Group Blog
 
All blogs
 

ส่งรักมาทักทุกเช้า บทนำ

ตอน ส่งรักมาทักทุกเช้า
บทนำ









เวลาคนเรานึกอะไรไม่ออก จะเกิดอาการใจลอย สมองส่วนสั่งการลางเลือน
ทำอะไรเรื่อยเปื่อย ไร้ซึ่งจุดหมายและแก่นสาร อาการข้างต้นนี้
จะเรียกเป็นศัพท์ทางการแพทย์ว่ายังไงไม่ทราบ
แต่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่าอาการเบลอ

ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม
เหม่อมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย ริมฝีปากเรียวเล็ก
รับพอดีกับใบหน้ารูปไข่ เผยอเล็กน้อยขนาดที่มือเล็กบางข้างนึง
จับช่อผมดำหยักเป็นลอนที่ยาวประบ่า
เอามาพันกับนิ้วเล่นไปเรื่อยอย่างไม่มีความหมาย
ส่วนอีกข้างจับอยู่ที่แก้วชาบนโต๊ะตรงหน้า ที่แม้จะผ่านไปกว่า10นาทีแล้ว
ปริมาณของมันยังไม่ลดลงไปกว่าเดิมเลย


ถ้าจะให้เล่าถึงสาเหตุของอาการนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปเป็นสิบปีเลยทีเดียว
นับตั้งแต่บริษัทขายเครื่องจักรครอบจักรวาลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในเยอรมัน
ที่ปัจจุบันกลับมีรายได้หลักในประเทศไทยมาจาก
การขายอุปกรณ์สื่อสารและสารสนเทศ
คิดที่จะเปิดตลาดบนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ส่ง โรมาริโอ
ผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกลมายังประเทศไทย


หลังจากตกลงซื้ออาคารแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นสำนักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โรมาริโอต้องการจ้างบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในเพื่อเข้ามาตกแต่งสำนักงานของตน
บริษัทรับเหมาจึงส่ง วรัญญา
มัณฑนากรสาวฝีมือเยี่ยมของบริษัทไปเพื่อนำเสนอแบบที่จะตกแต่ง


แทบจะทันทีที่นักธุรกิจหนุ่มเชื้อสายอิตาลี-สเปน ได้พบกับเธอ เค้าก็พบว่า
เค้าตกหลุมรักเธอซะแล้ว ครั้งนั้น
เธอได้เป็นมัณฑนากรที่ตกแต่งสำนักงานของเค้า และไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ที่หลังจากโรมาริโอบอกความในใจของเค้าให้เธอรู้ เธอจะยิ้มรับอย่างยินดี
นั่นเพราะเธอก็หลงรักเค้าตั้งแต่แรกพบเช่นกัน

สามปีหลังจากนั้น
เธอและเค้าให้กำเนิดพยานรัก 2 คน โซล่าร์ พี่ชาย และ ลูน่าร์
น้องสาวแต่แม้จะเป็นพี่น้องที่อายุห่างกันเพียง1ปี
ทั้งคู่ไม่ใกล้เคียงเลยกับคำว่าเหมือนกัน
คนพี่ดูเหมือนจะทำให้ทุกอย่างดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับพ่อและแม่
เริ่มด้วยการเรียนโรงเรียนนานาชาติที่กรุงเทพจนจบเกรด6
และไปเรียนต่อไฮสคูลที่อังกฤษเพียงคนเดียวตั้งแต่อายุ12 ปี


แต่ว่ากับฉันแล้วมันไม่เหมือนกันนี่นา (อ้าวมีเถียงคนแต่งซะแล้ว)
ก็โซล่าร์เป็นผู้ชาย นั่นเป็นข้อแตกต่างอย่างนึงล่ะ
ตั้งแต่ฉันลืมตาดูโลกจนถึงตอนนี้ 18 ปีผ่านมาแล้ว 18ปีที่ฉันอยู่ที่นี่
เรียนรู้สิ่งต่างๆ ศึกษาหาความรู้จนจบเกรด12 และที่สำคัญ
สิ่งที่ฉันรักอีกหลายต่อหลายอย่าง หลายต่อหลายคน ก็อยู่ที่นี่
เมืองไทยเป็นเหมือนบ้านของฉัน จนกระทั่งวันนี้

