Group Blog
 
All blogs
 

+มาหัดทำ "กิมจิ" กันเถอะ +

Photobucketพอดีที่บ้านคุณแม่ชอบทานกิมจิ โดยเฉพาะร้านโคบะPhotobucket
ที่เคยไปทานกันมา แล้วตัวเราก็เคยเก็บสูตรที่เค้าลงวิธีัการทำกิมจิไว้
แต่คิดว่าคงยังไม่ได้ทำในเร็ววัน อย่างแน่นอน


จนวันนึง คุณแม่บอกให้หาสูตรให้หน่อย เราเลยบอกว่า
มีอยู่แล้ว จะทำเมื่อไร... แต่ตอนนั้นเราคิดว่าต้องหาซื้อพริกเกาหลีก่อน
ก็เลยต้องรอไป พอหลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันนี่แหละ อ่านเจอใน
blog ของเพื่อน ๆ นี่แหละ ว่าใช้พริกชี้ฟ้าแดง แทนก็ได้
ก็เลยไปบอกแม่ให้หาซื้อของมาได้เลย


Photobucketมาดูส่วนประกอบพอคร่าว ๆ กัน เพราะผสมความมั่วนิดหน่อยPhotobucket


ผักกาดขาว 2 โล (เค้าบอกให้ใช้หางหงษ์
แต่แม่บอกแพง เอาธรรมดาก็พอ)
หัวไชเท้าใหญ่ 1 หัว
ต้นหอม 1 กำ หั่นท่อน
แครอทหั่นเส้น ๆ 1 หัว
กระเทียมปั่น
หัวหอมปั่น
พริกป่นทำกิมจิ (เราใช้พริกชี้ฟ้า ประมาณ 40 เม็ดได้)
น้ำปลา
เกลือป่น
คนอร์ 2 ก้อน
น้ำตาล
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
เกลือทะเล 1 ถ้วย
แป้งข้าวเหนียว 2 ชต.


มาดูวิธีทำกัน


1. นำผักกาดขาวมาผ่าครึ่ง ล้างน้ำให้สะอาด พักทิ้งไว้ให้สะเด็ด
น้ำ จึงนำมาทาเกลือทีละใบใส่อ่างไว้ แล้วจึงเทน้ำใส่ลงไป ทิ้งไว้
อย่างน้อย 3 ชม.


Photobucket


2. หลังจากนั้น นำพริกชี้ฟ้ามาผ่าเอาเม็ดไส้ในออกให้หมด พักไว้
แล้วมาเตรียมน้ำซุปกัน โดยนำคนอร์ใส่น้ำ 1 ถ้วยทิ้งไว้ให้ละลาย


Photobucket


3. นำพริกชี้ฟ้ามาหั่นเป็นแว่น ๆ ใส่โถปั่น แล้วใส่น้ำซุปตามลงไป
โดยปั่นให้ละเอียดจนหมด


Photobucket


4. ปอกเปลือกกระเทียม และหั่นหอมหัวใหญ่ให้เป็นแว่น ๆ
แต่ที่เห็นอยู่นั้น ใส่กระเทียมกับหอมเยอะไป มันเลยฉุนเกิน น่าจะใส่
แค่ 5-6 หัวก็พอ หอมไม่ใส่ก็ได้


Photobucket


นำมาปั่นให้ละเอียด


Photobucket


5. นำแป้งข้าวเหนียวไปละลายน้ำเตรียมไว้


Photobucket


6. นำแป้งที่เราเตรียมไว้ใส่อ่าง ตามด้วยน้ำปลา กระเทียม
และพริกที่เราปั่นไว้ลงไปผสมให้เข้ากัน


Photobucket


จึงนำผักที่เราหั่นไว้เป็นท่อน ๆ ใส่ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
และปรุงเครื่องตามที่เราชอบ โดยให้เค็มนำไว้ก่อน


Photobucket


7. เมื่อผักกาดขาวแช่น้ำเกลือครบ 3 ชม. แล้ว
ให้นำขึ้นและบิดน้ำออก ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จึงนำมาทาส่วนผสม
ที่เราผสมไว้แล้วทีละใปให้ทั่ว จนหมด


Photobucket
8. นำใส่กล่อง แรปปิดให้เรียบร้อยกันกลิ่นออก
ถ้าต้องการให้เปรี้ยวเร็ว ทิ้งไว้ข้างนอก 1 วัน จึงนำใส่ตู้เย็น


Photobucket


ดูสีสัน แล้วใช้ได้ น่าจะอร่อย แต่ไม่ใช่เลย
พอทิ้งไว้ 1 วัน ลองชิมดูเปรี้ยวสุดยอดมาก ๆ ความเค็ม
ไม่มีเลย ดังนั้นเวลาจะทานที ต้องนำมาปรุงอีกทีโดยใส่
เกลือและน้ำตาลลงไป คลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วนำมาทาน
ก็อร่อยใช้ได้ค่ะ แต่ต้องมาเสียเวลาปรุงอีกรอบแค่นั้นเอง


ถ้าใครต้องการให้เผ็ดนิดหน่อย ก็ใส่พริกขี้หนูบ้านเรา
ลงไป ขอเป็นสีแดงนะคะ เพราะที่ใช้พริกชี้ฟ้านี้ ไม่เผ็ดเลยคะ


Photobucket




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2553 10:22:30 น.
Counter : 420 Pageviews.  


สุดปลายฟ้าสีฟ้า
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








Friends' blogs
[Add สุดปลายฟ้าสีฟ้า's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.