Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

Prince of Persia : The Sands of Time ถ้ามีทรายแห่งกาลเวลาจริง คงต้องใช้กับเรื่องนี้ก่อนเลย

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่อง



ช่วงนี้ถูกบอลโลกคั่นเวลาจากการดูหนังและอัพบล็อก คงต้องอีกซักเดือน สภาวะปกติจึงจะกลับคืนมา
..........................


หนัง Action-Adventure ที่สนุกที่สุดและดีที่สุดในชีวิตการดูหนังของผมยังคงเป็น Raiders of the Lost Ark ผลงานของสปีลเบิร์กเรื่องนั้นนั่นแหละครับ

สำหรับ Prince of Persia ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะดียอดเยี่ยมเท่ากับผลงานของสปีลเบิร์กเรื่องนั้น แต่ก็หวังว่าหนังจะตอบโจทย์ความสนุกสนาน ตื่นเต้น ฮา และอารมณ์กุ๊กกิ๊กหยิกกัดของพระเอกนางเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นสเน่ห์ของหนังสไตล์นี้

อย่าง Indiana Jones กับ Marion Ravenwood หรือ Richard O'Connell กับ Evelyn Carnahan ใน The Mummy

น่าเสียดายเหมือนกันที่ประสบการณ์การไปดู Prince of Persia เรื่องนี้อาจไม่ถึงกับเสียดายเงิน แต่ก็ไม่รู้สึกเต็มที่ไปกับหนังซักเท่าไหร่ ยิ่งโดยเฉพาะต้องโดดบอลโลกไปดูหนังด้วยแล้ว อาจทำให้ผิดจากที่หวังมานิดหน่อย


เป็นหนึ่งในหนังที่สร้างจากเกมส์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสำหรับคอเกมส์รุ่นเก่าหน่อย (หรือแม้แต่รุ่นใหม่ ๆ ก็ตาม) คงจะรู้จักเกมส์นี้เป็นอย่างดี เพราะในยุคเกมส์รุ่นเดียวกันแล้ว Prince of Persia เป็นเกมส์ที่มีจุดเด่นกว่าเกมส์อื่นก็ตรงรายละเอียดการเคลื่อนไหวของร่างกายตัวละครเนี่ยแหละ

เพราะขณะที่เกมส์ในยุคนั้นมีแค่เดิน วิ่ง กระโดด แต่ Prince of Persia มีทั้งเดิน วิ่ง กระโดด หมอบ เกาะขอบเหว กำแพง ปีนป่าย ซึ่งเป็นจุดเด่นให้เกมส์ยืนอายุมาถึงทุกวันนี้ได้

แปลกใจกว่าจะได้ขึ้นจอ ทำไมใช้เวลานานจัง จน Tomb Raider มาทีหลัง ยังมาแล้ว (2 ภาค) และก็ไปแล้ว



หนังเป็นผลงานกำกับของ Mike Newell และอำนวยการสร้างโดย Jerry Bruckheimer สองชื่อนี้ช่วยเรียกคนได้ในขั้นแรก หลังจากนั้นก็ว่ากันที่พลังของตัวหนังเองล้วน ๆ แล้วแต่ใครจะชอบ

เรื่องราวของเจ้าชายแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ที่ไม่ได้ได้มาโดยสายเลือดแต่กำเนิด แต่มาจากการแสดงความกล้าหาญให้ประจักษ์ (โดยบังเอิญ) ต่อหน้ากษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ทำให้ Dastan (Jake Gyllenhaal) ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าได้รับการอุปการะในฐานะโอรสคนหนึ่งของกษัตริย์ และได้เป็นหนึ่งในเจ้าชายแห่งเปอร์เซีย โดยนอกจากเขาแล้วยังมีบุตรแท้ ๆ อีก 2 คนคือ Tus และ Garsiv

และยังพ่วงด้วยนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง Ben Kingsley ที่มารับบท Nizam ลุงเทียมของแดสตัน

จากการตัดสินใจโดยพละการของ Tus กองทัพเปอร์เซียจึงได้บุกเมืองต้องห้ามและทำให้พระเอกได้ตกกระไดพลอยโจนมาจับคู่กับนางเอกของเรื่อง เจ้าหญิง Tamina (Gemma Arterton) จากเหตุการณ์พลิกผันที่ Dastanไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

Dastan และ Tamina ต้องร่วมกันปกป้องกริชวิเศษที่มีพลังในการปลดปล่อย "ทรายแห่งกาลเวลา" (ตามชื่อเรื่องนั่นแหละ) เครื่องมือของเทพเจ้าที่ทำให้ผู้ที่ครอบครองมีอำนาจในการควบคุมเวลาได้

