Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

32 ธันวา หนังฮา ขายคำคมโดนใจ แต่ยังผสมได้ไม่ลงตัว



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

ช่วงนี้ภาวะบ้านเมืองตึงเครียด หนังตลกอาจเป็นทางออกของบ้านเมืองได้ทางหนึ่ง

แต่ถ้าดูแล้วยังไม่เจอทางออก ก็ต้องรบกวนให้ออกทางเข้าแล้วกันนะครับ

(ขออนุญาติเล่นมุกตลกคาเฟ่ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหนังตลกหน่อยนะครับ...พิมพ์เอง แป้กเอง)

32 ธันวา เป็นหนังที่ผมหยิบมาดู ช่วงเวลานี้

ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับ ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ผู้เคยสร้างผลงานหนังตลกต้นตระกูลส่ายหน้ามา ตั้งแต่ พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า - แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า - โปงลางสะดิ้งรำซิ่งส่ายหน้า - โหดหน้าเหี่ยว จนมาเรื่องนี้ที่ขยับขยายมาอยู่ค่ายหนังน้องใหม่อย่าง "M๓๙"

หนังเล่าเรื่องราวของ โน้ต (แดน วรเวช ดานุวงศ์) ผู้มีปัญหามีความทรงจำบางอย่างติดค้างอยู่ในหัว นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก อันเนื่องจากการกระทบกระเทือนทางศรีษะจากการเล่นกีฬา ทำให้่เขาต้องปรึกษาแพทย์ นั่นทำให้เขาได้เจอกับ โจ (โหน่ง ชะชะช่า ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข) ที่มาพบหมอเพื่อบำบัดอาการจิตตกอันเนื่องจากประสบการณ์ฝังใจในอดีต ทำให้เขาขาดเพื่อน แล้วสุดท้ายก็มีเหตุทำให้ทั้งสองมาเป็นเพื่อนกันโดยบังเอิญ



เรื่องราวของหนังดำเนินไป โดยมีโน้ตเ็ป็นศูนย์กลางของเรื่อง เขาพยายามตามหาให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาลืมไป โดยได้โจเพื่อนใหม่นิสัยแปลก ที่ชอบจดโน้ตคำพูดโดน ๆ ที่เขาได้ยิน (ไปเพื่ออะไร ไม่อาจทราบได้) ช่วยไขคำตอบให้

จากการช่วยเหลือของโจ ทำให้โน้ตพอจะรู้ว่าสิ่งที่เขาลืมไปนั่นคือ "ลืมว่าตัวเองรักใครกันแน่" จึงเกิดเป็นปฏิบัติการตามหาคำตอบของหัวใจกัน โดยมีแคนดิเดตอยู่่ 2 คน จากจำนวนหลาย ๆ คนที่โน้ตไปเจ๊าะแจ๊ะเอาไว้

หนึ่งคนคือ อั้ม (ปาย ศิตางค์ ปุณภพ) สาวชาวเหนือ ที่ชอบโทรมาปรึกษาเรื่องแฟนกับโน้ตบ่อย ๆ อีกคนคือ นุ่น (ยิปโซ รมิตา มหาพฤกษพงศ์) แฟนสาวคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นน้องสาวของ หนุ่ม เพื่อนสนิทของโน้ต

และตัวหนุ่มเอง ก็เป็นคู่หมั้นคู่หมายกับ เมย์ (สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข) ซึ่งเป็นน้องสาวต่างพ่อคนละแม่กับโน้ต

นี่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของวัยรุ่นหนุ่มสาว กับการให้นิยามของความรักที่ต่างแง่มุมกัน



สำหรับผลงานเรื่องที่ 5 ของผู้ำกำกับรายนี้ ถ้าจะให้ผมพูดแล้ว 4 เรื่องก่อนหน้านี้ หากเอาดัชนีการประสบความสำเร็จทางด้านเสียงหััวเราะที่เราได้รับเมื่อชมหนังแล้วเอาไปพล็อตเป็นกราฟออกมา คงจะได้กราฟออกมาหน้าตาคล้าย ๆ กราฟ sin (อ่านว่าซาย) คือมีขึ้นแล้วก็ลงแล้วก็ขึ้น

