Group Blog
 
All blogs
 

จะทราบได้อย่างไรว่าตนเองเหมาะกับอาชีพไหน



จริงๆ แล้ว คุณลองดูชีวิตคนนะ มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับความไม่รู้
ไม่รู้ไปหมดเลย ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองคือใคร เป็นใคร ชอบอะไร อยากทำอะไร
อย่างผม จุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา
ไม่ใช่เพราะว่าเคารพนับถือพุทธศาสนานะ
ไม่ใช่เพราะว่าใครมาบอกว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเชื่อนะ
แต่เป็นเพราะว่ามันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ตอนอายุ ๑๖-๑๗ ว่าตัวเองจะทำอะไรดี
ด้วยความอยากจะได้คำตอบ ก็อ่านหนังสือไปทั่ว
แต่มันไม่มีหนังสือเล่มไหนให้คำตอบได้ดีมากไปกว่าพุทธศาสนา
ผมก็เลยนับถือพุทธศาสนา มีความผูกพันกับพุทธศาสนา
นี่แสดงให้เห็นนะว่าถ้าผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ
สงสัยชีวิตก็ปล่อยให้มันถูกกลบ ถูกลบ ถูกลืมไปตามวันเวลา
ผมก็คงไม่เจอพุทธศาสนา
เหมือนกัน เด็กหลายๆ คนโตขึ้นมาเป็นอัจฉริยะ
สอบได้ที่หนึ่งของประเทศหรืออะไรก็แล้วแต่
คุณสืบเข้าไปเถอะ พวกนี้มักจะมีงานอดิเรกหรือความสนใจอะไรบางอย่างตั้งแต่เด็กๆ
โชคดีที่เจอเรื่องที่ทำให้ตนเองสนใจได้ แล้วก็ยอมอุทิศเวลาให้กับมันได้
ยิ่งคุณทำงานอดิเรกมากขึ้นเท่าไหร่
ยิ่งคุณทำไอ้แบบที่มันไม่ต้องบังคับให้ทำ ไม่มีใครบังคับให้ทำ
คุณจะยิ่งมีโอกาสค้นพบตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
แต่คนส่วนใหญ่เป็นยังไงครับ ยิ่งเด็กสมัยนี้ โตขึ้นมากับอินเตอร์เน็ต
แล้วก็อินเตอร์เน็ตนี่ดาบสองคมจริงๆ
คือคมที่มันร้ายก็คือว่าจะทำให้คนไม่รู้จักตัวเอง
รู้แต่ว่าคนอื่นๆ เขาคุยกันยังไง พูดกันยังไง ชอบกันยังไง
เราก็ควรจะพูดอย่างนั้น ชอบอย่างนั้น คุยตามเขาไปแบบนั้น มันเหมือนกันหมดทั่วโลก
มันแย่งเวลาที่จะไปให้ความสนใจกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เรามีความสามารถ มีความถนัดเป็นพิเศษ
เรื่องของเรื่องนะ ถ้าหากว่าเราใช้ชีวิตในแบบที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ
สงสัยอะไร อยากรู้อะไร พยายามขุดคำตอบออกมาให้ได้ด้วยตัวเอง
หรือว่ามีความสนใจในการละเล่นไหนก็ตาม ในการเอาสนุกด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม
เอาให้มันจริง พอเอาให้จริงหลายงานเข้า ในที่สุดคุณจะรู้สึกว่านี่จริงที่สุดมันอยู่ตรงนี้
แล้วไอ้สิ่งที่คุณให้เวลากับมันที่สุด สนใจกับมันมากที่สุดนั่นแหละ เหมาะกับตัวคุณที่สุด
พูดโดยสรุปคำตอบก็คือว่าอย่ารอให้การเอ็นทรานซ์หรือว่าการทำงานตามสาขาอาชีพ
มันมาบีบให้คุณรู้สึกว่าคุณจะต้องเป็นอย่างนี้ คุณจะต้องเป็นตัวนี้ สวมหัวโขนแบบนี้
เวลาที่ยังมีเวลาอยู่นะ ตอนที่ยังมีเวลาอยู่นี่
พยายามที่จะหาอะไรทำแบบที่ใจของคุณรู้สึกตรงกับมัน
รู้สึกสอดคล้องกับมัน แล้วก็รู้สึกว่าอยากทุ่มเวลาให้กับมัน
อันนี้จะสอดคล้องกับหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอิทธิบาท ๔
มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ก็คือถ้าหากคุณมีความสนใจเรื่องไหน อย่าปล่อย กัดไม่ปล่อยเลย
ตรงนั้นแหละที่เขาเรียกกันว่าพรสวรรค์ ชาวโลกเขาเรียกกันพรสวรรค์
แต่มันจะฟ้องว่าคุณเคยทำบุญประเภทไหนมา
อย่างบางคน ในอดีตชาตินะเคยทำขนมให้พระเป็นประจำ
ด้วยการออกหัวคิดเอง ปรุงแต่งให้มันมีรสชาติอร่อย
ปรุงแต่งให้มันมีความแปลกใหม่ คิดชื่อขนมขึ้นมาเองอะไรแบบนี้ ทำอยู่ทั้งชีวิต
บุญที่สั่งสมมามันจะทำให้ตั้งแต่เด็กๆ มีความสนใจชอบทำขนม
แล้วพอโตขึ้น ทำขนมออกขาย
มันกลายเป็นอะไรที่เป็นที่ติดใจ รสชาติถูกปากคนมาก
แล้วรัศมีบุญเก่ามันก็จะไปดึงดูดมหาชนให้จำได้ แล้วก็อยากจะช่วยกันบอกต่อ
นี่อันนี้ตัวอย่าง ยกตัวอย่าง ถ้าคุณจะมองเป็นในเรื่องของบุญของกรรม
มันจะมีอะไรบางอย่างที่คุณเคยทำ ทำให้คนอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้สมณะชีพราหมณ์ ทำให้บุคคลที่เป็นผู้ทรงศีล
ถ้าหากว่าทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆ แล้ว
มันจะไปกระตุ้นในชาติถัดมาให้เกิดความสนใจ ให้เกิดความสนใจมากๆ
ตรงนั้นคนส่วนใหญ่เรียกกันว่าพรสวรรค์
แต่พรสวรรค์มันมีให้แค่จุดเริ่มต้นคือความสนใจและความคุ้นเคย
ไอ้ส่วนของความวิริยะมันเป็นบุญใหม่ที่ต้องไปสั่งสมเอาเองนะครับ

