Group Blog
 
All Blogs
 

อัลมอนด์ & น้ำผึ้ง แก้เจ็บคอ

อาการเจ็บคอมาเยี่ยม เราได้บ่อย ๆ เช่น ตอนเป็นไข้ ยิ่งไปกว่านั้นอาการเจ็บคอยังเป็นสัญญาณเตือนที่บอกให้เรารู้ว่า ร่างกายมีท็อกซินเกินขีดกำจัด ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอที่ทำให้คอมีอาการบวมแดง ไปจนถึงทำให้ทอนซินอักเสบ สิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรกคือ หันกลับมากินอาหารสุขภาพโดยด่วน.....

นอกจากการดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษและพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว ลองนำของกินเล่นบางอย่างมาทำเป็นยาตำราที่นำมาฝากวันนี้ดูเสียเลย

ของกินเล่นที่ว่านี้ก็คือ "อัลมอนด์อบ" กลิ่นหอม รสมัน ที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่นทั้งหลาย เพราะอัลมอนด์มีสรรพคุณช่วยเยียวยาอาการอักเสบบวมได้ กินกับ "น้ำผึ้ง" ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อด้วย

วิธีทำคือ ให้นำอัลมอนด์มาบดหยาบ ๆ ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักกินให้หมด นอกจากอร่อยแล้ว อาการเจ็บคอก็จะหายในเร็ววัน

หากรู้จักเลือก ของขบเคี้ยวจากธรมชาติก็ใช้เป็นยาได้

ข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิต




 

Create Date : 27 เมษายน 2553    
Last Update : 27 เมษายน 2553 22:19:58 น.
Counter : 105 Pageviews.  

กิน "วิตามินเสริม" ทำให้ตายเร็วขึ้น

นักวิจัยพบว่า การบริโภควิตามินเสริม นอกจากจะไม่ช่วยให้ชีวิตยืนยาวแล้ว ซ้ำร้ายอาจโน้มนำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วย

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย โคเปนเฮเกน ได้ตรวจสอบผลการศึกษาถึง 67 กรณี พบว่า การบริโภควิตามินเสริม ซึ่งมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นอก จากนี้ วิตามินเสริมจำพวกเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และวิตามินอี ยังอาจเข้าไปแทรกแซงการทำงานของระบบต้านทานเชื้อโรคในร่างกาย ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ถ้าบริโภควิตามิน เสริมเหล่านี้มากเกินไป โดยเฉพาะการบริโภคเบต้าแคโรทีนเสริม ที่อาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงกระบวนการใช้ไขมันในร่างกาย

โดย นักวิจัยได้ทดสอบเรื่องนี้กับประชาชนกว่า 230,000 คน ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ป่วย และกลุ่มที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งล้วนแต่บริโภควิตามินเสริมเพื่อป้องกันโรค ทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องเดียวกันนี้อีก 20 กรณี ผลการศึกษาพบว่า วิตามิน เอเสริมเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตถึงร้อยละ 16 เบต้าแคโรทีนเพิ่มความเสี่ยงร้อยละ 7 และวิตามินอีเสริมเพิ่มความเสี่ยงร้อยละ 4

ส่วน วิตามินซีเสริมไม่ได้ช่วยให้ผู้บริโภคเสียชีวิตเร็วขึ้นหรือช้าลง แต่ถึงกระนั้น นักวิจัยย้ำว่า คงต้องศึกษาในเรื่องวิตามินเสริมให้ มากกว่านี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นที่แน่ชัด รวมถึงการบริโภคซีลีเนียมเสริม ซึ่งเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง

กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ยังย้ำถึงความสำคัญในการรับวิตามินจากอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน โดยไม่ต้องพึ่งพาวิตามินเสริมมากเกินไป เพราะยังไม่แน่ชัดว่า การบริโภค แร่ธาตุหรือวิตามินเสริมในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

การรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ น่าจะเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินตามที่ต้องการ โดยวิตามินเอ จะพบมากในน้ำมันตับปลา ไข่ และตับ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดูแลเรื่องผิวพรรณ การมองเห็น ตลอดจนการสร้างน้ำเชื้อในผู้ชาย วิตามินซี พบมากในผักผลไม้นานาชนิด ช่วยให้บาดแผลสมานกันง่ายขึ้น และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก กระตุ้นภูมิคุ้มกัน วิตามินอี พบมากในน้ำมันพืช เมล็ดพืช และถั่ว ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้สูงวัยกระฉับกระเฉงขึ้น เบต้าแคโรทีน พบในผักที่มีสีแดงอมส้ม ช่วยเรื่องการมองเห็น และทำให้ความจำดี ซีลีเนียม พบในเนย ถั่ว ตับ และเนื้อปลา ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 12:18:30 น.
Counter : 80 Pageviews.  

นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้

        เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็ขยับนิ้วไม่ได้ จะงอก็ไม่ได้ จะยืดก็ไม่ได้ หรืออยู่ดีๆ นิ้วก็เกิดอาการกระตุกขึ้นมาซะอย่างงั้น… และนิ้วที่เป็นบ่อยคือนิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือ (แต่จริงๆ แล้วก็สามารถเกิดได้กับทุกนิ้ว) แถมพอจะกระดิกนิ้วก็กระดิกไม่ได้อีก เพราะมันทั้งตึงทั้งเจ็บปวดมากๆ ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่า "นิ้วล็อค" นั่นเอง

       "นิ้วล็อค" เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ตามอาการที่เป็น คือผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนนิ้วล็อค นั่นคือ กำมืองอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้วออก นิ้วใดนิ้วหนึ่งเกิดเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อคไว้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "นิ้วล็อค" ถ้าเรียกกันให้ถูกต้องแล้ว โรคนี้ต้องเรียกว่า "โรคนิ้วเหนี่ยวไกปืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Trigger Finger" เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื้อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้ว ซึ่งอยู่ที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น 2 หรือ 3 นิ้วพร้อมกัน (อูย... คงจะปวดน่าดู)

        อย่างไรก็ตาม โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอายุที่พบบ่อยอยู่ที่ประมาณ 40 - 50 ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงาน บ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้วของหนัก การใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น

อาการของโรคนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 

        1. ระยะแรก มีอาการปวดเป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ และจะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุด

         2. ระยะที่สอง มีอาการสะดุด (triggering) เป็นอาการหลัก และอาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วย เวลาขยับนิ้ว งอ และเหยียดนิ้ว จะมีการสะดุดจนรู้สึกได้

         3. ระยะที่สาม มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้ว จะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง

         4. ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมาก จนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดจะปวดมาก 

วิธี ป้องกัน "โรคนิ้วล็อค"

        1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้

        2. ไม่ควรบิดหรือซักผ้าด้วยมือเปล่าจำนวนมากๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อค

       3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดร์กอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ 

        4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำหรือบดเครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น

        5. ชาวสวนควรระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆ ที่ใช้แรงมือควรใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็น และควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ

        6. คนที่ยกของหนักๆ เป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้านุ่มๆ มารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก

       7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว

        8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10 นาที

สำหรับวิธีการรักษา "โรคนิ้วล็อค" ประกอบไปด้วย... 

       1. การใช้ยารับประทาน เพื่อลดการอักเสบ ลดบวม และลดอาการปวด ร่วมกับพักการใช้มือ

        2. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การใช้เครื่องดามนิ้วมือ การนวดเบาๆ การใช้ความร้อนประคบ และการออกกำลังกายเหยียดนิ้ว โดยการรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัด อาจใช้ร่วมกันได้ และมักใช้ได้ผลดีเมื่อมีอาการของโรคในระยะแรก และระยะที่สอง

        3. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดปวดและลดบวม เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ส่วนมากมักจะหายเจ็บ บางรายอาการติดสะดุดจะดีขึ้น แต่การฉีดยามักถือว่าเป็นการรักษาแบบชั่วคราว และข้อจำกัดก็คือ ไม่ควรฉีดยาเกิด 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค การรักษาโดยการฉีดยานี้สามารถใช้ได้กับอาการของโรคตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะท้าย

