Group Blog
 
All Blogs
 

“ธิดากาลิเลโอ”..บันทึกประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ ศรัทธา และความรัก (Galileo's Daughter)



ธิดากาลิเลโอ ..บันทึกประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ ศรัทธา และความรัก
เดวา โซเบิล เขียน นพดล เวชสวัสดิ์ และ ดุษฎี เฮย์มอน แปล
410 หน้า, ราคา 295 บาท


หนังสือเล่มนี้คุณนพดล เวชสวัสดิ์ และ ดุษฎี เฮย์มอน แปลจากหนังสือดังของเดวา โซเบิล “Galileo's Daughter: A Historical Memoir of Science, Faith, and Love”

เดวา โซเบิล สนใจประวัติของกาลิเลโอ และด้วยแรงบันดาลใจจากจดหมายที่ยังหลงเหลือของลูกสาวกาลิเลโอที่ส่งถึงพ่อ ทำให้โซเบิลผูกร้อยเรื่องราวชีวิตอันน่าสนใจของกาลิเลโอ (1564-1642) ขึ้นมาอีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเป็นประวัติชีวิตของกาลิเลโอ แต่ยังกล่าวถึงลูกสาวของเขา เราจึงรับรู้เรื่องราวชีวิตของกาลิเลโอทั้งในด้านวิทยาศาตร์และด้านครอบครัว ในบรรดาลูกของกาลิเลโอ ลูกสาวที่ชื่อว่า ‘Maria Celeste’ ซึ่งเป็นลูกนอกสมรสของเขากับ Marina Gamba โดยในสมัยนั้นมีกฎข้อห้าม ไม่ให้ลูกนอกสมรสที่โตขึ้นมาแต่งงานได้ ดังนั้นกาลิเลโอจึงนำลูกสาวเข้าไปฝากฝังที่สำนักนางชีใกล้เมืองฟลอเรนซ์

แม้ Maria Celeste ใช้ชีวิตในสำนักนางชีมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็ติดต่อกับกาลิเลโอผ่านจดหมายโดยตลอด เธอถ่ายทอดสภาพความเป็นอยู่ในสำนักนางชี เธอให้การสนับสนุน ส่งกำลังใจให้ผู้เป็นพ่อผ่านตัวอักษร เพราะในขณะนั้นกาลิเลโอถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของศาสนจักร จากการประกาศว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ โลกของเราโคจรรอบดวงอาทิตย์

กาลิเลโอเป็นคาทอลิกที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า เปี่ยมด้วยศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง เขาคิดว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบไม่ได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนในพระคัมภีร์แต่อย่างใด ในที่สุดเขาต้องขึ้นศาลศาสนาในกรุงโรม การไต่สวนความผิดกาลิเลโอในครั้งนั้นเป็นที่โจษขานในประวัติศาสตร์ กาลิเลโอต้องยืนอยู่หน้าพระคาร์ดินัลจำนวนมากท่ามกลางวินาทีแห่งความเป็นความตาย ศาลศาสนาได้บีบให้กาลิเลโอปฏิเสธความเชื่อที่เขียนไว้ในหนังสือ “บทสนทนาฯ” กาลิเลโอจำต้องยอม ในที่สุดเขาได้รับโทษถูกกักบริเวณในเวลาต่อมา (ในสมัยนั้นศาสนจักรมีอำนาจสูงมาก จอร์ดาโน บรูโน ถูกลงทัณฑ์เสียชีวิตจากการมัดเผาหลัก) หนังสือของกาลิเลโอถูกกรมบรรณสารศาสนาสั่งห้ามตีพิมพ์ยาวนานถึง 200 ปี

ในปี 1992 หลังจากการไต่สวนครั้งนั้น 359 ปี พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้ออกมาประกาศยอมรับว่า “กาลิเลโอถูกต้อง” พร้อมทั้งกล่าวยกย่องว่าเป็นผู้มีพลังสมองปราดเปรื่อง .. การค้นพบของกาลิเลโอในทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เป็นสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับมนุษยชาติ ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ว่าเขาคือบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

คงไม่เกินเลยไป ถ้าผมจะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของกาลิเลโอคือประวัติศาสตร์ของพวกเราเช่นกัน..




