ปล่อยไหลไปตามวิถี ช่วงชีวีนี้แสนสั้น..จะทุกข์กับมันไปไย
บทที่ 6 "ตะเกียงนิทาน"

แถวนี้ไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว ไปไหนกันดีล่ะ


กลับบ้านดีกว่า ไปเล่นชิงช้าที่ตาผูกไว้ให้ที่ใต้ถุน

แต่ถ้ามีเด็กๆมาเล่นขายของกันที่ใต้ต้นกระท้อนใหญ่หน้าบ้านก็ดี จะได้เล่นด้วย


นั่นไง... มีเด็กผู้หญิง 4-5 คนกำลังเล่นอยู่ พวกเขาเล่นขายก๋วยเตี๋ยวกัน

โดยเอาใบตองมาฉีกเป็นริ้วๆเล็กบ้างใหญ่บ้าง เลียนแบบเส้นจริงๆ

ลูกชิ้นทำจากดินเหนียวปั้นก้อนกลมๆ ชามก๋วยเตี๋ยวใช้กะลามะพร้าว


การค้าขายเป็นไปอย่างคึกคักพอสมควร เพื่อนๆมีเงินใบละร้อยบาท

แต่ฉันมีแค่ใบละยี่สิบ

เพราะไปทีหลังเลยเก็บใบกระท้อนสีแดงที่ร่วงอยู่ใต้ต้นซึ่งใช้แทนใบละร้อยบาทไม่ทัน

ส่วนใบละยี่สิบใช้ใบไม้สีเขียวซึ่งจะเป็นใบอะไรก็ได้


พอเบื่อก็เปลี่ยนไปเล่นซ่อนหา

การเล่นซ่อนหาเป็นการเล่นที่ฉันโปรดปรานมากที่สุด

เพราะสนุกและตื่นเต้นทั้งเกมไม่ว่าจะเป็นคนซ่อนหรือคนหา

การเล่นไม่ต้องใช้อุปกรณ์และไม่ต้องออกแรงมาก

อาศัยไหวพริบและสายตาที่ช่างสังเกต

ก่อนเล่นจะมีการตกลงกำหนดอาณาเขตการเล่น ห้ามไปซ่อนนอกเขต

มิฉะนั้นหากันทั้งวันก็ไม่เจอ


สักพักฝนก็ตกปรอยๆ เด็กๆเลยวงแตกแยกย้ายกันกลับบ้าน

ฉันไม่รู้จะไปเล่นซนที่ไหน ขึ้นบ้านอ่านหนังสือดีกว่า

แต่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรอกค่ะ

เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่แม่อ่านประจำและหนังสือการ์ตูนตุ๊กตาที่แม่ซื้อมาให้เวลามาเยี่ยม

ซึ่งก็นานมากกว่าจะมาสักครั้ง

แต่ก็ดีที่จำนวนหนังสือก็มากตามวันเวลาที่แม่หายไป


แรกๆฉันไม่รู้หรอกว่าแม่ไปไหน พ่อไปไหน พี่น้ำอ้อยไปไหน

ยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าพ่อแม่เลิกกันหมายความว่าอย่างไร

แต่นานๆไปเมื่อหายหน้ากันไปหมด ก็เริ่มรู้แต่ไม่รู้สึกอะไรมากนัก


เหงาไหม?


ไม่ค่อยเหงานะ เพราะที่นี่มีเพื่อนเล่นและของเล่นเยอะแยะ ต้นไม้ใบหญ้า

ปลากัด ต้นข่อย จอมปลวก เม็ดมะขาม ซังข้าว ฯลฯ


แม้แต่ตากับยายบางครั้งก็เล่นกับฉัน เวลาเห็นตากับยายนั่งใกล้กัน ฉันจะทำท่า

“ช่างภาพ” คือคว่ำมือลงแล้วไขว้กัน

เกี่ยวก้อยไว้แล้วจรดนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นวงกลม

ยกมือขึ้นให้วงกลมทั้งสองอยู่ตรงกับดวงตาทั้งสองข้าง

สมมุติให้เป็นกล้องถ่ายรูป หันไปทางตากับยายปากก็ร้องบอกว่า


“เอ้า... เจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มหน่อย”

ตาก็จะยกแขนข้างหนึ่งโอบไหล่ยายเข้ามาใกล้ๆ ยิ่งแฉ่งทั้งคู่ แล้วฉันก็นับ “นึง

ส่อง ซ่ำ แชะ”



คิดถึงพวกเขาไหม?


