อดเที่ยวดอกเจ้า ชีวาวาย

Melbourne 5 - St.Kilda - Cakemania

St.Kilda ในเมลเบิร์น นอกจากจะมีหาดสวยๆ ท่าเรือยอชท์งามๆ นกเพนกวิน และสวนสนุกแล้ว ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านขนมเค็ก มากมายเรียงรายสองฟากถนน แต่ละร้านจัดดิสเพลย์ หน้าร้านประชันกันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่หน้าร้านยันก้นร้าน พื้นยันเพดาน กำแพงสองข้าง ฯลฯ
ไปดูกัน
















































รูปสุดท้ายไม่เกี่ยว เห็นสวยดีเฉยๆ
วิธีไป St.Kilda มีบอกแล้วใน.... ใน....
ใน Melbourne 4 มั้ง


**อภินันทนาการรูปภาพสวยๆจาก Mr.Ong , Temporary Melbournion, ขอบคุณค้าบ**




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2551 12:48:41 น.   
Counter : 1088 Pageviews.  

Melbourne 4

วันนี้พยากรณ์อากาศ บอกว่า
อากาศดี มีแดดพอให้ฝรั่งออกมานอนอาบ
ดังนั้นเราจะไปเที่ยวชายหาดของเมลเบิร์นกัน
ทะเลน่ะไม่ดูหรอก อิอิ



ป้ายรถราง St.Kilda Pier จากป้ายนี้ ก็ขึ้นสะพานลอย ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม



สะพานวนๆ ยาวๆ หยั่งเงี้ย





ข้ามมาแล้วจะเจออันนี้ก่อน (รูปนี้เหมือนอยู่ดูไบเลยแฮะ)




แล้วเดินมาอีกหน่อย ก็จะมาเจอป้ายต้อนรับอันนี้จ้า







ข้างหลังป้าย เป็นทางเดินยาวเหยียด ขนาบ 2 ข้างด้วยน้ำทะเลสีเข้มสวย มีนกบินร่อนโฉบเฉี่ยวสีขาว ตัดกับสีสวยๆของท้องฟ้า






มองกลับมาเห็นเมืองเมลเบิร์น





ใครหมดแรง ก็นั่งพัก หลบแดดซะหน่อย เด๋วเป็นลมเป็น แร้งไปจะยุ่ง




ป้อมที่เห็นข้างหน้านั้น ข้างล่างเป็นร้านอาหาร







พอเดินผ่าร้านอาหารมาก็จะเป็นแนวทางเดินยาวต่อไปอีก



สองข้างเป็นแนวโขดหินที่ทำทางให้ลงไปเดินเล่น นั่งเล่นได้




ให้ลงไปดูเจ้า 2 ตัวนี้ ใกล้ ใกล้





ใกล้ซะ ขนาดสัมผัสกันได้






หงส์ดำ ปากแดง แช้ด
เห็นว่าพันธุ์นี้ก็มีแต่ที่ออสเตรเลียเท่านั้น จริงเท็จ ไม่ยืนยัน







ให้ยลความงามอีกรูป

จริงๆแล้วตามโขดหินที่เราไปนั่งเล่นเดินเล่นอยู่นั้น ข้างในเป็นบ้านของเพนกวิน แบบเดียวกับที่เราถ่อไปดูกันถึงเกาะฟิลลิป และที่ St.Kilda Pier นี้ ก็มีบริการล่องเรือชมเพนกวินด้วย ในช่วงเย็นๆ แต่แหล่งข่าวแจ้งว่า จำนวนประชาการนก อาจจะไม่หนาแน่นเท่าที่เกาะฟิลลิป ตรงจุดที่เราเอ้อระเหยกันอยู่นั้น ก็อาจจะมีรังที่มีนกและลูกนกอยู่ จึงสมควรที่เราจะไม่ส่งเสียงดังและงดสูบบุหรี่ด้วย




ป้อมที่เห็นข้างหลังนั่นเป็นจุดสุดเขตที่เราจะเดินไปได้ หลังจากตรงนั้นไปจะเป็นเขตหวงห้ามเพื่อการอนุรักษ์และวิจัยพันธุ์สัตว์ คาดว่า แนวโขดหินหลังเขตนั้นไปจะเป็นย่านชุมชนของเหล่าเพนกวิน







จากทะเล เราก็เดินเลาะหาดเลียบมาทะลุส่วนที่เป็นร้านค้า 2ข้างถนน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านขายอุปกรณ์ว่ายน้ำกับร้านอาหาร ที่น่าสนใจและมีมากก็เป็นพวกร้านขายขนมเค้กที่จัดดิสเพลย์กันอลังมั่กๆ โดยการทำ shelf ไว้ตรงหน้าต่างสูงตั้งแต่พื้นขึ้นไปจรดเพดาน แล้วก็วางสารพันเค็กนานาชนิดเต็มเอี๊ยด ไม่รวมกับที่มีอยู่ในตู้แช่ในร้าน กับที่อยู่บนชั้นในร้านอีกต่างหาก วันๆ ไม่รู้ขายหมดได้ยังไง เห็นแล้วตกตะลึงในความมากมายหลากหลายชนิด (แหะๆ ตะลึงจนลืมถ่ายรูปเลยอ่ะ คิดดู)





ตอนที่ไปแดดกะลังแรง ผู้คนไปอยู่ชายหาดกันหมด ร้านค้าเลยเงียบๆ นิดนึง
เดี๋ยวตกเย็นก็จะมีผู้คนมานั่งจิบเบียร์กัน