เริ่มต้นที่พยัคฆ์ร้ายฯ ที่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้พอสมควร แต่เนื้อหาย่ำแย่มาก พอต่อมา แสบสนิทฯ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้ และคำชมในด้านพัฒนาการ และความฮาที่มาแบบเต็มสตรีม เรีัยกว่าเป็นหนังตลกสไตล์มุกตลกคาเฟ่ที่ตลกที่สุดได้ไม่ยาก

แต่หนังก็หนีไม่พ้นที่จะถูกวิจารณ์ถึงในแง่ลบที่เล่นมุกคำด่าหยาบคายกระจายเต็มเรื่องไปหมด

จนต่อมาที่ โปงลางสะดิ้ง ฯ หนังกลับลดตัวเองลงไปเป็นหนังมุกตลกฉากต่อฉากแบบพยัคฆ์ร้าย แถมหนำซ้ำไม่ค่อยตลกอีกต่างหาก เหมือนถอยหลังเข้าคลอง แล้วก็มาแก้ตัวได้จากโหดหน้าเหี่ยว ที่ได้ จ๋า กลับมารับบทนำที่เคยทำได้ดีในเรื่องแสบสนิท แม้เรื่องนี้จะไม่พีคเท่าแสบสนิทฯ ก็ตาม

จนมาเรื่องนี้ 32 ธันวา ที่ผมไม่เอาเรื่องนี้มาพล็อตกราฟรวมกันกับ 4 เรื่องนั้น นั่นก็เพราะว่าหนังเลือกที่จะมาในแนวทางที่ต่างออกไปจากเรื่องก่อน ๆ หน้านั้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเหตุผลหนึ่งในนั้นมาจากการเปลี่ยนมาร่วมงานกับค่ายใหม่ด้วยหรือเปล่า หรือเป็นความต้องการของผู้กำกับเอง ที่อยากจะใส่อะไรให้กับหนังมากขึ้น เอาใจวัยทีนเอจมากขึ้น และลดการนำมุกหยาบคายมาใช้ลงหรือเปล่า

จริง ๆ แล้ว 32 ธันวาเป็นเรื่องราวที่มีหัวใจหลักอยู่ 2 อย่าง คือ การตามหาคำตอบหัวใจของตัวพระเอก และการเติมเต็มชีิวิตของกันและกันระหว่างพระเอกคือโน้ต และ เพื่อนพระเอกคือ โจ



แต่ปัญหาของเรื่องนี้คือการที่หนังไม่สามารถ ผสมผสานเรื่องราวแนวความรักของวัยรุ่นที่หาคำตอบให้กับหัวใจและมุกตลกที่มาจากการปล่อยมุกของตัวละครหลักในเรื่องทั้งหลาย ทั้งมุกคำพูด และมุกสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ลงตัวได้ หนังจึงเหมือนเป็นงานลองของ เปลี่ยนแนวของผู้กำกับ ที่ยังอยู่ในช่วงลองจับนั่นจับนี่มาใส่ในหนังเพื่อให้รสชาติออกมากลมกล่อม แต่กลายเป็นดูประดักประเดิด การดำเนินเรื่องที่ไม่ไหลรื่นเท่าที่ควร

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วสัมผัสได้ว่าผู้กำกับมีความตั้งใจ พยายามจะใส่ประเด็นเนื้อหา สาระให้กับเรื่องราวที่ตัวเองต้องการจะเล่า ผ่านคำคมต่าง ๆ ที่หนังระดมใส่เข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินผ่าน Teaser และ Trailer ของหนังที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้ความรู้สึกเมื่อได้ดูหนังจริง ๆ ขาดความสดไปบ้าง เพราะได้ยินคำพูดเหล่านั้นผ่านหูมาแล้ว

แต่ในแง่ดี หนังก็ทำให้ผู้ชมวัยรุ่นหลาย ๆ คน (แต่ไม่ใช่จขบ.) รู้สึกว่าโดนใจกับถ้อยคำคม ๆ เหล่านั้นตลอดทั้งเรื่อง แต่สิ่งนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะกลายเป็นว่าหนังไม่มีประเด็นหลักที่หนังต้องการนำเสนอ แต่กลับมีปรัชญาชีวิตที่สะท้อนผ่านคำพูดของตัวละครกระจายอยู่เต็มตลอดทั้งเรื่อง เหมือนการฉีดน้ำแบบกระัจายใส่ขวดหลายใบ แทนที่จะกรอกลงทีละขวด เพราะเมื่อคำคมที่ต้องการจะนำเสนอในเรื่องมีหลายอย่าง เลยกลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ต้องเขียนบทมาเพื่อรองรับคำคมนั้น แทนที่จะให้เรื่องราวดำเิินินไปตามเรื่องราวที่ควรจะเป็นไป

