Movie & Fiction บล็อกนี้คนรักหนังและอ่านนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 

หนีตามกาลิเลโอ : ดูสบาย ได้รอยยิ้ม แต่ (อุตส่าห์) หนีไปไกล น่าจะได้อะไรมากกว่านี้


รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

คนหนึ่งหนีเรียน อีกคนหนึ่งหนีรัก

Dear Galileo หรือ หนีตามกาลิเลโอ ผลงานเดี่ยวเรื่องที่สองของผู้กำกับ Season change คุณต้น นิธิวัฒน์ ธราธร

หนังเล่าเรื่องราวของเพื่อนรักสองคนที่ต่างผิดหวังในชีิวิตคนละแบบ

เชอรี่ (รับบทโดยคุณต่าย ชุติมา) ผิดหวังกับผลการเรียน และอยู่ในระหว่างถูกพักการเรียน ส่วนนุ่น (รับบทโดยคุณเต้ย จรินทร) ผิดหวังจากความรัก ทั้งสองจึงชวนกันไปหางานทำที่อังกฤษด้วยกัน และถือโอกาสนี้ท่องเที่ยวและใช้ชีวิตในต่างแดนไปในตัว

จึงเป็นที่มาของหนังขายโลเกชั่นสวยงามและบรรยากาศสบายของเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรป เช่น ลอนดอน ปารีส เวนิส ปิซ่า เป็นต้น

แต่อย่างที่บอกในหัวข้อเรื่อง หนังให้บรรยากาศสบาย ๆ ที่หลายคนอาจจะรู้สึกสนุกไปกับเรื่องราวและบรรยากาศโดยไม่คิดมาก แต่อีกหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมมันเบาอย่างนี้

ดังนั้น ผมจะขอสรุปข้อดีของหนังจากความเห็นและความรู้สึกของผมก่อนแล้วกัน

1) ภาพสวย วิวสวย ดูแล้วสบายตา เห็นแล้วอยากไปเที่ยวให้สบายใจ (อันนี้แน่นอนเป็นเอกฉันท์)
2) นางเอกทั้งสองเล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดี ทั้งน่ารักสดใส และที่สำคัญไม่จงใจ
3) หนังให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่เรา แม้จะไม่ตอบโจทย์ที่หนังตั้งเอาไว้ก็ตาม



ขอพูดถึงการแสดงของนักแสดงหลักทั้งสามคนก่อนว่ากันที่จุดด้อยและภาพรวมนะครับ

ตัวละครของเชอรี่นั้น เป็นเด็กวัยรุ่นที่มีความมั่นใจในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเองสูง บางครั้งก็สูงจนทำอะไรแหกกฏ ถ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดก็จะไม่ยอมรับ ยอมหักไม่ยอมงอ จนเป็นที่มาของเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดในเรื่อง

คุณต่าย ให้การแสดงที่เหมือนแสดงเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความที่มีบุคลิกติดตัวแบบนั้นอยู่แล้ว ในเรื่องเธอดูเป็นคนดื้อดึง ยอมรับอะไรได้ยากและหัวแข็ง แต่ในอีกทางก็รักและห่วงใยเพื่อนเป็นอย่างมาก

บทภาพยนตร์เปิดโอกาสให้คุณต่ายได้แสดงออกถึงฝีไม้ลายมือในซีนที่เรียกอารมณ์คนดูหลาย ๆ ซีน โดยเฉพาะฉากโทรศัพท์กลับบ้าน กับฉากถ่ายวิดีโอตอนท้ายของเรื่อง

เสียแต่ว่าการปูพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างเชอรี่และพ่อนั้นยังไม่สามารถทำให้เรารู้สึกร่วมกับความผูกพันของทั้งสองได้มากพอ และบทสรุปของเรื่องราวก็มาถึงกระทันหันและรู็สึกว่าเบาเกินกว่าที่เราจะรู้สึกอินกับการแสดงออกของตัวละคร

โดยสรุปแล้วถือว่าคุณต่ายให้การแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ เป็นพัฒนาการที่ดีที่น่าจับตามอง แม้ผมจะรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็โอเค ถือว่าน่าพอใจ

