Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

Who are you ใคร....ในห้อง : ไม่รู้สนุกกว่ารู้นะ


ส่วนแรกจะเป็นรีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องนะครับ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี่้
แล้วเดี๋ยวส่วนหลังจะเป็นการคุยแบบสปอยล์ละเอียดยิบ ถ้าดูแล้วก็มาคุยกัน

นับแต่ยุคที่ Sixth Sense สร้างปรากฏการณ์หนังหักมุม หลอกคนดู และหนังทำรายได้ถล่มทลาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่คนดูกลับเข้าไปดูหนังกันใหม่เพื่อจะเก็บรายละเอียดที่มองข้ามไป ซึ่งสำหรับ Sixth Sense นั้นหนังทำออกมาได้ดีเยี่ยมทั้งในด้านเนื้อหา บรรยากาศ การแสดง และทั้งในอารมณ์ของดราม่า และสยองขวัญ และก็หักมุมได้เนียนตา

ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นเรื่องท้าทายของผู้สร้างหนัง ทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ หรือผู้เขียนบท ที่พยายามหาเนื้อหา เรื่องราว หรือวิธีการเล่าเรื่อง ที่จะทำให้หนังออกมาหักมุมได้สาแก่ใจคอหนังประเภทนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังอารมรมณ์ Thriller , Suspense หรือ Horror



Who are you ใคร...ในห้อง เป็นโปรเจกต์ความพยายามเรื่องล่าสุด ที่มีหน้าหนังที่น่าสนใจ และดึงดูดคอหนังประเภทนี้อย่างมาก

อาการแยกตัวออกจากสังคม ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เล่นเกมส์ ดูหนัง ไม่สังสรรค์กับใคร หรือที่เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" ถ้าเอามาขยายความแล้วสร้างเป็นหนังลึกลับ คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่านี้อีกแล้ว

และคำถามว่า "แน่ใจหรือว่าหลังประตูยังคือคนที่คุณคิด?" ที่ใช้เป็นคำโปรยบนโปสเตอร์ ยิ่งทำให้หนังมีบรรยากาศที่น่าสงสัย

แต่น่าเสียดายที่ส่วนที่ยากที่สุดของหนังประเภทนี้คือ การคิดตอนจบให้หักมุม หรือหักหลังคนดู แล้วทำให้คนดูอุทานออกมาได้ว่า "เฮ้ย....สุดยอดดดดด" ไม่ใช่ "เฮ้ย...อะไรว่ะ เล่นยังงี้เลยเหรอ" คือให้อารมณ์ ทึ่ง ไม่ใช่ เหวอ

แล้วยังกองทัพหนังหักมุมที่ทยอยออกกันมาทั่วทั้งโลกนั้น ยังเป็นภาระหนักแก่คนเขียนบทที่ต้องสรรหาตอนจบให้สร้างสรรค์ ไม่ซ้ำซากกับหนังเรื่องอื่น...ซึ่งมันจะเหลืออีกซักเท่าไหร่เชียว

ข่าวดีคือหนังเรื่องนี้หามุกใหม่มาเล่นได้ ข่าวร้ายคือ เหวอ

Who are you ใคร...ในห้อง กำกับโดยผู้กำกับภาคภูมิ วงษ์จินดา ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานเดียวกับเรื่องฟอมาลีแมน , รับน้องสยองขวัญ และ วิดีโอคลิป ซึ่งเห็นได้อย่างหนึ่งว่า คุณภาคภูมิมักหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาสร้างเป็นหนัง เช่น การรับน้อง และวิดีโอคลิป เป็นต้น

หนังเล่าเรื่องของนิดา (สินจัย เปล่งพานิช) แม่ค้าขายหนังโป๊ ที่อาศัยอยู่กับลูกชายชื่อ ต้น แม้เธอจะอยู่กันเพียงแค่สองคนแม่ลูก แต่เธอกลับไม่ได้เจอหน้าของลูกชายมานานแล้ว เพราะต้น มีอาการของ "ฮิคิโคโมริ" เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เล่นแต่เกมส์ ไม่ออกมาข้างนอกนานถึง 5 ปีแล้ว

การติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้เป็นแม่กับลูกชายนั้น มีเพียงแค่กระดาษที่สอดผ่านใต้ประตูเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอแน่ใจว่าลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่




แต่เมื่อโดม (สตาร์บัคส์-พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล) ครีเอทีฟรายการหนุ่ม ที่เป็นลูกค้าขาประจำของนิดา เริ่มสนใจในเรื่องนี้ และคิดว่าจะเอาเรื่องของต้นไปทำเป็นสกู๊ปรายการ ทำให้เิกิดเรื่องที่คาดคิดขึ้น

ป่าน (ตาล กัญญา รัตนเพชร์) หญิงสาวที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพราะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง ซึ่งอาศัยอยู่บ้านตรงข้าม ได้เห็นความเป็นไปของห้องต้นผ่านหน้าต่างห้องของตัวเอง




ความสงสัยของโดม และการเข้ามาพัวพันโดยบังเอิญของป่าน นอกจากนั้นยังมีโอ๊ต มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีงานอดิเรกคือการย่องเบาบ้านคนละแวกนั้น ทำให้เรื่องราวขมวดปมจนพาไปถึงบทสรุปของคำถามเดียวกับชื่อหนังคือ ใคร (กันแน่ที่อยู่) ในห้อง

หนังมีองค์ประกอบที่ดีในการสร้างเรื่องราวชวนสงสัยและได้นักแสดงมีฝีมืออย่างคุณสินจัยมาร่วมแสดง อีกทั้งนักแสดงหน้าใหม่อย่างสตาร์บัคส์ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี

แต่น่าเสียดายที่การกำกับการแสดง ทำให้คุณสินจัยแสดงในหนังเรื่องนี้บางตอนออกมามากเกินไป แสดงอารมณ์มากเกินไปหน่อย หรือที่เรียกว่าโอเวอร์แอคติ้ง

ฉากบางฉากหนังต้องการจะทำให้คุณสินจัยแสดงออกมาให้น่าสงสัยว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้ มันทำให้หนังลดความมีระดับลง



ส่วนคุณสตาร์บัคส์ก็น่าเสียดายที่หนังให้เขามีบทน้อยไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ถ้าให้เขาอยู่บนจอนานกว่านี้ หนังจะสนุกมากขึ้น ถ้าให้เขาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก ที่ทำให้เรื่องราวขมวดปมไปจนถึงตอนเฉลยตอนสุดท้าย เรื่องคงจะมีความหลากหลายมากกว่านี้

และผมคิดว่าการแสดงในบทสำคัญของเรื่องเป็นเรื่องแรกของเขานั้น ทำได้ดีทีเดียว แสดงได้มีสีสันและเป็นธรรมชาติในแบบของเขา อารมณ์เหมือนดูคุณเรย์แสดงเป็นตัวของเขาเองในหนังที่เขาเล่นนั่นแหละ

น่าจะแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ได้ไม่ยาก



ส่วนคุณตาลนั้น นอกจากการแสดงอาการคนเป็นโรคภูมิแพ้ที่ไม่สมจริงแล้วนั้นที่เหลือก็ไม่มีอะไรเลวร้ายแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังมีพลังมากขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับในส่วนของหนังตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงท้ายเรื่องก่อนเฉลยนั้นหนังทำบรรยากาศออกมาได้ดี จะเห็นได้ว่าผู้กำกับมีพัฒนาการในการกำกับจังหวะของหนังมากขึ้น ไม่เชื่อลองเอาสองเรื่องก่อนหน้านั้นของผู้กำกับมาเปิดดูควบไปด้วยซิ

หนังยังมีจุดที่ละเลยความน่าเชื่อถือไป อย่างตอนเรื่องราวของโดม และตอนท้ายที่ตัวละครหนึ่งที่อยู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีที่มาว่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงโผล่มา



และมีตัวละครที่ใส่เข้ามาในเรื่องแล้วไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์อย่างโปรดิวเซอร์ของโดมนั้น ก็น่าเสียดายที่น่าจะนำมาใช้สร้างเรื่องราวและมีส่วนร่วมในหนังได้มากกว่านี้