“เราเคยบอกลูกแล้ว
หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ลูกยังเด็กอยู่ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะต้องมาถึงนี่จ๊ะ”



คุณแม่บอกกับฉันเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องที่ฉันจะรับได้ง่ายๆ
การที่ต้องย้ายไปอยู่สำนักงานใหญ่ในเยอรมันกับคุณพ่อสักวันนึง
แม้จะเป็นเรื่องที่ฉันเคยได้ยินจนชินหูก็จริง แต่ไม่เคยเลยสักนิด
ที่ฉันจะต้องการให้มันเป็นไปแบบนั้น

“ยังไงลูน่าร์ก็ไม่ไป
เมืองไทยเป็นบ้าน ลูน่าร์จะอยู่เมืองไทย ลูน่าร์ไม่ไปเยอรมันเด็ดขาด”
คำตอบของฉันเป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่แรก และมันจะยืนยันแบบนี้ตลอด แน่ล่ะ
เรื่องอะไรฉันจะต้องยอมทิ้งที่ที่ฉันรัก คนที่ฉันแคร์ ไว้เบื้องหลังด้วยล่ะ

“แต่ว่าลูกจะอยู่คนเดียวได้ยังไง
เด็กผู้หญิงตัวคนเดียว ลูกอย่าลืมนะว่าถ้าไม่มีเราแล้ว
ลูกก็ไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว” เหตุผลที่น่าฟังของพ่ออาจจะใช้ได้กับบางคน
แต่ว่า...

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแดดดี๊
ลูน่าร์อยู่ได้ อีกอย่างลูน่าร์ก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ดูอย่างโซล่าร์สิคะ
ขานั้นยังไปเรียนที่อิงแลนด์ได้ตั้งกะเพิ่งจบเกรด6
นี่ลูน่าร์จะเรียนยูแล้วนะคะ แดดดี๊กับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงลูน่าร์หรอกค่ะ”

“มันก็จริงหรอกนะ แต่ว่า.........”

“อีกอย่าง
ถ้าเกิดว่าแดดดี๊กับแม่เป็นห่วงลูนาร์มากๆ ก็โทรมาหาลูนาร์บ่อยๆ
บินกลับมาหาลูนาร์บ้าง หรือไม่ก็แช็ทกับลูน่าร์ก็ได้นี่คะ”

“เอาเถอะๆ
เราจะคุยเรื่องนี้กันอีกที หลังจากที่พ่อกับแม่ได้ปรึกษากันแล้ว” ว้ายยยย!!!ไม่จริงนะ
แดดดี๊พูดแบบนี้ทีไร ผลออกมาไม่เคยเวิร์คสักทีเลย “แต่ว่าระหว่างนี้
ลูกเตรียมเก็บข้าวของไว้ก่อนเลยก็ดีนะลูนาร์ เพราะอย่างไงเสีย
เราคงต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้แน่นอน
พ่อรับปากขายให้กับรุ่นน้องที่บริษัทไว้แล้ว เก็บเสียแต่วันนี้
ถึงวันที่ต้องย้ายออก จะได้ไม่ฉุกละหุกไงล่ะ”

“แดดดี๊ไม่ยุติธรรมเลย”
ฉันอุทธรณ์ “บ้านนี้มีลูน่าร์เป็นเดโมแครทคนเดียวเหรอเนี๊ยะ”

“ก็ถ้าลูกเป็นเดโมแครท
ตอนนี้เรามีสองเสียงจ๊ะ” แม่ฉันตอบยิ้มๆ


นี่แหละค่ะคือสาเหตุที่ทำให้สาวน้อยผู้น่าสงสาร(ตรงไหน)อย่างฉัน
มานั่งออกอาการเบลอ อยู่ที่ร้านกาแฟร้านโปรดร้านนี้เอง

“มานานหรือยังแก
ชั้นไม่ได้เลทนะ แกมาเร็วเอง” เพื่อนหนอเพื่อน คำแรกที่ทัก
มันควรจะเป็นสวัสดีไม่ใช่เหรอยะ

“เออ ....
คนกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ” ฉันรับคำ แล้วเชิดปากใส่เพื่อนรัก “
ทักกันเบาๆก็ได้ ไม่ต้องเสียงดังขนาดนั้น คนมีวัฒนธรรม”