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 18:38:43 น.
Counter : 852 Pageviews.  

Beethoven's Ninth, Eugene Onegin, La Traviata



ช่วงนี้มีงาน Bangkok's International Festival of Dance and Music ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผมได้ไปชมมา 3 โปรแกรมครับ คือ โอเปร่าเรื่องโอเนกิน, โอเปร่าเรื่อง ลา ทราเวียตา และซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟน

ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟน กับการฟังสดๆ เยี่ยมครับ แม้รู้สึกว่าเครื่อง Percussion ดังมากเกินไป (ผมนั่งชั้นล่าง) กลบเสียงอื่น และคนร้องนำทั้ง 4 คน ไม่ดีสมบูรณ์แบบ .. ตอนเดินออกจากฮอลล์แล้วรู้สึกตัวลอย นี่เป็นบทเพลงที่ยกระดับความรู้สึกเสมอ ผมเชื่อว่าซิมโฟนีชิ้นนี้ไม่มีวันตาย อีกพันปี (ถ้ายังมีโลก) คนรุ่นหลังก็ยังคงฟังและบรรเลงเพลงบทนี้ .. อยากไปฟังสดๆในเบอร์ลินครับ

เสียดายที่โปรแกรมคราวนี้เน้น dance มากเกินไป อยากฟังซิมโฟนีหลายๆวันครับ อยากฟัง
- เบอร์ 10, 5 หรือ 8 ของชอสตาโกวิช
- เบอร์ 1 หรือ 4 ของบราห์มส์
- เบอร์ 2 หรือ 8 ของมาห์เลอร์ --> อันนี้ฝันกลางฤดูร้อน



สำหรับโอเปร่าเรื่องโอเนกิน เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสชมโอเปร่าเรื่องนี้ครับ ก่อนชมทราบเนื้อเรื่องมาก่อน เพราะเรื่องนี้ดัดแปลงจากงานเขียนอันโด่งดังของปุชกิน ส่วนดนตรีประกอบของไชคอฟสกีคุ้นหูอยู่ท่อนเดียว มารู้เมื่อชมไปสักพักว่าเพลงนี้อยู่ในตอนต้นขององก์ที่ 3

ผมประทับใจกับโอเปร่าเรื่องนี้ครับ คนที่เล่นเป็นโอเนกินกับตาเตียน่าพลังเสียงดีทีเดียว เพลงของไชคอฟสกีมีท่วงทำนองที่ไพเราะ โดยรวมชอบมากครับ

ส่วนโอเปร่า ลา ทราเวียตา ก่อนเริ่มการแสดงได้ยินประกาศว่า นักแสดงหลักที่แสดงเป็นวิโอเล็ตตาป่วย ไม่สามารถแสดงได้ แต่คนที่มาแสดงแทนพลังเสียงใช้ได้ครับ โอเปร่าเรื่องนี้ตอนท้ายเศร้าเหมือนกับ La Boheme ดูแล้วซาบซึ้งตามไปด้วย..




 

Create Date : 25 กันยายน 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 18:47:03 น.
Counter : 785 Pageviews.  

Rome, Open City (1945, Rosselini) & The Bicycle Thief (1949, De Sica)





วันหยุดที่ผ่านมาผมได้หยิบ DVD หนังอิตาเลียนแนวนีโอเรียลลิสม์ 2 เรื่อง มาดูต่อเนื่องภายในวันเดียวครับ

หนังแนว Neo-Realism มีลักษณะสำคัญคือ เน้นการนำเสนอความจริงเป็นหลัก ใช้เทคนิคของภาพยนตร์แต่เพียงเล็กน้อย ไม่เน้นการปรุงแต่งเน้นหา ใช้คนธรรมดาเล่น เน้นความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา พยายามทำให้ผู้ชมเห็นคล้อยตามกับหนังที่สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคม หนังอิตาเลียนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นตัวอย่างของหนังแนวทางนี้อย่างชัดเจน

