Group Blog
 
All Blogs
 

Fallas

ฟายัส เป็นเทศกาลเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของแคว้นบาเลนเซีย มีต้นกำเนิดมาจากในสมัยก่อนนั้น เมื่อเริ่มขึ้นฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนก็จะเริ่มทำความสะอาดบ้านทั้งข้างนอกทั้งข้างใน (ตอนหน้าหนาวทำได้แต่ข้างในอย่างเดียว) แล้วก็เริ่มขนพวกเสื้อผ้าเก่าๆ เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าๆ ออกมากองทิ้งไว้ เมื่อมีไม้มากองเยอะๆ ก็เกิดมีการคิดที่จะเอาไม้พวกนี้มาทำเป็นกองใหญ่ๆ แล้วจุดไฟเผา เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย นอกจากนี้แล้ว ไม้ก็ยังเป็นการรำลึกถึงซานโฆเซ่ (San José) หรือ เซนต์โจเซฟ พระบิดาของพระเยซู ซึ่งเคยเป็นช่างไม้มาก่อนนั่นเอง

ต่อมา ก็ได้มีคนคิดที่จะเอาพวกเศษไม้แล้วเสื้อผ้าเก่าๆ มาจัดตกแต่งให้เป็นรูปเป็นร่างก่อนจะเผา หลังจากนั้นก็ได้พัฒนามาเรื่อย จนกลายเป็นการทำฟายัส (โมเดลที่ทำจากไม้และกระดาษลัง รวมทั้งปูนปลาสเตอร์ขนาดยักษ์) ในปัจจุบัน

การเริ่มทำฟายัสนั้น ก็จะเริ่มออกแบบกันตั้งแต่เดือนเม.ย. แล้วก็มีการทำโมเดลขนาดเล็ก ก่อนที่จะมาลงมือทำโมเดลขนาดจริง ซึ่งก็จะใช้เวลาทำนานเป็นเดือนๆ จะว่าไปแล้ว ทำฟายัสแต่ละครั้ง ก็ใช้เวลาทั้งปีเลยทีเดียว พอถึงเทศกาลฟายัส ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ก็จะมีกำหนดการให้ประกอบฟายัสให้เสร็จภายในเวลาและสถานที่ๆ กำหนด ถ้าฟายัสอันไหนเสร็จไม่ทันตามกำหนด ก็จะโดนตัดสิทธิ์แข่งขันทันที (โดยปกติจะให้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ และวันสุดท้ายก็คือ ก่อนเที่ยงคืนของคืนวันที่ 18 มี.ค.) การแข่งขันก็จะส่งเข้าประกวดเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า ฟาเยโร (Fallero) หรือช่างทำฟายัส

นอกจากการแข่งขันฟายัสแล้ว ก็ยังมีการประกวดฟาเยร่า ซึ่งเป็นหญิงสาว ใส่ชุดประจำแคว้นบาเลนเซีย (มีรูปให้ดูด้วย แต่เป็นรูปเราเองนะ เหอะๆ) ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็เหมือนประกวดนางนพมาศ เทพีสงกรานต์ อะไรประมาณนี้แหละมั้ง คนที่ชนะก็ได้รางวัลพอสมควรเลยแหละ แต่เราว่า กว่าเค้าจะได้เข้ามาแข่งกัน ก็ต้องลงทุนกันเยอะมาก เฉพาะแค่ค่าชุดก็ปาเข้าไปเป็นพันยูโรได้แล้วมั้ง เนื่องจากผ้าที่ใช้ตัดชุดฟาเยร่านั้น แพงมากๆ เราเคยเดินผ่านร้านขายผ้า เห็นเค้าขายกัน อย่างถูกๆ ที่แบบไม่ค่อยสวยมาก เมตรละ 300 ยูโรอะ แล้วตัดชุดนึงสำหรับผู้ใหญ่ ก็ต้องใช้อย่างน้อยๆ เกือบ 10 เมตรแล้ว ไหนจะค่าตัดอีก ค่าเครื่องประดับอีก เหอะๆๆ คนไม่รวยจริงๆ ก็ไม่มีชุดใส่หรอก

ฟาเยร่านี้ ก็จะส่งเข้าประกวดโดยกลุ่มฟาเยโรต่างๆ ผู้ชนะจะเรียกว่า ฟาเยร่า มายอร์ (Fallera Mayor) โดยจะมีการประกวดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งฟาเยร่านี้ จะมีหน้าที่สำคัญในตอนท้ายสุดของเทศกาล

ตลอดสองสัปดาห์ของเทศกาล ในทุกๆ วัน เวลาบ่าย 2 โมงตรง ก็จะมีการจุดดอกไม้ไฟ ซึ่งเรียกว่า มัสเกลต้า (Màscleta) จริงๆ จะว่าดอกไม้ไฟก็ไม่เชิง เนื่องจากก็มองไม่ค่อยเห็นสีเท่าไหร่ แต่เสียงดังสะใจมาก อยากอ่านเพิ่มเติมก็มีเขียนไว้แล้ว เรื่องมัสเกลต้า

หลังจากนั้น ในวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งเป็นวันซาน โฆเซ่ ก็จะมีการตัดสินฟายัส และจะประกาศผล ฟายัสที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็จะไม่โดนเผา แต่จะเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฟายัสแทน ส่วนฟายัสอันอื่นๆ ก็โดนเผาไปตามระเบียบ

สำหรับการเผาฟายัสนั้น ก็จะเผากันในคืนวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งแต่ละเมืองก็จะมีกำหนดการเป็นของตัวเอง อย่างเมืองของเรา เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก มีสถานีดับเพลิงแค่ที่เดียว เพราะฉะนั้น ก็จะต้องเวียนไปเผาทีละอันๆ เนื่องจากรถดับเพลิงต้องเข้าไปควบคุมตลอด แต่อย่างในบาเลนเซียเมืองหลวง ก็จะเผาทีเดียวพร้อมกันหมดเลยได้ เนื่องจากมีกำลังดับเพลิงมากกว่า

ในการเผา ก็จะกำหนดให้ฟาเยร่าแต่ละคน มีหน้าที่จุดไฟเผาฟายัสแต่ละตัว ตามที่กำหนด โดยจะมีสายชนวนต่อกับฟายัส ยาวมาถึงฟาเยร่า ตรงสายชนวนที่ติดกับฟายัส ก็จะมีมัสเกลต้าอยู่เล็กน้อย เมื่อฟาเยร่าจุดไฟตรงปลายข้างหนึ่ง สายชนวนก็จะค่อยๆ ไหม้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลามไปไหม้ฟายัสในที่สุด ระหว่างที่มองภาพฟายัสในกองเพลิง ฟาเยร่าทั้งหลายก็จะร้องไห้ เราก็สงสัย ถามเค้าว่า ทำไมฟาเยร่าต้องร้องไห้ด้วย เป็นหน้าที่เค้าเหรอ โฮสต์มัมก็ตอบเราว่า เพราะฟาเยร่ารู้ว่า นับจากนี้ไป หน้าที่ของพวกเธอก็จบลงแล้ว ได้เป็นเหมือนดาวส่องประกาย ใครๆ ก็รู้จักตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ของฟายัส แต่เมื่อช่วงเวลานี้หมดไป ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดา ไม่มีใครมาสนใจ เราฟังแล้วก็อืมม มันคุ้นๆ นะ ถามเค้าว่า เหมือนมิสยูนิเวิร์สอะไรพวกนี้ใช่มั้ย เค้าก็บอก นั่นแหละ ใช่เลย