(แต่ความรู้สึกของผม ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทควา่มเก่าเรื่อง "ความจำสั้น ฯ" นั้น ถ้าให้ผมเลือกระหว่้างคุณต่ายกับคุณญารินดา ผมให้คะแนนฝ่ายหลังมากกว่า และคิดว่าเธอน่าจะมีชื่อเข้าชิงรางวัลแทน)



ตัวละครของคุณเต้ย เป็นตัวละครที่มีหลายอย่างที่ตรงข้ามกับเชอรี่

นุ่นเป็นเด็กสาวที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงในกรอบ (แต่เชอรี่ พ่อตามใจ ไม่บังคับไม่กะเกณฑ์อะไร ซักผ้า ล้างจานให้ลูก จนกลายเป็นสร้างนิสัยไม่ดีให้กับเชอรี่ไปโดยไม่รู้ตัว) แม้อยู่ในวัยเรียนจบแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ห่างสายตา (อันนี้หลายคนบอกว่าก็น่ารักซะขนาดนั้น) แต่สุดท้ายเธอก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติ ขัดใจพ่อแม่จนได้

การที่บทไม่ได้เรียกร้องการแสดงดราม่าขั้นเทพอะไรจากตัวละครตัวนี้ กลายเป็นข้อดี ทำให้ทุกครั้งที่คุณเต้ยขึ้นจอนั้น เธอแทบไม่ต้องแสดงอะไรมากมาย นอกจากใส่ความใสซื่อ น่ารักให้กับตัวละคร การพูดจาที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบนัสอย่างดีให้กับหนัง และอาจจะสำหรับคนดูผู้ชายอีกกลุ่มใหญ่



สำหรับบทของคุณเร แม็คโดนัลด์นั้น ผมว่าไม่มีใครเหมาะจะแสดงบทนี้เท่าคุณเรอีกแล้ว ใครจะพูดคำว่า "ใช้ชีวิต" กับ "ได้ตก" ได้เท่ห์ มีความหมาย แต่ไม่ชวนเลี่ยน หรือดูจงใจได้เท่านี้

เพราะถ้าเชอรี่คือพวกหัวขบถ ดื้อดึง ขวางโลก ส่วนนุ่นเป็นคนที่ขาดจุดยืน อ่อนต่อโลก หัวอ่อน ยอมตามเพื่อน ตั้ม (หรือสิทธิ) ก็คือตัวละครที่เปรียบเหมือนคนที่เห็นโลกมามาก และได้มองโลกในมุมมองที่เข้าใจ แต่ไม่ใช่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะมาสอนปรััชญาชีิวิตแก่เด็กดื้อรั้ันคนหนึ่งและหัวอ่อนคนหนึ่ง เขาแค่มองโลกอย่างตรงไปตรงมา และพูดมาออกมาตรง ๆ เท่านั้นเอง

ซึ่งคุณเรมีแคแรคเตอร์แบบนั้นติดตัวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

สิ่งที่ดูขัดใจอยู่บ้างในหนังเรื่องนี้คือ ความสมเหตุสมผล การหาทางออกที่ง่ายไปหน่อยให้กับตัวละคร เช่น
การเดินทางข้ามประเทศ เหมือนนักท่องเที่ยวที่มีเงินทองอย่างเหลือเฟือ
การหางานทำในร้านอาหารที่ดูเหมือนได้มาอย่างง่ายดาย (ถ้าใครมีประสบการณ์ น่าจะรู้ดี)
การให้นางเอกประสบความสำเร็จ แบบที่รู้สึุกว่า ง่ายไปไหม
และโดยเฉพาะฉากจบตอนท้ายที่ขาดความสมเหตุสมผลอย่างไม่น่าให้อภัย ว่าทำไมไม่มารับด้วยกัน ต้องยืนแยกกันทำไม


แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อบกพร่องของหนังเรื่องนี้มากที่สุด คือหนังไม่ตอบโจทย์ความเป็น Road movie ซึ่งนั้นคือแนวทางที่หนังเลือกจะนำเสนอ