ก้อ.. คิดถึง แต่ไม่เคยร้องไห้ถามหา เวลาพวกเขามาเยี่ยมก็ดีใจ

เวลาพวกเขากลับไปบางครั้งก็เฉยๆ บางครั้งก็ใจหาย แต่พอโตขึ้นมาหน่อย

เคยแอบเก็บเสื้อที่แม่ใส่แล้วซุกไว้ใต้หมอนเอาไว้ดมกลิ่นกายแม่

และนอนกอดเวลาแม่กลับไปแล้ว


แต่เสื้อพ่อไม่เอาหรอก เสื้อพ่อเหม็นเหล้า



ฉันอ่านหนังสือการ์ตูนสลับไปกับการใช้ดินสอสีระบายรูปภาพต่างๆอย่างเพลิดเพลิน

ก็วาดไม่เป็น เลยใช้วิธีลัด

แค่คุณครูให้วาดรูปกระต่ายหูยาวที่ดูง่ายๆคล้ายเลขแปด ฉันยังทำไม่ได้เลย

มือมันไม่ไปตามใจคิด วาดๆลบๆ จนกระดาษวาดเขียนแทบขาด

สุดท้ายได้สัตว์ประหลาดอะไรไม่รู้มาตัวหนึ่ง


จนทุกวันนี้ก็ยังวาดรูปไม่เป็น เคยวาดปลาปักเป้าให้ลูกดู

เจ้าสามคนนั่นลงความเห็นว่าเป็นทุเรียน


แม้วาดไม่เป็นแต่ก็ชอบดู ดูแล้วก็ชื่นชมไปถึงศิลปินผู้รังสรรค์ชิ้นงาน

ดูแล้วก็อึ้งและทึ่งไปกับความสามารถของท่าน

บางครั้งเมื่อเจอหนังสือที่มีรูปประกอบโดยเฉพาะรูปสีน้ำก็มักจะซื้อเก็บไว้

อยากจะไปเดินดูงานศิลปะที่จัดแสดงตามหอศิลป์ แต่ไม่เคยมีโอกาส

ด้วยว่าวันๆก็หัวยุ่งหน้ามันอยู่กับสารพัดงานในบ้าน

พอมีเวลาก็ไม่กล้าไปกลัวจะเปิ่น กลัวปล่อยไก่

จัดว่าเป็นพวกด้อยโอกาสทางศิลปะ


ที่นี่ไม่เห็นมีใครอ่านหนังสือกันเลย

เวลาอ่านของตัวเองหมดแล้วก็เป็นอันว่าหมดเลย ไม่มีใครมีหนังสือให้ยืม

ยกเว้นหนังสือเพลงลูกทุ่ง ซึ่งฉันก็ร้องได้แทบทุกเพลงอยู่แล้ว

เพราะฟังอยู่บ่อยๆ


คนบ้านนอกไม่มีความบันเทิงชนิดใดจะเข้าถึงได้ง่ายเท่าวิทยุทรานซิสเตอร์

พวกเราใช้ฟังข่าว ฟังเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง หนังตะลุง หรือละครวิทยุ


มีลูกพี่ลูกน้องของแม่สองคนที่เพิ่งจะรุ่นสาว ชื่อน้าฟ้ากับน้าอิ๊ พอได้เวลา

สองน้าเขาก็จะเปิดละครวิทยุฟังกัน ฉันชอบไปนั่งฟังกับเขาด้วย ก็สนุกดี

แต่ชอบฟังเพลงที่คั่นระหว่างจบตอนมากกว่า เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง

บางเพลงฟังแล้วรู้สึกเหมือนจะบินได้ บางเพลงฟังแล้วอยากจะกลืนกิน


มารู้ตอนโตว่านั่นคือ เพลงบรรเลง เพลงคลาสสิค

แต่ก็ไม่มีปัญญาซื้อหามาฟังเป็นการส่วนตัว โชคดีที่ยังหาฟังได้บ้างทางวิทยุ

คิดอีกมุมฉันก็ว่าดี นอกจากไม่ต้องเสียเงินแล้ว

ยังได้รอลุ้นว่าผู้จัดจะเปิดเพลงอะไรให้ฟัง ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

และบางครั้งก็ได้ความรู้จากผู้จัดด้วยว่าเพลงนั้นเพลงนี้ชื่อเพลงอะไร ใครแต่ง

และใช่ว่าจะชอบทุกเพลง เพราะบางเพลงก็คลาสสิคจนเกินปัญญาของฉัน


เพราะไม่มีโอกาสเรียนรู้จริงจัง ทั้งเรื่องรูปและเพลง

จึงเป็นเพียงการรู้จักกันอย่างฉาบฉวย รู้เพียงว่าสวยหรือไม่สวย

ไพเราะหรือไม่ไพเราะ ชอบหรือไม่ชอบ


แค่ตาดูหูฟัง แม้จะแค่เศษๆ เสี้ยวๆ แล้วใช้ใจสัมผัสความรู้สึกดื่มด่ำลึกซึ้งก็พอ



ที่นี่พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในบรรยากาศแบบมืดแล้วมืดเลย

ยกเว้นในบ้านที่มีแสงสลัวๆจากตะเกียงน้ำมันก๊าด


แสงตะเกียงแม้จะให้ความสว่างเพียงน้อยนิด

แต่เป็นความสว่างที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล

เปลวไฟสีส้มอมแดงเปล่งแสงอยู่เหนือไส้เชือกที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันขนาดเท่าปลายก้อย

ระริกๆเต้นไหวสะบัดพลิ้วในบางครั้งด้วยแรงลมอ่อนๆ

ควันสีเทาเหนือเปลวไฟลอยตัวขึ้นไม่ขาดสาย

แต่ก็ไม่มากมายจนส่งกลิ่นสร้างมลภาวะรบกวน

มีบ้างที่บางครั้งลมเปลี่ยนทิศไล่ควันให้มาทางฉันที่กำลังนอนพังพาบก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่

ถ้าไม่นานฉันก็ทนเอา แต่ถ้านานเกินไป ฉันก็กระดืบๆย้ายที่นอนเสีย


เรื่องอะไรจะทนทุกข์ทรมานแสบตาเพราะควันไฟ จริงไหม?



สเน่ห์อีกอย่างของแสงตะเกียงคือ ทำให้ได้เล่นกับเงา แต่เวลาฉันเล่นทีไร

ถ้ายายเห็นก็จะห้ามเสียทุกครั้ง

ยายบอกว่าเวลานอนหลับพวกนั้นจะมาหามเราไปทิ้งทะเล

เฮ้อ....แสนจะเบื่อกับคำห้ามของยาย ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย


แต่เมื่อโตขึ้น พอนึกย้อนกลับไป

จะเห็นว่าคำห้ามของคนรุ่นก่อนซ่อนปมเอาไว้ให้คิด


อย่างเช่นไม่ให้เล่นเงา เพราะกลัวว่ากำลังเล่นเพลินๆ

อาจเผลอไปโดนตะเกียงล้มและอาจจะทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้