ในความคิดของเรานั้น ตอนมองฟายัสที่กำลังไหม้ เราเศร้ามากๆ เลยอะ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม รู้สึกแย่มากๆ เราไม่ได้ถ่ายรูปฟายัสที่กำลังไหม้เลยซักรูป ทั้งๆ ที่ก็เอากล้องไป แต่รู้สึกว่า ไม่อยากเก็บภาพแบบนี้ไว้ในความทรงจำ โฮสต์เราก็พยายามปลอบกันใหญ่ บอกว่า เผาไป ปีหน้าจะได้มีฟายัสใหม่ที่สวยกว่าเดิม ทุกคนก็อยากจะทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ฟายัสของตัวเองโดนเผา เพราะงั้น เราก็จะได้เห็นฟายัสสวยๆ เยอะแยะ

แต่เราก็ยังเศร้าอยู่ดีน่ะแหละ (วันต่อมาตอนเพื่อนกลับไป เราก็ต่อมน้ำตาแตก ร้องไห้กลางสถานีรถไฟเลยอะ อายมาก)

อันนี้เป็นชุดฟาเยร่าที่โฮสต์มัมเราเค้าตัดเอง อาจจะไม่ครบเครื่องเพราะแค่ใส่ถ่ายรูปเฉยๆ


อันนี้ก็เป็นชุดประจำแคว้นบาเลนเซียเหมือนกัน แต่แบบนี้จะค่อนข้างเป็นสำหรับคนทำงานธรรมดามากกว่า ไม่หรูเท่าอันข้างบน




รูปฟายัสแบบต่างๆ




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2548    
Last Update : 10 สิงหาคม 2548 22:20:25 น.
Counter : 297 Pageviews.  

A Lunch with AFS

ขออัพเดทเล็กน้อย เผื่อมีคนอยากอ่านเรื่องตอนไปกินกลางวันกับเอเอฟเอส


อาหารไทย(มั้ง) ที่ทำไปก็คือ ทูน่าฟู (รสชาติเหมือนหมูหยอง) กับยำแอปเปิ้ลเขียว ดูหรูหราเนอะ ดัดแปลงมาจากยำปลาดุกฟูน่ะนะ กว่าจะทำเสร็จ โฮสต์มัมก็เหนื่อยกับเราไปหลายรอบ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องซักที ใช้เวลานานมากๆ อ่ะ (เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการหั่นแอปเปิ้ลให้เป็นเส้นๆ)

พอไปถึงสถานที่ๆ เค้านัด เหมือนเป็นศูนย์กีฬาของเมืองมั้ง (ใช้คำแปลกๆ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าไรดีอ่ะ) ก็หาไม่เจอว่าเค้าอยู่ตรงไหนกัน เพราะมันใหญ่มากๆ แต่ในที่สุด หลังจากเดืนจนเกือบทั่วแล้ว ก็เจอเค้าอยู่ในร้านอาหารของศูนย์กีฬากัน ดีใจสุดๆ เพราะได้เจอเพื่อน (ทั้งคนไทยและคนอื่น)

เพื่อนคนไทยที่เจอกันมีสองคน (อีกคนอยู่ทางเหนือ มีกิจกรรมไร ก็ไม่ได้ทำด้วยกัน คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย) คนนึงอยู่เมืองทางเหนือเราขึ้นไปอีก คนนี้ชีวิตที่นี่น่าสงสารเล็กน้อย เพราะไม่ได้โฮสต์แฟมแบบถาวร ก็เปลี่ยนไปแล้วห้าครอบครัว ดีมั่ง ไม่มีมั่ง ลุ่มๆ ดอนๆ ไปเรื่อยๆ ครอบครัวปัจจุบันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (เค้าไม่ได้มาด้วย) แต่เค้าก็บอกว่า ก็ยังดีกว่าหาครอบครัวอยู่ไม่ได้ล่ะนะ

ส่วนอีกคน อยู่เมืองทางใต้เรา (สรุปเราอยู่กลาง) คนนี้ก็ได้โฮสต์แฟมตอนมาถึงสเปน แต่โฮสต์แฟมก็ใจดีมากๆ พ่อแม่เพิ่งแต่งงานกัน ยังอายุน้อยกันอยู่เลย 30 กับ 27 เพื่อนคนนี้ก็แฮปปี้ดี แต่เมืองที่เค้าอยู่มันบ้านนอกกว่าเมืองเราอีกอ่ะ แถมไม่มีเมืองใหญ่อยู่ใกล้ๆ ด้วย ก็เลยเบื่อเล็กน้อย

นอกจากนี้ก็เจอเพื่อนประเทศอื่นอีกมากมาย ที่เคยเจอกันตอนเข้าแคมป์น่ะ แต่พวกที่อยู่ทางใต้(ยกเว้นเพื่อนคนไทยเรา) ไม่มากัน (มีเด็กญี่ปุ่น ออสเตรีย ออสเตรเลีย ตุรกี แล้วก็นอร์เวย์ ส่วนอเมริกาอีกคนนั้น กลับประเทศไปแล้ว เพราะปู่ป่วยหนัก)

ก็มีเด็กสเปนที่กำลังจะไปกับเอเอฟเอสปีนี้มาด้วย ส่วนใหญ่ก็ไปอเมริกากันอ่ะนะ

เออ ลืมเล่า เราทำขนมไปด้วยนะ ขนมอะลัว รู้จักป่ะ แต่ที่นี่มันไม่มีกะทิ ต้องใส่นมแทน ถ้วยตวงที่บ้านก็ไม่มี กะๆ เอา แล้วจริงๆ มันต้องใช้ถุงบีบกับหัวบีบคริม แบบที่เค้าใช้แต่งหน้าเค้กกันอ่ะ แต่ที่นี่ไม่มี ก็ใช้ถุงพลาสติกธรรมดาแทน อนาถมาก สีผสมอาหารที่บ้านก็ไม่มี ต้องใช้ผงที่เค้าใช้แต่งสีปาเอย่า คงเป็นสีผสมอาหารเหมือนกันน่ะแหละ แต่มันเป็นสีเหลือง ขนมก็เลยออกมาลักษณะคล้ายๆ ขนมตาล แต่รสชาติ ไม่อร่อยเอามากๆๆๆๆ