แล้วยังไงล่ะ...ก็แน่นอนพระเอกนางเอกก็ต้องมีหน้าที่ปกป้องโลกนี้ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้ร้ายของเรื่อง



สิ่งที่เป็นจุดด้อยของหนังเรื่องนี้คือ

1. ความกล้าหาญของพระเอกมันหน่อมแน้มไปหน่อย เกินกว่าจะคิดได้ว่ากษัตริย์จะรับเขามาเป็นโอรสคนหนึ่งได้ และแม้ว่าโตขึ้นหนังจะบอกว่า Dastan เป็นคนที่กล้าหาญ แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นอย่างหนักแน่นซักเท่าไหร่


2. ตัวร้าย ดูออกง่ายไปหน่อย ถ้าหนังไม่เล่นประเด็นสร้างความไขว้เขวแล้วหันไปชกแบบหมัดตรงแทนเลยน่าจะดีกว่า เพราะพอเล่นสร้างประเด็น แล้วพอเฉลยออกมาก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอยู่แล้ว เหมือนรู้ ๆ กันว่ายังไงก็ต้องมาประมาณนี้

3. หนังมาในสไตล์ของดิสนีย์มากเกินไป ปลอดภัยไว้ก่อน (Play safe) บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น รักษาน้ำใจของคนดู ถ้าจะมีใครต้องตาย ก็กลัวจะบอบช้ำเกินไป ทำให้บทสรุปของหนังไม่สร้างความทรงจำซักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่หนังพาเรื่องราวมาไกลแล้ว

4. วินาทีที่เห็น Gemma Arterton ปรากฏตัวในมาดเจ้าหญิงผู้มีความหยิ่งทรนงและความมั่นใจในตัวเอง ผมนึกว่าอาจจะได้เห็นแคแรกเตอร์แบบ รพินทร์ ไพรวัลย์ กับ คุณหญิงหมอดาริน วราฤทธิ์ บนจอซะแล้ว

ช่วงแรกหนังทำให้มีความหวัง Gemma รับบทได้สมกับมาดของเจ้าหญิงผู้แบกรับหน้าที่สำคัญไว้ และก็ร้ายได้น่ารักน่าชัง แต่หลังจากนั้นสเน่ห์ของเธอก็ค่อย ๆ ลดระดับลงไปตามกาลเวลา

รวมทั้งการรับส่งบทของพระเอกและนางเอก ที่น่าจะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้มากกว่านี้ แต่กลับทำได้แกน ๆ ไม่สุด ไม่ถึง ไม่โดน ซึ่งเป็นส่วนที่น่าเสียดายที่สุดของหนังเลย



5. ฉากแอคชั่นที่ผู้สร้างบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะการป้องกันตัว (เรียกอย่างนี้ได้ไหมหว่า) Parkour (หาดูได้จาก Youtube...เยอะมาก) นั้นก็ไม่ได้สร้างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและหวือหวาได้อย่างที่โฆษณาเอาไว้ จนไม่สามารถทำให้เรารู้สึกได้ว่านี่คือสิ่งใหม่ ไม่เคยขึ้นจอมาก่อน พูดง่าย ๆ ว่าธรรมดาไปหน่อย


ส่วนฉากต่อสู้แนวฟันดาบถือว่าเอาตัวรอดได้ในระดับที่ไม่ได้สร้างปรากฏการณ์แต่อย่างใด



ส่วนที่เป็นข้อดีของหนังคงหนีไม่พ้นงานโปรดักชั่นและเทคนิคการสร้าง ภาพมองจากที่สูงมุมกว้างให้ความรู้สึกได้สมจริง การถ่ายภาพทะเลทรายก็ได้ภาพที่สวยงาม

การแสดงของ Jake ในเรื่องนี้ได้แค่ผ่าน แต่ยังไม่สามารถทำให้ตัวละครตัวนี้มีลูกเล่นที่แพรวพราว ทั้งทักษะการต่อสู้และบุคคลิกที่แสดงออกมานั้น คงทำให้ตัวละครตัวนี้อยู่ในความทรงจำได้แค่ชั่วระยะหนึ่ง


สิ่งที่เป็นข้อดีของ Jake ถ้าจะมีใครที่รูปร่างหน้าตาเหมาะกับบทเจ้าชายเปอร์เซียมากที่สุดแล้วก็คงเขานี่แหละ (แต่ก็ไม่แน่ ถ้าเป็น Orlando Bloom อาจจะสู้ได้ก็ได้)