ฉากแฟลชแบ็คของเรื่องราวของต้น ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ และยังทำให้คนดูไขว้เขวอย่างไม่เกิดประโยชน์กับตัวหนังแต่อย่างใด

แต่ข้อเสียใหญ่สุดของหนังก็คือตอนจบนี่แหละ ที่ทำให้คนดูส่วนใหญ่รับไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วจังหวะในการจบยังดูกระโดดอยู่ ไม่ราบรื่นและทวีความตื่นเต้นได้มากพอ

ให้ลองดูตัวอย่างจากเรื่อง The Other และเรื่อง The Tale of Two Sisters หรือตู้ซ่อนผี เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ทั้งสองเรื่องตอนก่อนที่จะเฉลย เราได้ดูและรู้แล้วว่าหนังมีความน่าสงสัยตลอดทั้งเรื่อง และเราจะได้รู้อะไรบางอย่างในตอนจบ แล้วพอตอนจบมาถึง จังหวะการเฉลยและการเร่งบรรยากาศไคลแมกซ์ทำให้เราตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมได้ดี


ตรงนี้สปอยล์ละเอียดยิบ ใครยังไม่ได้ดูอย่าเพิ่งอ่านนะครับ





เห็นหลายคนดูหนังเรื่องนี้แล้วงง บางคนตีความไปได้แตกต่างกัน บ้างก็ว่าเป็นผี บ้างก็ว่าเป็นโรคจิต บ้างก็ว่าจินตนาการไปเอง

อันนี้ตามที่ผมเข้าใจ (ไม่ขอฟันธงว่าความคิดผมถูกหรือไม่นะครับ)

ต้องเข้าใจก่อนว่าหนังเรื่องนี้ เข้าใจว่าผู้กำกับมีเจตนาว่าจะฉีกตอนจบให้ไม่ซ้ำกับเรื่องอื่น

ที่ผ่านมาก็มักจะมีจบแบบบอกว่าเป็นผี หรือคิดไปเอง หรือเป็นโรคจิตเภท เรื่องนี้เหมือนจะพยายามคิดให้ฉีกนอกกรอบของเรื่องเดิม ๆ โดยดึงเอาเรื่องพลังแห่งความเชื่อ ความเชื่อที่ไม่มีข้อสงสัย ความเชื่อที่มาจากจิตของเรา จนสามารถทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้

หนังเริ่มเล่าเรื่องโดยดึงเอาเหตุการณ์ที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ชื่อโอ๊ตปีนข้ามไปแอบดูห้องต้นแล้วตกลงมาในบ้านของอาเจ๊กที่อยู่ข้าง ๆ แล้วโดนอาเจ๊กยิงตกลงมาบนรถยนต์หน้าบ้าน ซึ่งขณะนั้นเป็นตอนที่ป่านกำลังจะฆ่าตัวตาย ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้เหตุผลว่าทำไม เสร็จแล้วหนังค่อยเล่าย้อนกลับไปต้นเรื่องใหม่อีกที

ซึ่งเป็นวิธีการเล่าเรื่องของหนังแบบหนึ่งที่ใช้วิธีดึงความสนใจคนดูตั้งแต่ต้นเรื่อง โดนเอาเหตุการณ์น่าสงสัยและตื่นเต้นบางตอนของหนัง ตัดมาเล่าตอนต้นเรื่องก่อน แล้วค่อยไปเล่าแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกที แล้วค่อยไปเฉลยรายละเอียดที่มาที่ไป

ล่าสุดที่เพิ่งดูมา Iris ก็เล่าเรื่องแบบนี้เหมือนกัน หรือยกตัวอย่างบางเรื่อง เช่น Mission Impossible 3 ก็เล่าเรื่องแบบนี้

ตรงนี้คนที่ไม่คุ้นเคยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้อาจจะงงได้ ซึ่งถ้าได้ไปดูหนังอย่าง 21 grams หรือ Lost หรือ Memento ที่มีวิธีการเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมา อาจจะยิ่งงงมากกว่านี้

ต่อมาเรื่องก็เริ่มต้นเล่าตั้งแต่ นิดา แม่ค้าขายแผ่นหนังโป๊ มีลูกค้าขาประจำคือ โดม ที่เป็นครีเอทีฟรายการทีวี ได้แวะมาเที่ยวที่บ้านแล้วรู้เรื่องว่าลูกชายของนิดาหรือต้นนั้นไม่ได้ออกจากห้องมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี ก็เกิดสงสัย แล้วไปศึกษาเพิ่มเติม พบว่าอาการประเภทนี้ที่ญี่ปุ่นมีเยอะ เรียกว่า "ฮิคิโคโมริ" เลยได้เป็นไอเดียเสนอหัวหน้า แล้วหัวหน้าก็บอกว่า ให้เอาเด็กนั่นออกมาจากห้องให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน



โดมเลยมาเสนอนิดาให้เอาต้นไปออกรายการ แต่ต้องให้ต้นคุยกับเขาก่อน ตรงนี้เอง ภายในความรู้สึกของนิดานั้นอยากจะให้ต้นออกมาจากห้องนานแล้ว แต่ต้นไม่ยอม พอโดมมาเสนอ นิดาก็เลยเอาด้วย แต่ปรากฏว่าเรื่องเลวร้าย คือต้นไม่ยอกออกแล้วดันตัดนิ้วตัวเองส่งออกมาให้แทน แล้วบอกว่าอย่ามาเสือกเรื่องของเขา นิดาเลยโมโหโดม พัลวันกันไปมา เลยพลาดตกบันไดไป ตอนนั้นเองต้นก็ออกจากห้องมาฆ่าโดมตาย นิดาก็หมดสติไป

โดมถูกฆ่าตาย แล้วก็ถูกตัดออกจากเรื่องไปเลย ทำให้หนังหลังจากนั้นขาดตัวเดินเรื่องที่ช่วยสร้างสีสัน เพราะหนังหันไปเล่นกับตัวละครของป่านแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวละครป่านเหมาะเป็นองค์ประกอบเสริมความสงสัยของเรื่องมากกว่าจะเป็นตัวหลัก

ในคืนเดียวกันกับที่โดมตาย มีขโมยปีนเข้าบ้านอาแปะที่อยู่ข้างบ้านนิดา พอวันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาสืบสวนที่บ้านอาแปะ หนังทำให้รู้ว่าบ้านแถวนั้นมีหลังคาฝ้าติดกัน ปีนข้ามกันได้ แล้วตกเย็นตำรวจก็มาสอบถามที่บ้านนิดา แล้วได้ถามว่าตอนนี้สามีของนิดาอยู่ไหน นิดาบอกว่าตายไปแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ป่านอยู่บ้านตรงข้าม ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ แม่เธอไม่ค่อยมีเวลาให้เธอเท่าไหร่ และเธอยังเห็นว่าแม่มีคนมาชอบพอและติดพัน เธอยังกลัวว่าจะต้องเรียกเขาว่าพ่อ

ป่านแอบเห็นห้องต้นที่ปิดหน้าต่างมืดทึบ มีเงาคนเดินไปมา ซึ่งหนังพยายามจะบอกว่ามีอะไรอยู่ในห้องจริง ๆ

หนังเปิดเผยให้เห็นว่านิดาไปเข้าร่วมกลุ่มสัมมนาที่ใช้ชื่อหัวข้อว่า"Who are you" ของสมาคมจีรัง ยั่งยืน และตอนหนึ่งในนั้นอาจารย์สุนีย์ เจ้าของสมาคมนี้ได้บรรยายถึงพลังแห่งความเชื่อ ว่าถ้าเราสามารถดึงเอามาใช้ได้ ถ้าเราอยากได้อะไร หายป่วย อายุยืนเป็นร้อยปี เราก็สามารถทำได้ทั้งนั้น
ตรงนี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่หนังใส่ไว้เพื่อจะเฉลยเรื่องในตอนจบ

นอกจากนั้นอาจารย์สุนีย์ยังพูดว่าเราต้องคิดเชิงบวก หากเราคิดด้านลบเมื่อไหร่ พลังความชั่วร้ายจะมาสู่ตัวเรา

