Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

สามชุก ทุกชีวิตมีรายละเอียด : หนังดี ดูสนุก ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าดู

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่อง

ชื่อเต็ม ๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ "สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง"

ผมว่าหนังไทยหลายเรื่องประสบปัญหากับการตั้งชื่อหนัง ไม่ใช่ว่าตั้งได้ไม่ดีนะครับ แต่คนดูหนังบ้านเรามีวัฒนธรรมที่การเลือกดูหนังจาก "หน้าหนัง" และ "ชื่อหนัง"

ซึ่งชื่อหนังเนี่ย ต้องถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากการที่เวลาหนังฝรั่งและหนังฮ่องกงเข้าไทย ต้องคิดชื่อหนังในเวอร์ั่ชั่นไทยให้อลังการหรือตลก ๆ เข้าว่า

พวกคำประเภท มหันตภัยล้างโลก อภิมหาอึดทะลวงโลก โคตรคนมหากาฬ ฯลฯ ประมาณนี้ ทั้ง ๆ ที่ชื่อหนังฝรั่งอาจมีแค่คำสองคำก็ได้

ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้จะตั้งชื่อว่า "สามชุก" ส่วนประโยคหลังนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก แล้วจะไม่มีคนเข้าไปดูก็คงไม่แปลก เพราะ "โหมโรง" ก็เคยโดนมาแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ดู ๆ กันแล้วชื่อหนังต่างประเทศเชย ๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น "Notting Hill" นี่ชื่อถนน "Wall Street" ชื่อตลาดหุ้น "Titanic" นี่ก็เรือ "Up" ขึ้น "Cars" รถหลายคัน "Ghost" ผี "300" .......แต่หนังพวกนี้ก็ประสบความสำเร็จทางรายได้ได้ไม่ยาก

แต่ต้องยอมรับด้วยว่าหน้าหนังของ "สามชุก" เป็นของแสลงที่คนดูหนังไทยเพื่อความบันเทิงมักหลีกเลี่ยง และปฏิเสธ หนังประเภทที่ทำเหมือนกับว่าสร้างมาเพื่อสั่งสอน แล้วยิ่งได้กระทรวงอะไรต่อมิอะไรออกมารับรองด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นข้อเสียที่ทำให้คนไม่ไปดูหนังเรื่องนี้เ้ข้าไปใหญ่

หลายคนไม่อยากเสียเวลาเข้าไปนั่งดูหนัง 2 ช.ม. เพื่อจะรับสาส์นที่หนังตั้งธงไว้มาสอนเราว่า ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้โน่นไม่ดีนะ คนส่วนใหญ่อยากไปดูหนังเพื่อความบันเทิง

นี่แหละัหนังเรื่องนี้จึงถูกมองข้ามไป

แต่ผมอยากบอกว่า "สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง" เป็นหนังที่ไม่ใช่้แค่ให้ข้อคิดดี ๆ แ่ต่หนังก็ดูสนุกด้วย และที่สำคัญหนังสร้างมาแบบเข้าใจคน


หนังเปิดเรื่องด้วยการบอกให้เราทราบว่า "ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง"

สามชุก ฯ เป็นเรื่องราวของนักเรียนม.ปลาย 7 คน ในชุมชนเล็ก ๆ ของอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้่ยวหัวต่อของชีวิต พวกเขาต่างมีปัญหาชีิวิตที่แตกต่างกันไป บางคนก็มีปัญหาทางบ้าน พ่อติดเหล้า หรือพ่อไม่เข้าใจ คาดหวังในตัวเขาสูงเกินไป บางคนก็ขาดความรักไม่มีพ่อแม่คอยดูแล บางคนมีปัญหาส่วนตัว ถูกเพื่อนแกล้ง บางคนต้องทำงานหนักตื่นแต่เช้าเข้านอนดึก เพื่อหาเงินช่วยที่บ้าน แต่พวกเขาก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีชีวิตที่สนุกสนานตามวัย และมีคนรักที่ดี


