กรึ๊บกรึ๋ย.............................. บรึ๋ยส์
Group Blog
 
All blogs
 

วั น... อั บ เ ฉ า ( แ ห่ ง ช า ติ )


เอิ่ม...

เรื่องของเรื่อง เกิดจากความคึก นึกสนุกอยากมีวันอับเฉา
ถึงฟ้าจะครึ้ม เมฆต่ำๆ ฝนพรำๆ ก็ยังคึกอยู่..
เลยดิ่งมานี่ก่อนฮ่ะ... วัดสุทัศน์ ณ เสาชิงช้า

..มาอับเฉาซะให้หายคึก ฮี่ฮี่ฮี่




พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ อธิบายความหมายของ “อับเฉา” ไว้ดังนี้..

อับเฉา ๒ น. หมายถึงของถ่วงเรือกันโคลง มีหินและทรายเป็นต้น.

ดูสั้นๆกุดๆยังไงไม่รุ..
แค่นี้อาจจะยังนึกภาพไม่ออก
เดี๋ยวลองไปดูที่พจนานุกรม ฉบับมติชนกันบ้าง..

ของสำนักมติชนนี่ เขาขยายคำอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น.. จนกระจ่าง

อับเฉา ๑ น. ของหนักที่ใช้ถ่วงเรือกันเรือโคลง. (จ.หมายถึง ระวางบรรทุกในเรือ): เรียกตุ๊กตาหินที่ขนมาจากเมืองจีนโดยทางเรือว่า ตุ๊กตาอับเฉา.

เอ่.. ไม่รู้ว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่า
แต่เอาเป็นว่า ..รู้จักแล้วใช่ไหม ว่าอับเฉาเนี่ย มันเป็นยังไง

เมื่อรู้จักแล้ว.. ก็ตามข้าพเจ้า ..มาดูอับเฉากันเต๊อะ



ว่ากันตามจริง ..ด้วยความรู้น้อยด้อยปัญญา บวกกับสมองปลาทอง
เที่ยววัดเที่ยววังครั้งใด ก็มักตรงดิ่งตามคู่มือนักท่องเที่ยว เพื่อไปดูสิ่งควรชม
ไปบ่อยก็ดูแต่ของเดิมๆ... เริ่มเกิดอาการเบื่อๆอยากๆ

บังเอิญไปสะดุดกับคำชักชวนของนายรอบรู้แห่งสำนักพิมพ์สารคดี
ตามลิงค์นี้..

นายรอบรู้ชวนเที่ยว : ดูสนุก ดูที่ไหน
ลัดเลาะเสาะหาตุ๊กตาศิลาจีน
//www.nairobroo.com/nairobroo_monthly/2004/12/travel.htm



แหม.. โดนสิฮะ โดน
พลาดได้ซะที่ไหน แต่ละแห่งที่แนะนำไว้ ออกจะใกล้บ้านสุดๆ

ทีแรก.. ว่าจะตระเวนรวดเดียว ซักสองวัดในหนึ่งวัน
ทั้งวัดสุทัศน์และวัดโพธิ์ ส่วนวัดอรุณ เก็บไว้ก่อน...

ลืมดูสังขารตัวเอง...
วันแรก เฉพาะวัดสุทัศน์ที่เดียว ก็ขาลากลิ้นห้อย เป็นหมาบ้าหอบแดดแล้ว

คือมันเพลินไง...

ถ้าไม่ทราบข้อมูลมาก่อน ว่าพวกอับเฉาเหล่านี้ มีจำแนกไว้เป็นหมวดหมู่
..ก็คงแค่ดูผ่านๆ

เที่ยวนี้ ใช้เวลาพิจารณาแต่ละตัวนานเป็นพิเศษ

ก้มๆเงยๆ...
จ้องดูสีหน้า ดูเสื้อผ้า ดูสิ่งของประกอบ

...แล้วจำแนก
ว่าอย่างไหนคือลั่นถัน
อย่างไหนคือขุนนางฝ่ายบู๊ ฝ่ายบุ๋น

เป็นนักบวชหรือชาวบ้าน
เป็นตัวสัตว์ในตำนาน
หรือที่พบเห็นได้ทั่วไป



เดินดูจนทั่ว ...ยังไม่เจอที่ซ้ำกันเลยสักนิด
แต่ละตัว อากัปกิริยา ท่วงท่าอาการ และสีหน้าสีตา ดูกลมกลืนสอดรับกันไปเสียทั้งหมด

เห็นชิ้นงานแล้วอยากรู้จักคนทำ...
แต่ละตัว ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดีเหลือเกิน
ทำได้ไงเนี่ย สุดยอด

อดคิดไม่ได้ว่า... ยามดึกสงัด วัดปิดปั๊กกะตูแล้ว
อับเฉาเหล่านี้ จะลุกขึ้นมาบิดเนื้อบิดตัว
สนทนาปราศรัยกันตามประสาหรือไม่... กรึ๋ยส์



ครั้งแรกที่รู้จักกับเจ้าตัวพวกนี้
...ครูพามาทัศนะศึกษาวัดโพธิ์

พี่ไกด์บรรยายแค่ว่า อับเฉาคือตุ๊กตาหินที่ประดับอยู่ตามวัดและวัง ซึ่งขนมาจากเมืองจีนในฐานะของถ่วงท้องเรือสำเภาสินค้า

แค่นี้จริงๆ...

ผ่านมาอีกหลายปี ได้มีโอกาสใกล้ชิดอับเฉารูปสิงโตจีนปากกว้างตาโปนอยู่คู่หนึ่ง
...ใกล้ชนิดเดินเฉียดทุกวัน


วันไหนนึกครึ้มขึ้นมา ก็พากันไปเกาะกลุ่ม ยืนลูบหัวเกาคอ
ไม่ก็ ล้วงมือเข้าไปกลิ้งลูกแก้ว(หิน) ในปากสิงห์
กลิ้งไปมาเสียงดังขลุกๆ ตามประสาคนซนฝนตกขี้หมูไหล

ก็แค่นั้นอีกนั่นแหละ...

ไม่ได้รู้เลย ว่าสิงห์คู่หน้าประตูวังนั่นน่ะ
คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การค้าสำเภา
แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

มาอาศัยวังของท่านเป็นแหล่งศึกษาวิชา
แต่เวลานั้นกลับไม่สนใจค้นคว้าเรื่องราวของท่าน
ใกล้เกลือกินด่างแท้ๆ...