แล้วก็ยกตัวอย่างแคทเธอรีน เซ็น ที่เป็นกระเทยแปลงเพศ ที่ถูกสะกดจิตให้เป็นคิดว่าเป็นผู้หญิง ซึ่งนั่นทำให้เธอใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงจริง ๆ เพราะเธอเชื่ออย่างนั้น มีประจำเดือน แต่งงานมีสามี แล้วก็มีลูก แม้จะไม่มีมดลูกจริง ๆ แต่พอเธอรู้ความจริง เธอก็รับไม่ได้ จนฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ลูกเธอก็สลายกลายเป็นฝุ่น

จำเรื่องตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยพูดตอนท้ายอีกที

ต่อมานิดาเจอกับแม่ของป่าน และได้รู้ว่าป่านป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง รักษายังไงก็ไม่หาย เลยเอาใบปลิวเรื่องสมาคมจีรัง ยั่งยืนให้ และชวนให้ลองดู แม่ป่านไม่สนใจ แต่ป่านเหมือนจะสนใจ

ตรงนี้หนังทำให้เราเห็นสิ่งที่ขัดกันคือ แม่ป่านบอกว่ารักลูก พยายามทำทุกวิถีทางให้ลูกหายป่วย พาไปรักษาทุก ๆ ที่ที่มีความหวังว่าจะทำให้ลูกหาย แต่ตัวเธอก็กลับไม่มีเวลาให้ลูก ออกจากบ้านไปตอนเย็น ๆ โดยอ้างว่ามีนัดกับลูกค้า

ก่อนหน้านี้ก็มีฉากที่เธอคุยโทรศัพท์บนรถตอนที่จะพาป่านไปหาหมอฝังเข็ม ว่ามีคนโทรมาหาแล้วเธอบอกว่าวันนี้คงไปไม่ได้แล้ว เพราะจะพาลูกไปหาหมอ เอาไว้เจอกันวันหลัง ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นผู้ชายที่มาติดพันชอบพอกับเธอ ที่ตอนต้น ๆ เรื่องเราเห็นขับรถมาส่งที่บ้าน

ตรงนี้มีเหตุผลที่หนังจะเฉลยในตอนเกือบท้าย ๆ



ต่อมาหนังทำให้เห็นในเหตุการณ์แฟลชแบ็คว่านิดามีปัญหากับสามี แอบพบว่าสามีนอกใจ ส่วนสามีก็โมโหหาว่านิดาโรคจิตและทำร้ายนิดาแล้วก็กำลังจะไป โดยบอกว่าจะเอาต้นไปเลี้ยงเอง แต่นิดาไม่ยอม เอาปืนยกมาขู่ บอกว่าต้นต้องอยู่กับเธอ ตลอดเหตุการณ์นี้ต้นที่อยู่ในห้องก็แอบมองผ่านช่องไม้จากชั้นบน และได้ยินตลอดเวลา หนังตัดกลับมาให้เห็นว่านิดาร้องไห้เสียใจ

หนังทำให้เราสงสัยว่านิดาอาจจะยิงสามีตายในตอนนั้น

ที่กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ เราเห็นว่าโอ๊ตหนึ่งในวินมอเตอรไซค์เป็นคนที่ปีนเข้าไปขโมยของในบ้านอาแปะมาจ่ายค่าพนันบอล และมีประเด็นที่เม้าท์กันเรื่องที่ต้นไม่ออกจากห้องมาหลายปีแล้ว หนึ่งในนั้นก็ถามโอ๊ตว่ารู้บ้างหรือเปล่า เหมือนประมาณว่าโอ๊ตเคยเป็นเพื่อนต้นมาก่อน โอ๊ตบอกว่ามีคนลือกันว่าต้นออกจากบ้านช่วงกลางคืน

แล้วเขาก็รับอาสาจะสืบเรื่องนี้ให้



มาที่ฝ่ายป่านซึ่งงอนแม่ที่แม่ไม่มีเวลาให้ เอาแต่ไปเที่ยวกับแฟนใหม่ แล้วเธอก็ไปค้นในลิ้นชักแม่แล้วเจอหนังสือเลิกจ้างงานโดยบังเอิญ ทำให้เธอรู้ว่าแม่ไม่มีงานทำมานานแล้ว

ทำให้เธอรู้ว่าที่จริงแล้วที่ผ่านมาแม่ไม่ได้มีเงินแต่ยอมไปมีอะไรกับผู้ชายอื่น ๆ เพื่อนำเงินมาให้เธอรักษาตัว ซึ่งอันนี้เป็นการตีความของผมเอง จากที่เห็นว่าแม่ป่านแสดงออกว่าเป็นห่วงและรักลูก แต่ก็โกหกป่านว่าจะออกไปคุยกับลูกค้าตอนหกโมงเย็น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำงานแล้ว และการที่ต้องพาป่านไปรักษาที่นั่นที่นี่ก็มีค่าใช้จ่ายมาก ทำให้ผมเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วแม่ป่านได้เงินจากการยอมมีความสัมพันธ์กับเศรษฐีเพื่อนำเงินมารักษาป่าน

นั่นทำให้ป่านรับไม่ได้ เลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย

เหตุการณ์มาบรรจบกันกับตอนต้นเรื่อง ขณะที่ป่านจะฆ่าตัวตายก็เป็นตอนที่โอ๊ตปีนข้ามหลังคาบ้านเข้าไปสืบที่ห้องต้น แล้วถ่ายรูปติดลูกตาของต้นมา เขาตกใจจึงถอยหนี มาเจอกับศพของโดมที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าและพลาสติกซ่อนไว้บนเพดานฝ้า ที่ผมรู้ว่าเป็นศพโดม เพราะตรงคางมีเคราอยู่ด้วย

แล้วโอ๊ตก็ตกใจพลัดตกลงมาในบ้านอาแปะ ซึ่งในขณะนั้นอาแปะนั่งถือปืนคอยดักรออยู่ เนื่องจากไม่ไว้ใจว่าจะมีใครปีนเข้ามาขโมยของอีกหรือเปล่า เลยขึ้นมายิงโดนโอ๊ตตกลงมาบนรถหน้าบ้าน

เหตุการณ์สัมพันธ์กับตอนต้นเรื่อง

ส่วนป่านที่หนังทำให้เห็นว่าเธอรักแมวตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นแมวเดินหลงทางเข้าไปในบ้านต้น จึงออกไปตามหาแมว เป็นเวลาเดียวกับที่นิดารู้สึกไม่สบายใจและกลับมาบ้าน

อยู่ ๆ สามีนิดาก็กลับมาบ้าน ทำให้รู้ว่าเขายังไม่ตายแล้วสามีก็บอกว่าต้นตายไปแล้ว เขาอยากให้นิดายอมรับความจริงว่าต้นไม่ได้อยู่ในห้อง แล้วหนังก็เผยให้เราเห็นในห้องว่าจริง ๆ แล้วมีอะไรอยู่จริง ๆ

เป็นซากศพรูปร่างคล้ายกอลลั่มแห่งลอร์ดออฟเดอะริง แต่ในสายตาของนิดาเธอเห็นเป็นรูปร่างต้น

หนังบอกเราว่า การที่นิดามีความเชื่ออย่างไม่สงสัยว่าต้นยังไม่ตาย ทำให้เธอสร้างต้นขึ้นมาด้วยความเชื่อของเธอ เหมือนที่แคเธอรีนเคยเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงทำให้เธอมีลูกได้จริง ๆ ความเชื่อที่ไม่สงสัย จากจิตของเรา ทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้


ต้องบอกว่า เราต้องแยกระหว่างพลังจิต กับความเชื่อนะครับ อันนี้ต่างกัน นิดาไม่ได้ใช้พลังจิตสร้างอะไรขึ้นมา แต่เธอใช้ความเชื่อ ที่เธอเชื่อจริง ๆ เชื่อจากจิตใต้สำนึก เหมือนที่เธอเชื่อว่ากระดาษเป็นมีด ต่างกันนิดหน่อยนะครับ จำไว้่ว่าเธอไม่ได้มีพลังจิต