หนังอาจจะะนำเสนอเรื่องราวที่ดูเหมือนเบาบางอยูบ้าง จนคนดูส่วนหนึ่งรู้สึกว่าหนังทั้งเรื่องกลวง นั่นก็เข้าใจได้ เพราะสไตล์ของหนังแนวนี้ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ทำออกมาแบบดราม่าหนักอึ้งอย่าง The Road , The Book of Eli ก็จะมาแบบสบาย ๆ อย่าง Sideway หรือ Little miss sunshine

แต่หนังแนวนี้มักนำเสนอตัวละครที่ได้เรียนรู้ชีวิตของตัวเองบางอย่างจากการเดินทาง ซึ่งในเรื่องนั้นนุ่นผิดหวังในความรักเพราะลักษณะนิสัยบางอย่าง ส่วนเชอรี่ถูกพักการเรียนเพราะนิสัยส่วนตัวบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกเลยว่าทั้งสองคนได้เรียนรู้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้ในประเด็นที่หนังวางเอาไว้

หนังกลับหาทางออกให้กับทั้งสองในทิศทางที่ต่า่งออกไป ไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นพัฒนาการของตัวละครในประเด็นที่เรื่องผูกไว้ในตอนต้น

ซึ่งถือว่าน่าเสียดายและผมรู้สึกว่าเป็นข้อบกพร่องหลักของหนัง

แ่ต่ความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ คือ หนังทำให้เราดูสนุกได้ แม้จะไม่มีเนื้อหาที่หนักแน่น


ถ้าจะมีอะไรอยู่บ้างก็คือ 3 ฉากสั้น ๆ ในเรื่องของตั้ม คือฉากอธิบายเรื่องที่อยู่ของพวกเขา ฉากตกปลา และฉากเข็นจักรยานคุยกับนุ่น ซึ่งทำให้คนดูอย่างเรา ๆ ได้เก็บอะไรจากหนังกลับไปบ้างมากกว่าเนื้อหาของหนังที่เหลือทั้งหมดใน 3 ประเทศซะัอีก

หนีตามกาลิเลโอ จึงเป็นหนังที่อุตส่าห์ไปซะไกล กลับให้น้อย แต่ก็มีรอยยิ้ม ดูจบสบายใจ
เป็นหนังผ่านมาตรฐาน แต่ยังไม่ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ของ GTH

ให้คะแนน 6.5/10 ครับ

(หลายท่านอาจจะบอกว่า ทำไมเจ้าของบล็อกโลเลอย่างนี้ 555 ตกลงหนังดี ไม่ดี ก็ขอแทงกั๊กไว้ตรงนี้แล้วกัน และคิดว่าหัวข้อบทความอธิบายความรู้สึกอยู่แล้ว ขอบคุณที่ติดตา่มครับ)





 

Create Date : 30 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:14:44 น.
Counter : 1262 Pageviews.  

October Sonata รักที่รอคอย : หนังคุณภาพ คนที่อินย่อมซาบซึ้ง แต่อาจไม่ถึงในบางประเด็น



รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ

น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ทำรายได้ไปน้อยนิดตอนฉายในโรง รู้สึกจะไม่เกิน 10 ล้าน
น่าเสียดายที่คนดูหนังไทยหลายคน อยากให้วงการหนังไทยผลิตหนังดี มีบทที่แข็งแรงออกมา แต่พอถึงเวลานั้นหนังที่ทำรายได้ก็ยังเป็นหนังตลก ที่เน้นมุกหยาบคายอยู่ดี

ผมไม่ได้่ต่อต้านหนังตลกแต่อย่างใด เพียงแต่เสียดายแทนหนังน้ำดีที่ถูกมองข้าม (ตัวผมก็ไม่ได้ไปดูในโรงเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยมีเวลา ช่วงหลัง ๆ มาก็ไม่ได้ไปดูหนังโรงนานแล้วเหมือนกัน อาศัยเก็บแผ่นเอา)

ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้วสัมผัสถึงกลิ่นอายของหนังที่มีส่วนคล้ายกับเรื่อง the Classic หนังรักเกาหลีในดวงใจของใครหลายคน

เปล่า ผมไม่ได้บอกว่าหนังก็อปปี้ แต่หนังอาจได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องนั้น ซึ่งสำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วถ้าจะเป็นเช่นนั้น เพราะหนังก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง มีแนวทางเป็นของตัวเอง และมีประเด็นที่หนังหยิบยกมาพูดเป็นของตัวเอง


