รวมกระทู้ Winter in Korea by Blueraccoon แบบย่ำหิมะค่า
  ได้ฤกษ์เอากระทู้เก่ามารวมกันในหน้าเดียวสักทีค่ะ ^^''
รวมกระทู้ การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ และเพิ่มรูปเก็บตกค่า

Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 1

Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 2


Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 3

Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 4

Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 5



Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2557 16:06:30 น.
Counter : 2394 Pageviews.

0 comment
Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 3
Plan ของวันที่สี่ในเกาหลี

ลอตเต้เวิลด์(ทั้งวัน )>แวะช้อปปิ้งที่ซุปเปอร์มาเก็ตห้างลอตเต้>>คลองชองเกชอนตอนกลาง คืน

เข้าสู่วันที่ 1 ม.ค. ค่ะ เนื่องจากวันนี้ถือว่าเป็นวันหยุด หลายๆที่ก็ปิดทำการ โปรแกรมของเราวันนี้จึงเป็นการไปเที่ยวสวนสนุกค่ะ ตอนแรกแพลนไว้เป็นเอเว่อร์แลนด์อยู่เล่นทั้งวัน แ่ต่เนื่องจากอากาศที่หนาวมาก และคำเตือนของเจ้าของเกสท์ว่าอย่าไปสวนสนุกกลางแจ้งเลย แล้วมันก็ไกลด้วย ให้ไปลอตเต้เวิลด์ดีกว่า พวกก็เลยไปที่นี่แทน โดยมีตั๋วลดราคา40% เป็นแรงดึงดูดด้วย (ถึงแม้ในใจยังแอบเสียดายตั๋วลดราคาเอเว่อแลนด์ที่เราแอบปริ้นท์มาจากเมืองไทยก็ตามTT_TT)

วิธีการเดินทางก็เช่นเคย Subway อันแสนจะสะดวกสบาย จริงๆเคยลองนั่งรถเมล์เกาหลีเหมือนกัน แต่ว่าวันที่นั่งมีเพื่อนเกาหลีเป็นคนพาขึ้นและพาลง ซึ่งในแต่ละสายก็จะมีป้ายบอกว่าจอดที่ไหนบ้าง ซึ่งเป็นภาษาเกาหลีทั้งสิ้น =[]='' ทำให้เรารู้ตัวดีว่านั่งซับเวย์นี่มันง่ายสุดแล้วหละเหอๆ

จุด สตาร์ทเริ่มแรกก็ป้าย Hongik University เช่นเคยและไปลงที่Jamsil ทางออกที่3

นั่งซับเวย์ที่เกาหลีช่างให้ความรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟไทยเลย ตรงที่มีคนเดินลากกระเป๋าเอาของมาขายกันกลางรถไฟกันเลยทีเดียว คนขายก็จะใส่สูทเต็มยศลากกระเป๋ามาไว้กลางขบวนแล้วก็จะชูของต่างๆที่เตรียม ไว้ขาย เช่น เล็กกิ้ง ปากกาไฟฉาย กาววิเศษ บลาๆสารพัดอย่าง แล้วก็จะเดินไปขายให้กับคนที่สนใจ ถ้าดูแล้วไม่มีใครสนใจเค้าก็จะลากกระเป๋าไปโบกี้ถัดไป รู้สึกแปลกดี แอบคิดเล่นๆเหมือนกันว่าในบ้านเราจะมีคนทำแบบนี้กับรถบีทีเอสหรือใต้ดินบ้าง รึเปล่าูู^^


พอไปถึงก็โอ้มายก๊อดค่ะ คนต่อแถวเยอะมากมายเพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุด
เราก็เลยรอแถวไปเรื่อยๆ พร้อมกับลุ้่นว่าตั๋วลด40%ที่ได้มาจะลดได้หรือไม่(เพราะมันเขียนว่าใช้ได้ ถึงวันที่31ธคค่ะ แล้วก็เป็นดังคาดตั๋วใช้ไม่ได้(รู้สึกแอบเคืองเจ้าของเกสท์เฮ้าส์จริงๆว่า ตอนเราถามว่ามันหมดอายุก็ต้องใช้ไม่ได้ดิ แล้วเค้ายังนั่งยันนอนยันตะแคงยันว่าใช้ได้ ถ้าใช้ไม่ได้ให้โทรมาหาเค้าได้เลย) ซึ่งตอนนั้นเราแอบเสียดายที่ไม่ได้ไปเอเว่อแลนด์เอามากๆเลย(งกนั่นเอง) อุตส่าห์ปริ้นท์ตั๋วลดราคาหมื่นวอนไปอย่างดิบดี กลายเป็นว่าต้องมาจ่ายเงินให้ลอตเต้เวิลด์ในราคาเกือบเต็ม TT_TT

แล้ว ในส่วนของเครื่องเล่นก็เฉยๆมากค่ะ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเอาไปเปรียบเทียบกับสวนสนุกที่เคยๆไปมาด้วย อย่างเช่น Disneyland ที่ญี่ปุ่นกับที่ฮ่องกง Cedar point ที่อเมริกา หรือที่ดรีมเวิลด์เอง แบบว่าเครื่องเล่นเค้าดูธรรมดาอ่ะ เหมือนที่ดรีมเวิลด์เลย >< แต่ดูไฮโซกว่านิดนึง คือเหมือนของเล่นมันไม่สุดอ่ะค่ะ คือไม่กุ๊กกิ๊กน่ารักแบบสุดๆหรือไม่ก็หวาดเสียวไปเลย (แต่เครื่องเล่นที่นี่มันก็นานแล้วนี่นะ) แล้วพวกทางเข้าที่รอเครื่องเล่น หรือตรงเสาอะไรแบบนี้ก็เต็มไปด้วยรอยปากกาที่คนมาเขียนเล่น เหมือนฝาผนังห้องน้ำบ้านเราเลย ดูเลอะเทอะมากก