มีจักรยานให้เช่าด้วยล่ะ วู้ วิญญาณเด็กเข้าสิง


แต่ขอโทษ กะเหรี่ยงกลัวแดด เลยหลบกลับเข้าเมืองไปเที่ยวสวน ชมดอกไม้กันดีกว่า

ที่ St. Kilda Pier นี้ สามารถนั่ง tram มาจากเมลเบิร์นได้เลย ลงได้ 2 ป้าย จะลง St Kilda Fitzroy แล้วเดินมา beach หรือลงที่ St Kilda Beach1 เลยก็ได้ จากกลางเมืองเข้าใช้เวลาก็น่าจะซัก ครึ่งชั่วโมงได้ แต่ถ้าอยากมานอนซักคืน ที่นี่ก็มีที่พักมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวและนอกจากชายหาดแล้ว ก็ยังมีสวนสนุก Luna Park มีสระว่ายน้ำทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมทั้งสปา เซาว์นา ฯลฯ

มาดูรูปยามเย็นกัน













ไหมล่ะ บอกแล้วว่าใกล้ๆ ไปวันนึงหลายๆรอบยังได้


ถึงคิวสวนดอกไม้ซะทีนะ

ที่ต่อไปที่เราจะไป chill out กันวันนี้คือที่นี่


Royal Botanic Garden หรือเรียกย่อๆก็ได้ว่า RBG

Great Ocean Road เราก็เรียกกันย่อๆว่า G O R ตามประสาคนขี้เกียจ






เดินตามฝรั่งเข้าไปเลย




RBG ก็คือสวนสาธารณะกลางกรุงเมลเบิร์น ประมาณ สวนลุมฯ บ้านเรายังงั้น มีรถรางผ่านหลายสาย รวมทั้งรถบัสที่ขึ้นฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวก็มาแวะจอดให้เข้าชม ที่นี่ไม่เสียค่าเข้า เปิดตั้งแต่เช้า ประมาณ 7โมง - 8 โมง และปิดตอนเย็น 5โมง - 2 ทุ่ม แล้วแต่ฤดูกาล




ข้างในแบ่งการจัดสวนเป็นแบบต่างๆ มีพันธุ์ไม้จากเกือบทุกมุมโลกมาจัดแสดง มีส่วนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และก็สามารถมาทำพิธีแต่งงานได้ด้วย




มองลอดต้นไม้ไป นู้น เค้ากำลังทำพิธีแต่งงานกันอยู่ เฮฮาเชียวแหละ ชาวออสซี่นี่น่ะ




ในนี้ก็มี cafe ให้นั่งทำเก๋ แต่เราเลือกชัยภูมิตรงนี้แหละ ตั้งวงจกส้มตำ เฮ่ย ม่ายช่าย สวนหลวง ร.9 คร้าบ ม่ายมีส้มตำ มีแต่แซนด์วิชทำเองใส่กล่องมาจากบ้าน มานอนกินกันไป





ก็มองท้องฟ้าไป




อย่างงี้




อย่างงี้

แล้วก็มีเจ้าพวกนี้มาเดินแบบให้ดูเป็นระยะๆ



ที่นี่เค้าขอความร่วมมือ ห้ามให้อาหารสัตว์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปลา เป็นนก โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้สัตว์เป็นโรคขาดอาหาร ถ้ากินแต่ขนมปังมากเกินไป เพราะคนชอบโยนให้แต่ขนมปัง และทำให้ไม่ยอมหากินตามธรรมชาติ และจะหากินเองไม่เป้นในที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงลูกสัตว์ที่เกิดใหม่ๆอาจจะไม่มีพ่อแม่คอยหาอาหารให้และอดตายในทีสุด



ไปแอบดูเค้าแต่งงานกันใกล้ๆ




ต้นนี้ใหญ่แค่ไหน เปรียบเทียบกะคนให้เห็น





ดอกไม้หน้าตาแปลกๆ


มีชื่อให้ดู








อย่าเผลอให้อาหาร




ตัวนี้ด้วย

สังเกตุน้ำในสระ ใสสะอาด คงเพราะไม่มีอาหารปลา เม็ดๆ ทำให้น้ำเน่าเสีย






ต้นนี้แปลกดี





ดูดิ น่าลงไปเกลือกกลั้ว เอ๊ย เกลือกกลิ้ง ขนาดไหน




นอนดูโบรชัวร์ ม่ายงั้นเดินไม่ถูกงับ อยากดูทั้ง Cactus, Camelia, Fern, Oak ต้นใหญ่ๆ รวมทั้งสวนที่แสดงการอนุรักษ์น้ำแต่ยังสามารถมีสวนสวยๆได้




ฟ้าใส แดดสวย แซนด์วิชกำลังจะมา ฮ่า




กลับออกมาด้านนอก ผ่าน Observatory Building หอดูดาวของเมลเบิร์นที่สร้างเมื่อเกือบ 150 ปีมาแล้ว หอดูดาวแห่งนี้ เป็น หนึ่งในบรรดาหอดูดาวทั้งหมด ที่ร่วมกันสำรวจวงโคจรของดาวศุกร์ เพื่อหาระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ งงแมะ พอดีข้อมูลหน้าตึกมันเป็นภาษาอังกฤษน่ะ






พอเดินออกมาก็จะมาโผล่ที่ตรงนี้พอดี Shrine of Remembrance หรือ อนุสรณ์สถานเหล่าทหารหาญ 114,000 คนที่ตายนับแต่สงครามระหว่างปี 1914 - 1918 ทั้งที่เสียชีวิตในออสเตรเลีย และที่เสียชีวิตนอกประเทศ อนุสรณ์สถานแห่งนี้ ใหญ่ที่สุดในรัฐวิคตอเรีย ออกแบบโดยสถาปนิค 2 คน Philip Hudson James Wardrop ที่กลับมาจากการเป็นทหารและส่งแบบเข้าประกวดจนชนะเลิศจากจำนวนแบบทั้งหมด 83 ชิ้นงานด้วยกัน




พิธีเปิดอนุสรณ์สถานแห่งนี้ มีขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ปี ค.ศ 1934 โดยเจ้าชาย เฮนรี่ โอรสของพระเจ้าจอร์ชที่ 5 โดยมีประชาชนร่วมพิธีกว่า 3 แสนคน




มุมแอบมอง


เราจบวันนี้ด้วยการกลับไปดู St.Kilda Poer ยามเย็น โดยการนั่งรถ tram
พรุ่งนี้เราจะไป ช็อปปิงส่งท้ายกันที่ Queen Victoria Market แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย

เพราะฉะนั้นก็จะขอจบรายการ Melbourne สั้นๆไว้เพียงเท่านี้

ขอได้รับความขอบคุณจาก CVD หุหุ




 

Create Date : 08 กันยายน 2551   
Last Update : 3 ธันวาคม 2557 14:29:10 น.   
Counter : 1523 Pageviews.  