ซึ่งก็เลยแทบไม่แตกต่างจากหนังเรื่องก่อน ๆ หน้านี้ของคุณยอร์ชที่เขียนบทหนัง สร้างสถานการณ์เพื่อรองรับมุกนั่นเอง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากมุกมาเป็นคำคมแทน



ยิ่งกว่านั้นความที่หนังนำเสนอตัวเองในการเป็นหนังตลกขายมุกคาเฟ่ จึงดูเหมือนกับอารมณ์รักพี่เสียดายน้อง คำคมก็อยากจะใส่ มุกตลกก็อยากจะใส่ จึงเป็นที่มาของการดำเนินเรื่องที่ขาดอารมณ์ต่อเนื่อง และไม่สามารถพาคนดูให้มีอารมณ์ร่วมกับหนังในประเด็นหลักของเรื่องราวอย่างที่กล่าวข้างต้นได้ (ประเ็ด็นตามหาหัวใจและเติมเต็มกันและกัน)

การที่หนังต้องใช้เวลาไปกับคำคมและมุก ทำให้เหลือเวลาเพียงน้อยนิดที่จะนำมาให้กับการใส่รายละเอียดคาแรกเตอร์และการโฟกัสที่อารมณ์ที่ซับซ้อนของตัวละครสำคัญหลักของเรื่อง 2 คน จนเมื่อหนังเดินมาถึงจุดจบ คนดูอย่า่งเรา หรืออย่างผม จึงไม่มีความรู้สึกร่วมแต่อย่างใดกับการค้นพบคำตอบของหัวใจของตัวเองของตัวละครในเรื่อง

จริง ๆ แล้วการแสดงของคุณแดนในเรื่องแสบสนิทนั้น ทำให้เห็นว่าเป็นนักแสดงที่แสดงหนังได้เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบทขี้แพ้ที่ต้องการกำลังใจ เพื่อจะฮึดสู้ แต่กับเรื่องนี้ บทของพระเอกที่ควรจะเป็นผู้ชายมีสเน่ห์ แต่ไม่รู้หัวใจตัวเอง ทำให้เจ้าชู้ไปวัน ๆ ผมกลับรู้สึกว่าคุณแดนไม่สามารถทำให้ผมเชื่อได้ว่ากำลังเป็นตัวละครตัวนี้อยู่จริง ๆ

อาจเป็นได้สองอย่าง ไม่คุณแดนตีบทนี้ไม่แตก (ติดแคแรคเตอร์เดิม) ก็ผู้กำกับไม่สามารถดึงศักยภาพการแสดงออกมาให้สมบทบาทได้ (แต่บทก็มีส่วนด้วย ในการเขียนการกระทำของตัวละครให้ย้อนแย้งกับบุคลิกลักษณะออกมา)



การแสดงของคุณสายป่านถือว่าสอบผ่าน และถือว่าเป็นนักแสดงที่แสดงได้ดีและเป็นธรรมชาติใช้ได้ แต่ปัญหาคือการแสดงรับส่งบทบาทกันกับคุณแดนไม่เข้าคู่กัน เป็นเคมีที่ยังไม่ลงตัว จนอดเทียบไม่ได้กับการแสดงของคุณแดนและคุณจ๋าในเรื่องแสบสนิทไม่ได้ ซึ่งนั่นเป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนั้น



คุณโหน่ง รับบทเรื่องนี้ในฐานะผู้ช่วยพระเอก มีหน้าที่ช่วยให้พระเอกบรรลุเป้าหมาย ในทางเดียวกันตัวเองก็ต้องการได้รับความเป็นเพื่อนจากตัวพระเอกด้วยเช่นกัน