พอทุกคนมาหมดแล้ว ก็มีแนะนำตัว แนะนำอาหาร เพื่อนเราคนไทยสองคน คนนึงทำลาบ เพราะเค้ามีผงลาบสำเร็จรูปอยู่แล้ว อีกคนทำสามอย่างแน่ะ ต้มยำกุ้ง (ซึ่งไม่ได้ใส่ใบมะกรูดกับตะใคร้นะ แต่ใส่ผักอะไรซักอย่างของสเปน เพื่อนบอก ไม่รู้เหมือนกัน มีอะไรก็หยิบๆ ใส่มา) ข้าวผัดกุ้ง แล้วก็ยำปลากระป๋อง (อันนี้ใช้ปลากระป่องจากโคลัมเบียเชียวนะ)

อาหารที่เพื่อนเราทำ อร่อยมากๆ ส่วนของเรา ยำปลาทูน่าฟูก็ใช้ได้ มีคนชมด้วย (คาดว่าเป็นไปตามมารยาท) แต่ก็ยังโอเค ที่ทำอาหารเป็นครั้งแรกแล้วให้คนอื่นกินได้ ดีใจ๊ ดีใจ

ส่วนขนมหวาน ของประเทศอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง อร่อยมากกกกกกกกกก ของเด็กจากไอซ์แลนด์ ทำเค้กช็อคฯอ่ะ อร่อยมากๆ แต่พอโฮสต์แฟมเค้ามาคุยกะเรา บอกถึงส่วนผสม ก็แทบไม่อยากกิน เพราะท่าทางแคลลอรี่จะสูงมากๆ กินเยอะๆ เส้นเลือดอุดตันตายกันพอดี

ตอนใกล้จะกลับ ในที่สุดเราก็ได้ติวเตอร์(ที่ปรึกษา) แล้ว คนเก่าไม่รู้หายไปไหน (เออ เอารูปเค้าให้เพื่อนดู ตอนที่เจอกันในแคมป์ เพื่อนบอก หน้าตาเหมือนเฟร์นันโด อลอนโซ เรามาดูอีกที ก็เออ เหมือนว่ะ)

คนใหม่นี่มาจากเวเนซูเอล่าเลยนะ เคยไปอิตาลีกับเอเอฟเอสมา เมื่อวานก็เพิ่งนัดเจอกันในบาเลนเซีย เค้าก็พาเราเดินซะ ปวดขาเลย (เดินไปคุยไป เมื่อยคออีกตังหาก เพราะต้องเงยหน้าคุย)

เค้าก็ท่าทางโอเคดี (เป็นผู้ชายนะ ชื่อ Jesús เคซุส) แต่คุยๆ ไปรู้สึกเค้าเหมือนเกย์นิดๆ แต่ยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ไว้ต้องคอยดูกันต่อไป

ท่าทางใจดี ก็คงปรึกษาได้แหละ แต่เผอิญตอนนี้เป็นช่วงที่ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แบบว่าเคยอยากคุยเหมือนกันนะ กับที่ปรึกษาเนี่ย อยากคุยแต่ก็ไม่มีใครให้คุย เพราะเค้าไม่ติดต่อมา พอตอนนี้มีมา ปัญหาทั้งหลายแหล่ก็ไม่มีซะแล้ว เฮ้ออออออ เซ็ง

ช่วงเสาร์อาทิตย์ เพื่อนที่อยู่เมืองทางเหนือขึ้นไป ก็มา้ค้างกับเราด้วย เกรงใจโฮสต์เหมือนกัน แต่ก็นะ เพื่อนเรา เค้าไม่ค่อยได้เที่ยวเท่าไหร่กับโฮสต์แฟมปัจจุบัน เดี๋ยวเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี่ เพื่อนที่อยู่ทางใต้ก็จะมาค้างด้วยเหมือนกัน ดูฟายัสกัน (ที่พูดถึงนี่ เพื่อนคนไทยนะ)

พอดีกว่าเนอะ รู้สึกพิมพ์ๆไปแล้วมันมั่วๆ ยังไงไม่รู้ แบบว่าคนพิมพ์รู้เรื่องอยู่คนเดียว คนอื่นคงอ่านไม่รู้เรื่องแหงๆ




 

Create Date : 18 มีนาคม 2548    
Last Update : 18 มีนาคม 2548 0:30:59 น.
Counter : 233 Pageviews.  

Mascletà

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เข้าเมืองบาเลนเซียกับโฮสต์แฟม เล่าวันเสาร์ก่อนละกัน จะได้ไม่งง

วันเสาร์ไปกับโฮสต์แดดและคาร์เมน คาร์เมนเค้านัดเจอกับเพื่อน ก็ต้องไปยืนรอกับเค้าด้วย เกือบชม. หลังจากนั้นก็เดินแหวกคนไปหาที่ยืนดู Mascletà (มัสเกลต้า) หรือ ดอกไม้ไฟ ที่จะจุดกันตอนบ่ายสองโมงของทุกวัน แต่วันเสาร์อาทิตย์จะพิเศษหน่อย จะใหญ่กว่าวันธรรมดา คนก็จะเยอะเป็นพิเศษ ทั้งคนสเปน และนักท่องเที่ยวทั้งหลายแหล่ ฟังภาษากันอลหม่านเลยแหละ

วันนั้นแดดร้อนเหมือนกันนะ เราใส่แจ๊คเก็ตยังทนไม่ไหว ต้องถอดออก แต่ก็ไม่ได้เย็นขึ้น เพราะข้างในก็เป็นสเวตเตอร์ไหมพรม ก็ยืนร้อนอย่างนั้นแหละ รออยู่ประมาณสิบกว่านาที เพราะเค้าต้องจุดตอนบ่ายสองโมงตรงเป๊ะ โฮสต์แดดก็เริ่มบรรยายให้ฟังก่อนเลยว่า เนี่ย ที่จะจุดเนี่ย ยาว 120 เมตรนะ (ตอนแรกฟังเป็นกิโลเมตร ตกใจ นึกว่าจุดมาจากบาร์เซโลน่า) ความจริงถ้าดูตอนกลางคืนจะสวยกว่า เพราะมันจะเป็นแสงสี แต่เราก็ไม่ได้ถามว่า แล้วทำไมถึงมาจุดกันตอนกลางวันล่ะหว่าคิดว่าก็คงมีจุดตอนกลางคืน แต่ก็คงเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลน่ะ เอาแบบสวยสุดๆ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีจุดพลุเป็นระยะๆ ได้ยินแต่เสียงอ่ะ ไม่เห็นอะไร คาดว่าคงไม่มีสี เป็นเสียงอย่างเดียว พอจุดที คนก็ตะโกน ร้องประมาณว่า เริ่มได้แล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาเค้าก็ไม่เริ่มอ่ะนะ