อ่อ แต่ก็มีคำแนะนำสำหรับคนที่มาเล่นที่นี่ค่ะ เค้าจะมี Magic Pass (เหมือนกับ Fast Track ที่ดิสนี่ย์แลนด์) สำหรับเครื่องเล่นที่ Popular หากคนที่ไม่อยากรอคิวนานๆ ก็เอาตั๋วที่ซื้อมาไปตื๊ดกับเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมที่เขียนว่า Magic Pass หน้าทางเข้า แล้วเราก็จะได้ตั๋วมา จากนั้นก็มาเล่นตามเวลาที่เค้ากำหนดไว้

ลอตเต้เวิลด์แบ่งออกเป็นหลายโซนค่ะ มีทั้งโซนด้านกลางแจ้ง โซนในร่ม แล้วก็ลานไอซ์สเก็ตซึ่งเราไม่ได้เล่นค่ะ เล่นเครื่องเล่นท้าลมหนาวนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน หุหุ
หลังจากที่เล่น เครื่องเล่นจนพอประมาณแล้วก็พักกินมื้อเที่ยงค่ะ ตอนแรกนึกว่าเป็นราเมงแต่จริงๆก้อน่าจะเป็นมาม่าเกาหลีแน่เลย แต่ก็อร่อยดีค่ะ

อาหารมีรูปอยู่แล้วสั่งได้ไม่ยุ่งยากค่ะ เราใช้วิธีถ่ายรูปเมนูหน้าร้านแล้วก็ส่งให้เค้าดูเลย ง่ายดี:)

แล้วก็ออกมาแวะซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือค่ะ ได้นี่มาปลาบปลื้มสุดๆน้องนู๋บลูแรคคูน^^

แล้วก็แวะช้อปปิ้งซื้อขนม สาหร่าย ของฝากกลับเมืองไทยที่ซุปเปอร์ตรงห้างลอตเต้ค่ะ แอบเห็นหนุ่มนิชคุณยืนแอ่นอกโพสท่าถ่ายรูปโฆษณาขนมอยู่ด้วย ยิ้มหวานทีเดียวเชียวว


หลังจากนั้นก็กลับไปที่พักเก็บข้าวของ เตรียมไปเจอเพื่อนเกาหลีเพื่อกินอาหารเย็นด้วยกัน

โดยมื้อนี้เป็น ซี่โครงหมูตุ๋น แล้วก็ได้ทดลองโซจูครั้งแรกด้วย^^


กินเสร็จก็มุ่งหน้าไปต่อที่ Jongno 3 ga เพื่อที่จะเดินไปแถวคลองชองเกชอน เพื่อชื่นชมความงามยามค่ำคืน ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อยค่ะ
เดินจากรถไฟใต้ดินไม่นานก็มาถึงแล้วค่ะ คลองชองเกชอน ซึ่งประดับประดาด้วยดวงไฟมากมาย สวยงามดีค่ะ (แต่กล้องเจ้ากรรมของเราไม่เป็นใจเท่าไหร่ ถ่ายยังไงก็ไม่ชัด TT_TT) พอเห็นคลองนี้แล้วก็คิดถึงคลองของบ้านเราจังเลยค่ะอยากให้ทำได้แบบนี้บ้าง น้ำใส๊ใส แอบชื่นชมคนเกาหลีที่เค้าสามารถปรัยปรุงคลองที่มีน้ำเสียให้เป็นสถานที่ท่อง เที่ยว พักผ่อนหย่อนใจได้แบบนี้


ส่วนอันนี้เป็นที่มาของคลองแห่ง นี้ค่ะ
คลองชองกเยชอน(청계천) เป็นคลองโบราณในสมัยราชวงศ์โชซอน อายุกว่า 600 ปี ความยาวประมาณ 5.84 กิโลเมตร ไหลผ่านย่านใจกลางกรุงโซล แต่ในช่วงค.ศ. 1957-ค.ศ. 1977 ได้มีการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทำให้คลองถูกถมลงเป็นถนนและทางด่วน เกิดตึกสูงมากมาย คลองชองกเยชอนก็เริ่มเน่าเสียและตื้นเขิน เรียงไปด้วยชุมชนแออัด

กระ ทั่งปีค.ศ. 2002 นายลี มยองปากได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการกรุงโซล เขาได้เสนอโครงการฟื้นฟูคลองชองกเยชอน โดยมีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่อต้านจำนวนมาก จนต้องมีการประชุมร่วมกันมากกว่า 2,000 ครั้ง แต่โครงการก็เริ่มขึ้นได้ด้วยดีในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 โดยเริ่มทุบทางด่วน และรื้อถนนโดยรอบมากมาย จนแล้วเสร็จในปีค.ศ. 2005 มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ท่ามกลางประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ใช้งบประมาณกว่า 380,000,000,000 วอน (3 แสน 8 หมื่นล้านวอน)หรือราวๆ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกับฟื้นฟูธรรมชาติสองฝั่งคลอง ตลิ่งถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม และใช้วิธีขุดท่อผันน้ำจากแม่น้ำฮันเข้ามาที่ต้นคลอง แล้วไล่น้ำเสียออกทะเล มีการสร้างน้ำพุตลอดแนว เขื่อนชะลอความเร็วน้ำ ลานกิจกรรม ที่พักผ่อน และมีน้ำตกเป็นแนวกั้นน้ำฝน มีทางเดินเลียบคลอง และสะพานกว่า 22 แห่ง ซึ่งจัดให้ประชาชนร่วมออกแบบสะพานประกวด ทำให้สะพานทุกแห่งล้วนมีรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันและแสดงออกถึงความเป็นเกาหลี ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบมีราคาเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นแหล่งที่อยู่ของคนรวย สำนักงานบริษัทชั้นนำ และคลองชองกเยชอนแห่งนี้ยังได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในกรุงโซล

ข้อมูล จาก //www.happytokorea.com/webboard/index.php?topic=468.0

เดินเล่น ถ่ายรูป ไปเรื่อยเปื่อย บรรยากาศดีมากเลยค่ะ ถึงจะแอบหนาวไปนิดก็เถอะ ^^ ตรงต้นไม้ข้างทางส่วนใหญ่ก็จะเหลือแต่กิ่งซึ่งเกาะเป็นน้ำแข็งก้อนๆเลย ก็สวยไปอีกแบบนึงค่ะ

หลังจากเดินมาได้สักพักก็สู้ไม่ไหวแล้วค่ะ หนาวด้วยอะไรด้วย เลยตัดสินใจกับเพื่อนว่ากลับกันดีกว่า ดูจากแผนที่แล้วก็ขึ้นสถานีรถไฟได้หลายทางค่ะ เราเลยเลือกเดินไปที่สถานี Jonggak เพื่อขึ้นซับเวย์กลับบ้าน ที่เลือกมาขึ้นสถานีนี้ก็เพราะอยากจะขอเดินชดเชยเมื่อวานที่ไม่ได้มาเค้าท์ ดาวที่นี่ซักหน่อย TT_TT (ไม่ได้มาเมื่อวานก็ขอมาวันถัดไปนี่แหละ kkk)

แล้ว ก็เดินผ่าน Bosingak ค่ะ ที่นี่ปกติตอนวันที่31 ธันวา คนเกาหลีก็จะมารวมตัวกันตรงนี้ ซึ่งคนเกาหลีจะตีระฆังนี้ฉลองตอนวันปีใหม่



Create Date : 31 มกราคม 2554
Last Update : 31 มกราคม 2554 20:52:14 น.
Counter : 637 Pageviews.

0 comment
Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 2
วันที่31/12/09
แผนเดิมคือนั่งรถ Seoul City Bus Tour หนึ่งรอบแรกไม่ลงที่ไหน เพื่อชมเมืองก่อน แล้วจากนั้นก็เลือกลงเป็นจุดๆเพื่อชมในแต่ละที่ (ตอนแรกอันนี้เราวางแพลนมาตั้งแต่เมืองไทยค่ะ เห็นว่ามันมีบัสที่ซื้อตั๋วเหมาไปนั่งกี่เที่ยวก็ได้ พอดีเจอในคู่มือท่องเที่ยวขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี)

แต่หลังจากที่คุณลี เจ้าของเกสท์เฮ้าส์รู้เข้า เค้าก็บอกว่าให้เราเปลี่ยนแพลนด่วนเลยค่ะ เค้าบอกว่านั่งซับเวย์ไปน่ะสบายกว่าเสียเงินน้อยกว่า แล้วไปเป็นจุดๆเลยดีกว่า เราก็เลยไปด้วยซับเวย์แทน
และไปสถานที่ดังนี้
พระราชวัง เคียงบกกุง , Namsan Hanok Folk Village, Namsan Seoul Tower และเข้า Teddy Bear Museum

การเดินทางโดย Subway เนี่ยจริงๆก็สะดวกมากเลย แถมTips ให้สำหรับคนใช้ไอโฟนหรือไอพอดทัชซักนิดว่า มีAPPs ฟรีต่างๆที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้โหลดมากมาย เราก็ใช้ประโยชน์ได้ดีเหมือนกันอย่าง
-MetrO ใช้ดีมากๆแค่ใส่ที่อยู่ว่าเราอยู่ไหน จะไปที่ไหน มันก็จะคำนวณมาให้เรียบร้อยว่าทั้งหมดต้องเดินทางกี่สถานี เปลี่ยนที่ไหนบ้าง ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ โปรแกรมนี้ใช้ได้หลายประเทศมากเลยค่ะ
- Lingopal ฉบับเกาหลี โหลดฟรีด้วย เป็นโปรแกรมที่จะรวมประโยคคำพูดเป็นภาษาเกาหลี ออกเสียงได้มีคำแปลไทยด้วย
- Travel in Korea โปรแกรมนี้รวมสถานที่ท่องเที่ยว และรายละเอียดในแต่ละที่เที่ยวของเกาหลีเอาไว้
- Seoul Metro Tour version Korea Sauna Edition รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ไปได้ด้วย Subway และแหล่งจิมจิลบังในโซลเอาไว้

จากสถานี Hongik University เราก็เดินทางไปยัง Gyeongbok Palace ค่ะ


แล้วก็ไปซื้อตั๋วค่าเข้ากันคนละ 3000 วอน ตอนนั้นทหารกำลังเปลี่ยนเวรยามกันพอดีค่ะ หนาวมากๆ ตอนแรกว่าอยู่บนเขาก็หนาวแล้ว มาอยู่ที่กลางแจ้งตรงพระราชวังนี่ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่

พวกเราก็ยืนดูจนจบค่ะ เห็นแล้วหนาวทแทน ต้้องมายืนตรงนี้นานๆ ดูไปก็คิดถึงตอนที่ทหารที่วัดพระแก้วเปลี่ยนเวรยามค่ะ แหะๆ

ซึ่งพอจะเข้าไปในส่วนของพระราชวังก็เข้าไม่ได้ค่ะ เจอป้ายเหลืองๆห้ามเข้าซะงั้นเพราะเค้ามีการ Renovate อยู่ และเป็นแบบนี้ในหลายๆส่วนเลยค่ะ เลยได้แต่ถ่ายรูปเล่นด้านนอกอย่างเดียว