Gemma Arterton ได้รับบทเด่นในหนังแอคชั่นปีนี้ถึง 2 เรื่อง เห็นได้ชัดว่าสำหรับเรื่องนี้เธอทำได้ดีกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอรับบทนี้ได้มีสเน่ห์ดี แต่ปัญหาคือบทภาพยนตร์ไม่ได้ส่งให้ตัวละครตัวนี้ไปถึงจุดสูงสุดได้ในระหว่างการดำเนินเรื่องราว

Ben Kingsley ในช่วงขาลงของชีวิต กับบทบาทในเรื่องนี้ ไม่ได้มีอะไรย่ำแย่ แต่ก็เช่นเดียวกันที่ไม่ได้เป็นบทที่มีอะไรให้จดจำซักเท่าไหร่


ในช่วงเวลาที่หนังแนวนี้หลังจากหมดเรื่อง The Mummy ไปแล้ว (อย่าไปนับ Tomb of the Dragon Emperorนะ) ก็ไม่มีหนังดี ๆ แนวนี้ออกมาเลย Prince of Persia ถือว่าคั่นเวลาได้อย่างเคอะเขิน หนังให้ความสนุกได้ในระดับหนึ่ง และอาจจะถูกใจคอหนังหลายคนที่ไม่มีหนังแนวนี้ให้ได้ดูเยอะนักในช่วงหลัง ๆ

แต่กับโปรเจกต์ทุนยักษ์ 200 ล้าน และเครดิตผู้สร้างอย่างนั้นแล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนดูหนังส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ทำออกมายังไม่สมราคา

เป็นหนังประเภท "ดูจบแล้ว ก็แล้วกัน"

จากความหวังว่าจะเป็นหนังภาคต่อคุณภาพเรื่องใหม่ของดิสนีย์ แต่เมื่อเหลือบมองไปที่ boxoffice แล้วคงต้องบอกว่าหมดหวัง (สำหรับผู้สร้างคงผิดหวัง)

จริง ๆ แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในช่วงซัมเมอร์ซึ่งเป็นฤดูฉายของหนังฟอร์มยักษ์ที่ทุกเรื่องมาพร้อมความคาดหวังจากคนดู โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังแอคชั่นด้วยแล้ว ต้องมันส์สุด ๆ แล้วไปฉายในช่วงเวลาอื่นแทน

หนังเรื่องนี้ก็ยังถือว่ามีคุณภาพในระดับ 100 ล้านได้ไม่ยาก แต่จะให้เกิน 200 ล้าน อาจจะหืดจับสุด ๆ

นิยามของ Prince of Persia : The Sands of Time นั้นจึงออกมาว่าเป็นหนังที่ "ธรรมดาเกินไป" ดูก็ได้ไม่เสียดายเงิน พลาดไปรอแผ่นก็ไม่ได้เสียดาย

เสียดายก็แต่เจ้าหญิง Tamina เนี่ยแหละ คงต้องรออีกซัก 10 ปี จนลืม ๆ กันไปแล้ว ค่อยนำมาสร้างใหม่อีก


ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แล้ว Mike Newell แก้ไขไอ้โน่นนิดไอ้นี่หน่อย เกลาบทซักนิด หนังอาจออกมาเกินธรรมดาได้สมกับเรื่องมหัศจรรย์ในหนังแล้ว และรายได้คงไม่ออกมาแป้กแบบนี้

บางทีฮอลลีวู้ดก็อยากจะหวังพึ่งปาฏิหารย์ของ "ทรายแห่งกาลเวลา" บ้างเหมือนกัน

ผมให้คะแนนเรื่องนี้ 6.5/10 ครับ





 

Create Date : 26 มิถุนายน 2553    
Last Update : 26 มิถุนายน 2553 15:39:36 น.
Counter : 2793 Pageviews.  

5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น : ในวันที่พวกเขาต้องเสียสละเพื่อชาติ

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องครับ

เรื่องราวที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ของจีน ที่ถูกนำมานำเสนอในมุมมองอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ขออนุญาตินำเรื่องย่อมาลงเลยแล้วกัน

ปี 1905 นครแห่งวิคตอเรีย (อาณานิคมอังกฤษของฮ่องกง) ในระยะ 13 ช่วงตึก ชายผู้หนึ่งซึ่งกุมโชคชะตาของชาติต้องอยู่รอด พยายามอย่างไม่ย่อท้อในชีวิตซึ่งมีบอดี้การ์ด 5 คนเท่านั้นที่คอยปกป้องเขา เพื่อสู้กับมือสังหารนับร้อย บุรุษเหล่านี้ต้องทดสอบความกล้าหาญเพื่อปกป้องความหวังของผู้คนนับล้านในค่ำ คืนที่มีภยันตราย แม้จะต้องสู้จนชีวิตหาไม่สังเวยชีวิตนับล้านเพื่อความยิ่งใหญ่ของซีซาร์