ในที่สุด พอบ่ายสองโมงตรงเป๊ะ (ดูเวลาได้จากนาฬิกาตรงอาคาร Ayuntamiento) ก็เริ่มจุด มันเป็นอะไรที่เร้าใจมาก ไม่รู้สินะ เราไม่เคยดูเค้าจุดพลุ (หรือดอกไม้ไฟ) ใหญ่ๆ ใกล้ๆ แบบนี้ เสียงดังเหมือนกลองเลย แต่ไม่น่ารำคาญ แล้วก็สนุกด้วย ดังจนพื้นถนนที่ยืนอยู่สะเทือนจนรู้สึกได้เลยอ่ะ ดอกไม้ไฟทีุ่จุดขึ้นไป ก็มีสีด้วยนะ สวยเหมือนกัน ถึงจะเป็นตอนกลางวันก็เหอะ แต่หลังๆ ควันชักเริ่มเยอะ ก็มองไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่ก็สวยดี เสียงมันทำให้เรานึกถึงกลองเวลาออกรบเลยอ่ะ ประมาณว่าปลุกใจ ชอบมากๆ

พอดูเสร็จ ก็ต้องแหวกคลื่นคน กลับไปที่สถานีรถไฟ ก็ไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ แต่เท่าที่เดินผ่านๆ แล้ว ตามถนนก็มีติดไฟไว้สำหรับตอนกลางคืน เห็นรูปในหนังสือพิมพ์แล้ว งามมากๆ กะว่าไว้อาทิตย์หน้าจะไปเดินตอนกลางคืน แล้วจะถ่ายรูปสวยๆ มาลง

วันอาทิตย์ ก็ไปอีกรอบ แต่คราวนี้ไปกับโฮสต์แดด กับโฮสต์มัม (สบายใจดี) ก็ไปยืนใกล้กว่าวันเสาร์ เพราะยืนอยู่ตรงข้ามกับอาคาร Ayuntamiento พอดีเลย คราวนี้ไปเร็วกว่าเมืื่อวันเสาร์ ก็เลยไม่ต้องแหวกคลื่นคนเยอะเท่าไหร่ ก็ไปหาที่ยืนรอ แดดไม่ค่อยมี ฟ้าครึ้มๆ ด้วย แต่ฝนไ่ม่ตก ระหว่างนั้นก็มีการเปิดเพลงประจำแคว้น เปิดเพลงประจำเทศกาลฟายัส แล้วก็เปิดเพลง Hymno de Valencia ด้วย งงๆ เล็กน้อย นักเตะบาเลนเซียกับบรรดาฟาเยร่าทั้งหลาย ก็มายืนกันตรงระเบียงอาคาร แต่เรามองไม่เห็นอะไรหรอก เพราะว่าอยู่ไกล แล้วก็มีต้นไม้บังด้วย มารู้ตอนดูข่าวตอนกลางคืนว่า เค้ามอบถ้วยสโมสรอันดับหนึ่งของโลกประจำปี 2004 ให้ทีมบาเลนเซีย ก็เลยมีการสรรเสริญกันนิดหน่อย

พอบ่ายสองโมงตรง ทุกคนเตรียมพร้อม คุณพ่อทั้งหลายก็เตรียม ให้ลูกขี่คอกันใหญ่ (เด็กเล็กๆ ไปดูกันเยอะเหมือนกันนะ) แต่พอเสียงพลุเริ่มเท่านั้นแหละ ก็รีบพาลูกลงจากบ่าแทบไม่ทัน เพราะเด็กตกใจ ร้องไห้กันใหญ่

จริงๆ เสียงดังกว่าวันเสาร์เยอะเลยแหละ เพราะเรามายืนใกล้กว่าด้วยมั้ง แล้วข้างหลังก็เป็นกำแพง (บ้านใครไม่รู้) เสียงก็เลยสะท้อนกลับมา ยิ่งดังเข้าไปใหญ่ ตอนแรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่ ตอนใกล้จะจบเนี่ยสิ (จุดกันนานประมาณ 5-6 นาที ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะดูเพลินจนลืมดูนาฬิกาทุกที) รู้สึกได้เลยว่าแก้วหูมันสั่นสะเทือน ด้วยสัญชาตญาณ ก็รีบเอามือปิดๆ หูไว้นิดหน่อย พอโฮสต์สองคนเห็น ก็ห้ามไม่ให้เอามือปิดหู บอกว่าให้อ้าปากแทน ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่พอมาคุยกะเพื่อน เพื่อนก็บอก โดนห้ามเหมือนกัน ไม่เข้าใจ ไว้ต้องไปหาข้อมูลอีกที

สรุปแล้ว ทุกอย่าง สวยมากๆ ตั้งหน้าตั้งตารอตอนแห่ขบวนเปเปอร์มาเช่ ทั้งหลาย แล้วก็ตอนเผาด้วย เดี๋ยววันเสาร์หน้า มีนัดกินอาหารกลางวันกับเพื่อนเอเอฟเอส เอเอฟเอสเค้าจัด เฉพาะคนที่อยู่ใกล้ๆ แถบนี้เท่านั้น ก็ไม่รู้จะเป็นไงมั่ง จริงๆ แล้วเค้ายังไม่โทรมาแจ้งข่าวเราเลยแหละ (นี่มันวันจันทร์แล้วนะ) เรารู้อะไรเป็นคนสุดท้ายเสมอ รู้จากเพื่อนก่อนเอเอฟเอสตลอด เฮ้ออออออออ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ต้องเอาอาหารประจำชาติไปด้วยแหละ แล้วชั้นจะทำอะไรวะเนี่ย ดีนะที่เพื่อนคนไทยอีกคนก็จะไปด้วย เค้าบอก ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเค้าทำไปเอง แต่เราก็เกรงใจ ก็ควรจะทำอะไรบ้างอ่ะนะ ก็กะว่า ไว้จะเข้าเมืองไปดูตามซูเปอร์มาร์เก็ตละกัน เพราะเพื่อนไอซ์แลนด์ก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน ยังมาคุยกะเราอยู่เลยว่า อาหารประจำชาติไอซ์แลนด์มีอะไรบ้างก็ไม่รู้ เหอะๆ ส่วนเรา ก็ไม่ต้องห่วง ฝีมือทำอาหาร ไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว ทำไข่เจียวยังไหม้เลย โฮๆๆๆ ทำไมเกิดมาไร้พรสวรรค์เช่นนี้




 

Create Date : 08 มีนาคม 2548    
Last Update : 8 มีนาคม 2548 2:09:17 น.
Counter : 171 Pageviews.  