“จ้า.....แม่ผู้ดี”
คนที่กำลังพูดลากเสียงยาวใส่ฉันนี่ชื่อนีซ นีซเป็นสาวห้าวที่แต่งตัวเปรี้ยว
ซึ่งเพื่อนๆลงความเห็นกันว่า ขัดกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะหนุ่มๆที่เข้ามาจีบพวกเรา มักจะมองนีซเป็นคนแรกๆ
เพราะความสวยบาดตาภายใต้คำจำกัดความว่า “หมวยอินเตอร์”
ที่ได้จากแม่เชื่อสายไทยจีน และพ่อเชื่อสายฝรั่งเศส
แต่ก็ต้องถอยออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่า
ปากแม่คุณไม่ต่างอะไรกับกรรไกรที่ถูกลับจนคมกริบ

“เดี๋ยวก็ได้ไปอยู่เยอรมันแล้ว
คนที่นั่นคงมีวัฒนธรรมมากกว่านี้นะ”

“นีซก็ พูดอะไรอย่างนั้น
ลูน่าร์ยิ่งไม่สบายใจอยู่” นี่ล่ะเพื่อนแท้ ( น้ำตาไหลพราก T__T )
กิ๊ฟหรือที่พวกเราเรียกกันว่า คุณหนูกิ๊ฟ
เป็นคนเรียบร้อยน่ารักที่สุดในกลุ่ม
ด้วยความที่เธอเป็นคนไทยแท้จากในรั้วในวัง
คุณหนูกิ๊ฟแม้จะซ่อนหน้ารูปไข่ไว้ใต้แว่นตากรอบทองแบบเรียบร้อย
แต่ด้วยใบหน้าเกลี้ยงใสสะอาดตา ผมยาวสีดำสนิท และการแต่งตัวแบบเรียบเก๋
คุณหนูกิ๊ฟก็ไม่ห่างไกลคำว่าน่ารักไปไหนเลย

“นี่ล่ะน้า ........เค้าถึงเรียกว่าปากไม่สร้างสรรค์ไงหนูกิ๊ฟ”
เพื่อนล้มเราต้องรีบข้ามค่ะ “ทับถมคนตกทุกข์ได้ยาก
กุศลผลบุญจะหนุนให้ได้แฟนตัวอ้วนใหญ่ยักษ์ ฮ่าๆๆๆๆ”

“ดูเอาเถอะหนูกิ๊ฟ
ยัยนี่มันสลดที่ไหน” ต๊าย..ย..ย ยัยนี่ นี่หมายถึงใครยะ “ไม่เห็นตั๋วเครื่องบิน
ไม่หลั่งน้ำตา”

“เอาเถอะจ๊ะๆ”
ยังกะห้ามเด็กทะเลาะกันเลยนะหนูกิ๊ฟจ๋า “กิ๊ฟว่าเราไปกันดีกว่า
จวนได้เวลาที่นัดฟีมไว้แล้ว กิ๊ฟไม่อยากผิดเวลานะ”

“ให้มันรอบ้างก็ได้
หนูกิ๊ฟน่ะ โอ๋มันซะแบบนี้เดี๋ยวจะเคยตัว”
คราวนี้นีซพยักหน้าเห็นด้วยกับฉัน(ขึ้นมาเชียว) “เป็นผู้ชายให้รอผู้หญิงบ้าง
มันจะผิดตรงไหน”