Melbourne 3

ไหนๆ วันนี้ก็หยุดงาน เอาให้เสร็จเลยดีกว่า

ตอน 3 นี้ ไปไหนมาหว่า

ชักลืมๆ

แก่เลี้ยวก็งี้


เอ้าดูรูปทบทวนความจำ



อ้อ มะวานเที่ยวจนน้ำมันหมด ก็เลยต้องเติมซะหน่อย
เติมเอง เสร็จแล้วเดินไปจ่ายตังค์ด้านใน ราคาน้ำมัน ณ วันนั้น แพงกว่าบ้านเรา แต่ ณ วันนี้ ฮือ..... 1 litre of tear


ส่วนที่จอดรถ เนื่องจากเราอยู่นอกเมืองจึงไม่มีปัญหา สามารถจอดทิ้งไว้ริมถนนได้เลย ชาวบ้านแถวนั้นจอดกันเยอะ ทำไมไม่เอาเข้าบ้านกันไม่รู้ แต่ถ้าอยู่ในมืองจะลำบากหน่อย ต้องหาที่ฝากแล้วจ่ายเงินตามราคาที่แต่ละที่กำหนด ใครที่ไปเที่ยวแล้วนอนโรงแรม ก็ต้องเช็คให้ดี ว่าเค้ามีที่จอดรถให้รึเปล่า คิดตังค์ไหม คิดยังไง คิดเท่าไหร่ จะได้วางแผนเวลา รับ ส่ง รถได้ด้วย ...



วันนี้เรายังใช้พาหนะคันเดิม มุ่งหน้าสู่ทางใต้เฉียงตะวันตกของเมลเบิร์นไปทางเมือง Geelong เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ Victoria เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ถนนเลียบมหาสมุทรสาย
Great Ocean Road เลียบ Southern Ocean ที่ป็นรอยต่อของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค (อันนี้จำขี้ปากเขามาอีกที)






แวะชมวิวกันที่จุดแรก อากาศเย็น ลมแรงมาก น้ำเย็นเจี๊ยบ แต่ก็มีหนุ่มออสซี่มาเล่นน้ำด้วยล่ะ พระเจ้า อยากกินไอติมไข่แข็งจัง










จุดต่างๆที่หยุดแวะพัก ก็จะมีข้อมูล รายละเอียดทางประวัติศาสตร์บอกไว้พร้อมแผนที่ ให้ผู้สนใจแวะอ่าน ยืดแข้งยืดขาไปในตัว









ชักหิว ตรงนี้เป็นหาด เล็กๆพอนั่งกินแซนด์วิช ชมวิวได้
แต่เดี๋ยวเราจะไปหยุดพักกินข้าวเที่ยงกันที่ Apollo Bay







ชายหาดเค้าเป็นหยั่งงี้ ก็สวยดีนะ ถ้าไม่หนาว





ถึงแล้ว Apollo Bay เป็นเมืองระหว่างทาง ที่มีรีสอร์ท สำหรับคนมาเล่นทะเล มีอุปกรณ์เซิร์ฟ ให้เช่า ให้ซื้อ มีร้านอาหาร เป็นเมืองท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
เหมาะกับการหยุดพักกินข้าวพอดี (แล้วแซนด์วิชที่กินมะกี๊ไปไหนแล้วล่ะ)






มีโบสถ์ด้วย






ทางที่เห็นเป็นสีเหลืองๆ ไข่ๆ น้ำตาลๆ ตามแต่คนมองนั่น เป็นทางเดินลงหาด






ไปหาดมา เท้าเปียกเลย






นกข้างทาง ตรงสนามหญ้าฝั่งที่จะเดินไปชายหาด ที่ตรงนี้ ถ้าเป็นประเทศบางประเทศก็จะมีสภาพเป็นตึกแถว หรือไม่ก็โรงแรมใหญ่ๆ แต่ที่นี่ เค้าเก็บไว้ให้นกเดินเล่นหยั่งเงี้ยแหละ ใครจะทำไม




กับมีดอกไม้สีสวยๆไว้ให้คนเห็นกรี๊ดกราดกัน




2 คนนี้กำลังช่วยกันจัดสวนหน้าโบสถ์





ไปต่อ



เนื่องจากเราแวะละเลียดไก่ย่างแกล้มวิวที่ Apollo Bay นานไปหน่อย เลยไม่สามารถแวะเข้า Otway National Park ได้อีก เพราะต้องเผื่อเวลาให้ นาง12
หรืออันที่จริงเค้าเรียก 12 Apostles หรือ สาวก 12 คน จึงต้องพลาดการเดินสะพานแขวน Otway Fly ไปอย่างน่าเสียดาย ... ไปกันเองก็เงี้ยแหละ แวะเพลินอยู่เรื่อย






เดี๋ยวก็ซื้อที่แถวนี้ไว้ซะเลยหนิ





ถึงแล้วคร้าบ 12 Apostles








มันก็คือ แท่งหินรูปทรงแปลกแนวตั้ง 12 แท่ง ริมทะเล ที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสาวก 12 คนของพระเยซู




