Group Blog
 
All Blogs
 

เตือนภัย! ก่อนใช้ e-Banking

      ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้คนเราต่างต้องใช้อินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งต่างคิดค้นบริการทางอินเตอร์เน็ตหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้บริการลูกค้าผ่านทางเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น สามารถทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน แถมยังได้รับบริการที่รวดเร็วทันใจเพียงแค่คลิกเท่านั้น

      อย่างไรก็ตาม การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมการเงินต่างๆ เมื่อมีข้อดีมากมาย ก็มีข้อควรระวังในเรื่องของความปลอดภัย ที่แม้ว่าธนาคารจะมีระบบป้องกันความปลอดภัยให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีเหล่ามิจฉาชีพที่พยายามหาช่องโหว่ด้วยวิธีการต่างๆ ล่อล่วงเอาข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งผู้ใช้บริการเองก็ต้องรู้เท่าทัน เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

      1. ผู้สมัครใช้บริการทางการเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ตต้องเก็บรักษารหัสชื่อผู้ ใช้บริการ (User ID) รหัสผ่าน (Password) และรหัสรักษาความปลอดภัย (Security Password) เป็นความลับ

      2. หมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านอยู่เสมอ และไม่ควรใช้รหัสผ่านที่บุคคลอื่นคาดเดาได้ง่าย

      3. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง เช่น รหัสชื่อผู้ใช้บริการ (User ID) รหัสผ่าน (Password) รหัสเอทีเอ็ม (ATM PIN) รหัสบัตรเครดิต หมายเลขบัญชี หมายเลขบัตร หรือข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทางอีเมล์ใดๆ

      4. อย่าตอบกลับอีเมล์ที่ส่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ มาให้ปรับปรุงข้อมูลหรือยืนยันความถูกต้อง

      5. หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ (link) ที่แนบมากับอีเมล์ที่ไม่ทราบชื่อผู้ส่ง หรืออีเมล์ที่ขอข้อมูลส่วนบุคคล เพราะอาจมีโปรแกรมสอดแนม (Spyware) แนบมากับลิงค์เหล่านั้นเพื่อโจรกรรมข้อมูล

      6. คลิก "ออกจากระบบ (Log out)" เมื่อเลิกใช้อีเมล์หรือทำรายการทางการเงินต่างๆ แต่ละครั้งเรียบร้อยแล้ว

      7. ตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรม และยอดเงินในบัญชีของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันรายการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

      8. หลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้อื่น เช่น ในร้านอินเตอร์เน็ต เพราะอาจไม่มีระบบความปลอดภัยที่ดีพอ

ที่มา : Mother&Care




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2553 17:16:57 น.
Counter : 120 Pageviews.  

บช.น.รับมือม็อบแดงย้ายจุดชุมนุมราชประสงค์ที่เดียว‏

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.กล่าวถึงมาตรการดูแลด้านการจราจรหลังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินและสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเคลื่อนไปรวมตัวกับกลุ่มผู้ชุมุนมที่แยกราชประสงค์ ว่า จากการข่าวทราบว่าผู้ชุมนุมจะเริ่มเคลื่อนย้ายในช่วงเย็นวันเดียวกัน สำหรับด้านการจราจรถือว่าเป็นข่าวดีเพราะถนนราชดำเนินกลาง ราชดำเนินนอก เป็นถนนหลักที่เชื่อมกับการเข้าและออกตัวเมือง เมื่อถูกปิดกั้นทำให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนต้องเลี่ยงไปใช้ถนนสายรองโดยรอบ แทน ทำให้ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องความคล่องตัว

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวต่อว่า ตนคาดว่าไม่เกินคืนนี้กลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ถนนราช ดำเนินได้ทั้งหมด จากนั้นก็จะประสานให้ กทม.เข้าไปดูแลปัญหาเรื่องความสะอาดของพื้นที่ทั้งเรื่องขยะ ระบบไฟฟ้า ประปาท่อแดงที่มีการนำน้ำไปใช้ พร้อมกันนี้ทางตำรวจจะส่งกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ลงพื้นที่ควบคุมพร้อมการรื้อย้าย คาดว่าน่าจะสามารถเปิดใช้เส้นทางการจราจรได้ตามปกติในช่วงเย็นวันที่ 15 เมษายนนี้

“พื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ที่ผู้ชุมนุมจะย้ายไปรวมตัวกันนั้น ปกติใช้พื้นที่ตั้งแยกชิดลม-ห้างสยามพารากอน และประตูน้ำ-ราชดำริ เมื่อไปรวมกันจุดเดียวคาดว่าช่วงเย็นจะมีผู้ชุมนุมมากขึ้น อาจมีปัญหาการใช้พื้นที่ต้องขยายออกไปถึงบริเวณเพลินจิต ปทุมวัน และศาลาแดง แต่จะมีการตกลงให้คืนพื้นที่ถนนบางส่วนที่ไม่ได้ใช้ในช่วงเช้า-บ่ายเมื่อมี ผู้ชุมนุมน้อยลง ส่วนรถยนต์ที่มาร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์นั้นถือว่ามีข้อจำกัดในพื้นที่จอด แต่ก็จะประสานกับทาง สน.ลุมพินี ให้ใช้พื้นที่จอดรถบริเวณสวนลุมพินีและหลังสวน แต่จะไม่อนุญาตให้จอดพื้นที่เพลินจิต-สุขุมวิท” รอง ผบช.น.กล่าว