มันน่าเขกกบาลตัวเองหลายๆโป๊ก



การค้าขายทางเรือของจีนกับไทยนั้นมีมาเนิ่นนาน
มีหลักฐานว่า บรรดาพ่อค้าชาวจีน เคยนำตุ๊กตาอับเฉาเข้ามาสู่ไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ด้วยเหตุที่ นอกจากจะใช้ถ่วงท้องเรือแล้ว
ยังเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของตนอีกประการหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเรือสัญชาติจีน หรือเรือสัญชาติไทย
เที่ยวไหนที่ออกจากท่าของไทย
สินค้าประดามีซึ่งบรรทุกไปจีนนั้น มักเป็นพวกของป่า เขาสัตว์
สมุนไพร ไม้หอม เครื่องเทศ ข้าว โลหะแปรรูป น้ำตาล
และอีกหลายอย่าง ล้วนมีน้ำหนักมากโข

ส่วนขามาจากเมืองจีน นอกจากพวกเครื่องกระเบื้องเครื่องถ้วย
ก็มักเป็นผ้าผ่อนแพรพรรณและใบชา
ซึ่งโดยมากมีน้ำหนักเบา เป็นอันตรายต่อการออกเรือมากลางมหาสมุทร

เรือสำเภาในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้ทำห้องอับเฉาหรือมีถังอับเฉาโดยเฉพาะ
เหมือนอย่างเรือเดินสมุทรยุคปัจจุบัน ที่มีกลไกคอยสูบน้ำเข้าออก เพื่อปรับระดับและถ่วงท้องเรือ

หากปล่อยให้เรือเบา
ยามปะทะคลื่นลม หรือเผชิญพายุ มีสิทธิ์พลิกคว่ำเอาเสียง่ายๆ...
จำเป็นต้องหาของหนักๆ อย่างหินหรือทราย มาช่วยถ่วงเอาไว้ด้วย

ซึ่งคงไม่มีอะไรดีไปกว่าก้อนหินผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่า
อย่างพวกตุ๊กตาหิน หรือเครื่องหินจำหลักทั้งหลายแหล่
ด้วยถึงฝั่งแล้ว หากไม่ขายแก่ผู้ชื่นชอบ
ก็คงใช้เป็นบรรณาการต่อมูลนาย
..ดูจะเอื้อประโยชน์มากกว่าขนหินขนทรายไร้ค่าหลายเท่าตัวนัก




อันที่จริง ใช่ว่าจะมีแต่ตุ๊กตาหรือหินจำหลัก เป็นของอับเฉา

ในสมัยกรุงธนบุรี.. มีหลักฐานปรากฏว่า
ทางเมืองจีน ยินดีงดเว้นเก็บภาษีขาออก จากหินอับเฉา
ด้วยความเห็นใจฝ่ายไทย เพิ่งผ่านศึกสงคราม และอยู่ในระหว่างก่อสร้างเมือง

ลักษณะของหินอับเฉาในยุคนั้น จึงไม่ใช่ของประดับสวยๆงามๆ
แต่เป็นของจำเป็นในการก่อสร้าง ..มาเป็นก้อนๆ เหลี่ยมๆ

เท่าที่เดินๆดู เห็นเอามาใช้ปูพื้นกันเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ



ส่วนตุ๊กตาอับเฉา และเครื่องจำหลักหินทั้งหลายนี่..
มาเฟื่องสุดๆ ก็เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
โปรดให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในขณะที่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
เป็นผู้คุมการก่อสร้างสวนขวา ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง
มีการนำพวกตุ๊กตาหินและเครื่องประดับสวนอย่างอื่นๆ
เข้ามาตกแต่งตามศิลปะแบบจีน
ซึ่งถือเป็นศิลปะแนวพระราชนิยมในยุคนั้น

ต่อมา เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ซึ่งทรงสนพระราชหฤทัยในการค้าขายทางเรือกับนานาประเทศอยู่เป็นทุนเดิม
ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ
พระองค์ก็ยิ่งสนับสนุนการค้าทางเรือนี้ยิ่งขึ้นไปอีก
ดังหลักฐานปรากฏว่า
ทรงมีเรือสินค้าในครอบครองทั้งสิ้นกว่าสิบลำ
ไม่นับเรือของเหล่าขุนน้ำขุนนางอีกหกเจ็ดลำ


การค้าสำเภานี้... ท่านว่ากำรี้กำไรดีนักแล



บ้านเมืองสงบ ปราศศึกสงคราม เงินทองมากเหลือ
ย่อมเป็นเวลาแห่งการทำนุวัดบำรุงเมือง

นอกจากบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามแล้ว
ยังมีที่พระองค์ทรงให้สร้างขึ้นใหม่อีกมาก รวมแล้วกว่า 70 แห่ง

หลายแห่ง.. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดให้ประดับประดาตกแต่งด้วยตุ๊กตาจีน

โดยเฉพาะที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ถือเป็นเป็นที่รวมตุ๊กตาจีนและของประดับอื่นๆ
ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่สุด มากกว่าวัดอื่นๆที่โปรดให้บูรณะ

โดยมีบันทึกไว้ว่า ตุ๊กตาจีนที่วัดโพธิ์นี้ มีอยู่ร่วมพันชิ้น
ส่วนที่มีมากเป็นอันดับถัดไป คือวัดอรุณราชวราราม
..มีอยู่ราวสามร้อยตัวเศษ

นี่ยังไม่นับวัดสุทัศน์ที่ได้ไปดูมาอีก...

อืม... มากมายขนาดนี้
ถ้านับรวมตุ๊กตาอับเฉาทั่วกรุงเทพฯ มิเดินดูกันเป็นเดือนๆหรือนี่

เอาเถิด ไว้มีโอกาสเมื่อไร จะไปอีกแน่ๆ...



คำแนะนำสำหรับนักดูอับเฉามือใหม่
อย่าไปซีเรียส ว่าต้องงู้นงี้งั้นฮ่ะ..
ดูเอาสนุกเข้าว่าไว้ก่อน

อาจจะเริ่มที่พวกตัวสัตว์
ดูเอาขำๆ
..เพราะเจ้าตัวพวกนี้ บางจำพวกก็เมื้อนเหมือน อย่างควาย วัว และหมู
สันนิษฐานว่า ช่างจะคุ้นตาสัตว์พวกนี้ เลยถ่ายทอดให้เหมือนสุดๆ

ส่วนพวกสัตว์นอกพื้นที่ อย่างอูฐ หรือช้าง...
อาจต้องพิจารณานานซักนิด
ดูไปดูมา.. ใช่ตัวที่เราคิดหรือเปล่าหนอ



ส่วนตัวสัตว์ในจินตนาการ หรือในตำนาน
อันนี้น่าดูมาก...
อย่างพวกมังกร หรือสิงห์ ..แต่ละตัว เส้นสายอ่อนช้อยวิจิตรบรรจง อวดฝีมือกันอย่างเต็มที่

สำหรับรูปคน นี่ยิ่งดูสนุกเข้าไปใหญ่
อย่างนักรบ เครื่องแต่งกายมักเต็มยศ วางท่าขึงขังน่าเกรงขาม
นักปราชญ์ราชบัณฑิต พวกนี้มักทำหน้าตาท่าทางครุ่นคิดตริตรอง
พวกนักบวชนั้นเล่า มีทั้งที่ดูขี้เล่น และที่น่าเลื่อมใส



ว่าแต่.. อ่านจบแล้ว สนใจอับเฉาบ้างหรือเปล่า

เอาไว้วันไหนว่างๆ
หนีความวุ่นวาย ไปดูของพวกนี้กันดีกว่านะคะ

สนุกนะ ..จริงจริ๊ง





//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5709238/E5709238.html




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2550    
Last Update : 15 สิงหาคม 2550 15:21:03 น.
Counter : 1130 Pageviews.  