October Sonata เป็นหนัง Romantic Drama ดำเนินเรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2513 ซึ่งเป็นวันที่พระเอกมิตร ชัยบัญชาเสียชีวิตจากการตกเฮลิคอปเตอร์ (งามศพของมิตร ชัยบัญชา ถือเป็นงานศพของบุคคลธรรมดาที่มีผู้มาร่วมงานมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์) หลังจากนั้นหนังก็ดำเนินเรื่องโดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองไทยในยุคสมัยนั้นเรื่อยมา เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา เป็นต้น

แสงจันทร์ (รับบทโดยคุณก้อย รัชวิน) สาวโรงงานนางเอกของเรื่อง ได้พบกับ รวี (รับบทโดยคุณโป๊บ ธนวรรธน์) ซึ่งแปลว่าดวงอาทิตย์ (พระเอกบอกให้นางเอกทราบ และหนังให้นัยยะแก่เราเมื่อนางเอกบอกว่า ชื่อเขาตรงข้ามกับเธอที่หมายถึงดวงจันทร์) หนุ่มนักศึกษามีอุดมการณ์ที่กำลังจะไปศึกษาต่อเมืองนอกโดยบังเอิญ เขาและเธอได้ร่วมเดินทางและได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสั้น ๆ แค่คืนเดียวที่บังกาโลหมายเลข 11 โรงแรมแสนมุก โดยแม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางกายกัน แต่เขาและเธอมีสัมพันธ์ทางใจต่อกันและกัน

แต่เมื่อวิถีชีวิตถูกกำหนดว่าต้องจำจากกัน รวีได้นัดหมายกับแสงจันทร์ว่าในวันที่ 8 ตุลาคมที่นี่เราจะกลับมาพบกันใหม่
แต่บางทีชีวิตคนเราก็เล่นตลก สิ่งที่วาดหวังไว้ บางครั้งก็ไม่สมใจหวัง

ลิ้ม (รับบทโดยคุณบอยพิษณุ) คือชายหนุ่มเชื้อสายจีนที่เข้ามาในชีวิตของแสงจันทร์ เขามอบความรักและความปรารถนาดีให้แสงจันทร์ และหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับแสงจันทร์ แต่นับจากวันที่ 8 ตุลานั้นเป็นต้นมา ที่ว่างในหัวใจของแสงจันทร์ก็ถูกแทนที่ด้วยรวี ชายหนุ่มที่เป็นรักแรกพบ และแรงบันดาลใจในการดำเนินชีิวิตของเธอ เธอไม่อาจตัดใจจากเขาได้ และเฝ้ารอคอยเขาด้วยความหวังว่าซักวันหนึ่ง.....

แต่จันทราซึ่งฉายแสงในเวลากลางคืน ก็ไม่อาจยืนเคียงข้างสุริยันในวันฟ้ากระจ่าง

ผมคิดว่า คำจำกัดความของโปสเตอร์ดารานำทั้งสามแบบให้ความหมายที่ครอบคลุมและลงตัวดีนะครับ

คนหนึ่งเฝ้าฝัน...คนหนึ่งเฝ้ารอ...อีกคนหนึ่งเฝ้ารัก....


หนังสร้างให้แสงจันทร์เป็นตัวละครที่มีภูมิหลัง ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องใช้ชีวิตตกระกำลำบากอยู่กับป้าที่ไม่ได้รักเธอ พระเอกมิตร ชัยบัญชาอาจคือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างเดียวของเธอ ผมจินตนาการว่าความสุขของเธอคือการได้ดูหนังของพระเอกที่เธอชื่นชอบแสดง

สุดท้ายสิ่งยึดเหนี่ยวนั้นก็หลุดลอยไปด้วยอุบัติเหตุไม่คาดคิดของมิตร ชัยบัญชา
แสงจันทร์เป็นคนช่างคิด ช่างฝัน เธออาจเป็นคนที่มีโลกในจินตนาการในแบบของเธอ เพราะโลกความเป็นจริงของเธอนั้นมันไม่น่ารื่นรมย์