ก่อนที่ด็อกเตอร์ซุน ยัด เซ็นจะกลายเป็นบิดา แห่งประเทศจีนยุคใหม่โดยกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติในปี 1911 ซึ่งโค่นราชวงศ์ชิง ชีวิตเขาเกือบถูกสั่งลอบสังหารในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1905 ตอนที่เขามาถึงฮ่องกงเพื่อประชุมลับเพื่อก่อตั้งกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติ ราชวงศ์ชิง

ก่อนหน้าการมาของเขา กลุ่มมือสังหารอันดับต้นๆถูกเรียกตัวโดยราชสำนักชิงเพื่อให้มั่นใจว่าด็อก เตอร์ซุนไม่รอดชีวิตไปจากอาณานิคมอังกฤษ มือสังหารพร้อมอาวุธร้ายแรงประจำอยู่ทุกที่ใน 13 ช่วงตึกระหว่างทางจากท่าเรือที่ด็อกเตอร์ซุนจะลงจากเรือ

พอข่าวเรื่องการพยายามลอบสังหารกระพือ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนักธุรกิจท้องถิ่นซึ่งสนับสนุนการปฏิวัติอย่าง ลับๆได้ออกมาปกป้องด็อกเตอร์ซุนด้วยตัวเอง พวกเขารวบรวมผู้ชายและผู้หญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีทักษะพิเศษในการต่อสู้เพื่อ คุ้มกันด็อกเตอร์ซุนเมื่อเขามาถึงท่าเรือ พวกเขาคือ...

นักพนัน นักพนันตัวยงที่ยังลังเลว่าจะช่วย ราชวงศ์ชิงหรือทีมปฏิวัติ
ขอทาน ติดฝิ่นงอมแงม ซึ่งพยายามเลี่ยงอดีตของตัวเองที่เป็นลูกชายในตระกูลไฮโซ
ชายลากรถ คนขับรถของนักธรุกิจท้องถิ่นและบอดี้ การ์ด ผู้ภักดีและถ่อมตัว สิ้นหวังในรักกับลูกสาวพ่อค้าชั้นสูง
นักร้องหญิง นักแสดงละครโอเปร่าซึ่งปรากฏว่า เป็น Wing Chun master และเป็นลูกสาว Tai Ping นักปฏิวัติ
พ่อค้าเร่เส้าหลิน พ่อค้าขายเต้าหู้และอดีตลูก ศิษย์วัดเส้าหลิน


ตลอดระยะเวลา 5 ชั่วโมงภายใน 1 วัน มิตรภาพ ความขัดแย้งและความสามารถของพวกเขาถูกทดสอบขณะที่ต่อสู้โดยไม่คิดชีวิตเพื่อ ปกป้องชายที่พวกเขาแทบไม่รู้จัก แม้พวกเขาแต่ละคนจะถูกตามล่าโดยพวกมือสังหารจอมโหด บอดี้การ์ดเหล่านี้ก็ทำภารกิจสำเร็จโดยช่วยชีวิตด็อกเตอร์ซุนไว้ได้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักปฏิวัติหรือวีรบุรุษ แต่การเสียสละชีวิตนิรนามของพวกเขาได้เปลี่ยนวิถีประวัติศาสตร์ของโลกไปโดยสิ้นเชิง


หนังเรื่องนี้กำกับโดย เท็ดดี้ เฉิน แต่ Trailer ในเมืองไทย ชูชื่อ ปีเตอร์ ชาน ซึ่งอำนวยการสร้าง เพราะชื่อของ ชานเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงหนังไทยจากผลงานการสร้างหนังไทยหรือหนังร่วมทุนไทยฮ่องกงหลายเรื่อง อย่าง จันดารา , The Eye คนเห็นผี , Three Extreme อารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาต ปีเตอร์ ชาน จึงเป็นเหมือน Jerry Bruckhimer ของเกาะฮ่องกง ที่แฟนหนังมักรู้ัจักมากกว่าัตัวผู้กำกับ

หนังเรื่องนี้เลือกที่จะเจาะเรื่องราวแคบไปที่เหตุการณ์ก่อนการมาถึงเกาะฮ่องกงของดร.ซุน ยัด เซ็น 4 วัน และเน้นเรื่องราวไปที่กลุ่มบุคคลที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องดร.ซุน และยอมเสียสละชีวิตตัวเองให้ภารกิจนี้สำเร็จ