คลองดำเนิน โรงโอ่ง หุ่นขี้ผึ้ง และแห้วที่ไม่ได้คาดฝัน

ฤกษ์งามยามสะดวก...
แอบหนีคนที่บ้านไปเที่ยวอีกแล้วค่ะ
คราวนี้หนีไปไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเท่าใดนัก
จุดหมายอยู่ในเขตจังหวัดราชบุรีนี่เอง

ออกจากถนนบรมราชชนนี มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก
ผ่านเขตนครชัยศรี และนครปฐม
เฉี่ยวขอบๆอำเภอบ้านโป่ง เข้าสู่เขตโพธาราม
แล้วเลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 325 ที่แยกบางแพ

เลี้ยวมาได้เกือบกิโล หมายตาอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามทางด้านขวาเอาไว้
ว่าจะแวะเที่ยวเป็นจุดที่สอง หลังจากพาเหล่าสมาชิกไปเที่ยวตลาดน้ำคลองต้นเข็ม
หรือที่รู้จักกันในนาม ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เดอะโฟล๊ตติ้งมาร์เก็ตออฟไทยแลนด์.. แอ่นแอนแอ๊น




จากแยกบางแพ ตรงไปอีกราวยี่สิบกิโลเมตรเศษ เข้าเขตชุมชนใหญ่ ของอำเภอดำเนินสะดวก
มุ่งหน้าขึ้นสะพานข้ามคลองดำเนิน แล้วเลี้ยวขวาไปอีกไม่นาน ก็จะถึงตลาดน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวกันแล้ว

ที่ระบุว่าเป็นตลาดน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว
เพราะต้องการย้ำอีกครั้งค่ะ ว่าคุณจะไม่ได้พบกับตลาดน้ำแบบที่ควรจะเป็นตามวิถีชุมชน
หากแต่เป็นเหมือนละครโรงใหญ่ มากสีสัน ฉูดฉาด แต่ไร้ซึ่งเสน่หาให้อาลัย
เหมาะแก่การเที่ยวสนุกชั่วครั้งชั่วคราว พอให้หายเบื่อ

...ประมาณว่า “รักสนุก แต่ไม่ผูกพัน” ฮี่ฮี่ฮี่

แต่ถ้าอยากลึกซึ้งกับวิถีริมน้ำจริงๆ
แนะนำให้เลี้ยวซ้าย เมื่อลงสะพานข้ามคลองดำเนินแทนนะคะ
มองหาป้ายวัดปราสาทสิทธิ์เอาไว้ อาจจะลึกไปหน่อย ไกลไปนิด

ไปถึงแล้ว จอดรถที่วัดปราสาทสิทธิ์
ลงรถ ถามทางว่าจะไปริมน้ำได้อย่างไร
หรือมองหาทางเอาเองก็ย่อมได้ค่ะ
ไม่ยากไม่เย็น...

เท่านี้ก็ได้เดินลัดเลาะเที่ยวชมชุมชนริมคลองดำเนินแท้ๆกันแล้ว




แม้จะไม่มีเรือพายขายของกันให้ไขว่อย่างตลาดน้ำที่คุณวาดภาพเอาไว้
แต่ย่านนี้ คือชุมชนริมน้ำที่ยังมีชีวิต
มีการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสภาพชุมชนไปตามวิถี
มีกิจวัตรประจำวันอย่างปกติสุข
มีทางเดินยาวๆสองฝั่ง
มีสะพานไม้ข้ามคลองอยู่เป็นระยะๆ
มีร้านกาแฟ มีร้านของชำ
มีเสียงพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติชุมชน ที่ไม่ใช่เสียงเชิญชวนซื้อของ

ที่สำคัญที่สุด ใครจะว่าอย่างไรไม่สน
...ที่ย่านวัดปราสาทสิทธิ์นี่มีเสน่ห์อย่างที่แม่หนูนวลชอบค่ะ ฮี่ฮี่ฮี่



ดำเนินสะดวก เป็นคลองขุดด้วยแรงงานมนุษย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
มีระยะทางกว่าสามสิบกิโลเมตร และตัดได้ตรงแหนวทีเดียวเชียว
ใช้เวลาขุดทั้งสิ้น ร่วมๆสองปี...
โดยโครงการนี้ เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 4 หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง

ในยุคนั้น กิจการไร่อ้อยและโรงน้ำตาลเฟื่องฟูมากในแถบลุ่มน้ำท่าจีนและแม่กลอง
ประกอบกับไม่มีถนนหนทางอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
การขนส่งสินค้ามาสู่เมืองหลวง เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ต้องล่องเรือไปตามลำน้ำแม่กลอง ออกปากอ่าวไปเสียก่อน
ซึ่งใช้เวลาเนิ่นนานพอสมควร ไม่ทันอกทันใจเหล่าพ่อค้าวานิช

ต่อเมื่อมีคลองดำเนินสะดวก การลำเลียงอ้อยมาสู่โรงหีบทำน้ำตาลในแถบริมน้ำนครไชยศรีจึงเป็นไปด้วยความสะดวกดาย
และยังได้อานิสงส์ เผื่อแผ่สู่สินค้าหลักชนิดอื่นๆ อย่างข้าว และของป่าทั้งหลาย
ทำให้เศรษฐกิจหัวเมืองแถบนี้เจริญรุดหน้าอย่างมากมาย

และเป็นธรรมชาติของการเกิดเมืองหรือชุมชนค่ะ
ที่ใดก็ตาม ที่มีศักยภาพในทางทำมาหากิน
ที่นั้นก็ย่อมจะมีผู้คนไปลงหลักปักฐาน...