แต่แม้เธอเป็นคนช่างคิดช่างฝัน แต่ความคิดของเธอก็อยู่ในโลกแคบ เพราะความที่เป็นคนขาดการศึกษา ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาของเธอที่มีต่อระวีในช่วงต้นเรื่อง

ต่อเมื่อเธอได้พบกับรวี ชายหนุ่มที่แสนดีและมีอุดมการณ์ เขาได้ทำให้เธอได้มองเห็นโลกใหม่ และได้เติมเต็มชีวิตส่วนที่ขาดหายให้เธอ ด้วยความที่มีจุดร่วมจากพื้นฐานชีวิตคล้าย ๆ กัน

ในค่ำคืนสั้น ๆ คืนนั้น บทประพันธ์ "สงครามแห่งชีวิต" จากปลายปากกาของศรีบูรพา (ซึ่งคุณสมเกียรติ์ วิทุรานิช ผู้กำกับ ได้บอกไว้ว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้) ที่รวีได้อ่านให้แสงจันทร์ฟัง รวมกับความรักที่เธอมอบให้ชายหนุ่ม เป็นแรงผลักดันให้เธอมีชีวิตที่มีเป้าหมายกว่าที่ผ่านมา



คุณก้อยแสดงหนังเรื่องนี้ได้ดีในบทของสาวซื่อ ไร้เดียงสาที่อ่อนแต่โลก และบูชาในรักแท้ แต่ในส่วนของบทสาวโรงงาน เธอยังไม่อาจทำให้คนดูอย่างผมเชื่อได้สนิทใจ อาจเพราะคุณก้อยมีภาพลักษณ์ที่ดูดีเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าเธอเป็นสาวโรงงานที่ตกระกำลำบากและอยู่กับผู้ปกครองใจร้าย

ทำให้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในตัวละครในแง่มุมนี้ถูกลดทอนลงไป แต่เราจะไปเห็นใจเธอจากการยึดมั่นในความรักที่มีต่อรวีซะมากกว่า

ส่วนพระเอกของเรา คุณโป๊บ สำหรับพระเอกหน้าใหม่ของวงการถือว่าสอบผ่านในบทที่ไม่ต้องแสดงออกทางอารมณ์อะไรมากนัก นอกจากเป็นผู้ชายแสนดี ที่ทำให้ผู้หญิงประทับใจ (แต่หน้าตาก็มีส่วนสำคัญ ถ้าหน้าตาแย่ มาขอจูงมือ หรือทายาใส่เท้า หรือนอนค้างคืนโรงแรมเดียวกัน ผู้หญิงที่ไหนจะมายอม...อนิจจา โลกเราช่างไร้ความยุติธรรมสำหรับผู้ชาย) กับทำหน้าซึม ๆ เศร้า อีกประมาณ 60 เปอร์เซนต์ของเรื่อง (ไม่ได้ประชด)

แต่คนที่ต้องได้รับคำชม และก็ได้มาแล้วจากหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้ คือ คุณบอยพิษณุ ในบทเฮียลิ้ม หนุ่มเชื้อสายจีนที่เทใจให้แสงจันทร์ตั้งแต่ต้นจนจบ

ลิ้มเป็นตัวละครที่ยืนอยู่บนโลกที่สุดแล้วล่ะครับ เขารักผู้หญิงที่เขาหลงรัก แต่ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป แม้ในท้ายที่สุด เขาเริ่มยอมรับได้ว่าเธอคงไม่รักเขาตอบ เขาก็ยินดีทำให้หญิงที่เขารักมีความสุขได้ ไม่ได้ทำตัวเป็นตัวอิจฉา ทั้งหมดในชีิวิตเขาก็แค่ต้องการสร้างครอบครัว สร้างฐานะและครองรักกับคนที่เขามอบหัวใจให้เท่านั้น แต่ชีวิตคนเราบางทีก็เหมือนนิยาย รักเขามากมาย แต่เขากลับรอคอยคนที่ไร้ตัวตน