ยังมีข้อห้ามอื่นๆอีกเช่น


อย่าหอมแก้มน้องเล็กๆเวลาหลับ เพราะจะทำให้น้องอายุสั้น

เรากลัวน้องจะตายก็ไม่กล้าทำ ทั้งๆที่อยากจะหอม

จริงๆแล้วผู้ใหญ่กลัวว่าเราจะไปรบกวน ทำให้น้องตื่น


อย่าเย็บผ้านุ่งที่มีรอยขาดโดยไม่ถอดออกก่อน เขาว่าเวลาเป็นหนี้ใคร

หนี้นั้นจะติดตัวตลอดไปโดยไม่มีปัญญาใช้คืน

จริงๆแล้วเขากลัวว่าเข็มเย็บผ้าจะตำเนื้อ


เรื่องพวกนี้บอกกันตรงๆ เจ้าเด็กจำพวกหัวดื้อดันทุรังมักจะเถียงและไม่เชื่อ

ผู้ใหญ่เลยหาอุบายหลอกให้กลัวไว้ก่อน เหตุผลจริงๆค่อยว่ากันทีหลัง


ก่อนนอนแทบทุกคืนตาจะเล่านิทานให้ฟัง แรกๆก็ไม่ซ้ำเรื่อง

แต่พอนานๆเป็นเดือนเป็นปี ก็ต้องมีซ้ำไปซ้ำมาบ้าง แต่ฉันก็ฟังได้ไม่รู้เบื่อ

ถ้าไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอน ฉันจะนอนไม่หลับและออกอาการงอแง


ที่พอจะจำได้ เป็นนิทานเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งกี่เรื่องๆก็ชื่อไอ้หวัง

ไอ้หวังช่างถาม ไอ้หวังช่างพูด ไอ้หวังหลังยาว ฯลฯ


จะเล่าให้ฟังสักเรื่อง เอาเรื่องไอ้หวังช่างถามก็แล้วกัน


ไอ้หวังเป็นเด็กขี้สงสัย ช่างซักช่างถาม อาศัยอยู่กับปู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ชอบตามปู่ไปทุกแห่ง ไม่ว่าปู่จะไปสวนไปนา หรือไปค้าขายในเมือง


วันหนึ่งสองปู่หลานเดินทางผ่านทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง

ใกล้ๆกันนั้นมีเชิงเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหินเล็กบ้างใหญ่บ้างดูแห้งแล้ง


ไอ้หวังสังเกตเห็นฝูงวัวที่หากินอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มทุกตัวล้วนแล้วแต่ผอมกะหร่องซี่โครงบาน

แต่ฝูงวัวที่อยู่ตรงเชิงเขากลับอ้วนพีทั้งที่ไม่มีหญ้าสักกอ น่าฉงน


ไอ้หวังถามปู่ถึงเรื่องน่าสงสัยนี้ ปู่หัวเราะหึๆ ก่อนตอบว่า


“วัวที่อยู่ในทุ่งหญ้าเปรียบเหมือนชาวนาชาวสวน

ปลูกข้าวหาปลาส้มสูกลูกไม้ได้เท่าไรก็ไม่ยอมกินของดีๆ กลับกินแต่ของเหลือๆ

เลวๆ เพราะจะเอาของดีๆไปขายให้พวกในเมือง

ซึ่งเปรียบเหมือนวัวที่อยู่ตรงเชิงเขา

พวกนั้นเขาได้กินดีอยู่ดีจึงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์”


ฉันฟังแล้วก็ได้แต่งงๆว่า ก็แล้วทำไมจึงไม่กินกันเล่า ไม่เห็นเหมือนที่บ้านเราเลย

เราได้กินของทุกอย่างที่ปลูกไว้ให้อิ่มหนำก่อนแล้วจึงค่อยแบ่งไปขายบ้าง


แต่เมื่อโตขึ้น จึงได้รู้ว่านี่คือการเปรียบเทียบ ในนิทาน วัวในทุ่งหญ้าผอมโซ

ในชีวิตจริงๆชาวนาบางครอบครัวก็ต้องซื้อข้าวสารถูกๆเลวๆมากินประทังชีวิต

เพราะข้าวชั้นดีที่ผลิตได้ต้องขายใช้หนี้ใช้สิน

หรือไม่ก็เอาเงินที่ได้มาไปซื้อหาวัตถุต่างๆ

ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นๆ

ตามกระแสวัตถุนิยมที่ถั่งโถมไหลบ่าไปทั่วโลก


ปรากฏการณ์นี้

ไม่มีใครจะจัดการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือได้เท่ากับเจ้าตัวเองที่จะต้องมีสติและรู้เท่าทัน