แล้วเธอก็ฆ่าสามีตัวเองตาย แต่ตอนที่ต่อสู้กันเธอพลัดตกบันได้ลงไป ส่วนป่านที่แอบหลบอยู่ในห้อง ก็ออกมาเห็นกอลลั่ม จึงตกใจ หนีเข้าห้องแล้วปีนขึ้นฝ้าเพดานไป อันนี้ไม่น่าเชื่อที่ผู้หญิงจะปีนขึ้นฝ้าเพดานได้ด้วยตัวเอง

กอลลั่มไล่ฆ่าเธอโดยเอาไม้แหลมไล่แทงฝ้าให้พังลงมา แล้วป่านก็พลัดตกลงมา โดยฝ้าเพดานหล่นลงมาเสียบอกของนิดาด้วย แล้วหนังก็ทำให้เห็นว่ากอลลั่มพยายามแทงป่าน ก่อนที่จะสลายกลายเป็นผงไป แล้วนิดาก็หลับตาลง เหมือนว่าจะตาย

หนังตัดมาให้เห็นตอนท้ายที่สมาคมฯ แม่ของป่านมาร่วมและกำลังดูใครซักคนที่ทรงผมรูปร่างคล้ายป่านถูกผูกตา และสาธิตวิธีใช้ความเชื่อตตัดดินสอด้วยกระดาษ เหมือนกับที่นิดาเคยมาเข้าร่วมดูตอนต้นเรื่อง แต่พอแกะผ้าผูกตาออก ปรากฏว่าไม่ใช่ป่าน

ตรงนี้หนังตั้งใจหลอกเรา คือสรุปว่าป่านตายไปแล้ว ตอนท้าย เราจึงเห็นว่าแม่ป่านเข้าร่วมสมาคมนี้เต็มตัว และมีความเชื่อเหมือนกับนิดา เธอสร้างป่านขึ้นมาและอยู่แต่ในห้องเหมือนต้น

ส่วนนิดาหลังจากฆ่าสามีตัวเองตายก็เข้าโรงพยาบาลบ้า แล้วก็มีตอนที่เธอเห็นว่ามีกระดาษลอดผ่านช่องประตูเข้ามาเขียนว่า ต้นรักแม่

ผมวิเคราะห์ว่านิดามีทั้งภาวะทางจิต และมีทั้งพลังแห่งความเชื่อ เธอยอมรับไม่ได้ว่าต้นตายไปแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ทะเลาะกันกับสามีคราวนั้น เธอจึงจินตนาการว่าต้นยังอยู่ในห้องอยู่ แต่จากการที่เธอมีความเชื่ออย่างไม่สงสัย จากจิตของเธอ ทำให้มีต้นขึ้นมาจริง ๆ เพียงแต่ในสายตาของเธอ เธอเห็นเป็นต้นตลอด เพราะเธอมีภาวะปัญหาทางจิต แต่ในความจริงแล้ว ต้นเป็นแค่ร่างผีดิบเท่านั้น

คนที่ได้เห็นร่างผีดิบต้นมีสามคน คือ โดม พ่อต้น และก็ป่าน ทุกคนเห็นเหมือนกัน

ส่วนตอนท้ายผมวิเคราะห์เอาว่านิดาจินตนาการเอาเองว่ามีกระดาษที่เขียนว่า ต้นรักแม่ สอดเข้ามาใต้ช่องประตูมากกว่าจะคิดว่าเธอใช้ความเชื่อสร้างมันขึ้นมา

อย่างที่บอกแล้วว่ามีตอนที่ไม่น่าเชื่อถือที่หนังละเลยไป คือหลังจากโดมตายนั้น ไม่มีใครสนใจตามหาความจริง เหมือนจะถูกตัดทิ้งไปเลย ยากที่จะเชื่อได้ว่าคนหายไปทั้งคนจะไม่มีใครตามหาเลยเหรอ ถ้าให้โปรดิวเซอร์คนนั้นมาตามหา ตามสืบอาจจะดูสมจริง และทำให้หนังมีรสชาติมากขึ้นก็ได้

เรื่องของพลังแห่งความเชื่อนั้น มีสองแบบคือ แบบที่ใช้ความเชื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ กับแบบที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ คือสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีได้ แบบหลังนี้เรียกว่า miracle creature

อย่างถ้ารักษาโรคให้หาย เป็นเรื่องภายใน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ แต่ถ้าคนแขนขาดแล้วแขนงอกออกมาอันนี้เป็น miracle creature

แต่ประเด็นคือหนังทำให้เราทำใจให้เชื่อได้ยากว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริง ๆ ทำให้พอหนังจบ เรารู้สึกเหวอไปเลย ว่าเล่นมุกนี้เลยเหรอ

นั่นแหละเหมือนที่เกริ่นไว้ คือผู้สร้างพยายามจะฉีกให้ตอนจบไม่ซ้ำกับเรื่องอื่นมากเกินไป เกินจะรับได้

ทำให้ผลตอบรับของหนังเรื่องนี้กับตอนจบของเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกว่าจบได้ "เลวร้าย"


สิ่งที่คนส่วนใหญ่ที่ดูหนังเ้รื่องนี้แล้วสงสัยคือ

1. ตกลงเรื่องราวในหนังจริงหรือเปล่า หรือนิดาคิดขึ้นเอง เพราะเป็นโรคประสาท

- อันนี้ผมว่าถ้าเคลียร์ตรงนี้ได้ก่อน จะทำให้เคลียร์ประเด็นในหนังได้ตรงกันหมด สำหรับผมแล้วผมคิดว่าหนังไม่ได้เล่าเรื่องสลับซับซ้อน ยอกย้อนขนาดนั้น หลังจากต้นตาย นิดาไม่ได้เป็นบ้า แต่อาจจะมีอาการทางจิต คือไม่ยอมรับความจริง และเมื่อเธอไปเข้าร่วมสมาคม นั่นทำให้เธอยิ่งพัฒนาความเชื่อผนวกกับอาการทางจิตของเธอเอง ทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมาได้

2. ทำไมนิดา ยิงลูกตายแล้วไม่ติดคุก

- นั่นน่าจะเพราะเป็นอุบัติเหตุ

3. นิดาซ่อนศพลูกไว้ในบนเพดานใช่มั้ย ส่วนในห้องไม่มีอะไร

- ศพบนเพดานที่โอ๊ต มอเตอร์ไซค์รับจ้างเห็นและที่ป่านเห็นตอนท้ายเป็นศพของโดมแน่นอน ลงสต็อปตอนที่โอ๊ตเห็นศพดูก็ได้ จะเห็นเคราบนหน้าศพที่อ้าปากค้างอยู่ ส่วนในห้องก็มีร่างที่นิดาสร้างขึ้นมาจากความเชื่อของเธอเอง ป่านเลยเห็นเงาคนเดินไปมา

4. นิดาเอาศพลูกไว้ในห้องใช่มั้ย แล้วจึงทำให้มีชีวิตขึ้นมาด้วยพลังความเชื่อของเธอ

- ไม่น่าจะใช่นะครับ เรื่องตอนที่ต้นตายนั้นน่าจะเป็นไปตามครรลองของมัน คือเป็นอุบัติเหตุ คงมีการตรวจสอบของตำรวจแล้ว เอาศพไปทำพิธีเรียบร้อย เพราะพ่อต้นไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยเลย เขายังคิดว่านิดาบ้าที่ยังเชื่อว่าต้นยังอยู่ในห้องอยู่ เขาเลยพยายามจะพิสูจน์ว่านิดาบ้า แต่พอเปิดมาเจอซอมบี้ต้นเข้า เขาจึงตกใจ ส่วนนิดาก็หลอกตัวเองว่าต้นยังไม่ตาย อันสืบเนื่องจากอาการทางจิตของเธอ

*** ขอแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นข้อ 4 หน่อยครับ ***
พอดีมีบางคนท้วงมาว่า ไม่น่าใช่้ เพราะถ้าต้นตายตามปกติ คนแถวบ้านก็ต้องรู้เรื่องแล้ว โดยเฉพาะพวกวินมอเตอร์ไซค์ แต่นี่ไม่มีใครรู้เลย เข้าใจว่าต้นไม่ออกจากห้องมาหลายปี ซึ่งผมก็เห็นด้วยในประเด็นนี้นะครับ