แต่ยาเสพติด หรือถ้าเจาะจงให้แคบลงก็คือ "ยาบ้า" ก็เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ และพวกเขาเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขากำลังได้รับผลจากการเข้าไปยุ่งกับมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อถลำลึกลงไป ชีวิตเขาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะพยายามกลับตัว ที่ยืนในสังคมก็หาได้ยาก เพราะคนมากมายต่างรุมประนาม

ครูพินิจเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนสามชุก เขาเป็นครูธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ครูพินิจ มีจิตวิญญาณความเป็น "ครู" ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากในครูทั่ว ๆ ไป

เขาลุกขึ้นช่วยเหลือ และออกหน้ารับ ขอโอกาสให้เด็กเหล่านี้อีกสักครั้ง เพราะเขาเชื่อว่า เด็กเหล่านี้เป็นเพียงแค่เหยื่อไม่ใช่เนื้อร้ายของสังคม คนรอบข้างต้องช่วยกันรับผิดชอบ เพราะสังคมอ่อนแอ ยาบ้าถึงเข้ามาถึงเด็กเหล่านี้ได้ เด็กเหล่านี้เพียงแค่โชคร้ายกว่าเด็กคนอื่น ๆ เท่านั้นที่เจอกับมันก่อน


ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตนุกูล หรือ คุณปื๊ด ผู้กำกับที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนาน เรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริงของครูกับลูกศิษย์อีก 7 คน ที่ช่วยปลุกกระแสของชุมชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ทำสงครามกับยาเสพติด

ชีวิตของเด็ก 7 คนนี้รอดพ้นกับจุดจบอันน่าเศร้าได้ เพราะมีครูคนหนึ่งที่เขาไม่หมดหวังกับชีวิตของลูกศิษย์ และได้ลงมือทำอย่างเต็มกำลังเท่าที่เขาจะทำได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นสิ่งยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำหรับชีวิตของคนที่เป็นครูอย่างแท้จริง

ส่ิงที่เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้ คือ เป็นหนังที่สร้างแบบจริงใจดี แม้อาจจะดูเชยไปบ้าง งานเทคนิคการสร้างไม่ได้อลังการ และดูแล้วไม่ใช่ว่าฝีมือของผกก.ไม่ถึง เพราะขึ้นชื่อ ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล แล้ว ฝีมือน่ะมีแน่นอน แต่คุณปื๊ดเลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบเรียบ ๆ เหมือนหนังชนบทมากกว่า หนังให้อารมณ์หนังไทยแบบเดิม ไม่มีกล้องดอลลี่ หรือแพนภาพมุมกล้องจากบนเครน ซึ่งทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้เข้าถึงบรรยากาศชนบทได้มากกว่า


นักแสดงของเรื่องส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ทั้งนั้น ยกเว้นคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ที่รับบทครูพินิจ ตัวเอกของเรื่องที่เคยมีผลงานจากบอดี้ ศพ 19 มาก่อน กับคุณศิริวิมล เรขา ที่รับบทอ.สมฤดี อาจารย์แนะแนวของโรงเรียน


ที่เหลือเป็นนักแสดงมือสมัครเล่นทั้งนั้น โดยเฉพาะนักแสดงเด็กหลัก ๆ ทั้ง 10 คน คือกลุ่มเด็กผู้ชาย 7 คน และเด็กผู้หญิง 3 คน ต่างเป็นเด็กในพื้นที่ทั้งนั้น

ซึ่งนี่ทำให้ผมประัทับใจหนังเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะความเป็นคนเชื้อสายสุพรรณ (พ่อแม่เป็นคนบางปลาม้า) ของผม ทำให้ผมฟังสำเนียงสุพรรณในเรื่องนี้ได้อย่างรื่นหู