หนังมีนักแสดงมีฝีมือร่วมแสดงมากมาย

ดอนนี่ เยน , หวังเสวี่ยฉี , เหลียงเจียฮุย , เซียะถิงฟง , ฟ่านปิงปิง , เจิ้นจื่อเหว่ย , หวังปั๋วเจี๋ย ,โจวหยัน , เม็งบาเทียร์ , เยิ่นต๊ะหัว , หูจุน , หลี่หมิง , จางเซี๊ยะโหย่ว , หลี่เจียซิน


และคว้ารางวัลสำคัญ ๆ ทั้งในและนอกประเทศมาครองได้หลายรางวัล โดยเฉพาะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมของ เซียะถิงฟง จากเวที Hongkong Film Awards

และไปได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมในบทของหวังเสวี่ยฉี และนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมของเซียะถิงฟง จากเวที Asian Film Awards มาอีกครั้ง

ซึ่งนี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้


การแสดงของนักแสดงในเรื่องทั้งหมดที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นหวังเสวี่ยฉี ในบทของคณบดี ที่ทำให้ผมนึกถึงตัวละครออสการ์ ชิลด์เล่อร์ในเรื่อง Shindler's List ขึ้นมาทันที

หลี่อิ้วถังเป็นมหาเศรษฐีที่มีจิตใจที่ดีงาม ใครไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกินมาขอพึ่งเขา เขายินดีช่วยเหลือหมด และเบื้องหลังเขาเป็นนายทุนผู้สนับสนุนการปฎิวัติ แต่ตัวเขาไม่ต้องการให้ตัวเองและครอบครัวเข้าไปพัวพันอย่างเต็มตัวกับการกระทำครั้งนี้ เพราะนั่นหมายถึงอันตรายแก่ชีวิตตัวเองและครอบครัว

ช่วงต้น ๆ เราอาจจะเห็นว่าเขาดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวนิด ๆ จากฉากปะทะคารมกับเฉินเสี่ยวไป๋ (เหลียง เจีย ฮุย) เพื่อนเก่า ผู้เป็นอาจารย์ผู้นำการปฏิวัติในจีน

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจปฏิเสธชะตากรรมบนเส้นทางที่เขาเลือกเดินได้


หวังเสวี่ยฉีให้การแสดงที่คู่ควรแก่รางวัล (น่าเสียดายที่พลาดรางวัลในบ้านเกิด) บทพ่อที่พยายามปกป้อง และกันให้ลูกชายคนเดียวของตัวเองออกห่างจากการปฏิวัติ แต่ตัวเองตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเต็มรูปแบบ ให้ความรู้สึกแก่คนดูได้ว่า เขาเป็นพ่อที่มีความเข้มงวดและก็มีความรักในตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวน หวังจะฟูมฟักให้เติบโตรับช่วงต่อจากเขา แต่ตัวเองก็ไม่อาจปฏิเสธในสำนึกที่มีต่อบ้านเกิดได้

ฉากที่เขาต้องขอร้องให้คนจำนวนมากช่วยปกป้องดร.ซุน ยัดเซ็น นั้นถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดี

เป็นชายที่ยืนอยู่บนจุดที่ยากลำบากในการตัดสินใจ ซึ่งหวังเสวี่ยฉีถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมสมราคา


อีกคนหนึ่งที่ทำให้หนังมีพลังมากขึ้นก็คงไม่พ้นเซียะถิงฟงในบทของชายลากรถผู้จงรักภักดี หนังให้ความสำคัญกับตัวละครตัวนี้พอสมควร จึงทำให้เห็นว่าเขามีฝัน มีความรักกับหญิงสาว และกำลังจะได้แต่งงานเมื่อเสร็จภารกิจนี้ในวันรุ่งขึ้น

ทำให้เรารู้สึกผูกพันและเอาใจช่วยกับตัวละครตัวนี้จนถึงช่วงสุดท้ายของหนัง


ในเรื่องตัวละครที่ถือว่าเป็นบทรับเชิญอาจนับได้สี่คน คือ จางเซี้ยะโหย่วที่รับบทหยางซุนหยู อาจารย์ผู้นำการปฏิวัติ ที่ปรากฏตัวตอนต้นเรื่อง และ หลี่เจียซิน อดีต miss Hongkong ในบทคนรักของคุณชายหลิว ทั้งสองคนนี้ไม่มีบทบาทอะไรมากนัก นอกจากฝ่ายหลังจะปรากฏตัวเพื่อให้เรื่องนี้มีอะไรสวย ๆ งาม ๆ บ้าง