อย่างที่ว่าน่าเสียดายที่หนังไม่มีเวลามากพอที่จะให้กับการโฟกัสไปที่แคแรคเตอร์ ทำให้ตัวละครของคุณโหน่งเหมือนกระดาษบาง ๆ ที่ขาดความหนา ลอยเคว้งคว้างอยู่ในหนัง ทั้ง ๆ ที่ซีนสุดท้ายตอนที่พระเอกตอบโจทย์ชีวิตให้กับเขานั้น คุณโหน่งถือว่าแสดงได้ดีทีเดียว


ทำให้เห็นได้ว่าตลกเมืองไทยนั้นเล่นหนังได้ดีไม่แพ้นักแสดงอาชีีพเลยทีเดียว เพียงแต่ต้องการบทหนังที่ช่วยส่งเ้ท่านั้นเอง (ตรงนี้ผมอยากให้ดู Jack Nicholson เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เล่นบทตลกให้ดราม่าได้)

นักแสดงท่านอื่น ๆ ถือว่าเป็นองค์ประกอบของเรื่อง บางคนอาจดูใหม่สำหรับเวทีนี้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ถือว่าเสมอตัว แต่กับน้องยิบโซ ผมว่าเธอเหมาะมากในการเล่นบทแอ๊บแบ๊วในเรื่องนี้ และแสดงได้ลื่นไหลเป็นธรรมชาติใช้ได้



ดาราตลกท่านอื่น ๆ ที่ในผลงานที่ผ่าน ๆ มาของผู้ำกำกับท่านนี้ ส่วนใหญ่จะมีบทบาทสำคัญ แต่งานนี้ขอปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญ เพื่อมาปล่อยมุกแย่งซีนในแต่ละฉาก ซึ่งคุณจาตุรงค์กับคุณโก๊ะตี๋ ต่างก็มีช่วงเวลาที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้จากฉากของตนเอง

จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้ย่ำแย่แต่อย่างใด ในทางกลับกัน ให้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกับเราได้เรื่อย ๆ และที่สำคัญหนังถูกลดทอนการใช้มุกคำพูดหยาบคาย ประเภทคำด่าจากศูนย์รักษาพันธ์สัตว์ป่าออกไปมาก จนหนังเกือบจะเป็นหนังตลกสะอาดได้ไม่ยาก ถ้าตัดเรื่องขี้กับตดออกไปอีกซักสองอย่าง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่น่าชื่นชมของผู้กำกับท่านนี้ ที่ตั้งใจทำงานอย่างสร้างสรรค์

และก็สัมผัสได้ถึงเจตนาว่าผู้้กำกับใส่ใจที่จะใส่เนื้อหาให้กับหนัง

แต่กับประเด็นที่โปรยไว้บนโปสเตอร์นั้นที่ว่า "รักคนที่ดีพอ หรือคนที่พอดี" นั้น สุดท้ายหนังกลับไม่สามารถเคลียร์ประเด็นให้กระจ่าง และชัดเจนได้ดีพอ เมื่อเราดูจบแม้หนังจะตอบคำถามให้เราด้วยถ้อยคำ แต่เราก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ด้วยตัวเอง ว่าตกลงแล้วยังไง (เพราะพระเอกก็ไม่ได้หลงผิด ทุ่มเทความรักให้กับคนที่ "ดีพอ" จนมองข้ามคนที่ "พอดี" แต่อย่างใด)

โดยรวมแล้วปัญหาสำคัญของหนังเรื่องนี้ คือการรักพี่เสียดายน้องเนี่ยแหละ



ถ้าผลงานคราวหน้า ผู้กำกับจะกล้า ๆ เลือกแนวทางของตัวเองให้ชัดเจน และตัดใจกับบางมุก บางถ้อยคำลงไปบ้าง แล้วหันมาให้เวลากับการโฟกัสที่คาแรคเตอร์มากกว่านี้ อาจจะทำให้เกิดหนัง feel good ที่รวมดาวตลกเมืองไทยแห่งยุคไว้ในเรื่องได้ไม่ยาก

ไว้่จะรอดูครับ

ผมให้คะแนน 6/10 คะแนนครับ


ป.ล. หนังเรื่องนี้ตัวละครหลักเป็นชื่อคนดังในแวดวงบันเทิงแทบทั้งนั้น อั้ม , โน้ต , ต็อด , นุ่น , หนุ่ม , เมย์





 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2553 0:27:17 น.
Counter : 2231 Pageviews.  


born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.