ทำให้มาคิดใหม่ว่าหรือว่านิดากับสามีจะร่วมกันปกปิดแล้วซ่อนศพต้นไว้ในห้อง แล้วนิดาเมื่อไปร่วมสมาคมฯ ก็มีความเชื่อว่าลูกยังมีชีวิตอยู่บวกกับอาการทางจิตที่คิดเอง ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ศพต้นมีชีวิตขึ้นมาคล้ายซอมบี้ ผีดิบ

แต่ก็รู้สึกไม่ make sense กับอาการของสามีนิดาตอนที่บุกมาที่บ้านเหมือนกัน เหมือนเขาต้องการทำให้นิดา ยอมรับความจริงให้ได้ว่าลูกได้ตายไปแล้ว ไม่มีอาการอะไรที่ส่อให้เห็นว่าเขาสมรู้ร่วมคิดปิดบังร่วมกับนิดา

สรุป ได้ว่าเป็นข้อบกพร่องหนึ่งของหนัง ที่เขียนบทมาไม่เคลียร์ ดูแล้วรู้สึกลักลั่นย้อนแย้ง

5. ที่เห็นในห้องคือผีต้นใช่มั้ย

- อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ครับ เพราะหนังปูเรื่องมาแล้วตอนที่เล่าเรื่องแคเธอรีน น่าจะเป็นร่างที่ถูกสร้างขึ้นเพราะพลังแห่งความเชื่อ ทำให้เป็นจริงขึ้นมา

6. ตกลงตาลตายเหรอ หรือตาลเป็นผู้ชาย เพราะเห็นตอนท้ายหน้าเหมือนผู้ชาย

- ตาลน่าจะตาย แต่หนังหลอกเรา ตอนที่กอลลั่มแทงไม้เข้าไปที่ตัวตาล หนังไม่ได้เปิดเผยภาพให้เห็น แล้วตัวกอลลั่มก็สลายไป ตอนหลังพอเราเห็นคนที่แม่ตาลนั่งดูอยู่เปิดหน้ามาเหมือนกระเทย (จริง ๆ ผมดูแล้วไม่ใช่กระเทย แต่เป็นผู้หญิงคนอื่นมากกว่านะ) อันนั้นหนังก็หลอกเรา ว่าอ้าวไม่ใช่ตาลนี่นา นั่นเพราะตาลตายไปแล้ว

7. แล้วนิดาตายหรือเปล่า ในเมื่อกอลลั่มสลายไปแล้ว แล้วทำไมนิดายังไปโผล่ในโรงพยาบาลบ้าได้อีก

- ผมเชื่อว่านิดาไม่ได้ตาย และตรงนี้หนังน่าจะทำมาไม่เคลียร์เอง เพราะหนังติดกับดักเรื่องราวของตัวเอง การที่เราได้ฟังว่าหลังจากแคทเธอรีนตายไป 2 ชั่วโมง ลูกของเธอก็สลายกลายเป็นฝุ่นไป ทำให้เรารับเอารูปแบบนั้นมา ว่าร่างผีดิบต้นสลายไปนั้น เพราะนิดาตายนั่นเอง แต่อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ เพราะสิ่งที่หนังเล่ามานั้น ไม่ได้เป็นการกำหนดกฏเกณฑ์แต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกินธรรมชาติ มีตัวแปรที่เราไม่รู้อีกเยอะ มันอาจจะเกิดจากจิตใจที่อ่อนแอลง เพราะเธอบาดเจ็บหนักก็ได้ หรืออาจจะเิกิดจากการที่เธอคิดชั่ว อยากกำจัดสามีตัวเอง อยากกำจัดป่าน ความคิดแง่บวกก็หายไป ทำให้พลังความชั่วร้ายเข้าหาเธอ (อ้างอิงจากที่อ.สุนีย์พูดตอนก่อนเล่าเรื่องแคทเธอรีน) ทำให้ร่างกอลลั่มต้นสลาย และทำให้เธอเป็นบ้าเต็มตัว

8. ตอนท้ายที่แม่ป่านยื่นหนังสือการ์ตูนสอดเข้าใต้ประตู ใครอยู่ในห้อง คิดไปเองหรือเปล่า

- หนังเหมือนจะทำให้เราตีความว่าแม่ป่านเจริญรอยตามนิดาแหละครับ และที่อยู่ในห้องน่าจะเหมือนกับกอลลั่มต้น แต่เป็นเพศหญิง (น่าเสียดายน่าจะมาจับคู่กันไปเลย)

9. ตอนท้ายเรื่องที่นิดาเห็นกระดาษสอดเข้ามาว่า "ต้นรักแม่" หมายความว่ายังไง

- อันนี้แหละคือส่วนที่ไม่เคลียร์ที่สุดของเรื่องนี้ และทำให้เราต้องตีความเอง ผมตีความว่า นิดาบ้าไปแล้วแบบเต็มขั้น ก่อนนี้เธอแค่มีอาการทางจิต แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมเลยคิดว่าเธอคิดไปเองครับ บางคนอาจจะคิดว่าเธอใช้พลังจิตทำให้กระดาษเลื่อนเข้ามาในห้องเพื่อหลอกตัวเอง แต่ผมเห็นต่างกัน ตรงที่ว่าจริง ๆ นิดาไม่ใช่คนที่มีพลังจิตแก่กล้านะครับ ไม่ใช่ว่าเธออยากจะทำอะไรก็ทำได้ เธอแค่ทำสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาได้ เพราะเธอเชื่อในเรื่องนั้นจริง ๆ ดังนั้นพอเธอเป็นบ้า ผมก็เลยไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรจะเชื่อว่าเธอใช้พลังจิตทำให้กระดาษเลื่อนเข้ามา เพราะเธอไม่ได้มีพลังจิตครับ

สุดท้ายคำว่าฮิคิโคโมริก็แทบไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องเลย นอกจากจะนำมาเป็นทำเป็นประเด็นของคนที่อยู่แต่ในห้อง ไม่ออกมาข้างนอกเท่านั้น และสร้างความสงสัยว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง

แต่เมื่อเราได้รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง ก็อาจจะทำให้หลายคนคิดว่า ไม่รู้อาจจะดีกว่า

ผมให้คะแนนเรื่องนี้ซัก 6.5/10 แล้วกัน




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 8 มิถุนายน 2553 0:07:57 น.
Counter : 2564 Pageviews.  

Case 39 คดีปริศนาสยองขวัญ : แม้ไม่ย่ำแย่ แต่มาที่หลังเขา ต้องได้มากกว่านี้


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง

ช่วงนี้มีหนังสยองขวัญที่ทยอยออกแผ่นมาหลายเรื่อง ทั้ง Triangle , Paranormal Activity , The Fourth Kind , A Perfect Getaway และล่า่สุดที่ผมได้ดูก็ Case 39 ถือว่าเป็นช่วงซัมเมอร์ของคอหนัง Horror หรือ Thriller อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ กัน

ในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่กล่า่วถึงนั้น แต่ละเรื่องดูจะมีแนวทางเป็นของตัวเอง และมีบรรยากาศแปลก ๆ ใหม่ ๆ มานำเสนอ ไม่ก็มีพล็อตเรื่องสุดเจ๋ง ให้คนเอามาถกกันต่อหลังดูจบ อย่าง Triangle

ที่ดูจะอ่อนด้้อยกว่าชาวบ้านเขามากที่สุดก็คงเป็นผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ Renee Zelviger จาก Case 39 นี่แหละ


หนังเริ่มต้นที่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ครอบครัว เอมิลี่ (Renee Zelviger) ที่มีหน้าที่เข้าช่วยเหลือและดูแลเด็กที่มีปัญหาที่เกิดจากครอบครัว ซึ่งนับวันปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมากกมาย จนงานล้นมือเธอ นับได้ 38 คดีแล้ว แต่ไม่วายเจ้านายใจดี ยังโอนคดีที่ 39 มาให้เธอดูแลอีกต่างหาก