เพราะบอกได้เลยว่าหนังที่มีตัวละครคนสุพรรณแทบทุกเรื่อง ไม่เคยพูดสำเนียงสุพรรณตรงตามสำเนียงจริง ๆ เลย เป็นสำเนียงที่พยายามดัดให้เหน่อ ดูเทียบได้จากบุญชูทุกภาคที่ผ่าน

และที่สำคัญทุก ๆ คนก็เล่นได้อย่างดีและเป็นธรรมชาิติ แม้บางจังหวะที่ยังไม่สามารถปล่อยบทพูดบางประโยคให้ไหลรื่นได้ แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างรับผิดชอบบทของตัวเองได้เป็นอย่างดี และทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน

จังหวะล้อเล่น แกล้งกัน หรือจังหวะแสดงออกทางอารมณ์ก็ทำได้ดี


น้อง ๆ ผู้หญิงก็เล่นได้น่ารัก จนบางทีผมยังแอบคิดว่าอุตส่าห์มีแฟนดี และน่ารักอย่างนี้ ยังจะไปติดยาอีก อันนี้แค่คิดเล่น ๆ นะครับ เพราะชีวิตจริง ๆ มันเ้ป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะคำว่า "ยาเสพติด" แปลว่า ยาที่เสพแล้วติด นั่นเอง



ตัวแสดงที่แสดงเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ทุกคนก็สอบผ่านกันทุกคน ต่างรับผิดชอบแคแรกเตอร์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ในบรรดาทั้งหมดนี้มีคุณแม่เล็ก ซึ่งเ้ป็นแม่ของคุณตั๊ก บงกชแสดงอยู่ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนสุพรรณบุรีแต่กำเนิดด้วย ก็ลองสังเกตุกันเอาเองนะครับ

สรุปแล้วการแสดงของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก รวม ๆ แล้วที่มีบทบาทกัน อย่างน้อย ๆ ก็ร่วม 20 คนเข้าไปแล้ว ถือว่าทำได้ดีกันแทบทุกคน ซึ่งสำหรับผมต้องบอกว่าเทียบกับประสบการณ์การแสดงและจำนวนคนที่มาก ต้องถือว่าทำได้ดีจนน่าประทับใจ และบทก็ถูกกระจายอย่างทั่วถึง แม้ว่าบางตอนจะมีการเจาะไปที่แต่ละคนแต่ละครอบครัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าเบื่อแต่อย่างใด

ตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และคนที่แคสติ้งนักแสดงมา


ข้อด้อยของหนังเรื่องคือ หนังอาจจะมีการเล่าเรื่องที่เชยไปซักหน่อย หนังมีช่วงเวลาที่ต้องการจะบอกเล่าให้เราทราบว่าแต่ละคนมายุ่งเกี่ยวกับ "ยาบ้า" ได้อย่างไร ก็เลยหาทางออกให้โดยการให้ครูพินิจจับเด็กมานั่งล้อมวงกัน แล้วไล่ถามทีละคนว่า "แล้วนายล่ะมาติดยากได้ยัีงไง" แล้วหนังก็แฟลชแบ็คให้เราเห็น แล้วก็กลับมาเปลี่ยนคนไปทีละลำดับ

ตรงนั้นเราอาจจะดูไปแล้วก็อาจจะรู้สึกได้ว่า "เชยจังว่ะ" แต่หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด

บางฉากของหนังอาจจะมีช่วงเวลาบังคับของหนังประเภทนี้ คือต้องมีตอนที่ตัวละครต้องพูดบางสิ่งที่เป็นสารสำคัญที่หนังต้องการจะบอกกับผู้ชมออกมา ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าจงใจอยู่บ้าง แต่สำหรับผมก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม


แต่ในทั้งหมดเหล่านี้ข้อดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ เข้าใจคน

หนังนำเสนอให้เห็นว่าชีวิตคนเราทุกคนต่างมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป เราไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้คนคนหนึ่งด้วยวิธีหนึ่งแล้วเอารูปแบบวิธีนั้นไปใช้กับอีกคนหนึ่งได้