ที่เกิดจากการกัดเซาะของลม พายุ และเกลียวคลื่น นับล้านปี






ซึ่งทั้งหมดนั้นมีกำลังแรงขนาด คว่ำเรือเดินสมุทรลำใหญ่ๆได้ในพริบตา
และก็ได้คว่ำสาวกของกลุ่มนี้ไปแล้ว 3 แท่ง (สาวก หรือไอติม )



อ่านจากป้ายตรงนั้น เค้าบอกว่า เมื่อก่อน แท่งหินเหล่านี้มีชื่อว่า Sow and Piglets มาเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันเมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว นัยว่าเพื่อให้น่าสนใจขึ้น แล้วก็ได้ผล เพราะนับแต่นั้นมา ก็มีคนมาเที่ยวเพิ่มขึ้น






ลงมาดูด้านล่าง เห็นความแรงของคลื่นใกล้ๆ





เห็นฟองคลื่นซัดขาวเสียงดังมาก วันที่ไปลมแรงด้วย






อันนี้เป็นอีกจุดนึง ชื่อว่า Blow Hole เป็นช่องที่น้ำค่อยๆกัดเซาะเข้ามาใต้พื้น แล้วพอดีมันมีจุดที่ทะลุจากพื้นลงไปพอดี คนก็เลยไปยืนดูได้




href="//www.bloggang.com/data/borntraveller/picture/1220604853.jpg" target=_blank>
ช่องน้ำที่ไหลเข้า จากจุดที่ยืนไปถึงริมผาก็ไกลเหมือนกัน แสดงว่ากัดเซาะเข้ามาได้ลึกมากๆ ไม่รู้กัดอยู่กี่ร้อยกี่ล้านปีมาแล้ว




น้ำแรงจนไม่อยากจะนึกสภาพถ้าหล่นลงไปคงถูกอัดกระแทกไม่มีชิ้นดี






เดินกลับออกมาก็สะดุดตากับเจ้านี่ เห็ดรึเปล่าเนี่ย น่ากินจัง






แล้วก็เจอเจ้านี่ นกหนิ น่ากินจัง





แล้ว ก้อ เจ้า นี่ เม่น ตัวเป็นเป็น ตามธรรมชาติ ไม่ใช้แสตนด์อิน
เอ้อเหอ ถ้าจับมาถอนขนจะกินได้มั้ยนะ







จุดสุดท้ายบนถนนสาย GOR ที่เราแวะคือที่นี่ Port Campbell
เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็นิยมมาพักค้าง มีโรงแรมเล็กๆอยู่มากพอสมควร




สภาพบ้านเมือง เงียบสงบ รถน้อยแทบจะไม่มี คงไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว แค่ต้นๆฤดูใบไม้ผลิ






เราโดนรุมด้วยเจ้าตัวนี้ มันกินทุกอย่างที่เราโยนให้ โฉบกินกันกลางอากาศเหมือนที่บางปูยังไงยังงั้น ถ้าไม่อยากโดนรุมห้ามถือของกินไปนั่งริมทะเล ซื้อเฟรนช์ฟรายมาถุงนึงนี่ ได้กินซักชิ้นก็เก่ง ละ






นี่ ดูกันใกล้ๆ








ดีว่า 3 วันมานี้ ขนุกขนมเราเหลือเยอะ เลยมีแบ่งให้เจ้าพวกนี้สำราญบานใจ ก่อนที่จะเดินไปหาสเบียงเพิ่มที่ร้านขายของตรงข้าม แล้วเจอป้าย ห้ามให้อาหารนก แหงะ



เราจบวันนี้ด้วยการออกจากถนนเลียบทะเลแสนสวยเข้าเส้น A 1 มุ่งหน้ากลับ Geelong และ Melbourne ตามลำดับ พรุ่งนี้เราต้องเอารถไปคืนแต่เช้าแล้วก็กลับสู่สภาพเดิมคือ ขึ้นรถราง ไปต่อรถไฟ ไปวิ่งตามรถบัส
โปรแกรมที่ยังเหลืออยู่มีอีกเพียบ ทั้ง Science Museum, St. Kilda Pier, botanical Garden, Melbourne Univ. และตลาด QVM
พรุ่งนี้ค่อยคิดละกัน ว่าจะไปไหนก่อนดี


คนที่ไม่มีรถ ก็สามารถไปได้ โดยนั่งรถไฟจากเมลเบิร์นไปถึงจีลอง แล้วจากจีลองก็ต่อรถ V Line เจ้าเก่า หรือจะนั่งรถไปจากกรุงเทพฯ เอ๊ย เมลเบิร์นเลยก็ได้ รถนี้ไปไกลกว่า Port Campbell ที่เราไปอีกก็มี สามารถดูตามลิงค์ Great Ocean Road หรือลิงค์ V Line ได้เลย










ปิดท้ายด้วยกุหลาบสวยๆจากสวนคนข้างบ้าน







 

Create Date : 05 กันยายน 2551   
Last Update : 5 กันยายน 2551 21:17:18 น.   
Counter : 989 Pageviews.  