รู้เท่าทันว่าจะกินจะใช้อย่างไรจึงจะพอดี

ความพอดีจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น



เดินผ่านเจ้าวัวอ้วนผอมไปได้ไม่นาน สักพักไอ้หวังก็เห็นบ่อ 3 บ่ออยู่ข้างทาง

บ่อที่ 1 กับ บ่อที่ 3 มีน้ำเต็มปริ่มและพุ่งขึ้นมาจากบ่อของตน

กระโจนสวนกันกลางอากาศแล้วพุ่งลงบ่อของอีกฝ่าย สลับกันไปมา ส่วนบ่อที่ 2

ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ


ไอ้หวังเดินไปดูก็เห็นว่าบ่อที่ 2 แห้งผากไม่มีน้ำสักหยด

เออแน่ะ...ทั้งๆที่อยู่ตรงกลางให้น้ำทั้งบ่อกระโจนข้ามหัวอยู่ไปมา

แต่ไม่ยักมีน้ำสักหยดกระเซ็นหลงลงไปบ้างเลย

ไอ้หวังหันไปมองหน้าปู่เป็นทำนองตั้งคำถาม


ปู่หัวเราะหึๆเหมือนเดิม ก่อนที่จะตอบว่า


“บ่อที่มีน้ำเต็มทั้งสองบ่อ

เปรียบเสมือนตระกูลเศรษฐีสองตระกูลมีฐานะเท่าเทียมกัน

เขาจึงคบหาสมาคมกัน ให้ลูกหลานแต่งงานกันเป็นการเอาเงินมาต่อเงิน

ส่วนบ่อที่น้ำแห้งก็เหมือนคนยากไร้ ไม่มีทรัพย์สมบัติ

คนร่ำรวยไม่อยากหันมาเหลียวแล”


นี่เป็นเรื่องอุปมาอุปไมยในนิทาน ซึ่งบางครั้งก็พบเห็นได้ในชีวิตจริง

คนมีเงินกับคนมีเงินมักจะมีเรื่องให้ ‘เอื้อ’ กันอยู่เสมอในกลุ่มของตน



ตาไม่มีนิทานจำพวกเทพนิยาย ฉันจึงยังไม่รู้จักซินเดอเรลลา สโนไวท์

และเจ้าหญิงนิทรา นิทานของตามักจะเป็นนิทานที่เป็นนามธรรม

ตอนเด็กๆฉันก็ฟังแค่สนุกๆ ไม่ได้เก็บมาคิดต่อเพราะยังคิดไม่เป็น

แต่การฟังซ้ำๆทำให้จำได้บ้าง และมีส่วนจุดประกายความคิดเมื่อโตขึ้น


ตอนนั้นไม่เคยสงสัยเลยว่าตาเอานิทานที่ไหนมาเล่า

แต่ต่อมาได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเรื่องทำนองนี้เข้าก็รู้สึกทึ่ง

เพราะตาเป็นแค่ชาวนาชาวสวนบ้านนอก หนังสือก็อ่านไม่ออกสักตัว

หนังละครอะไรก็ไม่เคยดู แล้วตาไปเอามาจากไหน


คิดมาคิดไป สงสัยว่าจากหนังตะลุงที่ตาชอบฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์แน่เลย



หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวใต้

เป็นความบันเทิงจากแสงและเงา ตัวละครไม่ใช่คน

แต่เป็นรูปที่ฉลุลายมาจากหนังสัตว์ มีตัวพระตัวนาง พระราชา นางอิจฉา ผู้ร้าย

และตัวประกอบอื่นๆ รวมถึงตัวตลกที่ขึ้นชื่อ คือ ไอ้เท่ง กับหนูนุ้ย

ที่มีรูปลักษณ์ผมหยิกพุงยื่นและตัวดำ


ในหมู่บ้านมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพแกะตัวหนังตะลุง ฉันเคยไปนั่งดู

เห็นเขาใช้หนังวัวแห้งตัดเป็นรูปตัวละครต่างๆ แล้วใช้แท่งเหล็กกลมหลายขนาด

ตอกลงไปบนแผ่นหนังให้เกิดลวดลาย จากนั้นก็ระบายสีให้สวยงาม


ฉันเคยตามยายไปดูหนังตะลุงอยู่บ้างเวลามีงานใกล้บ้าน

แต่ไม่เคยได้ดูเป็นเรื่องเป็นราวอะไร เพราะจะหลับไปก่อนทุกครั้ง

เคยแต่ฟังจากวิทยุ ซึ่งก็เลือกฟังเฉพาะเวลาที่มีตัวตลกออกมาเล่นกันเท่านั้น

เนื้อเรื่องในหนังตะลุงบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวใต้ตั้งแต่ชนชั้นล่างไปถึงชนชั้นสูง

ให้แง่คิดเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอน ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว

และมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง


หนังตะลุงจะแสดงบนโรงที่ยกพื้นสูง

ข้างหน้าโรงขึงผ้าขาวเป็นจอไว้รับภาพของตัวหนังที่วางทาบบนผืนผ้าจากด้านใน

แสงจากหลอดไฟเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดภาพและเงาต่างๆขึ้น

คนพากย์หรือที่เรียกว่า นายหนัง จะนั่งอยู่หลังหลอดไฟนั้น

ทำหน้าที่ทั้งบรรยายและสร้างบทสนทนาของทุกตัวละคร


นายหนังนอกจะมีพรสวรรค์ในการดัดเสียงแล้ว

จะต้องมีความสามารถในการแต่งกลอน ขับกลอน

มีนิทานหรือคำสอนต่างๆแทรกในการแสดง

และที่สำคัญควรจะมีไหวพริบปฏิภาณในการดึงเอาเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นๆมาประยุกต์และเสริมเข้าไปในการดำเนินเรื่อง

นายหนังคนใดมีลูกเล่นในเรื่องแบบนี้จะได้รับความนิยมจากคนดูมาก

โดยเฉพาะพวกคอการเมือง


เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า

ทำไมชาวใต้จึงชอบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง การปกครอง

และคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งจึงเต็มไปด้วยนักศึกษาจากแดนใต้


คนใต้หัวหมอกันละซิ?


ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจแค่อยากจะมีความรู้เรื่องกฎหมายเพราะไม่อยากเสียรู้ใคร

เพราะคนที่ไม่มีความรู้มักถูกเอาเปรียบเสมอ


ฉันเคยได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ


‘คนใต้ใจดำ’


ทำไมต้องเหมารวมเอาว่าคนตัวดำๆจะต้องใจดำตามไปด้วย หือม์?

ตัวดำแต่ใจดีก็มีนะจ๊ะ ขอบอก


หรือว่าคนภาคอื่นๆใจดีกันหมดทุกคนเลย ไม่มีใครโกงใคร ไม่มีใครทำร้ายใคร

คดีอาชญากรรมต่างๆไม่เคยเกิดขึ้นเลยละซิท่า


ไม่ว่าคนส่วนไหนของประเทศหรือของโลก

ก็ล้วนแล้วแต่มีปะปนทั้งคนใจดำและใจดีทั้งนั้นแหละน่า

สุดแต่ว่าใครจะไปเจอะเจอใคร ประเภทไหนเข้า แล้วเก็บเอามาเป็นความฝังใจ


แต่ถ้ายังจะยืนยันว่าสถิติคนใจดำเป็นคนใต้มากที่สุดจนถึงกับมีคำจำกัดความอย่างนั้นละก้อ