“ก็ใครว่ากิ๊ฟสนนายฟีมล่ะ
กิ๊ฟกลัวว่าเดี๋ยวต้าร์จะรอต่างหาก” ต้าร์เป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่ม
ต้าร์เป็นคนน่ารักอีกคน ผมสั้นที่ถูกทำเป็นสีบรอนด์เงินของเธอ
ช่วยขับใบหน้าขาวอมชมพูของเธอให้ดูสว่างมากขึ้น
ต้าร์เจาะจมูกและใส่จิลเล็กๆไว้
ซึ่งทำให้หน้าหวานของต้าร์ดูห้าวขึ้นเล็กน้อย อย่างที่เธอต้องการ
ต้าร์เป็นสาวเซอร์ที่ฉันเห็นว่า ไม่เหมาะจะเซอร์ด้วยประการทั้งปวง
อย่างต้าร์ควรจะแต่งตัวอย่างคุณหนูกิ๊ฟมากกว่า
ส่วนฟีมเป็นเพื่อนชายคนเดียวในกลุ่ม
แม้ฟีมจะเนื้อหอมและดูเท่ซะไม่มีในสายตารุ่นน้อง แต่กับพวกเรา
ฟีมไม่ต่างอะไรกับลิงตัวหนึ่ง
ผิดก็แต่เป็นลิงที่เล่นกีต้าร์ฝีมือเป็นเยี่ยม
เล่นบาสเก็ตบอลได้ระดับเหรียญทอง และเก่งคอมพิวเตอร์เป็นเลิศ
แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง ฟีมมีตำแหน่งใหม่ที่ค่อนข้างใหญ่โตในกลุ่มของพวกเรา
ได้แก่ตำแหน่งโชเฟอร์

“คิดถึงตอนที่มันมาจีบยัยนีซตอนเกรด10นะหนูกิ๊ฟ
นี่แหละน้าเค้าเรียกมีตาหามีแวว”
เมื่อพูดถึงฟีมแล้วก็อดนึกถึงครั้งแรกที่นายฟีมได้เข้ามาอยู่กลุ่มเราไม่ได้
ตอนที่นายฟีมเข้ามาสารภาพรักกับนีซ แต่ถูกด่าออกไปไม่มีชิ้นดี
แต่แทนที่จะเสียหน้า ที่ตัวเองก็เป็นคนดังของโรงเรียน แต่ถูกปฏิเสธ
นายฟีมกลับตามตื๊อนีซทุกวัน ท้ายที่สุดนายฟีมก็ค้นพบว่า ผู้หญิงอย่างนีซ
เหมาะจะเป็นเพื่อนกับเขา มากกว่าในฐานะแฟน
และฟีมก็กลายเป็นชายเพียงคนเดียวในกลุ่มของพวกเราตั้งแต่นั้น

“รู้งี้ไม่จีบมันให้เสียหน้าหรอก”
นายฟีมจะพูดแบบนี้ทุกครั้งที่เราเอ่ยถึงเรื่องนี้อย่างขำๆ
ซึ่งตรงกันข้ามกับนีซ ที่จะนิ่งเงียบทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
จนรู้กันว่า ถ้าจะเบรคนีซไม่ให้พูดเรื่อยเปื่อย
ต้องยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาแกล้งล้อ

“อย่าล้อนีซสิจ๊ะลูนาร์”
หนูกิ๊ฟติงเล็กน้อย ทว่าก็เบือนหน้าไปซ่อนยิ้ม (นั่น! คนห้ามยังแอบขำเลย) “รีบไปเถอะจ๊ะ”
หนูกิ๊ฟทิ้งท้ายก่อนลุกเดินนำไปจากโต๊ะ
ปิดบทสนทนาของพวกเราที่ร้านกาแฟไว้เพียงแค่นั้น

วันนี้พวกเราทั้ง5คน
นัดกันไปสำรวจมหาวิทยาลัยที่พวกเราหมายจะเข้าไปศึกษาต่อ
ความที่เราสนิทกันมาก
จึงตัดสินใจว่าจะไปเรียนที่เดียวกันให้มันรู้แล้วรู้รอด อาจจะคณะใครคณะมัน
แต่อย่างน้อย เรียนที่เดียวกันก็ได้เจอกันทุกวันล่ะน่า

นีซ หนูกิ๊ฟ
และฉันนัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้ากลางเมืองชื่อดังย่านสยาม
ในขณะที่ต้าร์และฟีมนัดเจอกันก่อนหน้านี้ที่สวนจตุจักร
เราสามคนจึงโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อไปพบต้าร์และฟีมที่จตุจักร
ก่อนจะนั่งรถจี๊ปสีดำคันใหม่เอี่ยมของนายฟีม ที่เพิ่งได้มาเมื่อวันเกิดครบ18ปีของเขาเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง
ไปยังมหาวิทยาลัยอันเป็นจุดหมายของพวกเรา

“นี่ตกลง
แกกะฟีมจะเข้าคณะเดียวกันเหรอต้าร์”
ฉันถามต้าร์ขณะที่นั่งอยู่บนรถระหว่างทางไปมหาวิทยาลัย
แต่คนที่ให้คำตอบกลับเป็นนายฟีม