Melbourne 2


วันนี้มีหรูเล็กน้อย เพราะเราจะใช้เจ้านี่พาเราเที่ยวกัน ซัก 2 วัน




ออกมุ่งหน้าสู่เกาะฟิลลิป 140 กม. ทางตะวันออกเอียงใต้ นิดๆ




เจอฟาร์มระหว่างทางเลือกแวะซักที่นึง จิบกาแฟ ชิมเค็ก (ถ่ายไม่ทัน หมดก่อน ) ความจริง ฝั่งตรงข้ามน่าแวะกว่าอีก เป็นโรงงานช็อคโกแลตด้วยล่ะ แต่ขี้เกียจกลับรถ ก็เลยหยุดที่นี่ สะดวกดีและคงจะเสียดุลน้อยกว่า




ทางเข้ามีเล้า แต่ไม่มีอีหนู มีแต่แกะ กะ แพะ ที่จะเรียกขังไว้ก็ไม่เชิง



เพราะพอเราหันหลังออกเดิน มันก็เดินตามออกมาหยั่งเงี้ย



อ๋อ ... ออกมากินของว่าง




แบบเดียวกะที่เรานั่งหม่ำเค็กกันไง







บ่อน้ำในฟาร์ม ไม่เห็นมีน้ำ คงไม่ได้ใช้แล้ว





ไปต่อ.....



จุดหมายต่อไป.... สวนสัตว์




พาลูกคนมาดูลูกจิงโจ้




กลัวๆ กล้าๆ อยู่ซักพัก




ในที่สุดก็ซี้กันจนได้





เจ้าตัวข้างล่างนี้ไม่ใช่จิงโจ้ หน้าตาเหมือนหนูผสมจิงโจ้ จะว่า wallaroo รึเปล่า ก็ไม่ติดป้ายซะด้วย สัตว์ที่นี่ไม่ได้ถูกขังอยู่ในกรง แต่จะอยู่ในพื้นที่กว้างๆ ที่มีรั้ว เวลาจะดูเราก็ต้องเดินเข้าไปในเขตของสัตว์แล้วท่านจะออกมาต้อนรับหรือไม่อันนี้แล้วแต่อารมณ์ในขณะนั้น แต่พออยู่ในนั้นแล้วก็ให้ความรู้สึกเท่าเทียมกันดีไม่มีชนชั้นระหว่างสปีชีส์ ดีกว่าฝ่ายหนึ่งยืนเต๊ะอยู่นอกกรง อีกฝ่ายยืนทำหน้าเศร้าสลดแห้งแล้งอยู่ในกรงแคบๆ




เวลาจะสนทนากับท่านก็ต้องนั่งลง ห้ามยืนค้ำหัว ดูสิ ยืดสุดๆ






พื้นที่กว้าง กว้าง ที่บอก เป็นไง กว้างมั้ย



รูปนี้ให้ดูตัวข้างหลัง คนข้างหน้าเป็นแค่ prop




เนี่ยะ ตัวอะไร จนป่านนี้ยังไม่รู้ แต่หน้าตาเค้าน่ารักมาก เค้าออกมาเดินเล่นหน้าบ้านเค้า เราเลยไม่กวน (เพราะเรากลัวโดนเตะ)






ดูแบบใกล้ชิด น่ารักเน้อ ยิ้มด้วย



ดูบั้นท้าย สบึมส์จริงๆน้องจ๋า





พระเอกของเรา ... ตรงจุดนี้จะมีต้นยูคาเยอะมาก แล้วพระเอกและผองเพื่อนเค้าก็จะอยู่ตามยอดต้นพวกนี้แหละ คนเข้าไปเที่ยว ต้องแหงนหน้าหากันเอาเอง ต้นก็สูงบ้าง เตี้ยบ้าง แต่ไม่มีการจับมาใส่กรงเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเด็ดขาด นอกจากนก


ได้รูปเดี่ยวมาแค่ 2 รูป (กะรูปคู่อีก 2 โหล : } )แล้วท่านก็หนีไปนอนซะงั้น

ในนี้ยังมีสัตว์ให้ดูอีกเยอะมาก แต่เค้าจัดแบบเป็นธรรมชาติจริงๆ ส่วนที่เป็นสัตว์กลางคืนก็มืดมาก ไม่สามารถถ่ายรูปได้ ที่นี่มีนกขวัญใจอยู่ 1 ตัว ชื่อแซม ใครเดินผ่านแซมจะทักด้วยเสียงสดใส เลยต้องแวะคุยกับแซมทุกคน พอใครจะเดินออก แซมก็จะทำเสียงละห้อยหา เราเกือบไม่ได้กลับก็เพราะเสียงเจ้าแซมนี่แหละ

นอกจากนี้ ที่นี่ก็มีส่วนที่เป็นของสัตว์ใต้ดินจัดแสดงด้วย ทำเป็นทางเดินในลำตัวหนอนยักษ์ มีหนอน's eye view ให้เราโผล่หัวดูถึงความใหญ่ยักษ์ของเท้าคนที่กำลังจะเหยียบหนอน ชื่อของที่นี่เค้าก็เลยเกี่ยวๆกับหนอน ประมาณ Earth Worm Museum and Wildlife Park ค่าเข้าไปซื้ออาหารของเค้า เลี้ยงสัตว์ของเค้า คนนึงก็ตก 400 กั่วๆ


แล้วเราก็ออกเดินทางต่อ

มาถึงที่นี่




Amaze' n Things

หรือ Believe it or Not !! ของบ้านเรานั่นเอง


โอ๊ะ ใครลืมปิดน้ำ ท่วมบ้านแหล่ว









คนหิวหัว






อันนี้ คนในบ้านยักษ์ มืดไปหน่อย



อันนี้ยักษ์ในบ้านคนดันลืมกลับรูปซะนี่


ในนี้ประกอบไปด้วยลานกิจกรรม 3 ส่วน
ส่วนแรกจะเห็นจากทางเข้าเลยคือสนามกอล์ฟเล็ก เค้าใช้คำว่า Maxigolf คุณพ่อพาลูกไปแล้วไม่อยากเข้าจะพัตรอแถวนี้ก็ได้ ก็เสียเงินเฉพาะส้วนนี้

ส่วนที่สองอยู่ในร่มหลังจากซื้อตั๋วแล้วก็เดินเข้าประตูไป เป็นส่วนที่บอกว่าเหมือนที่พัทยา ส่วนนี้เรียกว่า Puzzel Island กับ Illusion rooms ต่างๆ

ส่วนที่สาม อยู่ด้านนอก ต้องผ่านส่วนที่สองออกมาก่อน เพราะฉะนั้น สองส่วนนี้จะแยกตั๋วกันไม่ได้ ส่วนที่สามเค้าเรียกว่า Maze หรือที่บ้านเราเรียกว่า เขาวงกตน่ะแหละ แต่ของที่นี่เล่นยากกว่าที่แดนเนรมิตเยอะนัก (ไม่เชื่อดูในลิงค์สิ) จนต้องให้สมาชิกคนนึงขึ้นไปอยู่บนหอคอย คอยบอกทางให้ พอออกมาได้เราก็จะเข้าสู่ วอน เด้อ แลน แลน แลน แลน แลน
นั่นก็คือ มุมขายของที่ระลึก แป่ว!