ลิลิธ ซัลลิแวน (Jodelle Ferland) เด็กสาวน่าสงสาร มีรายงานว่าเธอกำลังมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับครอบครัว ซึ่งเอมิลี่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สุดท้ายความกลัวของเธอก็เป็นจริง เมื่อพ่อแม่ของลิลิธพยายามจะฆ่าเธอ เอมิลี่จึงรับเธอมาไว้ในการอุปการะชั่วคราวจนกว่าจะมีครอบครัวอุปถัมภ์มารับช่วงต่อไป

แต่หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับเธอและบางคนรอบตัว และยิ่งเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เอมิลี่คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่เธอเข้ามายุ่งกับ Case 39 นี้


Trailer หนังได้เปิดเผยให้เราได้เห็นเนื้อหาบางส่วนของหนังและทิศทางที่หนังเ้ดินทางไปแล้ว ดังนั้นสำหรับคอหนังที่ผ่านการดูหนังประเภทนี้มามากแล้ว หรือชอบคิดดักทางแนวหนัง คงไม่ต้องเดาให้ยากอะไรว่าสุดท้ายแล้วหนังจะเฉลยเนื้อหาออกมาอย่างไร


ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทการแสดงครั้งหนึ่งของ Renee Zelviger แต่คงไม่ใช่ครั้งสำคัญ กับผลงานแนวสยองขวัญเรื่องแรกของเ้ธอ ซึ่งถ้าดูกัีนที่ภาพลักษณ์ภายนอกนั้น อาจจะดูไม่ค่อยเข้ากับเธอซักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับบทบาทการแสดงที่ทำให้่ได้ใจผู้ชมไปกับสาว Bridget Jones หรือแม้แต่เรื่อง Nure Betty แต่ไม่ได้หมายความว่าการแสดงของเธอในเรื่องนี้เลวร้ายนะครับ คือถ้าคุณลบภาพสาวน้อยร่างอวบสวมชุดบันนี่ เกิร์ล ออกไปได้ การแสดงของเธอก็ถือว่าผ่าน

ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับนักแสดงบางคนที่ส่วนใหญ่จะได้รับบทประเภทหนึ่งเป็นประจำ แล้วมาพลิกบทบาทรับบทอีกประเภทหนึ่ง จะทำให้คนดูอินกับการแสดงของเธอได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่ง Meg Ryan พยายามจะพลิกบทบาทของตัวเองมาแล้วใน In the Cut


แต่ที่พูดมานี่อย่าคิดว่าปัญหาของหนังเรื่องนี้คือนักแสดงนำอย่างนางเอกนะครับ แต่ปัีญหาคือหนังไม่มีอะไรใหม่ ๆ มานำเสนอให้กับผู้ชม สำหรับแฟนประจำของ Renee อาจจะสนุกที่ได้เห็นดาราคนโปรดลุกมาแสดงหนังฉีกแนวบ้าง หลังจากทำได้ดีในการรับบทดราม่าแล้วทำให้ได้รับรางวัลมาแล้วใน Cold Mountain แต่ความสนุกนั้นคงถูกหั่นหายไปซัก 7 ใน 10 ส่วนสำหรับคอหนังสยองขวัญที่รอคอยจะดูหนังที่มีเรื่องราวและวิธีการนำเสนอใหม่ ๆ หรือไม่อย่างน้อยก็ขอความสะใจก็ยังดี แล้วได้มาดูหนังเรื่องนี้


หนังดำเิินินเรื่องตามสูตรและปัญหาก็คือ ดันจบลงแบบตามสูตรอีกต่างหาก หลายคนที่ดูคงอดนึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ที่มีพล็อตใกล้เคียงกันนี้ไม่ได้ ประเภท พ่อแม่ หรือพ่อแม่บุญธรรมเลี้ยงลูก แล้วดันมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น อันนั้นพัง ไอ้นี่ตาย วุ่นวาย สุดท้ายก็ชั่วร้าย

ผมว่า แม้ผมจะพยายามไม่สปอยล์ แต่ถ้าคุณได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อน ก็คงเดาได้ไม่ยาก


ผู้กำกับ Christian Alvart มีหนังออกฉายสองเรื่องในปีเดียวกัน (2009) คือเรื่องนี้ Case 39 กับ Pandorum ดูเหมือนเรื่องแรกจะเป็นการทำคั่นเวลาไปจากบทหนังของคนอื่น แล้วอาจจะไปทุ่มเทให้กับเนื้อเรื่องของตัวเองในเรื่องหลัง ซึ่งลงมือเขียนบทเอง

ซึ่งวัดกันแล้ว Pandorum ดูจะมีอะไรแปลกใหม่และมีตอนเซอร์ไพร์ส และมีเรื่องให้จดจำมากกว่า และอาจจะมีเรื่องให้ถกกันหลังดูจบมากกว่า เพราะดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งต้องโทษการตัดต่อ (ผมต้องมานั่งกรอดูซ้ำอีก 2-3 ครั้งถึงจะเข้าใจ)

แต่กับ Case 39 ดูแล้วก็จบเลย


นักแสดงสมทบที่พอจะมีชื่อเสียงบ้างในเรื่องนี้ก็อย่าง Badley Cooper ซึ่งรับบทแฟนหนุ่มของนางเอกที่ทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน ก็มีเวลาขึ้นจอน้อยและไม่มีบทบาทที่ช่วยเนื้อหาแต่อย่างใด

การแสดงของดาราเด็กในเรื่องถือว่าทำได้ดี แต่ถ้าเอามาเทียบกับ Isabella Fuhman ในบทเอสเธอร์ จากเรื่อง Orphan แล้วล่ะก็ รา่ยหลังคงชนะขาดลอย


สำหรับ Case 39 ถ้านำมาเทียบกับหนังเนื้อหาใกล้เคียงกันที่เพิ่งฉายไปไม่นานแล้ว ด้านเนื้อหา The Orphanage มีอะไรแปลกใหม่มาให้กับผู้ชมมากกว่า ด้านความระทึกขวัญ Orphan ก็ให้ได้มากกว่า

เทียบกับ The Omen แน่นอนว่านั่นคลาสสิคกว่าอยู่แล้ว (เวอร์ชั่นแรกและภาคแรกเท่านั้น) เพราะเขามาเป็นเจ้าแรก ๆ

ดังนั้นแม้หนังจะไม่ย่ำแย่อะไร แต่ว่ามาที่หลังเขา คงต้องทำให้ได้มากกว่านี้

ให้คะแนนซัก 5.5/10 คะแนนครับ



ป.ล.ไม่ได้อัพบล็อกไปสัปดาห์กว่า เพราะเจอ after shock หลังกีฬาสี
อ่านได้ที่หน้าแรกของบล็อคหรือจิ้มข้างล่างได้ครับ
ในวันที่ "การไฟฟ้าไม่มานะเธอ" เหตุการณ์ After Shock หลังกีฬาสี




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2553 18:03:36 น.
Counter : 2914 Pageviews.  

Frontiers อำมหิตสุดขอบคลั่ง หนังโหดสัญชาติฝรั่งเศส หดหู่และสลดใจกว่า แต่ถึงใจน้อยกว่า Hostel


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ใครที่จะดูหนังเรื่องนี้ คงต้องเป็นพวกจิตแข็งเท่านั้น ถ้าคุณดูหนังอย่าง Friday the 13th หรือ Halloween แล้วจิตตก ขอให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้เลย

แทบทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว คงอดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับหนังแนวนี้เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะ Hostel หนังโหดเรื่องดังที่เควนติน ทาแรนติโน่ ภูมิใจเสนอ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้กำกับเอง แค่ชอบ)

Fronties เล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นมิจฉาชีพกระจอกกลุ่มหนึ่ง ที่ฉวยโอกาสช่วงจราจลจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศฝรั่งเศส วางแผนปล้น เพื่อหาเงินออกนอกประเทศ แต่การปล้นเกิดผิดพลาดขึ้นมา ตำรวจตามรอยมาเจอ จึงทำให้พวกเขาต้องแยกย้ายเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีคนบาดเจ็บหนักต้องพาไปโรงพยาบาล จึงนัดให้กลุ่มหนึ่งไปรออยู่ที่โรงแรมแถวใกล้ชายแดน แล้วเดี๋ยวค่อยตามไปเจอกัน อันเป็นที่มาของชื่อหนัง (Frontier แปลว่า ชายแดน , พรมแดน)