Valencia 1-1 Real Madrid

ได้ดูเมื่อวันเสาร์ ไม่มีถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี แต่เนื่องจากคุณโฮสต์แดดเราขวนขวายมาก ก็เลยไปดูกันที่บ้านซิลเวีย (น้องสาวโฮสต์มัม)

ก่อนหน้านั้นเข้าเมืองบาเลนเซียไปดูดอกไม้ไฟมา เดี๋ยวจะแยกเล่าเป็นอีกเรื่องละกัน (ไม่งั้นสับสน) ก็สนุกดี สวยด้วย ไปทั้งสองวันเลย ชอบมากๆ อยากมาดูทุกปีเลยอ่ะ

โอเค เข้าเรื่องบอลก่อน เปิดเกมมา (อดดูตอนนักเตะลงสนามเลยอ่ะ ได้ดูตอนเกมเริ่มไปแล้วสองวินาที) เกมนี้มาดริดไม่มีซีดาน เพราะเจ็บอยู่ แต่กาซิยาส (สุดที่รัก) ที่เจ็บจากเกมที่แล้ว ลงได้ ไม่มีปัญหา (คนหนุ่มกะคนแก่ก็ต่างกันเงี้ยล่ะนะ) ดูๆ แล้ว มาดริดห่วยกว่าเล็กน้อย ไม่รูสิ สำหรับเราแล้ว ชื่อผู้เล่นของบาเลนเซียดูมีคุณภาพกว่าทั้งตัวจริงและตัวสำรองที่นั่งอยู่ข้างสนาม ตััวสำรองของมาดริดสองสามคน เราไม่เคยได้ยิินชื่ออ่ะ (น่าเศร้าใจ)

เกมเริ่ม ดูๆไป มาดริดก็คุมลูกได้มากกว่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเจาะไม่ทะลุกองหลังบาเลนเซีย บาเลนเซียก็โต้กลับหลายรอบ น่ากลัวเหมือนกัน แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ (เพราะมาดริดโชคช่วย)

ในที่สุด นาทีที่ 14 ปาโบล ไอมาร์ ก็หลุดเข้าไปยิงประตูให้บาเลนเซียได้ จากความผิดพลาด (ที่มีอยู่ตลอดเวลา) ของกองหลังมาดริด บวกกับ กาซิยาสไปยืนคุมด้านซ้าย (ไอมาร์ยิงด้านขวา) บาเลนเซียนำ 1-0

หลังจากนั้น ทั้งสองทีมก็ดูเนือยๆ ลงไป จนกระทั่งนาทีที่ 28 โรนัลโด้ ก็ลากบอลหลุดกองหลัง และคานยิซาเรส เข้าไปยิงประตูแบบสบายๆ เสมอกัน 1-1 (ไม่อยากจะบอกว่า เราดีใจแทบจะกรี๊ดลั่น แต่ต้องรักษาภาพพจน์)

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรจนกระทั่งจบครึ่งแรก อยากจะบอกว่า เรานั่งดูไป เชียร์ไป ก็จะโดนทุกคนที่นั่งดูอยู่ รุมอยู่แล้ว เพราะเค้าเชียร์บาเลนเซียกันหมด (มีโฮสต์แดด, ซิลเวีย, สามีซิลเวีย, ลูกชายซิลเวีย อายุ 14 กับลูกสาวซิลเวีย 10ขวบ) นี่ถ้าไปนั่งดูกะคนทีี่ไม่รู้จักในบาร์ คงโดนรุมแหงๆ (ก็ดันมาเชียร์มาดริดในบาเลนเซียนี่นา)

ครึ่งหลัง เป็นอะไรที่หวาดเสียวมากๆ สำหรับมาดริด เพราะพี่แกเล่นไม่บุก ไม่รับ พอจะบุกขึ้นไป อ้าว กองหน้าหายไปไหนหมดหว่า พอเค้าบุกกลับมา เอ๊ แล้วกองหลังมันไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ สรุป ไม่รู้สิบเอ็ดคน หายไปอยู่ไหนกันหมด เห็นแต่ชุดขาวๆ ของบาเลนเซียเต็มสนาม ชุดสีน้ำเงิน (ชุดทีมเยือน) ของมาดริดไม่ค่อยเห็นเลย จริงๆ ดูไกลๆ เกือบเชียร์ผิดซะหลายรอบแล้วมั้ยล่ะ มาดริดไม่น่าเปลี่ยนชุดทีมเยือนมาเป็นสีน้ำเงินเลย สีดำออกจะเท่ ไม่ค่อยซ้ำใครด้วย

สรุปว่า ครึ่งหลัง มาดริดเล่นกันได้ห่วยแตกมาก ประมาณว่ากลัวเหนื่อย เล่นกันแบบไม่ง้อบอล พอโดนเค้ามาแย่งก็ อุ๊ย บอลหลุดเท้าไปซะแล้ว แย่จัง แล้วก็เดินทำใจอยู่นาน กว่าจะกลับมามีส่วนร่วมกับเกมอีก บาเลนเซียก็บุกกระหน่ำ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะกาซิยาสเซฟได้ทุกลูก (เก่งจริงๆ เลย สุดที่รักเรา)

ระหว่างเชียร์ คุณโฮสต์แดด กับ ราฟา สามีซิลเวีย ก็นั่งด่ามาดริดกันใหญ่ คือก็รู้แหละ ว่าเค้าก็เล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย เกมจบก็จบไป ก็ตลกดี เค้าล้อท่าผู้เ่ล่นของมาดริด อย่าง กูตี โรนัลโด้ เบคแคม อะไรพวกเนี้ย ประมาณว่า ตุ๊ดๆ หน่อย เหมือนเป็นเกย์กัน ฮามาก (ดีนะ ไม่มาล้อสุดที่รักเรา ไม่งั้นอาจจะมีเคืองได้)

สรุป จบเกมก็เสมอกันไป 1-1 สบายใจกันไปทั้งสองฝ่าย แถลงข่าวก็ออกมาชื่นชมกัน สรุปว่า ผลนัดนี้ทุกคนพอใจ เราว่าช่วงนี้บาเลนเซียก็เล่นดีขึ้นเยอะมากๆ เสียดายที่กลับตัวช้าไปหน่อย (ต้องบอกว่า น่าเสียดายที่รานิเอรี่ออกช้าไปหน่อย) นี่ถ้ารานิเอรี่ไปคุมทีมแถบแคว้นบาสก์ แล้วทำแบบนี้นะ มีหวัง บ้านได้โดนวางระเบิดแน่ๆ (แถบนี้ขึ้นชื่ออยู่แล้ว ไม่พอใจอะไร เอะอะก็วางระเบิดๆ วางกันทุกอาทิตย์น่ะแหละ เท่าที่เป็นตามข่าวนะ ที่ไม่เป็นข่าวอีกไม่รู้เท่าไหร่ คาดว่าคงมีทุกวันแหละ)




 

Create Date : 08 มีนาคม 2548    
Last Update : 8 มีนาคม 2548 1:33:11 น.
Counter : 143 Pageviews.  