ในเรื่องเราจะเห็นว่าทุก ๆ คนที่ติดยา ต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และถ้าจะช่วยเขาได้ก็ต้องเข้าใจและให้โอกาส

เห็นได้ชัดว่าทีมงานทำรีเสิร์จมาอย่างดี และพยายามนำเสนอเนื้อหาหนังที่เกี่ยวกับผลเสียของยาเสพติดอย่างครบถ้วนรอบด้าน หนังไม่ได้ทำให้เห็นแค่ว่าติดยาไม่ดีอย่างไร แล้วต้องเลิกนะ คนที่จะช่วยต้องเข้าใจและทุ่มเทนะ แต่หนังได้บอกด้วยว่าเมื่อคุณดำิเนินชีวิตผิดพลาด คุณก็ต้องรับผลของมัน ถ้าคุณจะกลับมาก็ต้องอดทนและต่อสู้กับมัน และเตรียมตัวรับผลจากการถูกคนรอบข้างไม่ยอมรับด้วย

แฟร์ดีครับ


หนังเกี่ยวกับครูที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักสร้างจากเรื่องจริง หรือไม่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง อย่าง Dead Poet Society , Dangerious Mind , The Chorus , Mr.Holland's Opus หรือหนังไทยอย่างเรื่อง ครูบ้่านนอก ครูไหวใจร้าย เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วสร้างออกมามักสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ไม่ยาก

เพราะทุกคนเคยเป็นนักเรียนมาก่อน ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราเคยถูกสั่งสอนจากคนเป็นครูทั้งนั้น

สมัยก่อนอาชีิพครูเป็นอาชีพมีเกียรติ เป็นอาชีพที่คนมาเป็นมักเป็นคนที่มีความตั้งใจอยากเป็นเรือจ้างที่พานักเรียนข้ามไปถึงฝั่งฝัน เป็นอาชีิพที่น่าภาคภูมิใจ

ไปถามคนรุ่น 30-50 ปี ดูได้ว่าครูที่เขาจดจำได้เป็นครูคนไหน ส่วนใหญ่ทุกคนจะจำครูที่เข้มงวดและใส่ใจสั่งสอนชีวิตเรามากกว่าครูที่เพียงแค่สอนวิชาความรู็เท่านั้น

และหลายคนยอมรับเลยว่า ที่เป็นคนอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะไม้่เรียวของครู


สำหรับผม ผมรู้สึกว่าครูพินิจเป็นครูธรรมดา ๆ ที่มีหัวใจความเป็นครูเท่านั้นเอง ผมชอบที่เขาไม่ได้เ้ป็นครูที่เต็มไปด้วยปรัชญา หลายครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไง จะพูด จะสั่งสอนเด็กเหล่านี้ยังไงให้เข้าใจได้จริง ๆ แต่เขาไม่ยอมไม่แพ้กับมัน ไม่หมดหวัง ตอนที่เขาช่วยเหลือลูกศิษย์ที่พ่อติดเหล้า ด้วยการไปขอร้องให้ร้านเหล้าที่รู้จักกันไม่ขายเหล้าให้ แล้วร้านเหล้าบอกว่าทำอย่างนี้จะได้่ผลเหรอ เขาบอก "ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็ทำได้เท่าที่ทำ"

เป็นคนประเภทที่แม้ทำได้แค่นิดเดียว แต่ขอให้ได้ทำมากกว่าไม่ทำอะไรเลย แค่นี้ก็พอแล้ว

แม้คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีประโยชน์หรอก แม้กระทั่งคนที่มีอาชีพครูด้วยกันยังพูดอย่างนั้น แต่ครูพินิจก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ


สุดท้ายหนังก็จบด้วยการที่มีตัวละครหนึ่งถามว่าอาจารย์ทำอย่างนี้ได้ยังไง ครูพินิจตอบว่า " ก็เพราะชั้นเป็นครูพวกมันน่ะสิ

สำหรับผมมันจริงใจดี ไม่ต้องปรุงแต่งและเป็นเหตุผลง่าย ๆ ให้ทำสิ่งยาก ๆ ได้

ชอบมากครับ ให้ 8/10 คะแนน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ official site ของหนังครับ //www.samchukmovie.com/aboutfilm.php




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2553 10:36:50 น.
Counter : 2310 Pageviews.  