หลังจากที่ถ่ายรูปเล่นด้านนอกจนหนำใจ(เพราะข้างใน เค้าปิดไม่ให้เข้า) แล้วเราก็เดินออกไปเจอส่วนที่ให้เปลี่ยนชุดทหาร มีให้เลือกชุดใส่ได้ฟรีั ก็เลยเอาซะหน่อยก็เลยถอดรองเท้าเปลี่ยนชุดกันตรงนั้น โดยจะมีคนเปลี่ยนให้เรา อยากบอกว่าตอนถอดบู๊ทและถุงมือออกนี่หนาวมาก แต่ก็กะว่าไหนๆก็มาแล้วขอลองซะหน่อย เราไม่ได้ถอดเสื้อกันหนาวออก พอใส่ทับไปอีกชั้นก็เลยกลายเป็นหมูเลยทีเดียว

ปิดท้ายที่พระราชวังด้วยรูปจากกล้องเพื่อน

รู้สึกว่าที่พระราชวังนี้ไม่ค่อยมีอะไรเลย หรือเพราะว่าเข้าได้บางส่วนก็ไม่รู้อ่ะ แต่รู้สึกว่าถ้าไม่ได้มา เดี๋ยวเหมือนจะมาไม่ถึงเกาหลี 555

จากพระราชวังเคียงบก เราก็เดินทางด้วยซับเวย์ไปยัง Namsangol Hanok Village โดยลงที่สถานีชุงมูโรค่ะ(ที่เลือกมานี่เพราะไม่เสียค่าเข้า แล้วก็เหมือนจะมีให้ลองใส่ชุดฮันบก อิอิ) ตอนนั้นกำลังหิวพอดีก็เลยแวะร้านอาหารทานกลางวันก่อน เราสั่งตามรูปที่มีในร้านเลย 5000 วอน เป็นอุด้งผัดซอสเผ็ดนิดๆอร่อยดี ผัดกับหนวดปลาหมึกยักษ์แล้วก็กุ้งให้เยอะมากกก โรยด้วยปลาแห้ง ให้อารมณ์เหมือนกินทาโกะยากิอยู่เลย ส่วนเครื่องเคียงก็มีกิมจิ หัวไชเท้าดอง แล้วก็ซุปสาหร่ายเปรี้ยวๆ ส่วนของเพื่อนเราสั่งบิบิมบับค่ะ


ตั้งใจว่าจะไปใส่ชุดฮันบกที่นี่ แต่หลังจากที่ไปถามเจ้าหน้าที่แล้ว เค้าก็บอกว่าเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวมาก จึงไม่มีการใส่ชุดฮันบกใดๆทั้งสิ้น TwT' ก็เลยเป็นอันอดไป อยู่ที่นี่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปค่ะ เพราะว่าแบตกล้องดันเสื่อม ใช้แต่ไอโฟนถ่าย ซึ่งต้องถอดถุงมือออกมาถ่ายตลอดก็เ่ลยถ่ายน้อยกว่าทุกที่

จากหมู่บ้านเราก็เตรียมมุ่งหน้าไปต่อที่ Seoul Tower ค่ะ เพื่อนของเราได้นัดกับเพื่อนซึ่งเป็นคนเกาหลี นั่งแท็กซี่ไปพร้อมกันสู่ Seoul Towerค่ะ ค่าตั๋วขึ้นกระเช้าไปกลับ 7500 วอนค่ะ พอลงจากกระเช้าปั๊บเราก็ไปซื้อตั๋วเตรียมเข้าชม Teddy Bear Museum ต่ออีก 8000 วอนค่ะ


เข้ามาด้านในของ Teddy Bear Museum ก็จะแยกเป็น 2 Hall
Hall แรกจะพูดถึง The Past ~ Tracing the history from Hanyang of the Joseon Dynasty to modern day Seoul of Korea

ในนี้เราก็จะเห็น บรรดาคุณหมีใส่ชุดประจำชาติกันมากมาย ทั้งชุดฮันบก ชุดต่างๆที่ปกติจะเห็นจากบรรดาละครย้อนยุคที่มาฉายช่องสามบ่อยๆ เห็นแล้วก็รู้สึกทึ่งในความเข้าใจคิดของคนเกาหลีนะ เอาหมีมาเป็นตัวแทนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้อย่างน่ารักเลยทีเดียว


Hall ที่2
The Present~ Introducing interesting facets of Modern Seoul from Apgujeong to Samcheong
บรรดาคุณหมีที่จัด แสดงนี้ก็จะโชว์ให้เห็นถึงสถานที่ท่องเที่ยวดังๆในโซลไว้มากมายทั้งห้าง ล็อตเต้ ดงแดมุน เมียงดง การแสดงนันตะโชว์ หมีเต้นบีบอย คลองชองเกชอน มีหมีกำลังซื้อปราด้า เดินเลือกซื้อกระเป๋าหลุยส์ด้วย ^^

แล้วก็หมีเบยองจุน ต่อไปใครดังก็คงมีหมีบุคคลนั้นออกมาเรื่อยๆแน่ๆ 55

หลังจากลัลล๊าถ่ายรูปน้องหมีเสร็จเราก็เตรียมตัวไป คล้องกุญแจตรงหอคอยโซลค่ะ(ถึงกับเตรียมแม่กุญแจกับลูกกุญแจมาพร้อมเลยที เดียว) จากที่ได้ยินมาว่าถ้าคู่รักขึ้นมาที่หอคอยโซลด้วยกันแล้วก็เขียนชื่อของคน ทั้งคู่แล้วก็เอาแม่กุญแจมาติดไว้จากนั้นก็โยนลูกกุญแจทิ้งไป ก็จะรักกันตลอดชั่วนิรันดิ์ประมาณนั้น พอระหว่างทางที่เตรียมนั่งกระเช้าขึ้นไปนั้น ช่างเต็มไปด้วยคู่รักทั้งนั้นเลยค่ะ เห็นแล้วอิจฉา อิอิ