Christmas, New Year and Los Reyes Margos

เห็นแล้วอาจจะงงๆ ว่า นี่มันใกล้จะถึงอีสเตอร์อยู่แล้ว เพิ่งจะมาเขียนเรื่องคริสต์มาส ปีใหม่เรอะ ก็มันลืมนี่นา แต่ไปๆ มาๆ ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เขียนเลยนี่หว่า ก็เอาตอนนี้ละกัน เอาน่า ไม่ใช่ไดอารี่ซักหน่อย

คืนวันคริสต์มาสอีฟ ภาษาสเปนเรียก Noche buena โนเช่ บูเอน่า (ภาษาอังกฤษก็คงเป็น Holy Night มั้ง ไม่รู้สิ) เรากับโฮสต์แฟมก็ไปกินอาหารค่ำที่บ้านคุณตาคุณยายกัน (พ่อแม่โฮสต์มัม) ก็เหมือนรวมญาติอ่ะ ครอบครัวซิลเวีย (น้องสาวโฮสต์มัม) ก็มากินด้วยกัน

อาหารที่กินกันเป็นออเดิร์ฟ ก็มี คาม่อน ชีส มะกอกดอง ฯลฯ แต่เราไม่ได้นั่งกินกับเค้าตอนออเดิร์ฟ เพราะออกไปยืนดูโฮสต์แดดกับซิลเวียย่างกุ้ง ปลาหมึกกันอยู่ข้างนอก (หนาวมาก แต่ยืนข้างๆ เตา ก็เลยอุ่นๆ)

อาหารทะเลย่างพวกนี้ อร่อยมากกกกกกกก ปลาหมึกพอเค้าย่างเสร็จ ก็เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ราดน้ำซอสไสๆ เปรี้ยวๆ กับผักคล้ายๆ ผักชีหั่นฝอย มันเข้ากันมากๆ อร่อยที่สุดดดดดดดดดดดดด ปลาหมึกจะหวานๆ กินกับซอสเปรี้ยวๆ แล้ว โอ๊ยยยยยยย น้ำลายจะไหล ส่วนกุ้งก็อร่อยเหมือนกัน ตัวใหญ่ เนื้อหวานมากๆ นี่ถ้ามีให้ไม่อั้นเราคงกินซักกิโลนึง (แต่เค้าให้คนละสี่ตัวเองอ่ะ)

หลังจากกินอาหารทะเลกันเสร็จแล้ว ก็นั่งกินออเดิร์ฟ รอจานต่อไปกัน ซึ่งก็คือ เนื้อแพะย่างนั่นเอง มันเป็นธรรมเนียมของคนสเปน ที่คืนวันนั้นต้องกินเนื้อแพะย่าง (ประมาณระลึกถึงพระเยซูน่ะนะ) มันดูน่ากินมากๆ แต่พอกินไปมันเหมือนมีกลิ่นคาวๆ ยังไงก็ไม่รู้อ่ะ เป็นกลิ่นคล้ายๆ นม เนื้อมันก็โอเคนะ เรากินไปนิดหน่อย บอกเค้าว่าไม่ชอบเท่าไหร่ เค้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะว่าโฮสต์แดดก็ไม่ชอบกินเหมือนกัน

หลังจากนั้นก็มีของหวาน เป็นผลไม้กระป๋อง กับไอศกรีม อร่อยมากกกกกก แล้วก็ดื่มน้ำชา กาแฟกัน เราไม่ดื่มอยู่แล้ว ก็นั่งกินช็อคโกแลตน่ะแหละ (ตูร่อนด้วย เยอะแยะ อร่อยมากกกก)

ก่อนกินอาหาร เค้าก็แกะของขวัญกันไปเรียบร้อยแล้ว จริงๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนเลือกของขวัญให้ตัวเอง (แต่คนอื่นซื้อ) อยู่แล้ว ก็ไม่ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ ส่วนเราตอนเค้าไปซื้อของขวัญกัน ก็ถามเราว่าอยากได้อะไร เราก็บอกไม่รู้ ตอนแรกโฮสต์แดดจะซื้อเสื้อทีมรีลมาดริดให้ด้วยแหละ (แต่เป็นเสื้อผู้เล่นธรรมดา จริงๆ อยากได้เสื้อโกลอ่ะ แหะๆ ) แต่ราคามันแพงโคดดดดดดดดด เสื้อบ้าไรวะ ตัวละ 50 ยูโรเนี่ยนะ ชั้นจะบ้าตาย เกรงใจเค้ามากๆ (อาศัยเค้าอยู่แล้วยังจะผลาญตังค์อีก) ก็เลยไม่เอาดีกว่า สรุปก็ได้ดอน กิโฆเต้ มาเล่มนึง ราคาค่อยหายใจทั่วท้องหน่อย (มีโครงการจะแปลเป็นภาษาไทยด้วยนะ แต่พอเปิดมาเจอหน้าแรกก็คิดว่า ไว้กลับไปแปลเมืองไทยละกัน)

Don Quijote de la Mancha ดอน กิโฆเต้ เด ลา มันชา เป็นเหมือนวรรณคดีที่มีชื่อเสียงมากของสเปน เมืองไทยยังหาคนแปลไม่ได้เลย แต่เราก็อยากอ่านเหมือนกันนะ ชาตินึงคงจบน่ะ ไว้ให้ภาษาดีๆ กว่านี้ แล้วมีเวลาเยอะ ค่อยแปล (คงต้องรอชาติหน้าล่ะมั้ง)

พอวันคริสต์มาส คือวันที่ 25 ธ.ค. ก็ไปกินข้าวกลางวันที่บ้านพี่สาวโฮสต์แดด (โรซาเลีย) ก็มีครอบครัวเรา ครอบครัวเค้า (มีเค้ากับลูกสาว ลูกชาย กับแฟนลูกชาย) แล้วก็พ่อแม่โฮสต์มัม ก็กินซุปฟิเดโอกับผัก เนื้อสัตว์ที่ใช้ต้มซุปน่ะแหละ ก็อร่อยดี แล้วเค้าก็นั่งๆ คุยกันมาราธอน ตั้งแต่เริ่มกินข้าวประมาณบ่ายสองบ่ายสาม ยันห้าโมงเย็นกว่าๆ ถึงจะได้ฤกษ์กลับบ้าน เดินออกมาก็หนาวจะตายอยู่แล้ว ยังจะแวะไปเมอร์รี่คริสต์มาสกะเพื่อนอีก ดีนะที่เพื่อนไม่อยู่บ้าน ไม่งั้นคงอีกยาว

พอกลับไปถึงบ้าน ตอนแรกเค้าก็จะไปดูหนังกันล่ะนะ แต่เราดันปวดหัวซะก่อน ก็เลยไม่ได้ไป (จำไม่ได้ก็ไปขุดๆ หาอ่านเอา ขี้เกียจเขียนซ้ำ)