ยิ่งคลองดำเนินนี่ เกิดขึ้นด้วยน้ำมือแรงงานชาวจีนด้วยแล้ว
คงเดาได้ไม่ยากนะคะ ว่าผู้คนเหล่านี้จะไปตั้งบ้านเรือนกันที่ไหน ถ้าไม่ใช่ดำเนิน
ทั้งยังมีมาสมทบกันอีกในภายหลัง เมื่อขุดคลองเสร็จแล้ว
จึงทำให้ย่านนี้ มีผู้อาศัยเป็นชาวจีน จะผสมปนเปกับชาวไทยแท้ก็เพียงเล็กน้อย




ด้วยความที่พื้นดินย่านนี้ เป็นตะกอนดินเกิดใหม่ ซ้ำยังเป็นดินปากแม่น้ำ
เหล่าชาวจีนผู้มีพื้นฐานในทางเกษตรกรรม จึงพลิกฟื้นนผืนดิน
ยกร่อง ทำคันดิน ให้เป็นสวนผักและสวนผลไม้

ยุคแรกเริ่ม ก็หนีไม่พ้นพวกพริก หอม กระเทียม
ผักกาดลุ้ย กวางตุ้ง คะน้า และอื่นๆอีกมากมาย

ต่อมา จึงคลี่คลายมาเป็นพวกไม้ยืนต้น
อย่างละมุด องุ่น และส้ม อย่างที่คนดำเนินเขาเรียกว่า “ส้มกรา”
รวมทั้งยังมีมะพร้าว ต้นไม้ที่เทวดาเลี้ยง แต่ให้ผลตอบแทนกับเจ้าของเท่านั้น เทวดาไม่เกี่ยว

อ้อ.. ส้มกรา ที่ว่านี้ กลายเสียงมาจากภาษาเขียนว่า “ส้มตรา” นะคะ
หน้าตาส้มพันธุ์นี้ ครือๆกันกับส้มเช้งนั่นแหละ
แต่คนดำเนินที่เคยคุยด้วย เขาบอกว่ามันไม่เหมือนกัน
ส้มกราเนี่ย มันมีกราอยู่ที่ตูด

จริงอย่างเขาว่าค่ะ..
เมื่อหงายส้มมาดู จะเห็นวงกลมๆที่ไม่กลมดิ๊ก สีออกน้ำตาลๆ ปะอยู่ที่ตูด
เป็น ”กรา”สัญลักษณ์อย่างที่เขาว่าจริงๆ

หลายๆคนที่มีญาติพี่น้องเป็นคนบ้านนอกอย่างแม่หนูนวล
คงไม่งุนงงกับการออกเสียงควบ “ตร” เป็น “กร” หรือ “ก” นะคะ

ส่วนคนที่ไม่คุ้น อาจมีสงสัยเล็กน้อยถึงปานกลาง
ขออธิบายสั้นๆว่า..
มันเป็นการเลื่อนฐานการออกเสียงตามหลักภาษาศาตร์น่ะค่ะ -_-‘

เอิ่ม... สั้นไปมั้ย !!!




ปล. ...ย่าเคยพูดว่า “ไปซื้อแฟ๊บ กาบรี๊ดให้ถุงนึง” อันนี้หมายถึงไปซื้อผงซักฟอก ตราบรีส ให้ถุงนึงนั่นเอง

วกกลับมาที่เรื่องทางวิชาขาดๆเกินๆ ว่าด้วยคลองดำเนินอีกซักนิด

...เคยได้ติดสอยห้อยตามชาวคณะทำงาน
ซึ่งขยันขันแข็งเป็นวัวเป็นควายกลุ่มหนึ่ง มาเก็บเกี่ยวข้อมูลย่านนี้
เลยพลอยให้สมองกลวงๆของแม่หนูนวล ค่อยมีอะไรเก็บไว้โม้ให้คนอื่นฟังบ้าง



กลุ่มชาติพันธุ์กับวัฒนธรรมนี่แยกกันไม่ออกนะคะ
ชาวจีนที่ดำเนินนี่ก็เช่นกัน...
ทั้งอาหารการกิน การประกอบอาชีพ ถิ่นฐานบ้านช่อง
ตลอดจนเทศกาลงานประเพณีในย่านนี้ มีอิทธิพลจีนอยู่สูงมาก

เรื่องหน้าตาผิวพรรณไม่ต้องพูดถึงหรือเท้าความกันให้มากเรื่อง..
เห็นหน้าก็รู้ไปถึงบรรพบุรุษกันแล้วเนอะ

ในวันตรุษวันสารท..
ผู้คนสองฟากฝั่งคลองต่างออกมาทำพิธีพลีกรรม บวงสรวงเซ่นไหว้ธรรมชาติและบรรพบุรุษกันเป็นที่ครึกครื้น
และโขมงไปด้วยควันธูปสลับเสียงประทัด

ดูครึกครื้นน่าสนุก สำหรับคนผู้เกิดมาไม่เคยคุ้นประเพณีแบบนี้อย่างแม่หนูนวล

บอกสั้นๆแค่นี้ อาจนึกภาพไม่ออกว่าคึกคักอย่างไร
คลองดำเนินยาวแค่ไหน ก็น่าดูน่าชมมากเท่านั้นแหละค่ะ

เอาไว้ ลองมาเที่ยวดำเนินในช่วงตรุษสารทกันดูดีกว่า.. สนุกมากๆจริงๆนะ



ของดีอีกอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ที่ดำเนิน และมีกระจายออกไปตามชุมชนรอบๆ อย่างแถวๆวัดเพลง
ก็คือโบสถ์คริสตัง ของชนผู้ตั้งมั่นอยู่ในคริสต์ศาสนานิกายคาธอลิก
ซึ่งแต่ละแห่งล้วนสวยงาม ประดับประดาด้วยรูปกระจกสี อย่างที่เราเรียกทับศัพท์ว่าสเตนกลาส ( Stained Glass )

แม้จะได้ไปเที่ยวชมมาสามสี่แห่ง แต่ที่ประทับใจจนถึงทุกวันนี้ คือโบสถ์บางนกแขวก
หรือวัดแม่พระบังเกิด ที่อยู่ตรงปลายคลองดำเนิน ทางด้านแม่น้ำแม่กลอง

สถาปัตยกรรมภายนอกแบบโกธิค ว่างดงามแล้ว
เพียงย่างเท้าเข้าไปด้านใน เงาแสงหลากสีที่ลอดผ่านกรอบกระจกตัดแต่งเป็นรูปนักบุญที่อยู่รายรอบตัวโบสถ์
ให้ความรู้สึกเต็มตื้น และอิ่มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
หนึ่งนั้นคือด้วยความน่ายำเกรงของสถานที่ อยู่ในนั้น รู้สึกเหมือนตัวนิดเดียว
(อยากอยู่นานๆ เพราะความรู้สึกเหลือตัวนิดเดียวนี่เกิดไม่บ่อย -_-‘ )

และอีกหนึ่งนั้นด้วยคาดไม่ถึง ว่ายังมีศิลปะชิ้นงามซ่อนตัวอยู่ตรงนี้
แต่ละชิ้นงาน ล้วนเกิดจากการดัดเส้นโลหะให้เป็นรูปทรง
รัดรอบและเชื่อมต่อแผ่นกระจกสีรูปร่างต่างๆ

..ถึงกับเดินแหงนคอตั้งบ่า เดินวนเวียนชมอย่างมิรู้เบื่อ

เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งบ้านอยู่ในย่านวัดปราสาทสิทธิ์
เล่าให้ฟังว่า วัดพระแม่บังเกิดนี่เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่อายุหลายร้อยปี

เป็นเช่นศูนย์กลางของชาวคริสต์ในย่านคลองดำเนิน
รวมไปถึงชาวคริสต์ในจังหวัดใกล้เคียงมาช้านาน