เพื่อนของเราก็ครีเอทสุดแสนค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้มาเป็นคู่ๆ พอดีมีกุญแจที่เพืื่อนเราเอาไปเหลืออยู่ เพื่อนเราก็ปิ๊งไอเดียให้เพื่อนเกาหลีทั้งสองแล้วก็เราคนไทยทั้งสองร่วมกัน เขียนชื่อของพวกเราทั้งสี่ลงไปบนแม่กุญแจค่ะ ด้านนึงเขียนเป็นภาษาไทย อีกด้านนึงเป็นภาษาเกาหลี แล้วก็เอาไปติดด้วยกันค่ะ^^

จากโซลทาวเวอร์เราก็กลับไปที่บ้านพักก่อน เพือเตรียมตัวไปเค้าท์ดาวน์ ขากลับแวะกินข้าวแถวบ้านก่อนกลับเกสท์เฮ้าสท์ค่ะ ตอนแรกเดินเข้าไปร้านนึงเห็นคนเยอะดีดูน่ากิน แต่ว่าเมนูมีแต่ภาษาเกาหลีทั้งนั้นเลยอ่านไม่ออก ><' เพื่อนเราก็เลยโทรไปหาเืพื่อนเกาหลี เพื่อให้เค้าถามเมนูเจ้าของร้านให้ ปรากฏว่ามันเป็นร้านแบบเอาเครื่องในหมู ไก่ ไรงี้มาปิ้งๆ รู้สึกว่าจริงๆก็เป็นอาหารขึ้นชื่อของเกาหลีเหมือนกัน แต่เรากินไม่เป็นอ่ะ ก็เ่ลยชิ่งหนีมาอีกร้านนึง

ร้านนี้เราก็กินหมูสามชั้นย่างเหมือนเดิม คล้ายๆที่ซกโชเลย อร่อยดี เจ้าของร้านบริการดีมาอธิบายวิิธีการกิน และคอยพลิกเนื้อหมูให้อยู่ตลอดเวลา

สุดท้ายวันนี้ก็ไม่ได้ Count down ที่Jonggak ตามแพลนเดิมที่วางไว้ค่ะ TT_TT แพลนเก่าของเราคือหลังจากไปโซลทาวเวอร์ก็จะไปที่Gwanghwamun เพื่อเล่นไอซ์สเก็ตกลางแจ้ง แล้วเค้าทน์ดาวน์แถวBosingak แต่เนื่องจากแผนเปลี่ยน แพลนเดิมคือเราจะไปเค้าทน์ดาวที่จงกั๊ก โบซินกั๊กเทือกนั้น แต่ว่าเจ้าของเกสท์เฮ้าเค้าก็ห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าไปมันอันตราย คนเยอะ กลับมาไม่ทันแน่ เราก็เห็นว่าซับเวย์เค้าก็เลื่อนเวลาปิดมาตีสองเลยนะ (ก็รู้ว่าคนเยอะอยู่แล้วหละเค้าดาวที่ไหนๆมันก็คนเยอะอยู่แล้ว) แล้วเค้าก็บอกว่าให้ไปเค้าที่มหาลัยฮงอิกซึ่งอยู่แถวที่พัก (แต่เดินไปมันก็แอบไกลอยู่) เค้าว่าที่นั่นจะมีแสงสี การแสดงไรงี้ มีพลุด้วย สุดท้ายเราก็เดินๆๆไป ระหว่างทางก็เห็นผู้คนมากมายที่มุ่งเดินไปคลับแถวนั้น (สาวๆที่นี่เปรี้ยวมากใส่มินิสเกริต์โชว์เรียวขาซึ่งปราศจากเล็กกิ้งหรือ อะไรใดๆทั้งสิ้น แต่งตัววับๆแวมๆท่ามกลางบรรยากาศติดลบสิบกว่าองศา ขอซูฮกจริงๆ) ยิ่งเดินไปใกล้มหาลัยก็ยิ่งเงียบๆ จนไปถึง อ้าวปิดนี่นา สรุปเราก็เลยไม่ได้เค้าดาวซะงั้น อุตส่าซ้อมนับเลขมาเป็นภาษาเกาหลี เชอะๆๆ =_=*

สุดท้ายเรากับเพื่อนก็เลยเดินกลับที่พัก โดยนับเลขกันเองตอนเที่ยงคืนพร้อมกับร้องเพลงปีใหม่ไทยมาตลอดทางค่ะ เหอะๆๆ

ปิดท้ายด้วยรูปห้องพัก กับสถานที่เรากินอาหารเช้าก่อนออกเดินทางทุกวันค่ะ



Create Date : 25 มกราคม 2554
Last Update : 25 มกราคม 2554 21:51:00 น.
Counter : 616 Pageviews.

0 comment
Review การผจญภัยของสองสาว Winter in Korea~ 29 Dec 09 - 4 Jan 10 Part 1
ได้ฤกษ์เข้ามาปรับปรุงบล๊อกซะหน่อย หลังจากที่ปล่อยให้สนิมขึ้นมาเนิ่นนาน อิอิ

เริ่มจากการเอาของเก่ามาปัดฝุ่นค่ะ ไหนๆก็เคยทำรีวิวลงกระทู้มาแล้ว เราก็เอามาลง blog ไว้ด้วยซะเลย หุหุ
Part 1 : BKK>>Seoul>>Sokcho
Part 2 : Gyeongbok Palace >> Namsan Hanok Folk Village >>Namsan Seoul Tower >> Teddy Bear Museum
Part 3 : Lotte world,Lotte Super market>> Cheongyecheon Plaza
Part 4 : Bearstown Sk Resort >>Jimjilbang
Part 5 : Insadong>>Yonsei University >>Dongdaemun
and Myeongdong