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวอีกว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่จราจรกลางจำนวน 40 นาย เพื่อทำงานร่วมกับ สน.ปทุมวัน ในการดูแลปัญหาด้านการจราจรโดยรอบพื้นที่การชุมนุม คาดว่าหลังจากช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่เปิดทำงานประชาชนจะใช้เส้น ทางบริเวณดังกล่าวต้องเลี่ยงไปใช้ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี หรือใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเป็นหลัก




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 23:37:55 น.
Counter : 85 Pageviews.  

พาณิชย์เร่งช่วยธุรกิจ บรรเทาผลกระทบม็อบเดือด

"พรทิวา"สั่งฑูตพาณิชย์แจงนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเตรียมเรียกผู้ประกอบการในประเทศประเมินสถานการณ์หาทางช่วยเหลือ สัปดาห์หน้า แบงก์ชาติยอมรับการเมืองรุนแรงและยืดเยื้อทำไทยถูกหั่นเครดิต บั่นถอนความเชื่อมั่นนักลงทุน ต้นทุนการกู้ยืมสูง

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์กล่าวยอมรับว่าผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ส่วนใหญ่ จะกระทบด้านการท่องเที่ยวและส่งผลต่อเนื่องต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ ทั่วโลกเร่งชี้แจงสถานการณ์ในประเทศกับคู่ค้าในต่างประเทศโดยยืนยันว่ายัง ไม่ยกเลิกงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้านของกระทรวง พาณิชย์ในสัปดาห์หน้า ถึงแม้หลายประเทศจะออกประกาศเตือนการเดินทางเข้ามาประเทศไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้จะเดินทางเข้ามาดูงานในครั้งนี้

อย่างไรก็ตามได้สั่งให้อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกประเมินผลกระทบและการ ตอบรับจากผู้ค้าในต่างประเทศ หากมีการตอบรับเข้าร่วมงานน้อย ก็อาจจะเลื่อนการจัดงานออกไป ขณะที่สัปดาห์หน้าเตรียมเชิญผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุม รวมถึงกลุ่มผู้ค้าที่มีลูกค้าในประเทศ มาประเมินผลกระทบ และหามาตรการช่วยเหลือต่อไป

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงขณะนี้ยืดเยื้อและรุนแรง มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ถือเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือลง ซึ่งส่งผลทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในต่างประเทศของไทยสูงขึ้น รวมทั้งทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อไทยลดลง

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่าแม้การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงจะยืดเยื้อแต่ยังไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ โดยยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ แต่อาจส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าในบางสาขาที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมและใกล้ เคียงทำให้ไม่ได้รับความสะดวก แต่ลูกค้าก็สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการในสาขาอื่นๆหรือธนาคารอื่นแทนได้

"แม้การชุมนุมจะรุนแรงและยืดเยื้อ แต่ก็ไม่ห่วงว่าจะกระทบการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์จึงไม่จำเป็นต้องเชิญมา ประเมินหรือหารืออะไรเป็นพิเศษ เพราะธนาคารพาณิชย์ได้ทำแผนฉุกเฉินรับมือไว้หมดแล้ว เชื่อว่า แผนดังกล่าวสามารถรองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้"

สำหรับความเสียหายด้านทรัพย์สินของธนาคารพาณิชย์จากเหตุการณ์ชุมนุมนั้น ขณะนี้เท่าที่ได้รับรายงานมีเพียงธนาคารกรุงเทพที่ได้รับความเสียหายจะเหตุ ถูกรอบวางระเบิดในช่วงแรกๆที่มีเหตุการณ์ชุมนุม

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่าเสียใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และต้องการให้สถานการณ์ต่างๆยุติลงโดยเร็ว ซึ่งในตอนนี้ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตของประเทศได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติอย่าง มาก ทำให้การท่องเที่ยวของไทยย่ำแย่ จากที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกก็ต้องมาประสบกับวิกฤตภายในประเทศ แทน รัฐบาลควรเร่งเจรจาหาทางแก้ไข ขณะที่หอการค้าฯอาจจะหารือกันเองภายในกลุ่มหลังสงกรานต์เพื่อประเมิน สถานการณ์และความเสียหายอีกครั้ง ทั้งนี้การจะยุบสภาหรือไม่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจ แต่อยากให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา นสพ.แนวหน้า




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 23:36:32 น.
Counter : 70 Pageviews.  