สองคนที่มีบทมากหน่อย คนหนึ่งนั้นคือ เยิ่นต๊ะหัว ในบทนายพลฟาง อดีตผู้นำกองกำลังพันธมิตรแปดชาติ ที่หลบหนีมาอยู่ในเกาะฮ่องกง มีบทบาทช่วงต้นของเรื่อง มีบทให้แสดงอารมณ์อยู่นิดหน่อย แล้วก็ไป ทำให้ผมนึก Steven Siegal ที่โผล่มาในเรื่อง Executive Disicion ซึ่งให้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่ผมดูเรื่องนั้นเลย ว่า "อ้าว ไปซะแล้ว"


อีกคนที่มีบทมากกว่าซักหน่อย คงเป็นหลี่หมิง ในบทคุณชายหลิว ซึ่งสำหรับผมรู้สึกว่าผิดหวังกับการแสดงของหลี่หมิงและรูปลักษณ์ของเขาเป็นอย่างมาก ตอนแรก ๆ ที่ยังเป็นยาจกขอทานอยู่ยังพอโอเค แต่พอตอนท้ายที่สลัดคราบแล้วลุกขึ้นมาร่วมต่อสู้ ผมสงสัยว่าเขาไม่ถูกกับคนเขียนบทและคอสตูมหรืออย่างไร ทำไมถึงแกล้งกันอย่างนี้

อุตส่าห์หายไปนานกว่าจะโผล่ พอออกมา ปรากฏว่า อ๋อ ไปเสียเวลาไดร์ผมมานี่เอง แล้วหน้าตาก็มีบล็อกเดียวตลอดเวลา น่าเสียดายฝีมือ



สำหรับตัวละครของฟ่าน ปิงปิง ผมรู้สึกว่าแคสติ้งนักแสดงมาผิดคน คือเธอสวยแบบโดดออกจากตัวหนังเกินไป จนเกินกว่าจะเชื่อได้ว่่าครั้งหนึ่งเคยเป็นภรรยาของเสิ่น ถุงหยาง (ดอนนี่เยน) พระเอกของเรื่อง


สำหรับดอนนี่ เยน เอง ซึ่งเรื่องนี้อาจถือได้ว่าเป็นพระเอกของเรื่อง แต่กลับโดนรัศมีของเสวี่ยฉี และถิงฟงกลบไปจนหมด จะกลับมาฉายแววก็ช่วงท้าย ๆ ที่ได้โชว์ฝีไม้ลายมือนั่นแหละ


น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ตัดใจ สร้างเรื่องราวให้สมจริง และขึงขังให้มากกว่านี้ เพราะไอเดียการจับเอาตัวละครแตกต่างกัน 5 คนมารวมตัวกันเป็นบอดี้การ์ดจำเป็นเพื่อภารกิจสำคัญที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์นั้นเป็นไอเดียที่ดี และเล่นได้อีกเยอะ

แต่เหมือนหนังจะเสียดายความเป็นหนังแอคชั่นบู๊สไตล์หนังจีนกำลังภายใน ในเรื่องจึงมีการใส่ฉากต่อสู้ที่ต้องการจะตอบสนองคอหนังแนวนี้ไว้ ทำให้หนังมีความเป็นหนังมากเกินไป ประเภทตัวละครอึดตายยากอย่างไม่น่าเชื่อ แทงเท่าไหร่ก็ไม่ตายซักที หนึ่งคนสู้ได้เป็นสิบ ๆ คน ทำให้ความรู้สึกร่วมในการชมหนังเรื่องนี้ถูกลดทอนลงไป


อย่างไรก็ตามก็ถือว่า Bodyguards and Assassins หรือ 5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น เป็นหนังที่ดูเอาบันเทิงได้ดี และให้ความรู้และแง่คิดแก่เราได้

เป็นหนังจีนดี ๆ เรื่องหนึ่งในช่วงที่ตลาดหนังจีนฮ่องกงบ้านเราอยู่ในช่วงขาลง

ให้คะแนนความชอบ 6.5/10 ครับ




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2553 17:46:44 น.
Counter : 2008 Pageviews.  