วันปีใหม่ เราก็ไปฉลองกับโฮสต์แดด โฮสต์มัม ที่แคมปิ้ง (เคยเล่าไปแล้วใช่มะ ว่าแคมป์ปิ้งคือบ้านพักตากอากาศของเค้าช่วงหน้าร้อน มันอยู่ใกล้ทะเล แล้วก็ไม่ได้เป็นเต๊นท์ด้วย เป็นบ้านหลังๆ เนี่ยแหละ แต่เล็กๆ ทำจากรถคาราวานอ่ะ แล้วในแคมป์ปิ้งนึงก็จะมีหลายๆ บ้าน ประมาณ 40-50 หลังได้มั้ง เค้าก็จัดงานฉลองปีใหม่กัน) จริงๆ ตอนแรกการ์เมนชวนให้ไปทะเลด้วยกัน (จริงๆ พ่อแม่เค้าเป็นคนชวนอ่ะ) ตอนแรกก็ทำท่าแบบ เนี่ย คงไปไม่ได้หรอกมั้ง เพราะคนไปเยอะแล้ว รถอาจจะเต็ม (เพื่อนเค้าขับรถไปเอง) พอตอนหลัง เราก็เลยบอกว่า ไม่ไปกับเค้า จะอยู่ฉลองกับโฮสต์มัมโฮสต์แดด เค้าก็ทำท่าแบบ เนี่ยเห็นมะ บอกแล้ว เราน่ะ ไม่ยอมไปกะเค้าหรอก เหมือนกับว่า เรารังเกียจ ไม่อยากไปกับเค้า แล้วจะเอายังไงกะชั้นกันแน่วะเนี่ย

สรุปเราก็อยู่ฉลองที่แคมป์ปิ้งกับโฮสต์มัมโฮสต์แดด ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้ใหญ่กันทั้งนั้นแหละ เพราะวัยรุ่นเค้าก็ออกไปฉลองกับเพื่อนกันหมด (คริสต์มาสเหมือนเป็นเทศกาลของครอบครัว ส่วนปีใหม่ ใครอยากออกไปฉลองไหนก็ไป) มีคุณตาคุณยายไปด้วย (พ่อแม่โฮสต์มัม) เค้าก็น่ารักดี

อาหารก็อร่อยมาก ถึงมากที่สุด แต่กินอิ่มๆ แล้วก็ต้องโดนบังคับให้กินแชมเปญเนี่ย แน่นท้องมากๆ เลยนะ (แบบว่ามันต้องกินอ่ะ ไม่กินก็จะเสียมารยาทอีก เบื่อแชมเปญอย่างรุนแรง ช่วงปีใหม่เนี่ย)

พอตอนเที่ยงคืน ก็มีเคาท์ ดาวน์กัน ที่นี่ก็เป็นธรรมเนียมอีกล่ะ ว่าพอนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ต้องกินองุ่น 12 ลูก (Doce uvas) คือพอนาฬิกาตีทีนึง ก็กินองุ่นลูกนึง ของเรา โฮสต์มัมซื้อองุ่นแบบกระป๋องมา ที่ไว้ใช้สำหรับวัฒนธรรมนี้โดยเฉพาะ คือมันจะมีกระป๋องละ 12 ลูก ปอกเปลือกและเอาเม็ดออกเรียบร้อยแล้ว

นาฬิกามันตีเร็วมากเลยอ่ะ เรากินๆ เคี้ยวสองที ต้องรีบกลืน ไม่งั้นกินลูกต่อไปไม่ทัน มัวแต่กินองุ่น เลยลืมอธิษฐานเลย (องุ่นจะติดคอตายอยู่แล้ว ใครจะมีเวลาไปคิดเรื่องอธิษฐานล่ะ)

พอกินองุ่นกันเสร็จแล้ว ก็มีการอวยพรปีใหม่กัน ทุกคนก็เดินวนไปชนแก้มสวัสดีปีใหม่กัน เราก็ต้องไปชนกะเค้าด้วย คนไม่ใช่น้อยๆ นะ ประมาณสี่สิบ ห้าสิบคนได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายไม่โกนหนวดนะ เจ็บแก้มสุดๆ

หลังจากนั้น เค้าก็ออกมาโทรศัพท์สวัสดีปีใหม่กับลูกสาวเค้าทั้งสองคน แล้วก็กลับเข้าไป ก็เข้าไปเต้นกันน่ะแหละ เราไม่ชอบเต้นก็นั่งเฉยๆ คนนู้นคนนี้ก็พยายามจะชวนเราออกไปเต้นจริงเชียว ก็ออกไปนิดหน่อย แล้วก็กลับเข้ามานั่งเหมือนเดิม แต่คนสเปนเต้นสวยจริงๆ นะ ทุกคนเลยด้วย มันคงส่งผ่านกันได้ทางสายเลือดมั้ง

กว่าจะได้นอนวันปีใหม่ ก็เกือบตีสาม แถมนอนไม่หลับอีก วันต่อมาตาค้าง อารมณ์ไม่ดีเลย ส่วนผู้ชราทั้งหลาย ก็กินเยอะเกิน ปวดท้อง ท้องเสียกัน ไม่สบาย โอ๊ยยยย วุ่นวายดีแท้

ส่วนวัน Los Reyes Margos โลส เรเยส มาร์โกส คือวันที่ 6 ม.ค. เป็นวันที่ในคริสตประวัติ พระราชาสามองค์จากทิศตะวันออกมาให้ของขวัญพระเยซูหรืออะไรทำนองนี้มัง แล้วก็มาเตือนพระแม่มารี ให้พาพระเยซูหนีไปอยู่เมืองอื่นอ่ะ นั่นแหละ จำไม่ได้แล้ว อยากรู้ไปหาอ่านเอา ที่นี่ก็เป็นเหมือนวันเด็ก (แปลกเนอะ เดือนม.ค.เหมือนเมืองไทยเลย) ตอนกลางคืนของวันที่ 5 ม.ค. เด็กๆ ก็จะวางรองเท้าเอาไว้ตรงระเบียง แล้วก็วางคุ้กกี้กับนมไว้ พอตอนเช้าก็จะมีของขวัญอยู่ในรองเท้า ส่วนใหญ่ก็เป็นของเล่นเด็กน่ะแหละ

ส่วนบ้านเรา คืนวันที่ 5 ก็มีลูกพี่ลูกน้องของมาร์ต้ากับการ์เมนจากฝรั่งเศส (Marseille) ชื่ออเดรย์ มากินอาหารค่ำที่บ้านด้วย เค้าก็พาแฟนคนฝรั่งเศสมาด้วย ชื่อไรไม่รู้ จำไม่ได้ หน้าตาดีนะ (ผิดกับคนฝรั่งเศสทั่วไป) แต่นิสัย ไว้ค่อยพูดถึงกัน