Rome, Open City (1945) ของโรแบร์โต รอสเซลลินี ถือเป็นหนังอิตาเลียนนีโอเรียลลิสม์เรื่องแรกๆ เนื้อเรื่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างผู้รักชาติและพระคาทอลิกในกรุงโรม ซึ่งต้องต่อสู้กับพลพรรคนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายฉากในเรื่อง รอสเซลลินี ได้ถ่ายทำตามท้องถนนในเหตุการณ์จริงๆ เขาได้ถ่ายทอดบรรยากาศความโหดร้ายของพวกนาซีได้อย่างกินใจ ในฉากตอนท้ายเรื่อง เมื่อพระคาทอลิกที่นาซีจับกุมไป ได้เห็นผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารทิ้ง เขาพูดต่อหน้านาซีอย่างไม่เกรงกลัวว่า “พวกคุณฆ่าเขาได้แต่เพียงร่างกาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณของเขาได้”

รอสเซลลินี เป็นผู้บุกเบิกหนังแนว Neo-Realism ให้โลกได้รู้จัก แต่กลับเป็น วิตตอริโอ เดอ สิกา ที่ทำให้หนังแนวนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก หนังอมตะของเขา The Bicycle Thief (1949) ใช้ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่นักแสดงเล่น หนังเล่าถึงตัวเอกซึ่งพยายามหางานในยุคที่เศรษฐกิจอิตาลีตกต่ำช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเมื่อได้รับข้อเสนองาน (รับจ้างติดโปสเตอร์) พระเอกต้องมีจักรยานขี่ พระเอกและภรรยาตัดสินใจเอาของในบ้านไปจำนำเพื่อแลกกับจักรยานคันหนึ่ง แต่เพียงวันแรกของการทำงาน จักรยานของพระเอกถูกขโมย เรื่องราวส่วนที่เหลือของหนังเป็นการตามหาจักรยาน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการตามหาจักรยานของพระเอกและลูกชาย ได้สะท้อนสภาพสังคมอิตาลีในช่วงนั้นอย่างลึกซึ้ง

ครั้งนี้เป็นหนที่สองที่ผมมีโอกาสชมหนังคลาสสิคทั้งสองเรื่อง และเป็นการชมอย่างต่อเนื่อง ยังคงประทับใจเหมือนที่เคยชมครั้งแรก หนังทั้งสองเรื่องมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ถ้าคุณชอบภาพยนตร์ ถ้าคุณชอบอิตาลี ไม่ควรพลาดครับ...




 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 18:54:02 น.
Counter : 831 Pageviews.  

“Madame Butterfly” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย



มีโอกาสไปชม “Madame Butterfly” เมื่อวานนี้มาครับ สำหรับโอเปร่าเรื่องดังเรื่องนี้เปิดการแสดงเพียง 2 รอบ ในวันพุธที่ 29 และวันศุกร์ที่ 31 ส.ค. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมใหญ่)

“Madame Butterfly” เป็นอุปรากรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปุชชินี (Puccini) เป็นที่รู้จัก แพร่หลายมายาวนานกว่า 100 ปี เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ ‘พิงเคอร์ตัน’ นายเรืออเมริกันเดินทางโดยเรือรบถึงท่านางาซากิ ‘โกโร’ พ่อสื่อได้ชักนำเขาให้แต่งงานกับ ‘โจโจ้ซัง’ เกอิชาสาว ทั้งจัดการเขียนสัญญาสมรสและเช่าบ้านบนเนินเขาให้

เมื่อ ‘ชาร์พเลส’ กงสุลอเมริกา สหายพิงเคอร์ตัน รู้ว่า ‘โจโจ้ซัง’ สาวงามญี่ปุ่นผู้ได้รับสมญาว่า ‘บัตเตอร์ฟลาย’ เด็กสาวแสนซื่อ ยึดมั่นการสมรสเป็นข้อผูกพันชั่วชีวิต กงสุลอเมริกาจึงอ้อนวอนพิงเคอร์ตัน ให้เลิกล้มการสมรสเสีย ในเมื่อนายเรืออเมริกันไม่คิดจะผูกมัดตัวเอง พิงเคอร์ตันกลับหัวเราะ และว่าชาร์พเลสคิดมากตามประสาคนแก่

ขณะที่พิงเคอร์ตันรู้ด้วยว่า เจ้าสาวของเขาเป็นบุตรีของซามูไร ผู้สูญเสียเกียรติยศ ได้ฮาราคีรีตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยความยากจนบัตเตอร์ฟลายจึงถูกมารดาขายให้สำนักเกอิชาตั้งแต่เด็กเพื่อฝึกอาชีพเกอิชา