ข้อสังเกตุอย่างนึง
ซื้อตั๋วเสร็จก่อนเข้าประตู ควรจะเข้า ทยอยเล็ด (toilet) ให้เรียบร้อยก่อน
เพราะถ้าใครไปเจ็บฉี่ข้างใน ห้องน้ำจะไปหลบอยู่ด้านหลังของเขาวงกตแบบที่เป็นบานกระจก เหมือนตั้งใจยังไงไม่รู้ ใครหาทางได้เร็วก็โชคดีไป ใครมัวตะงง วนเวียน อยู่กับกระจกนานอาจจะลำบากหน่อย

เนื่องจากอย่างที่บอกว่ามันก็คล้ายๆกับที่พัทยา เราใช้วลาซักพักนึงพอให้คุ้มตังค์ (คนนึงตก หกร้อยบาท) แล้วก็ออก ดูแล้วที่นี่มีแต่เด็กๆมากับโรงเรียนบ้าง มากับพ่อแม่บ้าง ส.ว. อย่างเรา มะค่อยมี ตรง lobby มีที่ขายอาหาร (แพง) แล้วก็มีโต๊ะให้นั่งเล่นเกมส์ลับสมอง (สภาพอย่างดี) คนขายตั๋วบอกว่ากำลังจะไปเมืองไทย อาทิตย์หน้า ไปพัทยา เล่นน้ำทะเล เลยบอกเค้าว่า อย่าลืมไปเที่ยว Believe It or Not นะหุหุ


ไปต่อดีกว่า









จุดมุ่งหมายของการเดินทางวันนี้ คือที่นี่




เจ้าตัวนี้
ไม่ใช่ตัวขวาหน้าย่นนะ
ซ้ายมือตัวเล็กๆน่ะ เค้าเรียกว่า Little Penguins
มะก่อนเคยมีชื่อว่า Fairy Penguins แต่คงจะไปดูดวงมา หมอบอกว่าชื่อไม่ถูกโฉลก เลยเปลี่ยนซะ .... ฟันเธอ เอ๊ย ! ฟันธง





นั่งรอเวลา super star กลับบ้าน
ระหว่างรอก็จะกล่าวถึงค่าบำรุงสถานที่และเวลาในการเข้ามานั่งตากลมตากลม (ตัวแรกอ่านว่า ตา กลม ตัวที่สอง อ่านว่า ตาก ลม เหอ เหอ)
ค่าเข้าก็ตก 5 - 6 ร้อยบาท ถ้าอยากได้ที่นั่งพิเศษก็เสียเพิ่มอีก นิโหน่ย
(เกือบๆเท่าตัว) แต่ไม่จำเป็นหรอก เพราะพอเพนกวินมา ทุกคนก็จะลุกไปยืนเกาะรั้วดูทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งในคอกที่นั่งพิเศษ ที่ตอนเข้ากั้นไว้ แต่ตอนมืดกลับปล่อยให้เข้าเฉยๆซะงั้นแหละ ส่วนเวลาก็แตกต่างกันไปตามระดูกาล กะคร่าวๆก็โพล้เพล้ ใกล้ๆมืดน่ะแหล่ะ ถ้าไปเร็วก็ต้องนั่งรอแบบนี้



หนะ หนะ หนะ หนาว

แต่เวลาเพนกวินมาจริงๆแล้วก็ไม่มีใครนั่งตรงนี้แล้วล่ะไม่เชื่อต้องไปดูเองอ่ะ


....
ระหว่างนี้
เป็นช่วงเวลาสำคัญ
ที่เราจะต้องร่วมมือกัน
งดใช้เสียง
งดใช้แฟลชถ่ายภาพ
เพื่อเป็นการ
ถนอมสายตาของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย
และกันไม่ให้เค้าตกใจจนไม่กล้ากลับเข้าบ้าน
....
เวลาผ่านไป
ประมาณเกือบชั่วโมง
ที่เราตื่นเต้น
ตื่นตา
ตื่นใจ
ไปกับขบวนพาเหรด
ของเจ้าเพนกวิน
พร้อมทั้งก่นดาในใจ
ใส่ไอ้เศษมนุษย์รอบข้างบางตัว
ที่มันกดแฟลชถ่ายรูป
อย่างไม่เกรงใจสัตว์โลกด้วยกัน
....
เจ้าประคู้น
ขอให้มันเป็นหมัน
...