        4. การรักษาโดยการผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในแง่ที่จะไม่ทำให้กลับมาเป็นโรคอีก หลักในการผ่าตัด คือ ตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้างออก เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้โดยสะดวก ไม่ติดขัดหรือสะดุดอีก ทั้งนี้ การผ่าตัดแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบเปิด เป็นวิธีมาตรฐาน ที่ควรทำในห้องผ่าตัด โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ผ่าตัดเสร็จก็กลับบ้านได้ หลังผ่าตัดหลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก และการสัมผัสนิ้ว ประมาณ 2 สัปดาห์

        อีกวิธีเป็นการผ่าตัดแบบปิด โดยการใช้เข็มเขี่ยหรือสะกิดปลอกหุ้มเอ็นออก โดยแทบไม่มีแผลให้เห็น โดยวิธีนี้อาจมีผลแทรกซ้อนได้ถ้าไปเขี่ยหรือสะกิดถูกเส้นประสาท ดังนั้น จึงไม่แนะนำสำหรับนิ้วที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทสูง คือ นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ และการผ่าตัดแบบปิดนี้ใช้ได้สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคตั้งแต่ระยะที่สอง ขึ้นไป



        อย่างไรก็ตาม แม้โรคนิ้วล็อคจะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่เพื่อนๆ ก็ควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ตามวิธีที่เรานำมาแนะนำนะคะ

ขอขอบคุณ ข้อมูลดีๆ จาก นิตยสารชีวจิต




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 11:56:05 น.
Counter : 165 Pageviews.  

(เทรนด์ฮอต) อาหารเพื่อสุขภาพ


โรคอ้วน!!! ทำให้คนตื่นตัวหันมาสนใจเรื่องการกินอยู่มากขึ้นและเป็นกระแสที่ยังแรงข้าม ปี เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพเลยมาแรงตั้งแต่ต้นปี!

เอ่ยถึง อาหารแนว สุขภาพ ก็ต้องนึกถึง "ธัญพืช" เป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะ ธัญพืชเต็มเมล็ด หรือเรียกสั้นๆ ว่า โฮลเกรน ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงมีส่วนประกอบ ทั้งเยื่อหุ้มเมล็ด, เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว ครบถ้วนแบบนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสุดๆ เพราะโฮลเกรน เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่อุดมไปด้วยเส้น ใยอาหาร, วิตามิน, แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

การกินโฮลเกรนจึงส่งผลดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ "สง่า ดามาพงษ์" นักโภชนาการ ประจำกระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นว่า โรคอ้วนและโรคข้างเคียง ซึ่งไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ, หลอดเลือด, ความดัน, เบาหวาน มีคนเป็นเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศตะวันตกและตะวันออก การใส่ใจเรื่องอาหารการกินจึงเป็นเรื่องสำคัญ

อาหารแนวสุขภาพอย่าง "ธัญพืชเต็มเมล็ด" หาได้ไม่ยากใกล้ตัวที่สุดและดีที่สุดคือ "ข้าวกล้อง" นั่นเอง นอก จากนี้ ยังมีข้าวโอ๊ต, ข้าวบาร์เล่ย์, ซีเรียล,ขนมปัง และพาสต้า ที่ทำมาจากโฮลเกรน แบบไทยๆก็มีลูกเดือยและข้าวโพด

ส่วนหนุ่มสาวที่รักสวยรักงาม ถ้ากินอาหารแนวนี้จะได้ถึงสองเด้ง!!! คือ นอกจากสุขภาพจะฟิตเปรี๊ยะแล้วยังได้ "หุ่น" อีกต่างหาก ใครที่ใช้วิธีลดความอ้วนแบบอดมื้อกินมื้อ ขอบอกว่า "เอาต์" แล้วจ้า

อยากสวยสดหุ่นดีต้องกินอาหาร ทุกมื้อ โดยเฉพาะ มื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่สุด ควรเลือกกิน อาหารประเภทโฮลเกรน เพราะจะทำให้อยู่ท้อง ไม่รู้สึกโหย และพลังงานจะกระจายไปจนถึงมื้อเที่ยง พอถึงช่วงกลางวัน แค่ก๋วยเตี๋ยวสักชาม หรือข้าวราดแกงอร่อยๆ ก็อิ่มสบายท้องแล้ว จากนั้นเมื่อถึงมื้อเย็น ค่อยหาอะไรทานเบาๆ อย่างสลัด, ซุป หรือปลาย่าง จะช่วยให้หลับสบายไม่อึดอัดท้อง ส่วน เด็กๆกินอาหารประเภทนี้ ก็จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ทำให้ห่างจาก "โรคอ้วน" แน่นอน