ซ้ำยังแคล้วคลาดจากระเบิดลูกใหญ่
ที่หล่นปุ๊ลงมาในคลองข้างๆตัวโบสถ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง

สงสัยกันไหมคะ ..ไหนว่าเป็นชุมชนจีน แล้วไหงมีโบสถ์ด้วยละนี่
มันเป็นไปตามกลไกการเผยแผ่ศาสนาค่ะ เมื่อมีผู้ศรัทธา ก็ย่อมมีศูนย์กลางแห่งศรัทธา

สิ่งใดก็ตามที่สร้างขึ้นมาด้วยใจหลายๆใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
สิ่งนั้นย่อมสูงค่าเกินกว่าคำบรรยาย
ว่างเมื่อไหร่.. แวะไปใช้ใจสัมผัสกันดูนะคะ




ไหลออกจากตลาดน้ำคลองต้นเข็มไปไกลถึงแม่กลองแล้ว
พายเรือวกกลับมาอีกทีนะ.. อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อน

ตลาดน้ำของคนดำเนิน เกิดขึ้นมาจากวิถีชีวิตของชุมชนโดยแท้จริง
ในสมัยก่อน ร้านค้าทั้งหลายก็ตั้งกระจายกันอยู่ริมน้ำ
ผู้คนต้องพายเรือออกจากบ้าน หรือเดินเลาะเรือกสวนออกไปจับจ่าย
ไม่ก็มีแม่ค้าพ่อค้า แจวเรือ พายเรือ นำสินค้ามาให้เลือกซื้อกันถึงหน้าบ้าน

ต่อมา จึงเกิดการนัดหมายมาชุมนุมขายของกันตามแหล่งชุมชนใหญ่ๆ
เช่นเดียวกับตลาดนัดทั่วๆไป

ต่างแค่เพียงที่อื่นนั้น พ่อค้าแม่ขาย กระเดียดกระจาดคอนกระบุง
ขนสินค้ามาทางบก และขายกันบนบก

ส่วนนัดในคลองดำเนิน คือนัดลอยน้ำ...
ลอยกันมาขาย และลอยกันมาซื้อ

โดยมากเขาจะนัดกันตามวันทางจันทรคติ ขึ้นๆแรมๆ
แล้วแต่จะจัดสับหลีกกันให้ลงตัว

ด้วยว่ามีหลายนัดหลายแห่ง ทั้งในส่วนของลำคลองสายหลัก
และคลองซอยย่อยๆที่อยู่ลึกเข้าไป

ปัจจุบัน นัดเก่าแก่ทั้งหลายล้วนหล่นหายไปตามกาล
ถนนหนทางเข้าถึงแทบจะทุกหลังคาเรือน
การจับจ่ายสินค้ามิใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว

จะมีก็แต่นัดจัดฉาก สำหรับอวดโฉมนักท่องเที่ยว
ขายกันได้ขายกันดีทุกวี่วัน..

เรือขายของอย่างดั้งเดิม
ที่เคยขนหมากพลู พริก กะปิ หอม กระเทียม หม้อไห จานชาม
และอีกประดามี ล้วนลาจากคลองไปหมดสิ้น

เหลือไว้เพียงเรือขายอาหารหน้าตาพื้นบ้าน
กับผลไม้พื้นถิ่นต่างถิ่น ทั้งที่มาเป็นลูกเป็นพวง และที่แกะสำเร็จพร้อมกิน

อดีตไม่หวนคืนก็จริงอยู่
แต่นี่คือความจริงแห่งปัจจุบัน

สนุกกับเรือพายเรือเครื่อง
ไหลล่องไปตามคลองย่อยความกว้างไม่กี่วา

แวะชิมแวะชมทุกสิ่งอย่างรอบตัว
ก๋วยเตี๋ยวเรือรสดี ข้าวแห้งของอร่อย น้ำมะพร้าวชื่นใจ
ขนมตาล ขนมใส่ไส้ กุ้ยช่าย และข้าวเกรียบว่าว

ไว้แก้เบื่อในวันว่างได้ดีทีเดียวค่ะ...





บึ่งออกจากมาจากตลาดน้ำ เลี้ยวซ้ายเพื่อย้อนกลับทางเก่า
ชิดซ้ายทันที หันหัวปักไปจอดที่ร้าน “ขวัญดำเนิน” ร้านอาหารเก่าแก่รสชาติดี

วันนี้เพื่อนร่วมโต๊ะแตะพริกแทบไม่ได้เพราะไม่เคยคุ้น
เลยสั่งอาหารเอาใจกันหน่อยค่ะ

หมูย่างน้ำผึ้ง..
สั่งมาเพราะเห็นโต๊ะอื่นสั่งกันจัง
นุ่ม หวาน และหอม แทบไม่ต้องจิ้มอะไรที่จัดมาให้เลย

ทอดมันกุ้ง..
ชิมดู เหมือนจะเป็นกุ้งสับผสมกับเนื้อปลากราย ไม่ใช่มันหมูอย่างที่คุ้นเคย
กินแนมกับสับปะรดฉ่ำๆ มะเขือเทศ และแตงร้านกรอบๆ
...กว่าจะรู้ตัว ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมเก็บวัตถุพยาน

ต้มยำกุ้ง..
ขออย่างไม่เผ็ด

ยกมาควันฉุย กุ้งแม่น้ำหัวมันเยิ้ม เห็ดฟางลอยฟ่อง

คนร่วมโต๊ะซดไป ยังมีซู๊ดซ๊าด ปากแดงเจ่อ
ซดเสร็จ พูดออกมาพอฟังได้ว่า “ไม่เป็ดๆ”

อืม... ถูกแล้วเด็กๆ นี่มันต้มยำกุ้ง ไม่ใช่ต้มยำเป็ด

ยังมีไก่ผัดเม็ดมะม่วงอีกอย่าง..
หวานๆเค็มๆ

ส่วนปลาทูย่างน้ำตก..
รายการนี้หมายถึง เอาปลาทู มาย่างให้สุกเหลือง
จนน้ำจากตัวปลาตกใส่ถ่านดังฉี่ฉ่า
ไม่ใช่ย่างแล้วเอามาปรุงแบบน้ำตก ลาบ ซกเล็ก

นี่ก็หายวาบในพริบตา... แว่วๆเสียงว่า โออิชิๆ อะไรซักอย่าง

เฮ้อ.. พามากินอาหารไทย ดันร้องหาชาเขียวกับภัตตาคารญี่ปุ่นซะนี่




มุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไปกันดีกว่าค่ะ
อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม

//www.scppark.com/

จอดรถแล้ว เดินวนซ้าย มุ่งหน้าไปอาคารจำหน่ายตั๋ว
ค่าผ่านประตู คนไทย 50.- ต่างชาติ 200.-
วันนี้ต่างชาติที่พามาด้วย แต่งชุดนักเรียน เลยได้ราคานักเรียนต่างชาติ คือ 100.- ค่ะ