ฝ่ายเจ้าสาวต้องการแสดงความภักดีต่อว่าที่สามี จึงประกาศสละศาสนาและความเชื่อถือในบรรพบุรุษในวันแต่งงาน เพื่อจะได้หมดสิทธิกลับคืนสู่ญาติมิตรชาวญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจให้กับ ‘บอนซ์’ ลุงของบัตเตอร์ฟลาย ที่อยู่ในสมณเพศ ด่าทอและสาปแช่งเธอต่าง ๆ นานาที่เธอสละศาสนา พร้อมบอกให้ญาติ ๆ ตัดสัมพันธภาพกับเธอ

เมื่อพิงเคอร์ตันปฏิบัติหน้าที่ที่ญี่ปุ่นเสร็จสิ้น ได้เดินทางกลับอเมริกา พร้อมให้สัญญากับบัตเตอร์ฟลาย ว่าจะกลับมาใหม่ เมื่อนก “รอบิน” ทำรังได้ 3 ครั้ง นั่นหมายถึง 3 ปี

กระทั่ง 3 ปีผ่านไป พิงเคอร์ตันก็ไม่กลับมาตามสัญญา จน ‘ซูซูกิ’ สาวใหญ่ผู้ซื่อสัตย์ เริ่มสงสัยว่าบัตเตอร์ฟลายถูกสามีทิ้ง แต่ก็พยายามปลอบนายสาวให้ยึดมั่นในความรัก สวดมนต์ภาวนาให้สามีกลับมา แม้ช่วงนั้นบัตเตอร์ฟลายต้องขัดสนเรื่องเงินทอง ทั้งต้องทนกับเสียงเย้ยหยันจากคนรอบข้างว่าถูกสามีทิ้ง

พิงเคอร์ตันให้ชาร์พเลสนำจดหมายมาให้บัตเตอร์ฟลายเพื่อแจ้งว่า บัดนี้เขาได้แต่งงานใหม่กับหญิงอเมริกัน แต่บัตเตอร์ฟลายอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ได้เห็นจดหมายก็ดีใจด้วยเชื่อว่าเป็นการติดต่อจากสามี ขณะที่ชาร์พเลสก็ได้แต่สงสารบัตเตอร์ฟลายแต่ไม่กล้าเปิดเผยความจริง

โกโร พ่อสื่อ ได้พา ‘ยามาโดริ’ เจ้าชายมหาเศรษฐี หนึ่งในชายหนุ่มที่มาติดพันบัตเตอร์ฟลายมาหา แต่นางไม่สนใจ กลับโกรธว่าคนทั้งสองดูถูกในเมื่อนางแต่งงานแล้ว โกโรอธิบายว่าการถูกทอดทิ้งหมายถึงการหย่าร้าง แต่บัตเตอร์ฟลายประกาศอย่างทระนงว่า “นั่นคือประเพณีญี่ปุ่น ดิฉันหาใช่ญี่ปุ่นแต่เป็นอเมริกัน” พร้อมกันนี้ได้นำบุตรชายผมทองมาแสดง พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนี้หรือ สามีดิฉันจะลืมลง”

เรือรบ เอบราฮัม ลิงคอล์น กลับมานางาซากิอีกครั้ง บัตเตอร์ฟลายและซูซูกิ ดีใจเป็นที่สุด พิงเคอร์ตันละอายใจไม่กล้าสู้หน้าบัตเตอร์ฟลาย ให้ชาร์พเลสกลับเข้ามาบอกข่าวร้ายกับสาวใช้ว่า พิงเคอร์ตันมีภรรยาใหม่เป็นอเมริกันชื่อ “เคท”

ซูซูกิไปแจ้งนายหญิง พร้อมพาเคทและกงสุลอเมริกาเข้าพบ เพื่อขอร้องให้บัตเตอร์ฟลายยกบุตรให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพิงเคอร์ตัน บัตเตอร์ฟลาย รับความจริงอย่างสงบ และแสดงความยินดีที่เคทมาแทนที่ในฐานะภรรยาของพิงเคอร์ตัน และขอให้เคทไปบอกสามีว่าให้กลับมารับบุตรภายในครึ่งชั่วโมง