เรากับเพื่อน(ผู้หญิงสองคน) ไปเที่ยวเกาหลีเป็นครั้งแรกค่ะ ไม่ไปกับทัวร์ เพราะกะว่าจะไปที่ๆอยากไป ที่ทัวร์เค้าไม่พาไปกันด้วย แล้วก็จะได้มีอิสระเที่ยวเอง ถึงแม้ว่าจะพูด เกาหลีกันไม่ได้เลยเหอๆ
ถึงแม้ทริปนี้จะวางแผนไปเที่ยวหลายที่ แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งสภาพอากาศ ปัญหาบางอย่างทำให้ทริปของเราต้องตัดและปรับเปลี่ยนอะไรไปเยอะเลยค่ะ

เราไปกันด้วยสายการบิน Korean air ค่ะ อาหารได้ทานมื้อเช้า เราเลือกอาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง ส่วนเพื่อนเลือกเป็นแบบเกาหลีค่ะ หันมาดูของเพื่อนนึกว่าจะเป็นอะไรที่แท้เป็นข้าวต้ม โรยผงอะไรซักอย่างดูท่าจะกินไม่อิ่มนะเนี่ยเหอๆ

วัน แรกตั้งใจจะไปฝากกระเป๋าไว้ที่เกสท์เฮ้าสท์ในโซลแล้วหลังจากนั้นก็จะไปขึ้น เขาที่โซรักซานค้างที่ซกโชหนึ่งคืนแล้ววันรุ่งขึ้นไปเกาะนามิต่อ แต่ที่ทำได้จริงเป็นดังนี้ค่ะ

วันที่ 29/12/52
ไปวันที่29 ธันวา ตอนเช้ามืด ใช้เวลาบิน 4ชั่วโมง 30นาที ไปถึงสนามบิน Incheon ตอนเวลา 7.52 กัปตันประกาศอุณหภูมิ –7องศา อย่างหนาวค่ะ จากสนามบินไปที่พัก เราหาข้อมูลจากในเน็ตเจอว่า สามารถไปที่พักได้2วิธี (พักแถว Hong Ik Universityที่ Lee and No guesthouse) นั่นคือ

-วิธีแรกซื้อตั๋วโดยสารที่ Transportation Information Counter ขึ้นรถบัสสาย 6002 (ราคา9000วอน) ลงรถหน้าโรงแรม Seokyo Hotel

-วิธีสองไปด้วย Incheon International Airport-Gimpo International Airport
นั่ง A’Rex มาลงกิมโป ราคา 3,400 won แล้วต่อด้วยLine 9 (เพิ่งเปิดปีที่แล้ว) Change at Dangsan ต่อ Line2 ลงสถานี Hong ik รวมเวลาทั้วสิ้น 66นาที 18 stops /2 changes (วิธีนี้จะได้ดูวิวสองข้างทางและถูกด้วย ไปอ่านในเว็บนึงบอกมา) รวมราคาทั้งหมดก็ถูกกว่านั่งบัสประมาณครึ่งนึง เราก็เลยลองเลือกไปด้วยวิธีนี้ดูค่ะ (หมายเหตุ ปีนี้2554 ทางเกาหลีเปิด Airport link สายที่เชื่อมมาถึงมหาลัยแล้วค่ะ นั่งต่อเดียวไม่ต้องต่อรถเลย ถึงเร็วกว่าเดิมด้วย)
เข้าไปนั่งใน A'Rex ก็ดูดีทีเดียวค่ะ
อันนี้รูปภายในรถไฟ


กลับมาต่อจากสนามบินสู่ที่พักที่โซลค่ะ หลังจากที่นั่ง A'Rex มาต่อSubway และถึงสถานี Hong Ik station แล้วก็ต้องช๊อกค่ะ ว่าทางขึ้นไม่มีบันไดเลื่อน(เพราะมันซ่อมอยู่)ต้องยกกระเป๋าขึ้นบันได กระเป๋าสองใบอย่างหนักเลยเพราะเตรียมเสื้อหนาวมาอย่างเต็มที่ โชคดีที่เพื่อนเราเจอเพื่อนเกาหลีอย่างบังเอิญเพื่อนเกาหลีคนนั้นก็เลยเดิน นำทางไปยัง Lee and no guesthouse ระหว่างทางก็สะบักสะบอมสุดๆค่ะ กระเป๋าลาก ลากได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะเมื่อวานก่อนเรามา(วันที่28) หิมะตกหนักค่ะ ที่พื้นจึงเต็มไปด้วยหิมะ เราต้องยกกระเป๋าถือเอา=_=;

นี่ รูประหว่างทางจากซับเวย์ไปยังเกสท์เฮ้าส์ค่ะ


เนื่องจากกว่าจะลากกระเป๋าฝ่าหิมะไปถึงGuesthouse ได้ และการจัดการสัมภาระต่างๆเพื่อเตรียมไปซกโช ประกอบกับการคุยกับเจ้าของ Guesthouse เค้าก็บอกว่าSchedule เราแน่นเกินไปในการที่จะไปเกาะนามิพร้อมกับไปโซรักซานในคราวเดียวกัน เรากับเพื่อนก็เลยตัดเกาะนามิออก แล้วไปโซรักซานอย่างเีดียวโดยค้างคืนนึงแล้วขึ้นเขาในช่วงเช้า

เมื่อ ตกลงตามนั้นเราก็เลยแวะไปกินข้าวแถวที่พักกับเพื่อนของเพื่อนคนเกาหลีก่อน ที่จะไปยัง Dong Seoul Bus Terminal

อันนี้คือ DakGalbi ไก่ย่างที่กินกัน เครื่องเคียงเยอะมาก ใส่ปลาหมึกกับต๊อกป๊อกกีเพิ่มด้วย


หลังจากกินอิ่มเสร็จก็รีบไปยัง Gangbyeon เพื่อไปยังสถานี Dong Seoul bus terminal ตอนแรกก็งงๆไม่รู้ว่าไปซื้อตั๋วที่ไหน พอถามเจ้าหน้าที่ข้างล่างเค้าบอกว่าให้ขึ้นไปซื้อที่ชั้นสอง เราก็บอกไปว่า Sokcho สองคน เค้าก็พยักเพยิดบอกว่าคนละ 18,100 วอน