"ยู อาร์ วอท ยู อีท" กินอย่างไรก็ได้รับอย่างนั้น ถ้าเลือกกินสิ่งที่อุดมไปด้วยโภชนาการอาหารก็จะเป็นยามหัศจรรย์ได้เช่น กัน!!!

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 11:35:55 น.
Counter : 108 Pageviews.  

มาเพิ่มอาหารให้ "สมอง" กันเถอะ

เฮ้อ! ช่วงนี้เป็นอะไรไปนะ หัวตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย

แถมยังลืมนั่นลืมนี่ เป็นประจำเสียด้วยสิ’ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมี ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะต้องหันมาดูแลสมองให้มากกว่านี้เพราะผู้หญิงทำงานอย่างเราจำเป็นต้อง ใช้สมองคิดนั่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลา หากยังทำเมินปล่อยปละละเลยไม่สนใจ

ระวัง .. คราวหน้าคุณอาจจะลืมหน้าแฟนไปเลยก็ได้นะคะ ว่าแล้ว ขอแนะนำอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองมาให้สาวๆ ได้รู้จักกัน เริ่มที่...

1.ธัญพืช

สาวขี้ลืมอย่างนี้ ต้องหันมากินอาหารที่มีธัญพืชสูงแล้วค่ะ เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าว-ซ้อมมือเพราะจากผลการศึกษาพบ ว่า ผู้หญิงที่ได้รับกรดโฟลิกมากๆ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 จะมีความจำดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารอาหารเหล่านี้เลย

2.บลูเบอร์รี่

จากการวิจัยของ Tufts University สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่าสารสกัดจากบลูเบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันอาการความจำสั้นได้

3.ไขมัน จากปลา

กรดไขมันที่จำเป็น ต่อร่างกายอย่างกรดโอเมก้า 3 ที่พบในปลาที่มีไขมัน หรือไขมันจากวอลนัทและเมล็ดจากต้นแฟล็กซ์ จะมี DHA (Decosapentaenoic Acid) สูง ซึ่งเป็นกรดที่สำคัญต่อเซลล์สมองของเรา เพราะถ้าหากระดับของ DHA ในร่างกายต่ำ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมได้ นอกจากนี้ปลาก็ยังมีไอโอดีน ช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย

4.มะเขือ เทศ

มีหลักฐานยืนยันว่า ไลโคพีนซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในมะเขือเทศ สามารถช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ที่พบในอาการของโรควิกลจริตและโรคอัลไซเมอร์

5.ซีเรีย ล

คนที่เป็นโรค อัลไซเมอร์จะมี Homocysteine อยู่ในปริมาณที่สูง กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 จะสามารถช่วยขัดขวางการสะสมของ Homocysteine ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ และซีเรียลเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 แถมยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอีกด้วย ช่วยให้พลังงานนานและทำให้ความจำ Alert ตลอดทั้งวัน

6.Black Currant

เป็นที่ทราบกันดี อยู่แล้วว่า วิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างความจำของเราให้ว่องไวขึ้น และแหล่งที่มีวิตามินซีอยู่เยอะก็คือ ต้น Black Currant นี่แหละ

7.เมล็ด ฟักทอง

สังกะสี มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความจำและทักษะในการคิด ดังนั้น หากคุณกินเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

8.บร็อก โคลี

เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเค ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ

9.ถั่ว

จากผลการวิจัยที่ลงใน American Journal of Epidemiology ได้แนะนำเอาไว้ว่า วิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม และถั่วเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี นอกจากนี้วิตามินอียังพบได้ในผักใบเขียว เมล็ดพืช ไข่ ข้าวซ้อมมือ และธัญพืช




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 12:42:28 น.
Counter : 101 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

DeWalt
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add DeWalt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.