อิคิงามิ สาสน์สั่งตาย : เมื่อเบื้องหน้าคือความตาย แล้วชีวิตคุณอยู่เพื่ออะไร (เวอร์ชั่นภาพยนตร์)



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

อิคิงามิ (Ikigami) สาส์นสั่งตาย เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้สร้างจากการ์ตูนชื่อดังในชื่อเดียวกัน (ผมได้อ่านถึงเล่ม 5 ชอบสุด ๆ)

ทราบมาว่าการ์ตูนหรือที่เรา ๆ ท่าน ๆ ชาวเฉลิมไทยเรียกว่ามังงะ ได้รับความนิยมมากมียอดขายทะลุล้านเล่ม และมีบริษัทผลิตหนังถึง 53 บริษัทเสนอแย่งกันผลิตหนังจากการ์ตูนเรื่องนี้ แต่สุดท้าย TBS ก็ได้ไป


อิคิงามิเป็นเรื่องราวในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกกฏหมายที่ชื่อว่า "กฏหมายเพื่อผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ" โดยเด็กทุกคนเมื่อเข้าสู่ชั้น ป.1 จะต้องถูกฉีดวัคซีนที่มีนาโนแคปซูลฝังลงไว้ในตัวทุกคน และเมื่อถึงอายุ 18-24 ปี แคปซูลจะแตกตัวออกที่เส้นเลือดใกล้หัวใจตามวันและเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและทำให้คนนั้นตายในทันที โดยมีอัตราส่วนที่ 1 ในพันคน

ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายหรือไม่ หรือตายเมื่อไหร่ มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ทราบ

โดยกฏหมายนี้บัญญัติขึ้นเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าการมีชีวิตอยู่ ซึ่งถือเป็นรากฐานของประเทศ (ตามที่กล่าวอ้างในเรื่อง) เพื่อคนทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เพราะไม่รู้ว่าวันเวลาของตัวเองจะหมดลงเมื่อไหร่

ฟูจิโมโตะ พระเอกของเรื่อง (รับบทโดยโชดะ มัตสึดะ) เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มาทำงานในตำแหน่งผู้ส่งสาส์น อิคิงามิ


อิคิงามิ เป็นใบแจ้งมรณกรรมล่วงหน้า โดยทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะแจ้งให้ผู้ที่ต้องเสียชีวิต (หรือสละชีพเพื่อชาติ) ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้สะสางเรื่องราวของตัวเอง ได้ร่ำลาคนที่ตัวเองรัก ได้ทำสิ่งที่ยังไม่ได้ทำที่ติดค้างอยู่ โดยรัฐบาลจะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก อาหารการกินทุกอย่าง เพียงแค่โชว์ใบอิคิงามิ ก็จะได้รับการยกเว้นทันที และครอบครัวของผู้ตายก็จะได้เงินชดเชยจากรัฐบาลในฐานะผู้ที่สละชีพเพื่อชาติ เพื่อผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ

แต่ถ้าเขาคนนั้นทำสิ่งผิดกฏหมายต่าง ๆ เช่น ฆ่าคนตาย ไปขโมยของ วางเพลิง ข่มขืน ครอบครัวของผู้ตายก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยและต้องรับผิดชอบในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

นี่จึงเป็นที่มาของคำถามหลักของหนังว่า "คุณจะทำอะไร เมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องตายในเวลา 24 ชม."