ก็สุดแล้วแต่


แต่ในความคิดของฉัน ฉันว่าบางทีอาจไปเจอคนใจเด็ดเข้าให้ก็ได้

เมื่อเจอคนที่เขาไม่ยอมใครง่ายๆ

จึงเหมารวมคนใจเด็ดให้เป็นพวกเดียวกับคนใจดำ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้


ส่วนคนไหนที่พอจะรู้ตัวว่าเป็นคนใจดำจริงๆอย่างที่เขาว่ามา คนใจดำ คือ

คนเห็นแก่ตัว ไม่เอื้อเฟื้อใคร ขาดความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

ถ้าใครเป็นคนแบบนี้ก็ปรับปรุงตัวเองหน่อยแล้วกันนะพวก หมั่นทำความเข้าไว้

ทำดีบ่อยๆจนชิน ใจที่ดำจะค่อยๆจางหายกลายเป็นใจดีไปเอง

เมื่อใจดีก็เกิดประโยชน์อย่างน้อยสองประการ หนึ่งคือ คุณก็จะเป็นคนดี

สองช่วยมิให้เพื่อนร่วมภาคของ คุณถูกประณามหยามเหยียดจากคนอื่นๆ

รู้ไหมว่าเวลาฉันได้ยินคนเขาว่า คนใต้ใจดำ

ฉันรู้สึกเสียใจทุกครั้งเลยนะจะบอกให้






ภูมิประเทศของภาคใต้เป็นแผ่นดินที่ยื่นลงไปในทะเลที่เรียกกันว่าแหลม

ฝั่งตะวันออกคืออ่าวไทย ฝั่งตะวันตกคือ ทะเลอันดามัน


ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว

หัวเมืองย่านนี้เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของพ่อค้าวาณิชจากแดนไกล

ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่จากโพ้นทะเลฝั่งตะวันออก พวกอินเดีย อาระเบียน

และคอร์เคเซียนจากฝั่งตะวันตก หรือพวกอิเหนาจากทะเลใต้


การจะฝ่าคลื่นลมไปมาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว

ต้องอดทนต่อสู้กับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆนานา

ต้องกล้าคิดกล้าตัดสินใจในการติดต่อค้าขายกับผู้คน

แต่ก็อาจจะมีบ้างที่นักเดินทางบางคนนอกจากจะกล้าหาญเด็ดเดี่ยวแล้วยังมีจิตใจที่หนักไปในทางเหี้ยมโหดและโฉดชั่ว


เมื่อมีการเดินทางไปมาหาสู่

บางคนก็พบรักกับคนพื้นเมืองแต่งงานอยู่กินมีลูกมีหลานสืบต่อกันมา

รักการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาจากบรรพบุรุษที่หลากหลายเชื้อชาติ

สืบทอดความใจเด็ด ใจดี และใจดำปะปนกันไป


แต่ฉันว่าไม่มีใครใจดำหรือใจดีเต็มร้อยเพียงอย่างเดียว

เพราะแม้แต่ใจดวงเดียวกัน บางครั้งก็ดีบางทีก็ดำตามสภาพอารมณ์


รวมไปถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ

ฉันมีลูกพี่ลูกน้องชายหญิงซึ่งเป็นลูกของอาคนรอง

คนพี่ชายหน้าตาคมเข้มเหมือนหนุ่มเปอร์เซีย

คนน้องสาวผิวขาวผ่องหน้าตาคิกขุอาโนเนะเหมือนสาวญี่ปุ่น

ไม่รู้ว่าต่างคนต่างไปรับยีน(gene)

คือหน่วยทางพันธุกรรมในโครโมโซมตัวใดมาจากบรรพบุรุษคนไหน


ส่วนตัวฉันบอกคำเดียวสั้นๆว่า ดำ แต่ถึงจะดำก็ดำเนียนนะยะ

หน้าตามีคนบอกว่าตลกดีเหมือนตัวการ์ตูน แป่ว....