เดินผ่านซุ้มทางเข้า เจ้าหน้าที่กล่าวสวัสดีและยกมือไหว้เป็นการต้อนรับ

ตลอดสองข้างทาง ร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่
แม้จะเลยเวลาเที่ยงมาเพียงไม่เกินชั่วยาม
แต่ลำแสงแสบผิว ไม่ได้ตกกระทบผิวหนังสักเท่าไหร่
ด้วยว่ามีไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้าน บังใบบังแดดตลอดเส้นทางสู่หอเชิดชูเกียรติ

อาคารนี้จัดแสดงหุ่นบุคคลสำคัญที่คัดสรร ในบรรยากาศจำลอง
และใส่ใจกับรายละเอียดได้ดี ดูสมจริงทีเดียว

อย่าง ศาสตราจารย์ มล.ปิ่น มาลากุล ก็จัดท่าให้ท่านนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ดูผ่อนคลายแต่แฝงความมุ่งมั่นอยู่ในที

ส่วนอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ดูภูมิฐานในท่ายืน มีหนังสือกฎหมายวางอยู่บนโต๊ะ สมกับหน้าที่การงาน

จะมาแอบขำ ก็ตรงยัยจอมซนข้างๆนี่แหละ
ที่เห็นนี่ไม่ได้แอ๊บแบ๊ว.. ยัยคนนี้เขาแบ๊วจริงๆค่ะ





อาจารย์ป๋วย...
บอกตามตรงว่าดูไม่ค่อยเหมือนซักเท่าไหร่

แต่พอเด็กซนๆแบ๊วๆที่ไปด้วย
ไปนั่งเท้าคางล้อท่านอยู่ตรงข้าม ค่อยดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

...แหะ แหะ



บุคคลสำคัญอีกท่าน ที่ทางอุทยานฯจัดสถานที่ได้กลมกลืน น่าดู
ก็คือห้องของครูมนตรี ตราโมท
ไม่บอกละค่ะ ว่าชอบตรงไหน
ต่างคนต่างใจ เอาไว้ไปดูกันเองดีกว่า



ผ่านมาถึงห้องคุณสืบ... แอบใจหายเล็กๆ

แม้จะผ่านมานานนับสิบปี
...เชื่อว่าเสียงปืนยังก้องสะท้อนอยู่ในใจหลายๆคน



ห้องของประธานาธิบดีโฮจิมินห์
แสงสวยมากค่ะ ประกอบกับท่าทางที่จัดวาง...

ประทับใจอีกแล้ว



ท่านประธานเหมาและลุงเติ้ง
มานั่งสนทนากันอยู่ในห้องปูพรมแดงแช้ด

เดินตาปรืออยู่ดีๆ เล่นเอาตื่นเลยค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า...




ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู
เจ้ามิใช่ร่วงสู่แผ่นดินแห่งไหนโดยง่าย
ลมพาเอากลีบกระจาย
ร่อนปลิวพร่างพลิ้วพราย...



ออกจากอาคารได้ไม่นาน
ได้ยินเสียงอันมีเอกลักษณ์ของมัณฑนา โมรากุล ดังคลอไปตลอดทางเดิน
เหลียวมองหาที่มา พบว่ามีลำโพงสนาม เรียงห่างเป็นระยะๆ
เปิดเพลงลูกกรุงที่หาฟังยาก สลับเปลี่ยนหมุนเวียน
ขับกล่อมผู้เข้าชมในบริเวณนอกอาคาร อยู่ตลอดเวลาทำการ

เสียดาย.. หาจันทร์กระพ้อไม่เจอ
ไม่อย่างนั้นคงไปร่อนปลิว หลับกระจายอยู่ใกล้ๆเป็นแน่



กำลังเดินมองหาร่มไม้เหมาะๆอยู่เพลินๆ
แทบไม่รู้ตัวเมื่อผ่านเข้าสู่ลานพระสามสมัย

มีองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ จำลองแบบอย่างสกุลช่างอยุธยา
ประดิษฐานอยู่บนลานศิลาแลงกลางแจ้ง

องค์ถัดมา มีเส้นสายอ่อนช้อยงดงาม ตามสกุลช่างสุโขทัย
สร้างบรรยากาศอีกนิด โดยจัดให้ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางเสาหักพัง
คล้ายจำลองแบบมาจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

และองค์สุดท้ายในลาน คือพระพุทธรูปในแบบเชียงแสนค่ะ



กระชากอารมณ์สงบนิ่งจากลานพระมาสู่ถ้ำจำลอง
ซึ่งจัดแสดงเรื่องเวสสันดรชาดก พระชาติอันดับที่สุดท้าย
โดยเลือกคัดแสดงกัณฑ์ซึ่งดึงดูดผู้ชมได้ดีอีกเช่นกัน

เดินดูไป ลำดับเรื่องราวจากความทรงจำไป
ก็มาต๊กกะใจ กับชูชกนอนหงายหลังผลึ่ง ตาเบิกโพลง ท้องแตก ไส้ทะลัก ใต้แสงไฟชมพูแปร๊ด...

ขนาดกินอิ่มมาแล้ว ยังเห็นแล้วหิว แผล่บๆ..




หัวหน้าแกงค์ เหลือบมองนาฬิกา
คงนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรใช้เวลานาน
ขืนเย็นย่ำเกินการจะพาลูกเขาไปส่งบ้านไม่ทัน

หันมาสุมหัวปรึกษากับแม่หนูนวล
ว่าขึ้นไปที่กุฏิสงฆ์ เฉพาะภาคกลางก็พอ
ไว้วันหลังค่อยมาเอื่อยเฉื่อยกันใหม่...

ก็ดีเหมือนกัน...
อยู่ใกล้ใกล้พระอริยสงฆ์นานๆ ชักสะบัดร้อนสะบัดหนาว

ฮี่ฮี่ฮี่...

นมัสการพระคุณเจ้า



หลังจากนั้น... เริ่มคล้ายแข่งเดินเร็วไปทุกขณะจิต
ออกแนว สปีด เร็วกว่านรก

เดินถึงเรือนไทยภาคใต้ ถอดรองเท้า เดินขึ้นเรือน ดูๆๆๆๆ
ลงจากเรือน ใส่รองเท้า จ้ำๆๆๆ

เดินถึงเรือนไทยภาคกลาง ถอดรองเท้า เดินขึ้นเรือน ดูๆๆๆๆ
ลงจากเรือน ใส่รองเท้า จ้ำๆๆๆ


มนน. เอิ่ม.. ยังเหลือภาคเหนือกะภาคอิสานฮะลูกเพ่

สดด. เอิ่ม.. ช่างมันเต๊อะ รีบไปๆๆๆ ไว้วันหลังแกกะชั้นมากันอีกที

มนน. เอิ่ม.. ไม่ดีม้าง ..พาปู้ชายมาด้วยซักโขยงดีก่า มาแค่สองสาวแก่ๆมันเปลี่ยวใจ

สดด. เอิ่ม... ไอ้หื่น...