ที่มา : ธรรมะใกล้ตัว โดยดังตฤณ




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 9:04:45 น.
Counter : 1876 Pageviews.  

คำสอนว่าด้วยรัก

คำสอนว่าด้วยรัก...








คำสอนว่าด้วยรัก
เขียนโดย ติช นัท ฮันห์
คัดลอกจากหนังสือ เมตตาภาวนา





 

Create Date : 29 มิถุนายน 2554    
Last Update : 29 มิถุนายน 2554 16:16:43 น.
Counter : 626 Pageviews.  

วันที่อยู่ตรงนี้

วันที่อยู่ตรงนี้





หลายเดือนแล้วเหมือนกันคะได้มีโอกาส ไปเดินเล่นที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ
มีภาพวาดสวยๆ ที่เป็นปริศนาธรรมให้ชม นั่งลงอ่านหนังสือธรรมเพลินเพลิน
นั่งสมาธิที่ห้องนิพพานชิมลอง ออกมาปั่นจักรยานเล่นในสวนรถไฟ
เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งคะ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาอยู่คนเดียวเป็นส่วนมาก
(หรือบางคนมองว่าเป็นโลกส่วนตัว)
การอยู่กับตัวเราเองได้ การรู้จักทำตัวเองให้มีความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบกายเรา
โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทองมามอบความสุขให้เราอย่างเดียว
เพียงคิดไว้กับใจเสมอๆ เราจะเลือกใช้ชีวิต ........... ด้วยการยอมรับทุกสิ่งที่เกิด ทุกสิ่งที่เป็น ทุกสิ่งที่มี ใช้อย่างมีสติและเรียบง่าย สีสันในชีวิตอาจไม่มากมาย อาจมีไม่กี่สี สีอาจจางๆอ่อน แต่ก็เชื่อว่าจะสวยงามได้
เพียงยอมรับธรรมชาติตามถ้อยคำของภาพข้างบน










