความปกติสุข ถ้าเราไม่มีศิลเราก็อย่าหวังถึงความปกติสุขเลยท่านทั้งหลาย
ขอฝากใว้เป็นข้อคิดเตือนเจ้าของ














Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 22:35:31 น.
Counter : 312 Pageviews.

1 comment
ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเพื่อบทเรียนที่หนัก
ข้อคิดสกิดใจ(ตัวเอง) วันละนิดจิตรจะได้เบิกบาน (ข้อคิดจากหลวงปู่)
++ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเพื่อบทเรียนที่หนักที่ยากยิ่งเช่น สิ่งที่เรารักมาก - หวงมาก - ห่วงมากมันจากเราไป - มันแตกไป - มันละลายไป - มันสลายไป "เสียสิ่งที่รัก ได้สิ่งที่ชัง" นี่คือบทเรียนที่ยาก จงเตรียมตัวไว้เพื่อบทเรียนที่ยาก เพราะทุกคนต้องพบเจอกับมันแน่นอน ++
เป็นกำลังใจให้ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทุกๆคนจ้า














Create Date : 24 มกราคม 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 22:39:18 น.
Counter : 313 Pageviews.

3 comment
ข้อ (น่า) คิด
ธรรมะ สวัดีค่ะ
หลังจากไร้สาระมานาน (จนมีคนหมั่นใส้เข้าแล้ว) วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้นำ ข้อคิดที่สกิดใจตัวเอง มาเล่าสู่กันฟัง
*อพยพกายไปที่ใหนก็ไม่รอด ถ้าไม่อพยพใจ* แต่ก็ควรอพยพกายก่อนถ้าเห็นสมควร* ข้อคิดจากหลวงปู่ที่นับถืออยู่ค่ะ
ทำให้เราได้ ฉุกคิดขึ้นมา ไม่ว่าเรา จะไปอยู่ที่ใหนๆในโลกหรือในจักวาล ถ้าไม่ อพยพใจ เข้าสู่หมู่บ้านธรรมะ เราก็จะไม่ รอดพ้น ภัยในโลกหรือในจักวาลนี้ไปได้ แต่ถ้าเราไม่อาจหลุดแล้วพ้นไปได้จริง เพราะเรายังไม่บรรลุธรรม เราก็จะอยู่กับมันโดยทุกข์น้อยที่สุด คือ
๑ ได้ยศ
๒ เสื่อมยศ
๓ได้ลาภ
๔ เสื่อมลาภ
๔ มีสรรเสริญ
๖ มีนินทา



ธรรมะย่อมอยู่กับผู้ครองธรรม
เป็นกำลังใจให้ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกๆท่านค่ะ










Create Date : 23 มกราคม 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 23:27:21 น.
Counter : 333 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

shada
Location :
น้ำหนาว เพชรบูรณ์ , เกาะพงัน สุราษฯ  Ghana

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นหูที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นกายที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นใจที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง พระไตรปิฏก เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง.....พระไตรปิฏก เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง
พระไตรปิฏก เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง

ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง (เล่ม ๑๐ หน้า ๔๖๕_ปกน้ำเงิน)
บัญญัติของพระพุทธเจ้า จากพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม ของมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 3
(ปกสีแดง หน้า 887 ปกสีน้ำเงิน หน้า 940)
พระบัญญัติ อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่ง ทอง-เงิน หรือยินดี ทอง-เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์(นิสสัคคียปาจิตตีย์ 1 ตัว ต้องตกโรรุวนรก 1 ชั่วอายุ คือ 4,000 ปีของนรกขุมนี้ เท่ากับ 840,960,000 ล้านปีมนุษย์)

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535
เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาดังต่อไปนี้ มาตรา 15 ตรี มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
...(4)รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
**หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา(โยมควรเรียนรู้) ทำบุญแล้วเป็นบาป ตกนรกทั้งพระและโยม
1.ตักบาตรด้วยเงินและทอง
2.ตักบาตรด้วยสิ่งของที่ต้องห้าม ข้าวสารอาหารแห้ง-ดิบ
3.ทำบุญกับพระทุศีล(ผิดศีลธรรมและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย)รับเงิน รับทอง มีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของตนเอง มีบัตรเอทีเอ็ม มีบัตรเครดิต
4.ฯลฯ
จากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลไทยฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย 91 เล่ม
**ชาวพุทธทั้งหลาย ขอให้อธิษฐานเพื่อถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้
"ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าพระพุทธเจ้าให้เข้าไปรวมเป็นพระราชกุศลของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลังบุญทั้งหลาย ที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อพสกนิกรและราชอาณาจักร ขอบุญนั้นทั้งหมด จงเป็นพลังขับดันโรคภัยทั้งหลายที่กำลังเกิดในพระวรกายของพระองค์ให้อันตรธานไป"

จากหลักฐานเทียบเคียงของการใช้สัจอธิษฐาน ในพระไตรปิฎก 91 เล่ม ฉบับมหามกฎราชวิทยาลัย เล่ม 74 หน้า 447-479 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 มาตรา 1, 3, 341, 342 และ 343 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ (www.samyaek.com) ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ขอจงพิจารณาเอาเถิด เพราะไม่บังคับให้ใครมาเชื่อหรือทำตาม เพียงแต่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย เพื่อให้ชาวพุทธปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ยินดีในบุญกับทุกท่านที่รวมใจกันเปิดเผยพระธรรมวินัยให้รุ่งเรือง ค่ะ

ชฎา มีโครงการ จะเปิด บ้านพักตากอากาศ ติดถนน ติดทะเล ไม่ไกลจาก ท่าเรือ ท้องศาลา บรรยากาศ เหงียบ สงบ เป็นธรรมชาติ ให้เช่าที่เกาะพงัน

"สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"