ออกจากแยกบางแพ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าราชบุรี
แต่ไม่เข้าเมืองค่ะ
แวะที่โรงงานเซรามิกรัตนโกสินทร์ 1

ด้านหน้า มีส่วนขายผลิตภัณฑ์จากโรงงาน และของที่ระลึกจุกจิกๆ
ด้านใน แบ่งโรงงานออกเป็นส่วนๆ

มีบ่อสำหรับหมักดิน
มีชิ้นงานดิบวางเรียง รอผึ่งลมให้แห้ง
มีอุโมงค์เตาอิฐขนาดใหญ่เหมือนงูหลามท้องป่อง ไว้โหมไฟเผาชิ้นงาน
มีงานเผาสุกแล้ว รอลงสี และลงเคลือบ ก่อนเผาอีกครั้ง เพื่อความสมบูรณ์

ทั้งหมดทั้งมวลทุกส่วนของอาคารโรงงาน แขวนสัญลักษณ์ห้ามถ่ายรูปเอาไว้ทั่ว
...ถ้าสนใจ ไว้ไปดูกันเองนะคะพี่น้อง ฮี่ฮี่ฮี่

ที่ราชบุรีนี่ เขาขึ้นชื่อมานานเรื่องโอ่งเคลือบ
แรกเริ่มเดิมทีนั้น มีสหายชาวจีนแผ่นดินใหญ่
ซึ่งไม่รู้ว่าหอบเสื่อคนละผืน หมอนอีกคนละใบหรือเปล่า
มาตั้งรกรากอยู่ที่ราชบุรีนี่ และพบว่าเนื้อดินเหมาะแก่การทำเครื่องเคลือบ

จึงงัดวิชาปั้นหม้อ มาผลิตไหน้ำปลาขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก และได้รับความนิยมล้นหลาม
ต่อมาจึงขยับขยายมาปั้นโอ่งเคลือบใส่น้ำ ก็ขายดิบขายดีเป็นทุบโอ่งทิ้งอีกเช่นกัน
ค่าที่โอ่งเคลือบแบบนี้ไม่เป็นตะไคร่ และมีขนาดใหญ่กว่าโอ่งดิน จุน้ำได้มากกว่านั่นเอง

จากที่เคยมีแต่โอ่งเคลือบลายวิจิตรบรรจง นำเข้าจากเมืองจีน
เมื่อสามารถผลิตเองในประเทศ ลดต้นทุนเรื่องการขนส่งข้ามทะเล
บ้านที่เคยใช้โอ่งดินเผาแบบมอญ กักเก็บน้ำฝนไว้ดื่มกิน
จึงถือโอกาสเปลี่ยนมาใช้โอ่งเคลือบลายมังกรกันถ้วนหน้า
ซึ่งแต่เดิม จะมีใช้กันแต่ตามบ้านคหบดีและเจ้าขุนมูลนายกำลังซื้อสูงเท่านั้น

จนกระทั่ง ยุคสเตนเลสและพีวีซีเฟื่องฟู
โอ่งมังกรขายไม่ค่อยออก

เหล่าโรงงานโอ่งหลายแห่งในราชบุรี เริ่มปรับกลยุทธ์ทางการตลาด
หันมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นการใหญ่
บ้างก็ส่งลูกหลานไปร่ำเรียนวิชาเซรามิกจากแดนไกล

เปลี่ยนโอ่งมังกรแบบดั้งเดิม ให้มีรูปลักษณ์ทันสมัยสวยงาม และให้สีสันแปลกใหม่
สนองความต้องการผู้บริโภค ใช้ตกแต่งประดับประดาสวน และอาคารสถานที่ แทนการใช้งานแบบเดิม

นับว่าสมควรแก่ยุคสมัยค่ะ...



สามแห่งในหนึ่งวัน
คิดว่าทำเวลาได้ดีทีเดียวสำหรับฉุกละหุกชูชกทัวร์แบบนี้

อันที่จริง ราชบุรียังมีที่เที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย
ทั้งสถานที่ทางธรรมชาติ และแหล่งวัฒนธรรมชุมชนต่างชาติพันธุ์

ยังมีวัดเก่าๆ กับจิตรกรรมฝาผนังน่าดู
มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ ทั้งแบบพื้นบ้าน และของหลวงทั่น
มีแหล่งผ้าทอมืองามๆ กับหัตถกรรมสวยๆ
ไหนจะน้ำตก กับน้ำพุร้อน
และของกินอร่อยๆที่ยังไม่ได้พาไปโฉบ..


เอาไว้ว่างๆ.. โอกาสเหมาะ
จะพาไปเที่ยวราชบุรีอีกนะคะ



//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5630600/E5630600.html




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2550    
Last Update : 15 สิงหาคม 2550 14:56:43 น.
Counter : 783 Pageviews.  

ค รั ว ช ม ว า ฬ : ใ น วั น ที่ ฟ้ า ห ม่ น






วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2550
ฉันมีนัดกับผู้หญิงคนหนึ่งที่วัดสี่แยกบ่อนอก

นี่เป็นครั้งที่สอง..
ไม่ใช่สิ เป็นครั้งที่สามต่างหาก ที่จะได้พบเธอ

ในคราวแรก ฉันก็พบเธอที่วัดแห่งนี้
เป็นการพบกันครั้งแรกที่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย

ก็เราไม่เคยรู้จักกัน...
ฉันหมายถึงเธอไม่รู้จักฉัน เป็นเพียงฉันเท่านั้นที่รู้จักเธอ

แต่จะเป็นไรไปเล่า หากคนอย่างฉัน คนที่เธอไม่เคยรู้จัก
จะเข้าไปยกมือไหว้ และกล่าวแสดงความเสียใจ ที่คนข้างกายของเธอถูกคมกระสุนพรากลมหายใจ ในขณะที่เขากำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน

ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมงานแสนเศร้าจากทั่วทุกสารทิศ
ชาวบ้านในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด ในประเทศ
นักคิด นักเขียน นักการเมือง และอีกหลายๆนักเท่าที่มีอยู่ในเมืองไทย
พากันเดินชักแถวไปจุดธูปคารวะดวงวิญญาณสามีของเธออย่างไม่ขาดสาย

คืนนั้น ฉันไม่มีโอกาสบอกลาเธอกับตัว
ค่าที่คนมันแน่นเหลือใจ... ทำได้เพียงชะเง้อมองหา และกล่าวลาจากที่ไกลๆ

ปีถัดมา..
ในเวลาที่ชื่อของเธอเกือบเลือนไปจากสมองขี้เลื่อยของฉัน
สถานการณ์หนึ่งชักพาให้เราได้ปะหน้ากันอีกครั้ง ผ่านคนรู้จักของเราทั้งคู่

คราวนี้เธอไม่เศร้าแล้ว...
แต่ฉันแอบเห็นวี่แววเหนื่อยล้าและกังวล ฉายวิบวูบผ่านสีหน้าและแววตาของเธอ

สิบโมงกว่า...
ฉันเคลื่อนรถเดินหน้าถอยหลังอย่างเก้ๆกังๆ
ลานวัดซึ่งปกติกว้างโล่งและว่างเปล่า
ระเกะระกะไปด้วยโครงเสาเต็นท์จำนวนหลายสิบหลัง
รถบรรทุกจอดขวางอยู่เบื้องหน้า ผู้คนหลายสิบเดินกันไขว่
บ้างช่วยกันพับผ้าใบหลังคาเต็นท์ผืนโต
บ้างก็กำลังเกร็งแขนถอนรื้อสิ่งของประดามี
รวมทั้งที่กำลังเลือกถ้วยชามหม้อไหเก็บเข้าร่ม

นักคิด นักเขียน นักร้อง นักไม่ร้อง และอีกหลายๆนัก
ต่างมาร่วมงานกันเมื่อสองวันก่อน

ป้ายใหญ่ๆ บรรจุถ้อยคำเรียกหาความยุติธรรมปักเด่นอยู่ไม่ไกลจากที่ฉันยืน...