Taken สู้ไม่รู้จักตาย : เทียบชั้น Die Hard , Lethal Weapon และ Bourne ในเวอร์ชั่นสู้เพื่อลูก



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

Taken (ซึ่งไม่ใช่ Taken เดียวกับของสปีลเบิร์ก) ผลงานการร่วมมือกันระหว่างผู้กำกับ Pierre Morel และผู้เขียนบท Luc Besson และ Robert Mark Kamen ทำให้เกิดผลงานภาพยนตร์แนวแอคชั่น ระห่ำเดือด และให้ระดับความมันส์แบบนันสต๊อป หรือที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า สุดตรีน (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ เพื่อให้เห็นภาพพจน์ยิ่งขึ้น)

ถ้าเป็นคอหนังรุ่นเก่าหน่อย ถามว่าหนังแนวนี้ที่คนยกให้ขึ้นหิ้งก็คงไม่พ้นอย่าง Die Hard หรือ Lethal Weapon มาในยุคนี้เรื่องแรกที่คนดูนึกถึงอาจจะเป็นซีรี่ย์ไตรภาคของ the Bourne Identity แต่เชื่อแน่ว่าทุกคนเมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ คงต้องยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนัง "มันส์" ในรอบปี อย่างเป็นเอกฉันท์ได้ไม่ยาก


Taken เล่าเรื่องราวของพระเอกรุ่นพ่อของเรา Bryan Mills (Liam Neeson หลายคนคงรู้จักเขาจากบทอาจารย์ของสองตัวละครชื่อดัง อย่าง โอบีวัน เคนโนบี และ บรู๊ซ เวนย์ แต่ผมจำเขาได้ดีติดตา จากบทออสการ์ ชิลด์เลอร์)ซึ่งประกอบอาชีพเป็นบอดี้การ์ดรับจ้างให้กับดารา นักร้องและคนมีชื่อเสียงต่าง ๆ เขาเป็นคุณพ่อ ที่ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เนื่องจากงานที่ทำ ทำให้ต้องเดินทางเป็นประจำ ภรรยาจึงไปแต่งงานใหม่กับมหาเศรษฐี ทำให้นาน ๆ ครั้งเขาจึงจะได้มีโอกาสพบหน้า Kim (Maggie Grace ที่หลายคนคงคุ้นหน้าดีจากบท Shannon ในเรื่อง Lost)

ต่อเมื่อ Kim อยากจะไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่ปารีส พระเอกของเราจึงจำยอมต้องอนุญาต แม้จะเป็นห่วงลูกก็ตาม แต่กลายเป็นว่าการเดินทางไปเที่ยวครั้งนี้ก็เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อลูกสาวสุดที่รักของเขากลับถูกแก๊งค์มิจฉาชีพจับตัวไป และอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย ถ้าเขาไม่สามารถตามพบได้ภายในเวลาที่ถูกจำกัดไว้

นี่เป็นพล็อตเรื่องง่าย ๆ แต่กลายเป็นที่มาของหนังแอคชั่นสร้างสถานการณ์ให้พระเอกของเราต้องลุยเดี่ยว ทั้งตามสืบและบู๊ล้างผลาญไปพร้อมกัน โดยมีชีวิตของลูกสาวเละเงื่อนเวลาเป็นตัวกำหนด





ช่วงเวลาแรกประมาณ 20 นาทีแรกของหนัง ใช้ไปกับการปูพื้นฐานของตัวละครและความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เราจะได้เห็นแบ็คกราวน์เรื่องอาชีพ คอนเนคชั่นของเขา และความสามารถส่วนตัวของพระเอก และสิ่งที่สำคัญคือหนังทำให้เราเห็นว่าเขาเป็นพ่อที่รักและห่วงใยลูกมากขนาดไหน

ปกติแล้วหนังแนวนี้ หลายเรื่องมักไม่สนใจหรือเสียเวลากับการปูพื้นฐานเรื่องราวเหล่านี้ หรือถ้าจะทำ ก็กลายเป็นว่าช่วงเวลาเริ่มต้นของหนังเป็นความน่าเบื่อ ที่ผู้ชมต้องอดทนรอคอยว่าเมื่อไหร่จะเข้าเรื่องและถึงฉากแอคชั่นซะที

แต่กับ Taken บทภาพยนตร์และการกำกับทำให้ช่วงเริ่มเรื่องนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับเราเลย หนำซ้ำยิ่งทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งใจไปกับความรักของพ่อที่มีให้ลูกสาวของตัวเองด้วยซ้ำ




Mills เป็นผู้ชายที่ทุ่มเทให้กับงานจนทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก สิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุขคือลูกสาววัยรุ่นของเขา ซึ่งหนังไม่ละเลยเรื่องนี้ มีการนำเสนอเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่คนเป็นพ่อตั้งใจทำให้กับความฝันของลูก