แล้วก็ออกมาถ่ายรูปด้านหน้าแทน เห็นหยั่งงี้ ต้องเข้าคิวนะนี่
ตรงด้านหน้าก่อนออกก็ตามสูตรการท่องเที่ยวทั้งหลาย คือมี ของที่ระลึกน่ารัก น่ารักมาดูดกะตังในกะเป๋า ของที่นี่ก็แน่นอน ตุ๊กตาเพนกวิน หลากไซส์ หลายสี (เมดอินไทยแลนด์อ๊ะป่าว) เรียงรายให้เลือกเบอร์ตามอัธยาศัย
ไม่ได้เอารูปมาลง เพราะมีคนเขียน เดี๋ยวคนอ่านจะเพลิน ไม่ยอมดูเพนกิ้นนน



ที่นี่เป็นที่สุดท้ายสำหรับวันนี้ จริงๆแล้วเกาะนี้ยังมีที่ให้เที่ยวที่อื่นอีกเยอะแยะ จะไปดูโคอาล่า คอนเซอร์เวชันเซ็นเตอร์ ดูแมวน้ำ ขับรถแข่ง เที่ยวชมฟาร์มสารพัด หรือใครขี้ร้อนอยากจะว่ายน้ำก็สามารถ แต่พึงรู้ไว้ว่า คนที่นั่นน่ะ เค้ามาเล่นน้ำทะเลเมืองไทยกัน ก็อย่างเจ๊ที่ขายตั๋วที่ Amaze' นั่นไง


ทีนี้ ถ้าไม่อยากเช่ารถ แต่อยากไปเที่ยว ได้ไหมอ่า
ก็ต้องไปขึ้นรถบัส สามารถขึ้นได้ที่ Flinder หรือ Southern Cross Station
เช็คราคากะเวลาตามลิงค์ V Line เลยจ้า


จบไปอีกวัน ด้วยความหนุกหนาน
ถ้าใจเบิกบานวันไหนๆก็หนุกหนาน
ถ้าเปิดใจกว้าง เมื่อไหร่ๆ ใจก็จะเบิกบาน
ถ้ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ใจเราก็จะเปิดกว้าง
...
พอเหอะ
เดี๋ยวไม่จบ


พับ
ลิชชชชช




 

Create Date : 05 กันยายน 2551   
Last Update : 5 กันยายน 2551 21:21:35 น.   
Counter : 797 Pageviews.  

Melbourne 1

พึ่งหัดทำครั้งแรก จายเย็นเย็น



มาถึงเมลเบิร์น ขึ้นรถบัส นั่งรถไฟ ไปต่อรถราง ไปบ้านโอ่งกัน
ไอ้กล่องเขียวๆนั่นคือที่ต๊อกบัตร อยากรู้มันคืออะไรต้องเลื่อนไปข้างล่างๆจ้า




ถึงแว้วว Caulfield ข้ามถนนก่อน เพราะป้ายจอดรถรางอยู่ตรงเกาะกลางจ้า




หิ้วกะเป๋า ก้าวขึ้นกะได ชั้น 3 เลี้ยวขวา ห้องสุดท้ายเรยยย





เชิญคร้าบ






โยนกระเป๋าทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี แล้วออกเที่ยวทันที





Melbourne Tourist Information Center ใหญ่โตและสวยงาม จนนึกว่าเป็นอย่างอื่น




อันนี้ Flinder Street Station สถานีหลัก ย่านพลุกพล่านทีสุดแล้ว ช็อปปิง
ชมเมือง กินข้าว ไปนอกเมือง มาที่นี่ก่อน (ของจริงสวย แต่กล้องเราห่วยเอง แน่ะ โทษกล้องซะอีก)




ข้างในมี wall map อันเบ้อเร่อ มีโบรชัวร์แจกเพียบ มีจนท ให้ถาม แต่ไม่พูดไทย ละก็มีของที่ระลึกขายตามสูตร เจ๊คนนี้กำลังหาอยู่ว่าตอนนี้ตัวเอง
อยู่ตี้ไหน สงสัยมะคืนหนักไปหน่อยฮิ




ออกมาด้านข้าง น่าจะเป็นหอศิลป์




เดินขึ้นสะพาน (ไม่ใช่ข้ามสะพาน ไม่สามารถ) ข้ามแม่น้ำยารา




พาหนะของชาวเมืองในประเทศที่เจริญแล้ว (ทางด้านจิตสำนึก)(แต่ก็ยังต้องล็อกนะ)




สีสันทางเดินเลียบแม่น้ำฝั่งตรงข้ามสถานี รูปนี้ดูจางๆ คงหลงเหลือมาจาก Sunday Market






ทางเท้าบนสะพาน เดินสบายไม่ต้องกลัวถูกสิบล้อบี้เป็นผีสะพาน มีแผ่นพลาสติค กันฝุ่นกันเสียงได้เสร็จสรรพ บนแผ่นนั้น บางทีก็มีข้อมูลที่น่าสนใจพิมพ์ติดไว้ อันที่เราเห็น เค้าจะมีสถิติว่า ในปีไหน มีคนชาติอะไรอยู่ในเมลเบิร์นจำนวนเท่าไหร่ ไล่ปีไปเรื่อยๆ คนจีนกะ เวียดนาม น่าจะเยอะสุด คนไทยก็ไม่น้อยหน้าใคร กรีก กับอิตาเลียน ก็เป็นอีก 2 ชาติ ที่มาอยู่เยอะเหมือนกัน พูดถึง อิตาเลียน ร้านพิซซ่าที่นี่เยอะมาก สปาเก็ตตี้ก็ อาหย่อย ฉุดๆ ไว้จะหารูปกะร้านแนะนำมาแปะนะ




ทางเดินเลียบแม่น้ำ กว้างขวาง สะอาด มีที่นั่งพักผ่อนเป็นระยะ แม่น้ำก็แลดูใสสะอาด น่าลงไปดำผุดดำว่าย ถ้าไม่กลัวคัน
ฝั่งนี้วันอาทิตย์จะมีตลาดนัด ฝั่งตรงข้ามเป็นสถานี Flinder Street




เจ้าตัวนี้มานั่งรอนายกินข้าว




หนุ่มน้อยคนนี้มานั่งแคะขี้มูกกินลมชมวิว หน้าตาคล้ายๆ Jonathan Lipnicki ตอนเล่น Jerry Maguire เลยถ่ายมา (ไม่น่าโตเล้ย Jonathan)