By Saai_Kaew : May 30,2011
คำสอน ท่านว.วชิราเมธี




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2554 10:26:42 น.
Counter : 563 Pageviews.  

ภาวนาด้วย...หัวใจ

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 1 การปกป้องชีวิต
ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากความรุนแรงและการทำลายชีวิต ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะบ่มเพาะปัญญาแห่งการเป็นดั่งกันและกัน (ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง) และหล่อเลี้ยงความเมตตากรุณาให้เบ่งบาน เพื่อที่จะปกป้องชีวิตของมนุษย์ สัตว์ พืช และสภาพแวดล้อมของสรรพชีวิตเหล่านั้น ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่ทำลายชีวิต ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นทำลายชีวิต และไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดการทำลายชีวิต ไม่ว่าจะด้วยความคิด หรือการดำเนินชีวิตประจำวันของข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่าการก่อความรุนแรงทั้งหลาย มีสาเหตุจาก ความโกรธ ความกลัว ความอยาก ความคับแคบ และความเชื่ออย่างงมงาย ที่มีรากมาจากความคิดที่เป็นสองขั้ว และแบ่งแยก ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน ให้มีทัศนะอันเปิดกว้่าง ไร้การแบ่งแยก ไม่ติดยึดกับความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง หรือระบบความคิดแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง ความเชื่ออย่างงมงาย และการยึดติดในลัทธิใดๆ ที่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้าและในโลกนี้

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 2 ความสุขอันแท้จริง

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการหาผลประโยชน์ส่วนตัว การลักขโมย การกดขี่ ความอยุติธรรมทางสังคม ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะทำทานด้วยการแบ่งปันเวลา พลัง และทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะโดยทางความคิด คำพูด หรือการกระทำในชีวิตประจำวัน ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะไม่ลักขโมย และไม่ครอบครองสิ่งที่ควรเป็นของผู้อื่่น ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะฝึกการมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะเห็นว่าความสุขและความทุกข์ของผู้อื่น มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับความสุขและความทุกข์ของข้าพเจ้าเอง ความสุขที่แท้จริงจะมีไม่ได้ ถ้าปราศจากความรักและความเข้าใจ การหาความสุขโดยวิ่งตามหาอำนาจ ชื่อเสียง ความร่ำรวย และกามารมณ์ จะนำไปสู่ความทุกข์และความสิ้นหวัง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นมาจากภายนอก แต่เกิดขึ้นมาจากภายในจิตใจ จากวิธีการมองและการคิดของข้าพเจ้าเอง ดังนั้น การฝึกที่จะดำเนินชีวิตด้วยความพอดี ทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอย่างมีความสุขได้ในขณะนี้ เพียงแต่ข้าพเจ้าจะต้องมีความสามารถที่จะกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ และตระหนักถึงเงื่อนไขแห่งความสุขที่มีพร้อมอยู่แล้ว ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะประกอบอาชีพอันสุจริตชอบธรรม (สัมมาอาชีวะ) เพื่อที่จะบรรเทาความทุกข์ของสรรพชีวิตบนผืนโลกนี้ และเปลี่ยนแปลงกระบวนการอันส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน


ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 3 ความรักที่แท้จริง

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้องความมั่นคง ความปลอดภัย และความซื่อสัตย์ของปั้จเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัว และสังคม ข้าพเจ้ารู้ดีว่าการมีเพศสัมพันธ์ และการมีความรักนั้นเป็นสองสิ่งที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น การมีความสัมพันธ์ทางเพศอันเนื่องด้วยความใคร่ จะนำความทุกข์และความแตกแยกร้าวฉาน มาสู่ตัวข้าพเจ้าและบุคคลอื่นอยู่เสมอ ข้าพเจ้าตั้งปณิธานที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากความรักที่แท้จริง และพันธะสัญญาในระยะยาวอย่างเปิดเผยเป็นทางการ ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัวต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิดในกาม ด้วยการมองเห็นถึงการเป็นอันหนึ่งอัันเดียวกันของกายและใจ ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะเรียนรู้วิธีที่จะดูแลพลังทางเพศอย่างเหมาะสม และบ่มเพาะความรัก ความเมตตา ความกรุณา ความเบิกบาน และความไม่แบ่งแยก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการของรักแท้ (พรหมวิหาร 4) เพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ของตนเองและผู้อื่น ด้วยการฝึกปฏิบัติรักที่แท้นี้ เราจะมีความสืบเนื่องอันงดงาม และเปี่ยมด้วยความสุขต่อไปในอนาคตอยู่เสมอ

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 4 วาจาแห่งความรักและการฟังอย่างลึกซึ้ง



ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการกล่าวถ้อยคำที่ขาดความยั้งคิด และขาดความสามารถที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้การใช้วาจาที่ไพเราะเปี่ยมด้วยความรัก และการตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะช่วยหยิบยื่นความเบิกบาน แบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น สร้างความสุขสันติ และฟื้นฟูความปรองดอง สามัคคีระหว่างทุกคน ทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคำพูดสามารถก่อให้เกิดความสุข หรือความทุกข์กับผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นที่จะเรียนรู้การใช้วาจาที่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ความเบิกบาน ความสงบ และความหวัง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าถ้อยคำแห่งความจริงมีคุณค่าที่จะสร้างความเข้าใจ และความปรองดอง สามัคคี ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะไม่กล่าวสิ่งใดๆ ในขณะที่ความโกรธปรากฎขึ้นในใจ แต่จะกลับมาอยู่กับลมหายใจและเดินอย่างมีสติ เพื่อที่จะตระหนักรู้และมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในรากของความโกรธ ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าความโกรธนั้น มีรากฐานมาจากความคิดเห็นผิดที่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจะพยายามหาวิธีทำความเข้าใจกับความทุกข์ในตัวข้าพเจ้า และในบุคคลที่ข้าพเจ้าโกรธ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะพูดแต่ความจริง และตั้งใจฟังในวิถีที่จะช่วยให้ผู้อื่่นได้แปรเปลี่ยน และเห็นทางออกจากความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่ ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่กระพือข่าวที่ตัวเองไม่รู้แน่ชัด และละเว้นจากการกล่าววาจาที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ปรองดองกัน หรือทำให้ครอบครัว ชุมชน ต้องแตกแยกร้าวฉาน ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะฝึกปฏิบัติความเพียรอันถูกต้อง (สัมมาวายามะ) เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงความสามารถที่จะเข้าใจ รัก และก่อให้เกิดความสุข ตลอดจนความไม่แบ่งแยก พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง ความเกลียดชัง ความกลัว อันนอนเนื่องอยู่ในเบื้องลึกของจิตวิญญาณ

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 5 การบำรุงหล่อเลี้ยงและเยียวยา