เป็นคนนอกสายตามันเจ็บปวดอย่างนี้นี่เอง

ฉากที่เฮียลิ้มเอาซิปมาให้แสงจันทร์ทำให้ผมยิ้มออกมาได้ในความใสซื่อบริสุทธิ์ของเขา การแสดงออกของคุณบอยเป็นธรรมชาติมาก ๆ แม้บทจะกำหนดให้สำเนียงการพูดเป็นแบบคนไทยเชื้อสายจีน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดูตลกเหมือนอย่างหนังตลกไทยบางเรื่องเลย

กลับทำให้เป็นคำพูดที่ฟังแล้วใสซื่อ เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

โดยเฉพาะช่วงที่ต้องแสดงอารมณ์ กับประโยคสำคัญของเฮียลิ้มในเรื่องที่พูดว่า "ผู้ชายคนนี้มันมีตัวตน มันมีความรู้สึก มันรักแสงจันทร์ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี และจะดูแลให้ดีด้วย" สำเนียงจีนของเฮียลิ้มก็ถูกบอยสื่อสารออกมาอย่างมีพลัง คนดูคงไม่อาจจะละเลยความรู้สึกของเขาไปได้ (แต่แสงจันทร์ใจแข็งและละเลย ด้วยประโยคประมาณว่า คุณดีเกินไป) และเห็นใจตัวละครตัวนี้แน่ ๆ

เอาไปเลย 10 กระโหลก สมกับรางวัลที่ได้มา

หนังแบ่งคนดูออกเป็นสองพวกด้วยกัน คือพวกที่รู้สึกว่าเรื่องราวความรักนี้ขาดความสมเหตุสมผล ทำให้ยากจะอินไปกับเรื่องราว แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเค

กับพวกที่มีประสบการณ์ตรง หรือคนที่เฝ้าหาและรอคอยรักแท้ในชีวิตจริง คนกลุ่มนี้จะเชื่ออย่างไม่ตั้งข้อสงสัยใด ๆ และประทับใจกับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มที่และเต็มใจ และอาจเสียน้ำตาให้กับบทสรุปของเรื่องราวในตอนท้ายได้

ยากที่จะมีพวกที่สามที่บอกว่า หนังห่วย แย่ ไม่ได้เรื่อง หรือถ้ามีก็ถือว่าใจร้ายไม่ใช่น้อย

เพราะแม้ตัวหนังเองจะมีจุดที่ตั้งใจจนเกินไป ขาดความสมเหตุสมผลอยู่บ้างเช่น
1) ง่ายไปไหมที่ตอบรับคำเชิญให้ร่วมเดินทางของคนที่เจอกันครั้งแรก (หรือเพราะเขาหล่อ)
2) ทำไมไม่ใส่รองเท้าก่อนวิ่ง เท้าเจ็บไม่ใช่เหรอ (อ๋อ เพราะถอดรองเท้าวิ่งมันได้ฟีลลิ่งกว่า)
3) บังกาโลวิวสวยขนาดนี้ เช่าเหมาปีเหรอ เห็นว่างตลอด
4) .... นึกอะไรออกอีกบ้างครับ

และมีคำพูดที่ประดิษฐ์ประดอยอยู่บ้าง

แต่หนังก็มีความดีงามในตัวอยู่ไม่ใช่น้อย เช่น

การสร้างเงื่อนไขการพลัดพรากของตัวเอก ก็ถือเป็นการเล่นตลกร้ายกับชีวิตจริง (ในหนังนะครับ) ที่น่าพึงพอใจ
การจับเอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาสร้างเสริมเป็นประเด็นในหนังได้อย่างลงตัว แม้จะมีสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง เช่น มิตร ชัยบัญชาตายวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ตายปุ๊บจัดงานศพปั๊บในวันนั้นเลยเหรอ (อันนี้ผมไม่รู้แฮะ ไม่มีข้อมูลและเกิดไม่ทัน)

การใช้กิมมิกในการสร้างสีสันให้กับหนัง เช่น รอยสลัก หิ่งห้อย การเปลี่ยนชื่อของนางเอก เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วการสร้างโลเกชั่นย้อนยุคแบบหนังพีเรียดก็ทำออกมาได้ดี จนผมคิดว่างานกำกับศิลป์น่าจะเป็นตัวเต็งของหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