“อือ......ก็ฟีมเก่งคอม
ต้าร์เก่งอาร์ต แล้วดูจากdescriptionแล้วก็เป็นวิชาที่เราโอเคอะนะ
คอมพิวเตอร์กราฟฟิคนี่แหละ ที่อยากเรียนล่ะ เรียนด้วยกันจะได้ช่วยกันไง
แล้วหนูกิ๊ฟล่ะจะเรียนอะไร ใช่ School of Law รึเปล่า?”
นายฟีมโยนกลองคำถามไปที่หนูกิ๊ฟ

“ใช่จ๊ะ ถ้าเรียน
International Program ที่นี่ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคะแนนทดสอบภาษาอีก
ตอนไปเรียนต่อที่ YALE เพราะว่าเค้ามีข้อตกลงกันอยู่ด้วยน่ะ” หนูกิ๊ฟอธิบาย

“นีซคงเรียนบริหาร
แต่ยังลังเลอยู่ ระหว่างการจัดการทรัพยากรมนุษย์กับธุรกิจระหว่างประเทศ
ไม่รู้ว่าจะเลือกสาขาไหนดี วันนี้ว่าจะมาปรึกษาหนูกิ๊ฟอยู่เหมือนกัน
แล้วลูน่าร์ล่ะ ตกลงใจหรือยังว่าจะเข้าคณะอะไร”

“ลูน่าร์เหรอ......”
เพื่อนรักเอ๋ย ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะได้อยู่ที่เมืองไทยหรือเปล่า
แล้วจะบอกได้ยังไงเล่าว่าจะเข้าคณะอะไร

“ลูน่าร์อยากเรียนเกี่ยวกับอะไรล่ะจ๊ะ”หนูกิ๊ฟจับมือฉันบีบอย่างให้กำลังใจ
“อย่าเพิ่งกังวลกับเรื่องอื่นเลย ยังไงลูน่าร์ก็ต้องเรียนไม่ใช่เหรอจ๊ะ
ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
สิ่งที่ลูน่าร์จะเรียนมันต้องอยู่กะลูน่าร์ไปตลอดชีวิตนะ
ลูน่าร์ควรจะรู้ได้แล้วนะจ๊ะว่าตัวเองอยากเรียนอะไร”

“ขอบใจนะหนูกิ๊ฟ”ฉันยิ้มให้หนูกิ๊ฟและบีบมือตอบ
“ลูน่าร์สนใจเกี่ยวกับInterior Design อยากเรียนเหมือนแม่น่ะ”

“ดีจังลูน่าร์”
ต้าร์เอ่ยอย่างดีใจ “งั้นเราก็ได้อยู่คณะเดียวกันสิ
แต่คนละสาขาวิชาเท่านั้นเอง”

“ถ้าได้เรียนกับทุกคนก็ดีอยู่แล้วล่ะ
แต่ไม่รู้ว่าแดดดี๊กับแม่จะว่ายังไงนี่สิ เห้อ...!”


ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาอีกระหว่างเส้นทางที่เหลือ
นอกจากเสียงเพลงคุ้นหูที่เปิดคลอไปเบาๆ และความคิดที่ล่องลอยของลูน่าร์




……………..เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน..............

.............. จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ...........

........ ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่.......

.................... จะยอมรับความจริง ที่เจอได้แค่ไหน..............*



จริงสินะลูน่าร์ ไม่ว่าหล่อนจะอยู่ที่ไหน ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
จะมากลุ้มให้มันรกสมองทำไม ชีวิตน่ะเค้าให้ใช้นะ ไม่ใช่ให้วางแผนอย่างเดียว
จะอยู่ที่ไหนหล่อนก็ต้องเรียน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
วันนี้แดดดี๊จะคุยเรื่องนี้กับหล่อนอีกครั้ง ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่
หล่อนก็คงต้องทำใจละนะ ลูน่าร์สู้ๆ เย้ๆ



จบตอนที่ 1


*
Live&Learn by Boyd Kosiyabong




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2548    
Last Update : 11 ตุลาคม 2548 0:35:40 น.
Counter : 164 Pageviews.  


WeeN the Listener
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add WeeN the Listener's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.