และแล้วเราก็ไปนั่งรอรถบัสไป Sokcho(ตามรูป)

ตอน แรกอ่านพวกหนังสือนำเที่ยวเค้าบอกว่านั่งจากโซลไปประมาณ 3ชมครึ่ง ไปถึงที่โน่นประมาณหกโมงเย็นกว่าๆฟ้าอย่างมืดมากๆ
ลงมาจากรถซึ่งสุด สา่ยที่ Bus Terminal ก็มีป้าแก่ๆคนนึงทำท่านอนแล้วก็เรียกให้เราไปกับเค้า เข้าใจว่าคงเป็น Motel แถวนั้นเพราะเห็นว่ามีเยอะมาก แต่เราไม่เอา
เพราะ ว่าจองที่พักไว้ที่ The House แล้ว และตอนแรกก็เห็นว่าไม่ไกลกับที่ลงรถ เพื่อนที่เคยมาบอกว่าเดินได้ แต่พอไปถามตรงที่ศูนย์นักท่องเที่ยวเค้าบอกว่าำไกล ต้องนั่งบัสไม่ก็ taxi เท่านั้น

สรุปเราก็เลยนั่งแท็กซี่เพื่อความชัวร์ พลางดูแผนที่ตลอดทางเพราะกลัวแท็กซี่พาวนเหอๆ สรุปก็ไปถึง The House โดยเสียเงินคนละ 2250 วอน

พอไปถึงเจอคุณยูเจ้าของ และคุยกันก็ถึงบา่งอ้อว่า ที่เมืองนี้มันมีบัสเทอมินัลสองที่ Intercity bus terminal และ Sokcho bus terminal เราลงผิดที่หรือขึ้นผิดคันรถนั่นเอง พูดง่ายๆคือเราไปอ้อมโลกมา =[]=;;; จริงๆเราควรจะต้องซื้อตั๋วที่ลงที่ Sokcho bus terminal จากโซลมาถึงนี่ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงกว่าๆไม่ถึงสามชั่วโมงครึ่งด้วย และอยู่ใกล้ที่พักระยะเดินได้ด้วย โอ้วๆๆ แทบกรี๊ดค่ะ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการหลงทางแล้ว เราก็เลยหาร้านกินมื้อเย็นกันค่ะ คุณยูพาไปร้านแถวที่พัก ลูกเจ้าของร้านน่ารักมาก อายุสี่ขวบมาเล่นด้วยตลอดเวลา ^^ ค่าอาหารตกคนละประมาณเก้าพันวอนค่ะ กินอิ่มหนำมากเลย




ที่พักค่อนข้างประทับใจค่ะ ตกแต่งสวยดีทั้งข้างนอกข้างใน ถึงแม้ว่าน้ำร้อนจะแอบร้อนช้าไปนิดนึง ในห้องมีทุกอย่างพร้อมมากค่ะ ทั้งทีวี ไดร์เป่าผม แว็กซ์เซ็ตผม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ค่าพักที่ The house ตกคนละ15000วอนค่ะ

วันที่ 30/12/52
อาหารเช้าก็มีขนมปังให้ปิ้งเอง แยม เนย มีซีเรียลแล้วก็นมสดค่ะ
วันนี้เป็นวันที่เราจะได้เที่ยวจริงจังซัก ทีค่ะ เมื่อคืนคุณยูบอกให้นั่งรถสาย7 หรือ7-1จากที่พักไป

น้องหมาเกาหลีน่ารักโฮกกก>
ระหว่างทางที่นั่งรถไป หิมะก็ตกค่ะ เริ่มตกหนักเรื่อยๆ แล้วพอใกล้ๆจะถึงตรงทางเข้า Seoraksan เรากับเพื่อนก็ไม่แน่ใจว่าจะลงตรงไหนดี แล้วก็เลยตัดสินใจลงตรง Seoraksan National Park Visitor Center ค่ะ ซึ่งปรากฎว่ามันเป็นที่ๆมีนิทรรศการแล้วก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ แห่งนี้ ซึ่งเราลงผิดค่ะ =_=; หลังจากถามเจ้าหน้าที่ เค้าก็บอกว่าเราต้องเดินต่อจากนี่ไปอีกสองกิโล โอ้แม่เจ้า=[]=' ตอนนั้นหิมะตกมีลมปลิววิ้วๆ อย่างหนาวเลยค่ะ ผ้าใบนี่พัดปลิวเลย
เราก็ เลยถามเจ้าหน้าที่เรื่อง Cable car ซึ่งเค้าก็บอกว่าอยู่ไม่ไกลจากทางเข้า แต่ว่าวันนี้ปิด เนื่องจากลมแรง อันตราย โอ้ แสดงว่า เราต้องเดินขึ้นไปเองอย่างเดียวค่ะ


แล้วเราก็เดินๆสองกิโล ถ้าเป็นปกติคงจะไม่เท่าไหร่ แต่ว่าวันนี้รู้สึกจะติดลบประมาณ 10 องศา หนาวมากๆโดยเฉพาะเวลาที่ลมพัดมาเนี่ย บรึ๋ยๆต้องหันหลังเดินตลอดเลย




ในที่สุดก็ถึงแล้วค่ะ น้ำตาแทบเล็ด

ค่าตั๋ว เข้าคนละ 2500 วอน ตอนแรกแอบหวังว่ากระเช้าน่าจะเปิดเพราะลมเริ่มหายแล้ว(คิดเอาเอง) แต่สุดท้ายก็ไม่เปิดอยู่ดี TT-TT เดินขึ้นก็ได้!