หนัง (หรือการ์ตูน) เลือกที่จะมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่สีชมพู ปฏิกริยาของตัวละครที่ได้รับอิคิงามิจึงมีแตกต่างกัน บางคนเคยเป็นคนเลวก็กลับใจ บางคนก็ระเบิดความโกรธแค้นที่มีในชีวิตออกมา บางคนกลับไปคืนดีกับคนที่ตัวเองบาดหมาง บางคนเลือกที่จะทำอะไรเพื่อผู้อื่น หรือทำเพื่อคนที่เรารัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เป็นเรื่องจริงที่คนเรามักละเลยเรื่องที่เราตั้งใจจะทำ หรือ เลือกจะที่จะไม่ทำบางสิ่ง เพราะเหตุผลว่าไว้ค่อยทำทีหลัง ทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้อนาคตเลยด้วยซ้ำว่าเราจะมีชีวิตถึงเมื่อไหร่

ถ้าผมจำไม่ผิด ปธน.จอร์จ วอชิงตัน (ถ้าผิดก็ขออภัย) เคยเล่าว่า ตอนเด็ก (หรือเขากับคุณพ่อ) เขาเดินทางข้ามภูเขาในวันที่ฝนตกหนักเพื่อนำไข่ไม่กี่ฟองที่ยืมไปจากเพื่อนบ้านไปคืน เมื่อไปถึง เพื่อนบ้านคนนั้นบอกว่าเอามาคืนพรุ่งนี้ก็ได้ จอร์จ วอชิงตัน(หรือพ่อเขาเนี่ยแหละ) บอกว่าผมต้องคืนวันนี้ เพราะผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ผมจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวเอกของเรื่อง ฟูจิโมโตะที่มีหน้าที่นำอิคิงามิไปมอบกับเป้าหมาย 3 รายด้วยกัน และได้มีโอกาสร่วมสังเกตุการณ์และรับรู้ชีวิตของพวกเขา

หนังคัดเลือกเรื่องราวเด่น ๆ จากหนังสือการ์ตูนมาทำเป็นเนื่้อหาสั้น ๆ 3 ตอนในหนึ่งเรื่อง และยังสอดแทรกเรื่องสั้น ๆ ไว้ตอนต้นเรื่องอีกหนึ่งเรื่อง โดยแต่ละตอนจะมีการแสดงออกของตัวละครที่แตกต่างกัน


ตอนสั้นๆ ตอนแรกตัวละครเลือกที่จะแสดงออกอย่างก้าวร้าวโดยการออกไปแก้แค้นเพื่อนที่เคยกลั่นแกล้งเขาในสมัยก่อน

ตอนที่ 1 บทเพลงที่ถูกลืม เป็นเรื่องของมิตรภาพของชายสองคนที่ตามหาความฝันของตัวเองโดยการเป็นนักดนตรีข้างถนน แต่วันหนึ่งเส้นทางชีวิตแยกเข้าออกจากกัน และทิ้งรอยบาดหมางไว้ในชีวิตของเขาทั้งคู่ จนเมื่ออิคิงามิถูกส่งถึงมือ (1 ใน 2 คนนั้น) ทำให้เขาทำบางอย่างเพื่อแสดงถึงมิตรภาพต่อเพื่อนรักในอดีต

ตอนที่ 2 พ่อแม่ลูกนักการเมือง เป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง คือปัญหาครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาสนใจและใส่ใจดูแลลูกของตัวเอง ยึดไว้เพียงอุดมการณ์ที่จะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ทำเพื่อประเทศชาติ แต่ลืมไปว่าทุกสิ่งต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวก่อน ถ้าปกครองครอบครัวตัวเองไม่ได้ จะไปปกครองคนอื่นได้อย่างไร สิ่งที่ตัวละครในเรื่องทำเมื่อได้รับอิคิงามิจึงเป็นการแสดงออกที่ต่อต้านสังคม เพื่อระบายความโกรธแค้นในจิตใจ