ผู้มาเยือนกลับไป ทิ้งบัตเตอร์ฟลายให้อยู่ลำพังกับบุตร นางรำพันกับบุตรสุดที่รักด้วยความอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง ใช้ผ้าผูกตาเด็กพร้อมส่งตุ๊กตากับธงชาติอเมริกันให้ นางหยิบมีดที่บิดาใช้ทำอัตวินิบาตกรรมออกมาอ่านคำจารึกที่ใบมีด “พึงตายไว้เกียรติตน อย่ามีชนม์เมื่อเกียรติมลาย” แล้วใช้มีดแทงคอตัวเองตาย ปิดฉากความรักอันแสนเศร้า

มาดามบัตเตอร์ฟลาย เปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่โรงมหาอุปรากร ลา สกาล่า ในกรุงมิลานเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 1904 เป็นมหาอุปรากร 2 องก์ตามคีตนิพนธ์เดิม แต่ได้รับการต้อนรับจากผู้ชมน้อยมาก ผู้ประพันธ์จึงนำไปแก้ไขบางส่วนโดยเพิ่มขึ้นเป็น 3 องก์ นำมาแสดงในปีเดียวกันเดือนพฤษภาคม ปรากฏว่าฉบับปรับปรุงประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

นับแต่นั้นมาดามบัตเตอร์ฟลายกลายเป็นมหาอุปรากรยอดนิยม ไม่เพียงแต่ในอิตาลี แต่ข้าม ไปถึงมหานครนิวยอร์ก และนานาประเทศทั่วโลก



การแสดงในกรุงเทพฯครั้งนี้ แนนซี หยวน นักร้องโอเปร่าอังกฤษเชื้อสายฮ่องกง เป็นผู้รับบท ‘โจโจ้ซัง’ นางเอกของเรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลาย เธอเคยรับบทมาดามบัตเตอร์ฟลายมาแล้ว 16 ประเทศชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ภาพของเธอเคยปรากฏบนโปสเตอร์โฆษณาในสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน และเมื่อปี 2005-2006 ที่ผ่านมา การแสดงมาดามบัตเตอร์ฟลาย ที่โรงละครทุเรียน (Esplanade Theatre) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเธอรับบทนำ ก็ประสบความสำเร็จท่วมท้น บัตรเข้าชมจำหน่ายหมดทุกที่นั่ง

ผู้รับบทเป็น พิงเคอร์ตัน คือ อิสราเอล โลเรนโซ ชาวสเปนผู้ชนะเลิศรางวัล “พลาซิโด โดมิงโก” มาแล้ว 3 ครั้ง พร้อมด้วยนักแสดงคนไทย พิชญะ เขมะสิงคิ ในบทนักบวช ลุงของบัตเตอร์ฟลาย, ร.ต.อ.วุฒิพันธ์ พงษ์ชมเลิศ รับบทเจ้าชายยามาโดริ โดยมีคุณสมเถา สุจริตกุล อำนวยเพลง และบรรเลงโดยวงดุริยางค์ สยาม ฟิลฮาร์โมนิก

“Madame Butterfly” เป็นอุปรากรที่เต็มไปด้วยเพลงอันไพเราะหวานซึ้ง เคล้าระคนกับเนื้อเรื่องอันแสนเศร้า ตอนที่เพลง Un bel di vedremo ที่บัตเตอร์ฟลายขับร้องเพื่อให้สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เชื่อมั่นว่านายผู้ชายจะกลับมาอย่างแน่นอน ฉากนี้ทำเอาผมซึมไปทีเดียว..

ขอบคุณปุชชินี ขอบคุณบางกอกโอเปร่าและคณะผู้จัดรายการ หวังว่าอนาคตจะมีโอกาสชมโอเปร่าดีๆในกรุงเทพฯเช่นนี้อีกครับ

** Un bel di vedremo เพลงดังในมาดามบัตเตอร์ฟลาย
//www.dailymotion.com/relevance/search/madame+butterfly/video/xo90m_puccini-madame-butterfly_music




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 18:47:14 น.
Counter : 1988 Pageviews.  