ไม่รู้ว่ามีญาติข้างไหนเป็นโดเรมอน


เอาเถอะ ยังไงๆเราก็เลือกเกิดไม่ได้ อยากจะบอกพี่น้องชาวดำ เอ๊ย...ชาวใต้ว่า

ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจกับผิวพรรณดำขำของพวกเราหรอกนะ ดำสิดี สีไม่ตก

แม้ข้างนอกจะดำ ขอให้ข้างในดีเป็นใช้ได้ เคยได้ยินไหม

คำโคลงของศรีปราชญ์ ยอดกวีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเขียนไว้ว่า


“ดำแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ”



วันเวลาผ่านไป ความหลากหลายของชนชาติก็ผสมกลมกลืน

แม้จะยังต่างหน้าตาผิวพรรณ ขนบธรรมเนียมและความเชื่อกันอยู่บ้าง

แต่เราก็อยู่รวมกันมาเนิ่นนานมิใช่หรือ อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประนีประนอม มีความเมตตาและให้อภัย

โรตีกินกับน้ำเต้าหู้ก็อร่อยดี ทุกวันนี้ข้าวเหนียวส้มตำปลาร้า

ก็หากินได้ทั่วแผ่นดินด้ามขวาน


.....จากนิทานไอ้หวังช่างถาม ฉันมาเสียไกลโดยที่ไม่มีใครถาม


ฝนที่ตกมาตั้งแต่ตอนเย็นเริ่มซาเม็ดลง และเริ่มมีเสียงวงดนตรีประจำหมู่บ้าน

อึ่ง...อ่าง อึ่ง...อ่าง ดังระงมไปทั่ว


อากาศหลังฝนตกเย็นชุ่มฉ่ำ

ฉันกระชับผ้าห่มผืนโปรดหนานุ่มลายสก็อตสีน้ำตาลเข้มที่อวลไปด้วยกลิ่นประจำตัวให้แนบแน่นกับลำตัวเข้าไปอีก

นอนซุกอยู่ตรงกลางระหว่างตากับยาย กะว่าหลับมันตรงนี้

ไม่กลับไปที่นอนของตัวเองแล้ว


จะมีสุขใดไหนเล่าสำหรับเด็กอย่างฉัน

เท่ากับการได้ฟังนิทานก่อนนอนในคืนฝนตกพรำ

และปิดท้ายด้วยการฟังเสียงบรรเลงเพลงประสานของอึ่งอ่างออเคสตร้าวงใหญ่จากท้องทุ่ง

จนหลับไปอย่างสบายอารมณ์



พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะ



Create Date : 14 มกราคม 2551
Last Update : 14 มกราคม 2551 21:52:54 น. 4 comments
Counter : 241 Pageviews.

 
พี่เต๋าใจร้ายอ่ะ

แม่วาดรูปปลาปักเป้า ดันบอกว่าเป็นทุเรียน

555+++

อย่างน้อยหนามก็เหมือนแหละเนอะแม่เนอะ



โดย: เฒ่าเจ้าอุบาย วันที่: 15 มกราคม 2551 เวลา:14:26:53 น.  

 
น่ารักจัง เมื่อไหร่จะจบคร๊า รอรอรอรอ


โดย: เปิดประตูรับหน่อยได้ไหม วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:8:32:06 น.  

 
อิอิ แวะมาเยี่ยมค๊า

โห เรื่องยาวววววววว มากเลย



โดย: น้องสาวหรรษา วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:25:51 น.  

 
อยากฟังนิทานก่อนนอน
อ่าว โตแล้วนี่นา


โดย: แมงปอ (tonbo2k ) วันที่: 4 มีนาคม 2551 เวลา:14:28:59 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

bluearthy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนแบบนี้แหละ..
เป็นยังไงก็อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน..

ขึ้นอยู่กับว่ามองด้วยตา หรือมองด้วยใจ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bluearthy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.