ถึงแม้อากาศจะหนาว และคนที่เกสท์เฮ้าท์จะบอกว่าไม่่น่าที่จะมาเขาเวลานี้ แ่ต่เราก็แอบสังเกตว่าก็คงยังมีนักท่องเที่ยวเยอะอยู่ดี(แต่อาจไม่เยอะเท่า หน้าปกติ)
มีทั้งลูกเด็กเล็กแดง คนชรา วัยรุ่นมาหมด

แล้วก็มาถึงบริเวณวัดซินฮึงซา(เขียนงี้รึเปล่า) เหมือนว่าจะมีทางเดินที่ขึ้นไปส่วนของวัดด้วยแต่ว่าเค้าปิด เนื่องจากสภาพอากาศ และทางเดินที่ลื่นมาก

ถ้าใครจะไปขึ้นเขาหน้านี้ แนะนำเลยว่าต้องหารองเท้าที่ยึดเกาะพื้นดีๆ เพราะว่าลื่นมากก ขนาดเราใส่รองเท้าที่กันลื่นไปแล้วยังลื่นล้มไปสองรอบTT_TTจนเพื่อนล้อว่า เต้นเบรกเด๊นซ์หรอไง


เดินไปเรื่อยๆหิมะก็เริ่มตกอีกครั้งค่ะ


เราเลือกที่จะเดินไปทาง Bisondae Rock เนื่องจากมันใกล้สุดแล้ว ระหว่างทางก็เห็นพวกก้อนหินที่เค้าเรียงตั้งกันไว้สูงๆ
ตอนแรกก็ไม่รู้ ว่าเรียงเพื่ออะไรแต่พอกลับมาเซิชดูในอินเทอร์เน็ต
เค้าเรียกกันว่า 돌탑 Doltap ตามสถานที่ธรรมชาติทั่วไปก็มีการทำ โดลทับ กันมากมายในเกาหลี จริงๆ แล้ว โดลทับ นี้สามารถเห็นได้ทั่วไปในประเทศเกาหลี เพราะ เวลาขึ้นภูเขาคนเกาหลีจะถือหินติดมือไปด้วย แล้วก็อธิษฐานขอในสิ่งที่ตัวเองหวังไว้ แล้วก็เอาหินวางไว้ทับขึ้นข้างบนไปเรื่อยๆ
ข้อมูลจาก //writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=267559&chapter=163


เดินไปก็หนาวไปค่ะ เราเปิดเพลงเกาหลีฟังปลุกใจระหว่างเดินไปด้วย หุหุ

ป้ายหมีเตือนระวังหินถล่ม น่ารักดีค่ะ

เดินไปลื่นไป หลบลมหิมะไปค่ะ เวลาเดินบนสะพานนี่สั่นสุดๆเพราะเวลาลมพัดเหมือนพายุหิมะเลยค่ะตัวปลิวเลย

ในที่สุดก็เห็นป้าย Biseondae Rock ถึงแล้วเย่! เกือบถอดใจไปหลายรอบ เพราะรู้สึกว่าเดินมายาวไกลมาก หนาวก็หนาว

ถ่ายออกมาเหมือนป้ายมากค่ะ

ขากลับนั่งรถสาย7 กลับมาเสียคนละ 1000 วอนค่ะ ระหว่างทางก็รู้สึกหิวมากมายเลยตกลงกับเพื่อนว่าจะกินร้านบุฟเฟ่อาหาร ญี่ปุ่นที่ติดกับร้านพิซซ่าที่คุณยูแนะนำมา ราคาค่อนข้างโอเคค่ะประมาณ 6000 ไม่แน่ใจ แต่ทว่า มันเปิดห้าโมงเย็น=[]='' อ๊ออกซ์เราไปถึงตอนสี่โมงเย็นให้รออีกชั่วโมง ดูป้ายและข้างในร้านน่ากินทีเดียว แต่เราก็ต้องตัดใจค่ะ

สุดท้าย เลือกกินข้าวกล่องแทน ของเราสั่งกิมจิราดข้าวที่ตอนแรกเข้าใจว่ามีหมูด้วยTT_TT 3000 วอน
ของ เพื่อนเป็นหมูทอดราดข้าวมีซอสมาให้ด้วย ประมาณ 2500 วอน ไม่เข้าใจว่าทำไมมีเนื้อมันถูกกว่ากินกิมจิล้วน


กินข้าวเสร็จก็ยืนรอรถค่ะ รอไปรอมาหนาวก็หนาวก็เลยตัดสินใจถามคนแถวนั้น เพราะคิดเอาเองว่าน่าจะขึ้นสายอื่นที่ไม่ใช่7กับ7-1 กลับบ้านได้ค่ะ ถามไปถามมาพร้อมกับดูตัวหนังสือเกาหลีตรงป้ายที่รอรถ ก็เลยตัดสินใจขึ้นสาย 9 ไปค่ะ

ปรากฎว่าหลงทางค่ะ ลงไม่ถูกนั่งเลยไปจากที่พัก ต้องเดินต่ออีกเป็นกิโล สุดท้ายก็เจอ Bus terminal ทางที่จะกลับไปโซล แต่ว่ากระเป๋าสัมภาระเราอยู่ที่ The House เพราะฝากคุณยูเอาไว้ พอเข้าไปเช็คตารางเวลากลับโซลก็เหลือเวลาอีกประมาณ 20 นาที เราจะได้นั่งรถรอบต่อไปก็คือ 18.00 ก็เลยรีบวิ่งกลับไปที่ The House แล้วกลับมาใหม่ ซึ่งปรากฎว่าไม่ทัน ต้องรอรอบต่อไปคืือ1ทุ่ม แล้วคุณยูก็ใจดีแถมเสบียงน้ำมาให้4ขวดด้วยกัน น้ำเปล่า2 นมถั่วเหลือง1 กาแฟกระป๋องสตาร์บักส์1 แบกน้ำอย่างหนักเลยทีเดียว



Create Date : 20 มกราคม 2554
Last Update : 25 มกราคม 2554 20:58:24 น.
Counter : 866 Pageviews.

4 comment

blueraccoon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]