Hemingway’s A Moveable Feast .. ปารีสในความทรงจำของเฮมิงเวย์



“If you are lucky enough to have lived in Paris as a young man, then wherever you go for the rest of your life it stays with you, for Paris is a moveable feast.” - Hemingway

เนื่องในวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา ผมถือโอกาสไปทานข้าวกับคุณแม่และครอบครัว และใช้เวลาว่างหาข้อมูลการเดินทางในประเทศอินเดีย เพราะวางแผนสะพายเป้ท่องดินแดนภารตะในช่วงปลายปีนี้ .. วันที่ 12 สิงหาคม นอกจากเป็นวันแม่แล้ว ยังเป็นวันเกิดของผมเองด้วย หยุดติดต่อกัน 3 วัน พอมีเวลาเหลือ ผมจึงเลือกหนังสือโปรดมาอ่านในวันเกิดตัวเอง คิดอยู่ครู่ใหญ่ว่าจะเลือกเล่มไหนมาอ่าน อยากอ่านเล่มที่ตัวเองชอบแน่ๆ ในที่สุดผมตัดสินใจหยิบ ‘A Moveable Feast’ ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

เหตุผลที่เลือก ‘A Moveable Feast’ มาอ่านอีกรอบ เพราะผมชอบปารีส ในทศวรรษที่ 1920 เป็นอย่างยิ่ง ยุคนั้นปารีสถือเป็นศูนย์รวมของบรรดาอัจฉริยะ เช่น ปิกัสโซ่, สตราวินสกี้, เจมส์ จอยซ์, เฮมิงเวย์ ฯลฯ ปารีสในทศวรรษที่ 1920 คือศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ในทางศิลปะแทบทุกแขนง และอิทธิพลจากแนวคิดต่างๆในช่วงนั้นได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงโลกในเวลาต่อมา ใครมีโอกาสใช้ชีวิตในปารีสในตอนนั้นต้องถือว่าโชคดีเป็นที่สุด เพราะได้อยู่ในห้วงยามพิเศษทางประวัติศาสตร์ และเฮมิงเวย์ได้ใช้ชีวิตวัยหนุ่มของเขาในมหานครปารีสแห่งนี้

เฮมิงเวย์เขียน ‘A Moveable Feast’ ในช่วงบั้นปลายชีวิตระหว่างปี 1957-1960 (เขาเสียชีวิตในปี 1961) เขาเขียนหนังสือเล่มนี้จากความทรงจำล้วนๆ แม้ผมเคยอ่านมาแล้ว แต่พอได้อ่านอีกรอบก็ยังวางไม่ลง หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์ มันพาเรากลับไปยังปารีสในสมัยนั้น ผมมีความรู้สึก Nostalgia ร่วมไปกับการบรรยายของเฮมิงเวย์

เขาเขียนถึงผู้คนและสถานที่ต่างๆที่พบเจอ ในช่วงต้นของหนังสือเล่าถึงการเยี่ยมเยือน Gertrude Stein เธอเป็นคนนิยามคำศัพท์ที่กล่าวถึงหนุ่มสาวหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่า ‘Lost Generation’ เฮมิงเวย์ในตอนนั้นอยู่ในสภาพนักเขียนไส้แห้ง เขาไม่มีเงินพอแม้แต่จะเช่าหนังสือที่ร้านหนังสือ Shakespeare and Company อย่างไรก็ตาม ซิลเวีย บีช เจ้าของร้าน ยินดีให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านกี่เล่มก็ได้ เมื่อพอมีเงินค่อยเอามาใช้คืนทีหลัง เฮมิงเวย์เขียนถึงหนังสือที่เขายืมมาดังนี้ :-

“I started with Turgenev and took the two volumes of A Sportsman’s Sketches and an early book of D.H. Lawrence, I think it was Sons and Lovers, and Sylvia told me to take more books if I wanted. I chose the Constance Garnett edition of War and Peace, and The Gambler and Other Stories by Dostoevsky.”