ตอนที่ 3 พี่ชายน้องสาว น้องสาวตาบอดจากอุบัติเหตุ พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เหลือญาติคือพี่ชายเพียงคนเดียว จนเมื่อวันหนึ่งพี่ชายมาบอกว่าได้งานทำเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วจะรับน้องสาวมาดูแล ชีวิตดูเหมือนจะไปในทิศทางที่ดี แต่เมื่ออิคิงามิมาถึงมือนั้น ทุกอย่างที่วาดฝันไว้พังทลาย แต่แม้ดูเหมือนสิ้นหวังแต่ฝ่ายหนึ่งกลับวางแผนใช้เหตุการณ์ทำบางอย่างเพื่อส่งต่อความรักที่มีต่อกันฉันท์พี่น้องเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับสิ่งที่ดีสุดจากตน แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นคนที่ดีอะไร อย่างที่พยายามทำให้เข้าใจตลอดมา

จริง ๆ แล้วเนื้อหาของอิคิงามิเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือหักมุม เพราะเนื้อหาเน้นไปที่การสร้างความรู้สึกกินใจแก่ผู้ชม กับมุ่งเน้นสะท้อนปัญหาสังคมผ่านเรื่องราว

แน่นอนว่าหลายคนที่ดูเรื่องนี้น่าจะชอบตอนที่ 1 , 3 และ 2 มากที่สุดตามลำดับ


โดยตอนแรกนั่นมีเพลงเอกที่ทำให้อารมณ์ของหนังนั้นพาคนดูอย่างเราให้รู้สึกซาบซึ้งระคนสงสาร คือเพลง "ป้ายบอกทาง"

ซึ่งในการ์ตูนตอนนี้ก็เป็นตอนที่คนอ่านส่วนใหญ่ประทับใจ แต่หนังมีดีกว่าตรงที่มีเพลงให้ได้ฟังด้วย และบทเพลงก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ เรียกว่าร้อยคนดู เชื่อว่าต้องร้องไห้ไม่ก็น้ำตาซึมแน่ ๆ

โดยเฉพาะผู้ชายอย่างผมมักไม่ค่อยเสียน้ำตาให้ฉากรักหรือพระเอกตาย นางเอกตายซักเท่าไหร่ แต่มิตรภาพของเพื่อนนั้นกินใจผู้ชายอย่างผมเสมอ....ผู้ชายท่านอื่นเห็นด้วยหรือเปล่า? 555

ตอนนี้ถือว่าค่อนข้างลงตัวที่สุด เพราะเราได้เห็นถึงความรู้สึกของผู้เป็นแม่ด้วย ที่ต้องเฝ้ามองวาระสุดท้ายของลูกตัวเอง โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากให้กำลังใจ และสื่อสารเจตนาของลูกชายไปยังคนที่เขาตั้งใจจะสื่อสาร และมิตรภาพของเพื่อน

อยากจะพูดประโยคนี้จัง แม้จะไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องนี้โดยตรงก็ตาม "เพื่อนคือคนที่เดินเข้ามาหาเราเป็นคนแรก เมื่อคนทั้งโลกจากเราไป"

สำหรับตอนที่ 2 หลายคนคงคิดว่า ไม่มีก็ได้ จริง ๆ แล้วตอนที่ 2 ในการ์ตูนให้อารมณ์หม่นหมองมากกว่า และกดดันกว่า เพื่อสื่อให้เราเห็นผลเสียของการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดว่าส่งผลกระทบถึงคนอื่นอย่างไร และสุดท้ายแล้ววันหนึ่งมันก็อาจจะย้อนกลับมาหาเราโดยไม่รู้ตัว

แต่เมื่อตอนที่ 2 มาปรากฏอยู่ในเรื่อง จึงเป็นเหมือนตอนขั้นกลางเพื่อเว้นจังหวะ และเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่ง เพราะตอน 3 ก็กลับมาซึ้งอีก