ชีพจรโลกธุรกิจประจำวันที่ 13 เมษายน 2553

เร่งMOUข้าวไทย-ฟิลิปปินส์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ตนได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนการค้าไทย เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน(AEM) ที่เวียดนาม โดยมีการหารือถึงการบังคับใช้ความตกลงเรื่องข้าวร่วมกับฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเร่งกระบวนการลงนามในสัตยาบรรณ เพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และแนวทางการลดข้อจำกัดเรื่องการลงทุนของอาเซียนจะหาข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมนี้

"ปตท.สผ."ตั้งบริษัทย่อย

นายปฤษดาพันธ์ พจนปรีชา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.) กล่าวว่า ปตท.สผ.ได้จัดตั้งบริษัท PTTEP FLNG Holding Company Limited เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรือผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว ทุนจดทะเบียน 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยมี PTTEP International Holding Company Limited หรือชื่อเดิม คือ บริษัท พีทีทีอีพี เวสท์ แอฟริกา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ.เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด
คปภ.จ่ายประกันต่างชาติ

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) กล่าวว่า จากเหตุสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย ทุกรายจะได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติจากภัย จลาจลที่ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ไม่เกิน 10,000 เหรียญสหรัฐ ค่ารักษาพยาบาล 10,000 เหรียญสหรัฐ และความเสียหายจากการเดินทางกรณีปิดสนามบิน 10,000 เหรียญสหรัฐ รวมรายละไม่เกิน 30,000 เหรียญสหรัฐ ให้ความคุ้มครองถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554
ช่วยเหยื่อFTAเพิ่ม3โครงการ

นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและ ภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า มีมติขยายหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นแก่กลุ่มผู้ประกอบการที่จะ ใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกจากการเปิดเสรีทางการค้า(FTA) นอกจากนี้กองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์ ยังอนุมัติเงินช่วยเหลือโครงการที่เสนอขอรับความช่วยเหลือ 3 โครงการ วงเงินรวม 24.68 ล้านบาทด้วย

ที่มา นสพ.แนวหน้า




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 23:35:08 น.
Counter : 66 Pageviews.  

บีโอไอปรับนโยบายลงทุนปี 53 รับมืออุตฯเกษตร-บริการบูม

บีโอไอปรับแผนปี 53 ลดส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เบนเข็มหนุนโครงการอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนหรืออีโค อินดัสเตรียล คาดอนาคตโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหันพึ่งภาคเกษตร-บริการมากขึ้น

นายณรงค์ อัครเศรณี ประธานกรรมการ ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.)หรือเอ็กซิมแบงก์ในฐานะคณะ กรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอกล่าวว่า นโยบายของบีโอไอในปี 2553 คงไม่มีการประกาศส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่เช่นการออกมาตรการเพื่อดึงดูดนัก ลงทุนให้เข้ามาลงทุนในโรงงานเหล็กเหมือนเดิม แต่จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนเขตอุตสาหกรรม ที่อยู่ในโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนหรืออีโค อินดัส เตรียล เอสเตท โดยจัดเป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจนี้เป็นพิเศษ เช่นมาตรการที่สนับสนุน ให้คนเข้ามาทำงานในเขตอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งจะอยู่นอกเหนือจากมาตรการทางด้านภาษี

ขณะเดียวกันจะปรับแผนการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาค ใต้(เซา เทรินซีบอร์ด)ให้รองรับการลงทุนในรูปแบบของลอจิสติกส์ แทนการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนปัญหามาบตาพุดจะให้โครงการต่างๆอยู่ได้ และจะเร่งหาข้อสรุปให้จบภายในปีนี้

นายณรงค์ชัยยังกล่าวอีกว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังจะเปลี่ยนเป็น เศรษฐกิจที่พึ่งภาคเกษตรและบริการมากขึ้น โดยบีโอไอจะให้การสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น จากที่ก่อนหน้านี้บีโอไอได้รายงานภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 2 เดือนแรก

ของปี 2553 พบว่ามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 7.88 หมื่นล้านบาทลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ประมาณ 25 %

ขณะที่จำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนเพิ่มขึ้น 60 %จาก 125 โครงการเป็น 200 โครงการ อุตสาหกรรมที่มีผู้สนใจขอรับส่งเสริมการลงทุนมากเป็นอันดับ 1 คือบริการและสาธารณูปโภคมียอดเงินลงทุนรวม 4.94 หมื่นล้านบาท อันดับที่ 2 คืออุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่าการลงทุนรวม 9.9 พันล้านบาทและอันดับ 3 คืออุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7.3 พันล้านบาท

ทั้งนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วง 2 เดือนแรก พบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีการลงทุนในประเทศไทยสูงสุดทั้งจำนวน โครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 43 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 52 % ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.26 หมื่นล้านบาท

ที่มา นสพ.แนวหน้า




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 23:33:56 น.
Counter : 94 Pageviews.  


DeWalt
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add DeWalt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.