เล่าถึงตรงนี้คอหนังแนวนี้คงพอจะเดาแนวทางออก ใช่ครับ หลังจากนั้นหนังก็เข้าตามรอยสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้หลายต่อหลายเรื่อง ประมาณ กลุ่มตัวละครเอก (จะว่าพวกนี้เป็นพระเอก นางเอก ก็ไม่เชิง เพราะเป็นพวกมิจฉาชีพ) ต้องไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย แล้วไปเจอกับพวกฆาตกรโรคจิตบ้า ๆ ไล่ฆ่าเอา ซึ่งพล็อตหนังแนวนี้ก็มีออกมาได้เรื่อย ๆ เช่น

Wrong turn อันนี้เลี้ยวผิด หลงทาง
The Hill Have Eyes อันนี้จะไปเที่ยว น้ำมันหมดหรือรถเสีย (จำไม่ได้) ต้องค้างกลางทะเลทราย
Hostel ไปเที่ยวต่างประเทศ
Texas Chainsaw Massacre ขับรถข้ามรัฐจะไปดูคอนเสิร์ต รถเสียระหว่างทาง

เรื่องนี้ก็แทบไม่ต่างกัน กลุ่มตัวเอกของเรื่องต้องเข้าพักโรงแรมบ้านนอกแถบชายแดน เพื่อรอสมัครพรรคพวกที่จะตามมาสมทบ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าเจ้าของโรงแรมเหล่านั้น เป็นครอบครัวอดีตนาซีเก่าที่จิตวิปริต กระหายเลือด และพร้อมที่จะเข่นฆ่าทุก ๆ คนที่ผ่านเข้ามา

ตัวหนังเดินรอยตามสูตรเดิม ๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มีช่วงที่ตัวละครพลาด แล้วก็ถูกฆ่าตาย และก็เหลือบางคนรอด ซึ่งผู้ชมก็จะเดาได้ไม่ยากว่าใครจะรอด แล้วก็ช่วงเอาคืน เป็นแพทเทิร์นหลักที่หนังแนวนี้ส่วนใหญ่ใช้
มาพิจารณากันที่ฉากขายกลุ่มผู้ดูหนังแนวนี้กัน คือฉากโหด ๆ ทั้งหลาย

ถ้าไม่นับว่าหนังไม่มีพล็อตเรื่องแปลกใหม่อะไร ก็ต้องยอมรับว่าฉากโหด ๆ ต่าง ๆ นั้นทำได้กดดันได้แทบไม่แตกต่างกันกับหนังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น

แต่อย่างที่จั่วหัวไว้ในหัวข้อ หลายคนคงจะเปรียบเทียบกับ Hostel เพราะค่อนข้างมีพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกันอยู่

สำหรับผมแล้วเรื่องนี้ให้ความรู้สึกที่หดหู่ สมเพชและสลดใจมากกว่า Hostel อาจเป็นเพราะ Frontiers เลือกให้ผู้หญิงเป็นตัวเอกของเรื่อง ทำให้บรรยากาศช่วงท้าย ๆ นั้นคนดูจะให้ความสงสารกับตัวเอกมากกว่า พระเอกในเรื่อง Hostel

และยิ่งผู้กำกับ กำกับให้การแสดงออกของนางเอกในช่วงสุดท้ายที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดนั้นยิ่งดูน่าสมเพช สงสารและสลดหดหู่ใจ จากท่าทางการแสดงออกของนางเอกหลังจากถูกไล่ล่า และต้องลุกขึ้นมาต่อสู้นั้น ก็ชวนให้คิดว่า ชีวิตหลังจากนี้ของนางเอกนั้นจะเป็นปกติสุขได้อย่างไร

นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ให้บรรยากาศที่มืดมนกว่า

แต่สำหรับฉากเอาคืนของหนังเรื่องนี้นั้น ไม่ได้เป็นการเอาคืนแบบตามล่า ล้างแค้น หรือตอบโต้ ตาแทนตา ฟันแทนฟันแต่อย่างใด แต่เป็นการทำไปตามสัญชาตญาณของการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมากกว่า

เทียบกับ Hostel แล้วผู้ชมอาจรู้สึกสะใจไปกับฉากเอาคืนมากกว่า เพราะมันเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ของตัวละครซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำ และได้แก้แค้นคืน

มีข้อน่าสังเกตุว่า ตอนท้าย ๆ ของเรื่องนั้น ผู้กำกับเลือกจะให้ตัวนางเอกนั้นถูกเลือดที่เกิดจากการต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดนั้น เปรอะเปื้อนไปหมดทั้งใบหน้าและร่างกาย อาจเพราะคนส่วนใหญ่อาจรับได้ยาก เวลาที่เห็นผู้หญิงถูกทำร้ายอย่างรุนแรงด้วยการต่อยเตะที่ใบหน้า ทำให้ช่วยลดทอนความหดหู่ของหนังลงไปได้บ้าง


สิ่งที่เป็นข้อด้อยของหนังเรื่องนี้ คือส่วนของ sub-plot ที่ใส่เข้ามาช่วงต้นเรื่อง เรื่องความขัดแย้งของนางเอกกับแฟนเก่า เกี่ยวกับลูกในท้อง ซึ่งไม่ได้ช่วยทำให้หนังมีเรื่องราวที่มิติมากขึ้นแต่อย่างใด แต่สร้างมาเพื่อนำมาตอบความต้องการของกลุ่มนาซีในเรื่องเพียงแค่นนั้น

และเรื่องเธอและพี่ชายในตอนต้นเรื่อง ที่ทำขึ้นเพียงเพื่อให้กลุ่มตัวเอกแยกกันเดินทาง ก็ทำให้หนังเสียเวลาในการเริ่มต้นเรื่องราวหลักของหนังไปพอสมควร ซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูหนังแนวนี้รอดูอยู่ และดูจะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปของหนังซักเท่าไร

หนังเรื่องสัญชาติฝรั่งเศสเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ Xavier Gens ซึ่งมีผลงานหลังจากเรื่องนี้ที่คนไทยรู้จักกันดีคือ Hitman นั่นเอง

มีข้อสังเกตุอย่างหนึ่งคือ ระยะหลังมานี้ประเทศฝรั่งเศสผลิตหนังโหดแนวนี้ออกมาหลายเรื่องแล้ว และแต่ละเรื่องก็ถือว่าขึ้นหิ้งในแนวของตัวเองได้เป็นอย่างดีเลย เช่น

Haute Tension ติดอันดับ 1 ใน 10 หนังโหดของใครหลายคน , Inside เรื่องนี้ทำได้ดีในบรรยากาศของสถานที่แคบ ๆ และจำกัด และกดดันได้ยิ่งกว่า , Martyrs กดดัน สั่นประสาทและสะเทือนใจ

ไม่รู้ฝรั่งเศสมีนโยบายส่วนตัวอะไรกับหนังแนวนี้หรือเปล่า เหมือนกับเมืองไทยเราที่หนังผีและตลกครองตลาดอยู่ทุกวันนี้

ให้คะแนนยากเหมือนกัน เพราะผมดูแล้วมีข้อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น ๆ แต่หากจินตนาการว่าไม่เคยดูเรื่องไหนมาเลย เมื่อมาดูเรื่องนี้ คงให้ซัก 7.5

แต่ถ้าเทียบกันว่าก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องอื่นทำแนวนี้ออกมาแล้ว ก็คงจะให้แค่ 6.5/10 เท่านั้น

(คะแนนที่ผมให้หนังแต่ละเรื่องนั้น ไม่สามารถเอามาเทียบกันได้ว่าเรื่องไหนดีกว่าเรื่องไหน เพราะผมให้ตามแนวของหนัง ถ้าทำได้ถึงตามแนวที่หนังเป็น ผมก็ให้เยอะหน่อย แค่นั้นเองครับ)

อนึ่ง ถ้าท่านไม่เห็นหนังเรื่องนี้ในโรงหรือเป็นแผ่นนั่นเพราะ ถูกแบนในบ้านเรา เพราะเนื้อหารุนแรงนั่นเอง ถ้าอยากดูก็ต้องใช้กำลังภายในกันเองนะครับ





 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:46:45 น.
Counter : 3730 Pageviews.  