การถ่ายภาพก็ออกมางดงามสมกับเป็นหนังโรแมนติก

และถ้าการแสดงของนักแสดงหลักจะไม่อาจทำให้คุณพอใจได้ ผมว่าเฮียลิ้มน่าจะช่วยคุณได้นะครับ

สำหรับผมแล้วหนังถือว่ามีองค์ประกอบที่ลงตัว ทั้งบทภาพยนตร์ การถ่ายทำ การแสดง การตัดต่อ หรือเสียงประกอบ เพียงแต่เมื่อหนังเลือกจะพาอารมณ์คนดูไปถึงจุดที่ต้องการ หนังกลับดึงอารมณ์คนดูไปได้ไม่สุด ถ้าหนังจะใส่ช่วงเวลาที่ตัวละครได้ทอดอารมณ์สลับกับการดำเนินเรื่องราวไปตามเนื้อหาบ้าง อาจจะทำให้อินได้มากกว่านี้

หลายคนที่ดูอาจจะรู้สึกอึดอัดไปกับนิสัยและการกระทำของนางเอกที่ดูเหมือนโลเล เฝ้ารอคอยรักที่ดูเหมือนไม่มีตัวตน กับคนที่มีตัวตนและแสนดีอย่างเฮียลิ้มกลับไม่รักเขา

ผมอยากบอกว่าถ้าคุณรู้สึกหงุดหงิดกับนางเอก แสดงว่าหนังเรื่องนี้สร้างได้เข้าถึงคุณแล้วล่ะครับ และการแสดงของตัวละครก็ทำให้คุณเชื่อในเรื่องราวที่ผู้กำกับต้องการเสนอจริง ๆ

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง มีคนแบบนี้อยู่เยอะเลยครับ เพียงแต่เราอาจไม่เข้าใจเขา เพราะเราไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง

ในขณะที่ลิ้มยืนอยู่บนโลก แสงจันทร์เป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนดวงจันทร์ เฝ้าฝัน เฝ้ารอที่จะได้พบชายคนรัก แต่ดวงจันทร์ไม่เต็มดวงในทุกวัน ชีิวิตเธออยู่ในคืนเดือนมืดและจันทร์แรมซะเป็นส่วนใหญ่

รวี ชายหนุ่มแห่งดวงอาทิตย์ มากด้วยความคิดและอุดมการณ์ เปล่งแสงเจิดจ้า เป็นความหวังของดวงจันทร์ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดิน วงโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงประสานกันได้แค่ชั่วคราวในยามอัสดงและรุ่งอรุโณทัย เมื่อฟ้ากระจ่างก็จากลา

ใครคนหนึ่่งบอกว่ารักคนที่เขารักเราดีกว่า แต่ใครอีกคนหนึ่งบอกว่าจงเลือกอยู่กับคนที่เรารัก อย่าทำร้ายตัวเราและคนอื่นเลย

ความรักบางทีก็ง่ายบางทีก็ยาก แถมออกแบบก็ไม่ได้ และหลายครั้งก็โทษใครไม่ได้เลยในเรื่องความรัก

เหมือนที่บางคน (อีกเช่นกัน) บอกว่า ถ้าเลือกจะรักต้องพร้อมรับความทุกข์ เพราะสุขและทุกข์เป็นของคู่กันเหมือนสุริยันและจันทรา

ผมให้คะแนนเรื่องนี้ 7.5/10 ครับ

ขออภัยที่บทความนี้เวิ่นเว้อ และ (เหมือนจะ) ปรัชญาไปหน่อย บรรยากาศหลังดูหนังมันพาไป






 

Create Date : 28 เมษายน 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 1:13:39 น.
Counter : 4065 Pageviews.  


born 1993
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




คะแนนที่ให้กับหนังหรือหนังสือในบล็อกนี้มาจากความพึงพอใจของจขบ.นะครับ ผมให้โดยใช้เกณฑ์ว่าหนังหรือหนังสือเล่มนั้นทำหรือเขียนได้ดีตามแนวทางของตัวเองหรือเปล่า
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางเรื่องอาจได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมันอาจจะเป็นคนละแนวกันก็ได้
ยินดีต้อนรับ และขอขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามานะครับ
Friends' blogs
[Add born 1993's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.