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากใต้ถุนศาลาวัด
ฉันสืบเท้าเข้าไปหา...

เสื้อยืดคอกลมสีเขียว สกรีนถ้อยความสีขาวลอยเด่น
..เพื่อสำแดงพลังคนบ่อนอก
กางเกงยีนส์กลางเก่ากลางใหม่
ย่ามผ้าใบน้อย และไรผมชื้นเหงื่อ
...เธอยังดูเหมือนเดิม แทบไม่เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่พบเจอ

เรากล่าวทักทายกัน ก่อนที่เธอจะขอตัวไปสะสางกิจธุระคาค้าง

ฉันบอกเธอว่าไม่ต้องรีบร้อน
เป็นฉันต่างหากที่มารบกวนในวันอันยุ่งเหยิง
หนำซ้ำยังหลงลืมมาร่วมงานสำคัญในปีนี้
...รู้สึกผิด ...จริงๆ


“ไปคุยกันต่อที่บ้านดีกว่า” เธอชวน เมื่อเสร็จสิ้นการสั่งงาน






เที่ยงตรง
แดดหม่น
ลมพัดต้องทิวสนและยอดมะพร้าว
ส่งเสียงซู่ซ่าสลับเคล้าเสียงคลื่น

เรานั่งคุยกันที่ชานบ้าน
ฉันยืดปลายเท้าเตะทรายเบื้องล่าง
ใบสนเส้นบาง สีน้ำตาล ดูแห้งกรอบติดหลังเท้าขึ้นมา

ผืนทรายทั่วทุกแห่งในอาณาจักรของเธอ เต็มไปด้วยรอยเท้า
...จะคงหลงเหลือสักรอยไหมนะ ที่เคยเป็นของผู้ชายคนนั้น
ผู้ชายที่ฉันได้รู้จักเขาผ่านสื่อเพียงข้างเดียว
แถมยังรู้จักในคราวหมดสิ้นลมหายใจไปนั่นแล้ว

...เวลาเขาคนนั้นตะโกนก้องร่วมกับกลุ่มคนที่เคียงข้าง
...เวลาเขามุ่งมั่นเดินหน้าพร้อมกับคนร่วมอุดมการณ์
ฉันมัวไปอยู่ที่ไหนกันนะ

สามปีล่วงมาแล้ว .. รอยเดิมคงถูกกลบสิ้น
ด้วยมีผู้คนมากหน้า หมุนเวียนกันเข้ามาเร้นกายพักใจ ณ ที่แห่งนี้

จริงสิ.. ฉันนี่โง่จัง
จะมัวมองหารอยเท้าของเขาอยู่ทำไมกัน
ในเมื่อผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าฉันนี่ คือตัวตายตัวแทนของเขา

“สามปีที่เขาจากไป รอกไม่ได้จับตะหลิวจับกระทะอีกเลย
สมัยก่อน เราก็ดูแลที่นี่ ลงครัวเอง ทำทุกอย่าง เวลาว่างถึงจะออกไปช่วยเขาบ้าง
ตอนนี้อาศัยพวกพี่น้องกับหลาน มาดูที่นี่แทน”

คำแทนตัวง่ายๆ ย่อมาจากชื่อเล่นเต็มๆว่า “กระรอก”
ฉันเรียกเธอว่าพี่.. พี่กระรอก

ไม่สำคัญว่าเธอจะอายุมากหรือน้อยกว่าฉัน..

สิ่งที่เธอทำนั้น สมควรแก่คำเรียกขานนั้นแล้ว
ฉันเรียกเธอว่าพี่ ด้วยเคารพและยกย่อง.. จากใจจริง

“ส่วนใหญ่บรูด้าจะเต็มก่อนเพื่อน ถูกจองมากที่สุด
...พวกเรามันลูกทะเล คิดไม่เหมือนเขา
ได้ยินเสียงคลื่นชัดๆมันหนวกหู นอนไม่หลับ แต่เขาชอบกัน
...มานอนฟังเสียงคลื่นกัน ”

พี่กระรอกกล่าวกลั้วหัวเราะ
ส่วนบรูด้าที่ว่านั้นหมายถึงกระท่อมหลังน้อยริมหาด
อันเป็นชื่อเดียวกับวาฬสายพันธุ์หนึ่ง

พลังคนบ่อนอก โรงไฟฟ้า วาฬบรูด้า และเจริญ วัดอักษร
ฉันคิดทบทวนความเกี่ยวเนื่องของคำเหล่านี้

“..ยังอยู่ในชั้นศาล ..สืบพยาน”
“ก็หวังว่าจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้”

ประโยคจากปากพี่กระรอกผ่านเข้าหู

ในขณะที่ฉันมองฝ่าไอแดดมองทะเล
...เมฆลอยผ่าน บดบังแสงตะวันอีกครั้ง

เที่ยงวันแท้ๆ แต่ฟ้ามัวจริงๆ
พรุ่งนี้ฟ้าคงใส
ถ้าไม่ใช่พรุ่งนี้ ก็ยังมีวันถัดไป

ฉันปลอบใจตัวเอง..




นอนอ่านหนังสือ
นอนฟังเสียงคลื่น
นอนฟังเสียงลม

เดินดูฟ้า
เดินดูน้ำ
เดินดูผู้คน

ตื่นเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น
ตื่นเช้าดูคนเรือขึ้นของทะเล
ตื่นเช้ามา.. เพื่อนอนต่อ

กินของง่ายๆ
กินอาหารพื้นบ้าน
กินอาหารรสจัดแสนอร่อย


...ถ้าคุณชอบสิ่งเหล่านี้
เชิญค่ะ 08-1857-5923 เป็นหมายเลขของพี่กระรอก


//topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2007/06/E5540711/E5540711.html




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2550    
Last Update : 15 สิงหาคม 2550 14:19:49 น.
Counter : 262 Pageviews.  


แม่หนูนวล
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




::: ฮี่ฮี่ฮี่ :::
Friends' blogs
[Add แม่หนูนวล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.