แต่ผมเข้าใจว่าผกก.เลือกใส่ตอนที่ 2 เข้ามาเพื่อปูเรื่องไปสู่การสร้างภาคสอง เพราะในตอนท้ายเราจะเห็นว่าตัวละครหนึ่งตัดสินใจจะลงเล่นการเมืองเพื่อแก้ไขกฏหมายนี้ เนื่องจากตัวเองเป็นหนึ่งในผู้รับผลกระทบโดยตรง

อีกอย่างหนึ่งนั้น ในเรื่องเราจะเห็นบุคลิกของพระเอกที่แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีความคิดความอ่าน และจากการเข้าไปมีส่วนพัวพันกับการตายของเป้าหมาย ทำให้เขาเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจในเหตุผลของการมีอยู่ของ "กฏหมายเพื่อผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ"

พระเอกจึงเป็นตัวแทนของคนที่คิดนอกกรอบ อย่างรอบคอบ (ตอนต้นเรื่องเราเห็นไปแล้วว่าไม่รอบคอบจะเป็นอย่างไร)

นอกจากนั้นเรายังเห็นตัวแทนของผู้บริหารระดับกลาง คือหัวหน้าพระเอกที่แสดงให้เห็นกลาย ๆ ว่าอาจจะมีแนวคิดบางอย่างคล้ายพระเอก แต่เลือกที่จะทำตามระบบของรัฐบาลดีกว่าทำตัวมีปัญหา เป็นตัวแทนของคนดีที่เลือกที่จะปรับตัวยอมรับอำนาจของผู้อำนาจและไม่ขัดขืน เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคมของตัวเองไว้ดีกว่า แต่ก็แสดงความห่วงใยพระเอกที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ให้อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม

คิดว่าภาคต่อไปน่าจะมีบทบาทมากขึ้น


ส่วนตอนที่ 3 สำหรับผมเป็นตอนที่ให้ความรู้สึกน่ารักและอบอุ่น การแสดงของนักแสดงทั้งตัวพี่ชายก็ดี น้องสาวก็ดี แสดงได้ดี โดยเฉพาะตัวพี่ชายที่แสดงอารมณ์ทางสีหน้าและคำพูดได้ดีในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางอารมณ์ (ภายในเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้องแสดงออกอีกอย่างหนึ่ง)

บทหนังตอนนี้เลือกจะเล่าเรื่องโดยการให้เรื่องราวพาตัวหนังไปถึงจุดไคลแมกซ์เอง ไม่ใส่เพลง หรือบีบคั้นอารมณ์ให้ฟูมฟายแต่อย่างใด เป็นการจบเรื่องแบบประทับใจมากกว่าจะเศร้าเสียใจ

ซึ่งถือได้ว่าน่าพอใจ แต่หลายคนอาจจะคาดหวังให้หนังดึงความรู้สึกของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งผมคิดว่าอารมณ์ของหนังตอนนี้แตกต่างจากตอนแรกไปคนละแบบ

เมื่อผมดูจบก็เห็นว่าหนังหรือหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้นั้นมีประเด็นเสียดสีสังคมคล้าย ๆ กันกับ Battle Royal การ์ตูนเรื่องดังที่ได้สร้างเป็นหนังเช่นกัน

เรื่องนั้นก็เสียดสีสังคมและความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่มืดมนกว่า และกินใจน้อยกว่า (แต่สะเทือนใจกว่า)

อิคิงามิ จึงเป็นภาพยนตร์ที่ดูจบแล้วบอกต่อได้ไม่อายปาก

และถ้าคุณจะดูอย่างมีความหมาย เมื่อดูจบ ก็ให้ถามตัวเองว่า "คุณทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง"

อย่าลืมรักพ่อรักแม่ให้มาก ๆ ในวันที่เขายังอยู่ (หรือคุณยังอยู่) นะครับ

7.5/10 คะแนน




เพลงป้ายบอกทางครับ ถ้ายังไม่ได้ดูแนะนำว่าอย่าเพิ่งฟังดีกว่า


Free TextEditor




 

Create Date : 23 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:43:27 น.
Counter : 1858 Pageviews.  


born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.