โฮสต์มัมก็ทำอาหารธรรมดาๆ จานแรกเป็นไข่เจียวมันฝรั่ง คุณชายฝรั่งเศสก็ขอมะนาว โฮสต์มัมทำหน้างงๆ เล็กน้อย แต่ก็ไปหยิบมาให้ ออเดรย์ก็อธิบายว่า แฟนเค้าจะกินอะไรต้องบิบมะนาวใส่ทุกอย่าง แปลกดีเนอะ

จานที่สอง เป็นเนื้อม้าทอดกระเทียม ขอบอกว่าเนื้อม้าเป็นอะไรที่อร่อยมากกกกกกกกกก (เพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรก) มันไม่มีกลิ่นคาวเลยซักนิดเดียว อร่อยกว่าเนื้อหมูเยอะ ถึงแม้ลักษณะจะคล้ายๆ กัน นุ่มมาก แล้วก็ไม่มีมันเลย อยากกินอีกนะ แต่สงสารม้า

สุดท้ายก็เป็น ลองกานิโซ่ เป็นเนื้อหมูบดใส่เครืองปรุง ออกมาเป็นแท่งๆ คล้ายไส้กรอก แต่ไม่เหมือนไส้กรอกเยอรมันนะ ออกจะเหมือนไส้กรอกอีสานเมืองไทยมากกว่า (มีอีกหลายแบบ ซึ่งหลายอย่างๆ ก็รสชาติคล้ายแหนมเลยอ่ะ) มันอร่อยมาก อร่อยกว่าไส้กรอกแบบเยอรมัน หรือไส้กรอกแบบที่มีในเมืองไทยซะอีก

หลังจากนั้นก็กินของหวานกัน คุณฝรั่งเศสก็เลือกอยู่นาน (ไม่ใช่ร้านอาหารนะเฟ้ย) ในที่สุดก็สรุปได้ว่า จะกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ (เป็นแบบที่่ใส่น้ำตาลแล้ว) พอได้มา คุณฝรั่งเศสก็ขอน้ำตาล โฮสต์มัมก็บอก แต่นี่มันเป็นแบบมีน้ำตาลอยู่แล้วนะ (โฮสต์มัมเราก็พูดฝรั่งเศสได้ จริงๆ เค้าสัญชาติฝรั่งเศสเพราะเกิดตอนพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส) เค้าก็บอก จะใส่อีก โฮสต์มัมเราก็เลยต้องไปหยิบน้ำตาลมาให้ เค้าก็ใส่น้ำตาลลงไปในโยเกิร์ตถ้วยกะติ๊ดเดียว สองช้อน แล้วก็คนๆ จนมันเละๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจากนั้น ถึงเวลากินกาแฟ น้ำชากัน เค้าก็เอาเค้ก สำหรับวันโลส เรเยส เนี่ย มาตั้ง จริงเนื้อมันไม่เหมือนเนื้อเค้กเท่าไหร่นะ เหมือนขนมปังแบบก้อนๆ มากกว่า แต่มันเป็นกลมๆ เหมือนเค้ก ก็เลยเรียกเค้ก มีไส้เป็นผลไม้ของที่นี่ (ชื่อไรจำไม่ได้) กวนๆ หวานๆ ก็กร่อยดี แต่เค้กอันนี้ พิเศษตรงที่ว่า จะมีอยู่สองชิ้น ที่มีของซ่อนอยู่ข้างใน อันนึง จะเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ รูปพระราชา (มันอยู่ในห่อพลาสติกอีกที) ซึ่งคนที่ได้ ก็จะต้องสวมมงกุฎ (ที่มากับเค้ก) ได้เป็นพระราชาหนึ่งวัน (มงกุฎเป็นรูปเฟลอร์ เดอ ลีส์ ด้วยล่ะ) ส่วนอีกชิ้นนึง จะเป็นเม็ดถั่วเม็ดใหญ่ๆ ใครได้ก็จะต้องเป็นคนซื้อเค้กในปีต่อไป (ตอนแรกเค้าอยากให้เราได้ บอกว่าปีหน้าต้องกลับมาซื้อเค้กที่นี่ด้วยนะ) คุณฝรั่งเศสเป็นคนได้ไป คุณฝรั่งเศสก็เล่าวัฒนธรรมของฝรั่งเศสด้วย บอกว่ามีเค้กแบบนี้เหมือนกัน แต่กติกาต่างกัน (จำไม่ได้แล้ว รู้สึกคนเป็นพระราชา จะต้องซื้อแชมเปญเลี้ยงมั้ง)

พอกินกันเสร็จ ก็นั่งคุยกัน คุณฝรั่งเศสชวนคุยเรื่องไรรู้มะ เรื่องแฟชั่น โอ้ ผู้ชายฝรั่งเศสบ้าแฟชั่นขนาดนี้เชียว เป็นอย่างนี้กันหมดรึเปล่าเนี่ย

นอกจากนี้ คุณฝรั่งเศสก็ยังขับรถซิ่งมาก เราว่าโฮสต์แแดดเราซิ่งแล้วนะ แต่ยังเทียบคุณฝรั่งเศสไม่ติด ขนาดขับอยู่ในเมืองที่เราอยู่ ซึ่งถนนส่วนใหญ่เป็นเลนเดียว ก็จะขับกันซัก 30-40 กม.ต่อชม. ก็โอเคแล้ว นี่พี่แกเล่นเหยียบเกือบร้อย เบรกที ถ้าไม่คาดเข็มขัด ตัวคงทะลุกระจกข้างหน้าไปแล้ว

ตอนกลางคืน เราก็แอบให้ของขวัญโฮสต์แฟมด้วยล่ะ หอบรองเท้าเค้ามาวางหน้าประตู แล้วเอาของขวัญวางไว้ข้างๆ รองเท้า (ก็มันใหญ่เกิน ยัดลงไปในรองเท้าคงไม่ไหว) คือตอนคริสต์มาสเราไม่ได้ให้อะไรเค้า (ก็ทุกคนได้ของขวัญกันคนละชิ้นเดียว มาจากใครก็ได้ แล้ววันนั้นก็ยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ เลยไม่มีเวลาเตรียม) ก็เลยให้วันนี้แทน

เค้าตื่นมาก็แบบ มาขอบคุณ (แต่คนสเปนชอบดีใจเว่อร์อยู่แล้ว จนไม่รู้ว่าอันไหนจริงใจ หรืออันไหนเป็นแค่มารยาท) ก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่

วันที่ 6 ตอนกลางคืน ก็ไปดูหนัง The Incredible เป็นการ์ตูนที่น่ารักมากกกกกกกก ชอบมากๆ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ (ไม่ได้จ่ายเองไม่ใช่เหรอ)




 

Create Date : 04 มีนาคม 2548    
Last Update : 4 มีนาคม 2548 1:27:04 น.
Counter : 164 Pageviews.  

1  2  3  4  

espana
Location :
Picassent, Valencia Spain

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add espana's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.