Paranormal Activity เรียลลิตี้ไร้สาระ ใช้อารมณ์ล้วนๆ


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ที่จั่วหัวไว้อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าหนังไม่ได้เรื่องไร้สาระ แต่เนื้อแท้ของหนังไม่ได้เน้นที่สาระ แต่เน้นที่อารมณ์คนดูต่างหาก

ดังนั้นคนที่ดูหนังเรื่องนี้ อย่าคาดว่าหนังจะมาแนว Amityville Horror หรือ Poltergeist หรือพวกบ้านผีสิงต่าง ๆ ที่มีเสียงปึงปังดังตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เรานั่ง ๆ ดูอยู่ดีๆ แล้วก็ ปัง! ให้เราสะดุ้งสุดตัวแล้วหันไปพูดกับเพื่อนข้าง ๆ ว่า "ไอ้เ....ย" (โปรดเติมคำในช่องว่าง) แล้วก็หัวเราะกันคิก ๆ คักๆ (แก้เก้อ)

หรืออย่าคิดว่าจะมาแบบ Juon ไม่ปึงไม่ปัง มากันแบบเป็นตัว ๆ เห็นกันจะ ๆ ก่อนมาต้องมีดนตรีโหมโรง บิ้วท์มาก่อน แบบคอนเฟิร์มว่ามาแน่ ๆ

แต่ตัวหนังเล่นกับบรรยากาศความกลัว แบบที่คนเราจะกลัวกันจริง ๆ คือกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน ใช้การสร้างบรรยากาศในความกลัวที่เงียบงัน

ซึ่งถือว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ถึง และต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับ Tod Williams

วัดได้จากปฏิกริยาคนดูส่วนใหญ่ที่ได้ดูนะครับ

ส่วนตัวผมเอง เพิ่งจะได้ดูเรื่องนี้ตอนเป็นแผ่น และมี 4 เหตุผลที่ผมดูแล้วไม่อารมณ์หลอนหรือน่ากลัวเท่าที่ควร คือ

1) ภาพและเสียง ของอุปกรณ์ที่ใช้ดูไม่ถึง
2) บรรยากาศรอบข้างไม่ช่วย
3) ดูหนังผีมาเยอะ ภูมิต้านทานสูง
4) ดูแบบพากย์ไทย

ดังนั้นใครจะดูเรื่องนี้ที่บ้าน เห็นหลายคนแนะนำแล้วว่าทางที่ดี ดูจอใหญ่ ๆ เครื่องเสียงดี ๆ เปิดให้ดัง ๆ จัดบรรยากาศให้ดี ๆ หน่อย ดูซักช่วงตี 1 ตี 2 (แต่นอนมาให้พอนะ) ดูคนเดียว หรือกับแฟนก็ได้ แล้วจะได้อารมณ์

ผมเคยดูหนังเรื่อง Kairo ผีอินเตอร์เนต (สาบานว่าชื่อไทยอย่างนี้จริง ๆ) ดูในโรง ดูจบผมบอกกับตัวเองว่า "กูไม่น่ามาดูเลย) ตอนดูในโรง ช่วงที่ผีโผล่มานะ ผมจับพนักเก้าอี้แน่น แบบเกร็งไปทั้งตัว ดูจบแล้วเวลาเดินขึ้นบ้านตอนมืด ๆ หลอนไปหลายวัน

เป็นหนังผี ที่ผมดูแล้วกลัวที่สุด เรื่องอื่นดูมาหลายเรื่อง ไม่มีเรื่องไหนทำให้ผมกลัวได้มากเท่านี้ บางเรื่องน่ากลัวในตอนดู ดูจบ ๆ ก็จบไป (เช่น the Other , Sixth sense)

แต่พอเอามาเปิดดูที่บ้าน ให้เพื่อนดู มันไม่ได้อารมณ์เหมือนดูในโรงเลย

นี่เป็นเหตุผลสำคัญเลยที่หนังต้องดูในโรง

กลับมาที่หนัง ทราบมาว่าตัวหนังลงทุนแค่ 15,000 ดอลล่าห์ แหงละ นักแสดง 4 คน นางเอก พระเอก ตัวประกอบ 2 คน เวอร์ชั่นอื่น อาจมีตำรวจโผล่มาอีก (เห็นว่านางเอกกับพระเอกได้ค่าจ้างคนละ 500) , กล้อง Handheld , โลเกชั่นอยู่ในบ้านตลอด (รู้สึกจะเป็นบ้านผู้กำกับเอง) พร็อบเพริบอะไรไม่ต้องใช้ บทไม่ต้องเขียน แสดงตามคำสั่งผกก. แต่ทำเงินทั่วโลกไป 180 กว่าล้านดอลล่าห์ (โอ้ แม่เจ้า)

ได้ข่าวว่าจะมีภาค 2 ฉายช่วงประมาณฮาโลวีนปีนี้ (2010) ถือว่าหนังตามรอยความสำเร็จของ the Blair Witch Project

หลายคนดูเรื่องนี้แล้วอาจสับสนว่าตกลงเรื่องจริงหรือแต่ง หรือสร้างจากเรื่องจริง ซึ่งหนังมีไอเดียดีตรงนี้แหละครับ หลอกให้เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศ ทั้งคำพูดตอนต้นเรื่อง และคำพูดท้ายเรื่อง แถมหนังจบไม่มีเครดิตอีกแน่ะ ถือว่าเข้าขั้นเทพ ถ้าคุณไปดูใน Imdb.com คุณก็จะไม่เห็นรายชื่อนักแสดงเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เหมือนหนังจะบอกเล่าว่า "นี่เรื่องจริงไง"

ผมชอบฉากที่ตัวเอกลุกขึ้นมาทำอะไรประหลาดตอนกลางคืนนะ มันได้อารมณ์น้อยแต่มาก (ต้องดูเอาเองนะครับ)

ส่วนอื่น ๆ ก็ได้อารมณ์ตกใจบ้าง หลอนบ้าง

ดูหนังจบแล้วเชื่อว่าหลายคนอาจมีคำถาม

1) ทำไมมันไม่ปิดประตูนอนกันฟะ (ตอนแรก ๆ พอเข้าใจว่าต้องการถ่ายวิดีโอ แต่หลัง ๆ นี่)

2) จะลุกจะเดินไปไหนทำไมไม่ใช้บริการการไฟฟ้ามาหานะเธอ (ส่วนใหญ่เป็นกันทุกเรื่อง

3) เครียดผีหลอกในบ้าน แต่ตูอยู่บ้านมันทั้งวัน แถวบ้านไม่มีห้างให้เดินเล่นเลยเหรอ

4) ............... (โปรดเติมคำในช่องว่าง)

ผมให้คะแนนเรื่องนี้ 8/10 ครับ

ที่ให้สูงขนาดนี้เพราะหนังประสบความสำเร็จในแนวทางที่หนังต้องการนำเสนอครับ คือสร้างบรรยากาศหลอน น่ากลัว ให้ต่างจากหนังผีเรื่องอื่น ๆ

ปล. อ้อตอนจบมี 3 แบบนะครับ (หาเจอเท่านี้) แต่ผมชอบแบบที่ผมดูมากที่สุด (แบบแผ่นบ้านเรา)

แบบแรกคือแบบในแผ่นบ้านเรา

แบบที่สองคือแบบนางเอกฆ่าตัวตาย




แบบที่สาม นางเอกนั่งไม่ได้สติอยู่เป็นวัน แล้วมีเพื่อนบ้านมาเจอศพพระเอกแล้วเรียกตำรวจมา แล้วนางเอกลุกขึ้นไปหาตำรวจตำรวจสั่งให้ทิ้งมีด แต่ไม่ยอมทิ้งมีด เลยโดนยิงตาย รู้สึกจะเป็นเวอร์ชั่นฉายที่อเมริกา อันนี้หายากมาก ผมเคยตามลิ้งค์ไปดูแต่จำต้นตอไม่ได้แล้ว ใน youtube ก็โดนลบหมด




 

Create Date : 20 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:45:02 น.
Counter : 1332 Pageviews.  


born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.