สวนฝั่งตรงข้าม สงสัยจะเป็น คอปเตอร์ให้เช่า




กะลังจะขึ้น




ขึ้นละ ขึ้นละ





ขึ้นแล้วววววว




ไปเล้ยยยยยย



ต้นอย่างนี้เห็นบ่อยในเมลเบิร์น




บ้านแบบนี้ก็เห็นถี่ในเมลเบิร์นตามนอกเมือง ในเมืองจะเห็นแต่อพาร์ทเมนท์สูงๆซะเป็นส่วนใหญ่


ข้อมูลเพิ่มเติม
การเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง เราใช้ Sky Bus ซื้อบัตรในสนามบิน
จะมีหลายแบบให้เลือก เดินทางคนเดียวหรือเป็นครอบครัว ซื้อแบบเที่ยวเดียว ไปกลับ มีทั้งนั้น ราคาไปกลับจะถูกกว่าซื้อทีละเที่ยว แต่ต้องระวังอย่าทำบัตรขากลับหาย เพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ เห็นตัวเลขน้อยๆ อย่าลืมคูณ 30
รถจะออกทุกๆ 10-15 นาที สถานีในมืองจะอยู่ที่ Southern Cross Station
จากจุดนี้จะมี shuttle busไปส่งตามโรงแรมด้วย แต่เราไม่ได้ใช้
เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึง Southern Cross เราก็เลยต้องลงไปนั่งรถไฟ ต่อรถราง แบบในรูปแรกไง


รถไฟ รถบัส กะรถรางที่นี่ ใช้บัตรแบบเดียว คือ Metcard (เห็นว่าจะเปลี่ยนชื่อไม่รู้ตอนนี้เปลี่ยนรึยัง) ซึ่งเจ้า Metcard นี้ ก็มีหลายแบบ หลายราคาให้เลือกอีก ตามความพอใจ อันนี้ก็ต้องงัดวิชาคณิตศาสตร์ ป.4 ขึ้นมาใช้ (ถ้าคุณแน่นะ ฮ่า ฮ่า) ว่า วันๆ เราจะไปไหนบ้าง ใช้ค่ารถเท่าไหร่ แล้วเอาไปเทียบดูว่า ซื้อแบบไหนจะคุ้มที่สุด เที่ยวแบบประหยัดก็ต้องตรียมตัวเยอะหน่อย เหนื่อยมั่งปวดกะบาลมั่ง แต่พอได้เที่ยวก็หาย ใช่มะ ใครเห็นด้วย ชูจั๊กกะแร้โหน่ย



หน้าตาMetcard


เราซื้อแบบ 2*10 เพราะคำนวณแล้วwork most อัน 2*10นี้หมายถึงว่า
เมื่อเราผ่านด่านเข้าสถานีแล้วเสียบบัตร 1 ครั้ง เราจะใช้บัตรนั้นได้อีก
โดยไม่ต้องต๊อกบัตรใหม่ (เรียกงี้ละกันนะ) ในช่วงนาทีทอง 2 ชั่วโมงนั้น
แต่ในความเป็นจริง เราได้มากกว่า 2 ชั่วโมงอ่ะ ถ้าจำไม่ผิดต๊อกครั้งแรกตอนเช้า เค้าจะมีกำหนด exp ให้เราตอนบ่ายๆ แล้วพอต๊อกอีกครั้ง ก็จะให้ถึงเที่ยงคืน ก็เลยกลายเป็นว่า วันนึง ต๊อก2ครั้งเอง หยั่งงี้ หวาน....

การต๊อกบัตร ถ้าเป็นรถไฟก็เป็นแบบสากลทั่วไป เสียบบัตร หยิบบัตร เดินผ่านที่กั้นออกมา ถ้าเป็นบน tram ก็ใช้ไอ้เครื่องเขียวๆในรูปแรก ที่เขียนว่า
Validate your Metcard here นั่นแหละ เสียบครั้งแรกเอาออกมาแล้วก็พลิกดูด้านหลังว่าใช้ได้ถึงกี่โมง แล้วเวลาขึ้นครั้งต่อไปก็ไม่ต้องเสียบอีก จนกว่าจะหมดเวลา แต่ต้องอย่าลืมนะ นั่งไปนั่งมาเพลิน เกิดมีนายตรวจขึ้นมาตอนบัตรหมดอายุจะยุ่ง (ถ้าแจ๊คพ็อตจริงๆก็บอกเค้าว่าเป็นสิงคโปเรียนละกัน หุหุ)



หน้าตา tram ของ Melbourn แต่อันนี้เป็น tram ฟรี วิ่งรอบเมือง มีทั้ง tram และ bus ฟรี จะไม่มีเครื่องตอกบัตรบนรถ






ทริปนี้ไม่ได้ถ่ายอาหารการกินซักเท่าไหร่ เพราะเน้นอาหารจีนใกล้บ้าน กับแซนด์วิชทำเองเป็นหลัก อาหารจีนร้านที่ไปกินบ่อยจะอยู่หน้าสถานี Caulfield มีหลายร้าน สนนราคาก็อยู่ที่ 8 - 12 เหรียญต่อจาน ถ้ากินไม่เก่ง จานนึงก็กินได้ 2 คน


เฮ้อ จบไปหนึ่งวันละ เวลาเที่ยวนี่ มันเดินเร็วกว่าทำงานแยะเลยนิ




 

Create Date : 04 กันยายน 2551   
Last Update : 5 กันยายน 2551 21:22:32 น.   
Counter : 907 Pageviews.  


iamdiagnosedbipolar
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




มีคำถาม ฯลฯ กรุณาใส่ใน comment นะจ๊า
หลังไมค์ ใช้ไม่ได้จ้า
[Add iamdiagnosedbipolar's blog to your web]