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการบริโภคที่ขาดสติ ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่าจะเรียนรู้วิธีการแปรเปลี่ยน และบ่มเพาะสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม ด้วยการกิน ดื่ม บริโภคอย่างมีสติ ข้าพเจ้าจะฝึกการมองอย่างลึกซึ้งในอาหาร 4 ปรเภท ได้แก่ อาหารที่รับผ่านทางปาก อาหารทางประสาทสัมผัส อาหารทางความปรารถนา และอาหารทางวิญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่เป็นพิษทั้งหลาย ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะไม่เล่นการพนันเสี่ยงโชค จะไม่ใช้แอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดอื่นใด รวมทั้งการบริโภคสิ่งให้โทษบางประเภทในอินเตอร์เนต เว็บไซต์ เกมส์ รายการวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ นิตยสาร หนังสือ และการสนทนา ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่า จะฝึกปฏิบัติการกลับสู่ปัจจุบันขณะอยู่เสมอ เพื่อสัมผัสกับความสดชื่นในตัวข้าพเจ้าและสิ่งรอบข้าง ซึ่งมีความสามารถที่จะบำรุง หล่อเลี้ยง และเยียวยา ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า จะไม่ปล่อยให้ความเศร้าโศกเสียใจ ดึงข้าพเจ้ากลับไปในอดีต และไม่ปล่อยให้ความกังวล ความกลัว ความอยาก ดึงข้าพเจ้าให้หลงเข้าไปในอนาคต ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานที่จะไม่บริโภคเพื่อกลบเกลื่อนความทุข์ ความเหงา และความกังวล ข้าพเจ้าจะมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติแห่งความเป็นดั่งกันและกัน (ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง) เพื่อจะเรียนรู้วิธีบริโภค ในหนทางที่จะรักษาความสุขสันติในกายและใจของตนเอง สังคม และโลก


Saaikaew_GreenMarble (@^_^@)

ที่มา: ภาวนาด้วย...หัวใจ (หมู่บ้านพลัม)





 

Create Date : 26 มิถุนายน 2553    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 11:42:29 น.
Counter : 332 Pageviews.  

เริ่มมอง







ใจ....เริ่มมอง
ชีวิตเรา เริ่มต้นมาจากใหน เราไม่แน่ใจ
เพียงแค่เรารู้ คือ ถือกำเนิดจาก 2 ชีวิต คือ คุณพ่อ คุณแม่
ชีวิตเรา เริ่มต้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราได้มาด้วย เรามากันตัวเปล่านี่ค่ะ
และเราก็มีชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจ.......แม้ร่างกายของบางคน อาจจะเกิดมาแล้วภายนอกไม่สมบูรณ์ แต่ทุกชิวิตที่อยู่รอด คือมีใจ และ กาย เป็นองค์ประกอบ
สิ่งต่างๆที่เรามี เราเป็น เราได้ ไขว้คว้ามานั้น ไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริงเลยค่ะ
จึงไม่มีสิ่งใดที่เราเสียไป แม้เพียงเราเหลือแค่ชุดที่ใส่เพียงชุดเดียว ก็เป็นกำไรของเราแล้ว แหละสิ่งที่ชีวิตเราเสียไป จึงมีเพียงเสียดาย......กับเสียใจ
เราจะสุข...เราจะทุกข์....เราจะเหงา.....หากเรามีใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับเราได้ทั้งนั้นค่ะ
ใครที่ทุกข์ ในวันนี้ อย่ากลัว อย่าท้อ อย่าหวั่นไหว.......นะคะ เพราะเรามีใจ
........ใจ คือบ่อเกิดของความสุข ความทุกข์..........
.............สุข เกิดที่ใจ ทุกข์เกิดที่ใจ..............
ใครที่สุข ในวันนี้ อย่าเพลิน อย่ายึด อย่าหลงใหล...........นะคะ เพราะทุกอย่างไม่แน่นอน รักษาใจให้สมดุล
ทุกสิ่งล้วนเริ่มที่ใจ จบลงที่ใจ....สิ่งใดหายไปจากใจเรา สิ่งนั้นหายไปจากชีวิตเราด้วยเช่นกันค่ะ


Saaikaew_GreenMarble (@^_^@)




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2553    
Last Update : 9 ตุลาคม 2553 14:24:43 น.
Counter : 209 Pageviews.  


Green_Marble
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ฝากให้ฟัง..คะ เพราะ..ฝากให้ฟัง..คะ ฝากให้ฟัง..คะ "
Friends' blogs
[Add Green_Marble's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.