วรรณกรรมรัสเซียในศตวรรษที่ 19 มีอิทธิพลต่อเฮมิงเวย์สูงมาก เขาอ่านทั้งตอลสตอย, ดอสโตเยฟสกี้, ตูร์เกเนฟ และเชคอฟ เขาบอกว่าเรื่องสั้นของ Katherine Mansfield ธรรมดาไปเลยเมื่อเทียบกับเรื่องสั้นของเชคอฟ และนิยายคลาสสิคของตอลสตอยทำให้ฉากสงครามในหนังสือของ Stephen Crane ดูเหมือนเป็นบทบรรยายของคนที่ไม่เคยไปสงครามจริงๆ

ผมชอบตอนที่เขานั่งสนทนากับกวี Evan Shipman ในร้านกาแฟ Closerie des Lilas มีตอนหนึ่งที่เขาหยิบประเด็นของ ดอสโตเยฟสกี้ ขึ้นมาคุยอย่างออกรส เฮมิงเวย์พูดกับชิบแมนว่า :-

“I’ve been wondering about Dostoevsky. How can a man write so badly, so unbelievably badly, and make you feel so deeply?”

เฮมิงเวย์ยังเขียนถึงการพบปะพูดคุยกับ เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์, ฟอร์ด แมดด็อกซ์ ฟอร์ด, เจมส์ จอยซ์ และเหล่าบรรดามิตรสหายในปารีส เขาเล่าถึงการพนันม้าแข่งที่เขาชื่นชอบ รวมทั้งเอ่ยถึงการเล่นสกีกับ Hadley ภรรยาคนแรก

ผมหลงใหลปารีส และส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมชอบหนังสือเล่มนี้คือ เฮมิงเวย์บรรยายปารีสได้อย่างน่าอ่าน ขอยกตอนที่เขาบรรยายถึง Square du Vert-Galant สวนเล็กๆที่อยู่ติดกับสะพาน Pont Neuf แม้เวลาผ่านมา 80 ปี แต่ใครไปปารีสแล้วไปยืนตรง Square du Vert-Galant หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมาอ่าน จะพบว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง :-

"At the head of the Ile de la Cite below the Pont Neuf where there was the statue of Henri Quatre, the island ended in a point like the sharp bow of a ship and there was a small park at the water's edge with fine chestnut trees, huge and spreading...."

หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดาลใจแก่ผมอย่างมาก เมื่อได้ไปปารีสสิ่งหนึ่งที่ผมไม่พลาดคือการ ‘ตามรอย’ เฮมิงเวย์ ผมได้ไปยังสถานที่ต่างๆ อาทิ บ้านพักของเฮมิงเวย์บนถนน rue de Cardinal Lemoine ร้าน Shakespeare & Co. (ดั้งเดิม) ที่ถนน rue de l'Odeon ร้านกาแฟ Closerie des Lilas บ้านพักของ Gertrude Stein บนถนน rue de Fleurus ยามเดินเลียบแม่น้ำแซนน์ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ใครมีโอกาสใช้ชีวิตที่นี่ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ช่างเป็นคนที่มีวาสนาจริงๆ

“There is never any ending to Paris and the memory of each person who has lived in it differs from that of any other. We always returned to it no matter who we were or how it was changed or with what difficulties, or ease, it could be reached. Paris was always worth it and you received return for whatever you brought to it. But this is how Paris was in the early days when we were very poor and very happy.” – Hemingway



เฮมิงเวย์ กับ ซิลเวีย บีช (คนที่สองจากขวา) หน้าร้านหนังสือที่กลายเป็นตำนาน ‘Shakespeare and Company’



เจมส์ จอยซ์ กับ ซิลเวีย บีช ในร้านหนังสือ ‘Shakespeare and Company’ หนังสือ Ulysses อันลือลั่นของจอยซ์ ตีพิมพ์และจำหน่ายครั้งแรกที่ร้านนี้



ร้านกาแฟที่เฮมิงเวย์บอกว่าเยี่ยมที่สุดในปารีส ‘Closerie des Lilas’ เขานั่งจิบกาแฟและเขียน The Sun Also Rises ที่นี่



ภาพปัจจุบันของ Square du Vert-Galant มองออกไปข้างหน้าคือสะพาน Pont des Arts

Paris is not only a place but a state of mind. Whoever goes there takes away the greatest meal he has ever had in his life, a romance that will linger forever, and a dream that will never be repeated. All you have to say is “Paris” and the movie will begin. - Art Buchwald




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 18:38:28 น.
Counter : 879 Pageviews.  

1  2  3  4  

BlueWhiteRed
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Friends' blogs
[Add BlueWhiteRed's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.