แต่ด้วยอาชีพที่พระเอกทำ ทำให้เขาเป็นคนรอบคอบ ระแวดระวังตลอดเวลา เมื่อลูกสาวเขาขออนุญาตไปเที่ยวต่างประเทศ ทำให้เขาไม่อยากจะอนุญาต แต่ด้วยคำเกลี้ยกล่อมของ Lenore อดีตภรรยา (Famke Janssen)ทำให้เขาต้องยอมอนุญาต

หนังทำให้เห็นถึงความฉลาดเฉลียวของพระเอก ยามที่เขาต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็ยังมีสติอยู่อย่างครบถ้วน และตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ด้วยทางเลือกที่ดีที่สุด และที่สำคัญรวดเร็ว

ตอนที่พระเอกคุยโทรศัพท์กับผู้ร้าย หลายคนอาจจะเข้าใจไปก่อนว่าเป็นการขู่ให้ผู้ร้ายกลัว แต่หลังจากนั้นเราจะพบความจริงว่า เขาทำได้ตามนั้นจริง ๆ


จุดเด่นของหนังคือการสร้างเบาะแสให้พระเอกสามารถตามรอยได้ โดยใช้ไหวพริบ ปฏิภาณ สติสัมปชัญญะ ประสบการณ์และทักษะที่พระเอกมีในการแกะรอย ทั้งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่ายดายได้

นอกจากนี้หนังยังเอาใจคอแอคชั่นด้วยฉากการต่อสู้แบบศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัว แบบที่เราจะได้เห็นในหนังของสตีเว่น ซีกัลเป็นประจำ แต่ในเรื่องนี้ดิบ เถื่อน และดูจริงกว่า

ฉากการไล่ล่าด้วยรถ ฉากยิงปืนต่อสู้ และหนังก็ไม่ลังเลที่จะให้ตัวพระเอกทำให้สิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ตามหาลูกสาวเจอ จึงเป็นที่มาของฉากที่พระเอกแสดงความโหด และใจเด็ด โดยไม่รีรอและลังเลแต่อย่างใด

ซึ่งสะใจและถูกใจผู้ชมเป็นอย่างมาก


Liam Neeson รับบทแอคชั่นเต็มตัวเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวละครของเขามีมิติ ยามที่เป็นพ่อ ก็ทำให้คนดูอย่างเราซาบซึ้ง ประทับใจ และสงสาร เห็นใจไปกับการแสดงออกทางใบหน้าหรือแววตายามที่เขาผิดหวังได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อยามต้องสวมบทโหด คนดูก็เชื่ออย่างไม่สงสัย ว่าคนแบบเขานี่แหละถึงจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้



Maggie Grace ซึ่งในขณะแสดงนั้นอายุ 24-25 แล้ว แต่ก็มารับบทเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี ได้อย่างไม่เคอะเขิน เธอแสดงเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่อยู่ในวัยที่อยากเที่ยวเล่น ทำตามใจตัวเอง แต่ก็เป็นวัยที่สดใส น่าทะนุถนอม ซึ่งไม่แปลกแต่อย่างใดที่คนเป็นพ่อจะห่วงลูกสาวอย่างเธอมากขนาดนั้น ฉากดีใจที่พ่ออนุญาต และฉากที่อยู่ในความหวาดกลัวตอนที่ผู้ร้ายบุกเข้ามา ก็แสดงออกได้อย่างถึงอารมณ์ ทำให้คนดูยิ้มได้ และเอาใจช่วยได้เช่นกัน


งานโปรดักชั่นของหนังก็ทำออกมาได้ดี ถึงตามมาตรฐาน ทั้งการออกแบบฉากแอคชั่น ฉากต่อสู้ แม้ไม่ใช่งานที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ก็ตาม แต่ผู้สร้างก็รู้ใจคนดูเป็นอย่างดี ว่าต้องการอะไร

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่หนังเรื่องนี้ไม่มี ซึ่งจะว่าขาดหายไปก็ไม่ได้ เพราะผู้สร้างเจตนาจะทำให้หนังเดินหน้าไปในทิศทางนี้ สิ่งนั้นก็คือ มุกตลกและเสียงหัวเราะนั่นเอง

แต่สิ่งที่คนดูจะได้รับ คือการเดินเรื่องที่รวดเร็ว ความระทึกใจ เอาใจช่วย และความมันส์แบบนันสต๊อปตั้งแต่ต้นจนจบ

หนังมันส์แห่งปี ที่ยกขึ้นหิ้งและติดอันดับหนังยอดเยี่ยมในใจหลายคนได้ไม่ยาก

ผมให้ 9/10 คะแนนเลยครับ




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 7 มิถุนายน 2553 23:54:59 น.
Counter : 1710 Pageviews.  


Valentine's Month


 
born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.