Group Blog
 
All Blogs
 

"ผิวลาย" อุปสรรคของการเผยผิวสวย


จากผิวพรรณที่เคยสวยใสเนียนเรียบไม่มีที่ติ สู่วันที่ผิวหนังเกิดปัญหาแตกลาย กลายเป็นร่องคลื่นขรุขระนำความไม่มั่นใจจนต้องปกปิดซ่อนเร้นไว้ใต้เสื้อผ้า

คุณผู้อ่านโดยเฉพาะคุณผู้หญิงเคยสงสัยหรือไม่ว่า ลักษณะของผิวที่แตกลายเป็นริ้ว เป็นเส้นนั้น แท้ที่จริงเกิดจากสาเหตุใด?...

คำตอบคงเดาไม่ยากก็เพราะความอ้วน การตั้งครรภ์ ที่ทำให้ผิวหนังเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเส้นใยชื่อ ‘อิลาสติก’ ซึ่งอยู่บริเวณชั้นหนังแท้ยืดขยายออกไม่ทันจนขาดและเกิดเป็นรอยแตก โดยในระยะแรกรอยแตกจะเห็นเป็นสีชมพู ยังไม่มีลักษณะนูน บางรายอาจรู้สึกคันบริเวณที่เกิดรอยแตก แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ริ้วรอยจะเปลี่ยนจากสีชมพูไปเป็นสีแดง ม่วง ขาวซีดและขรุขระเหมือนร่องคลื่น

ปัญหาผิวแตกลายยังอาจเกิดจากการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือเกิดจากความผิดปกติของระดับฮอร์โมน ส่วนผิวหนังบริเวณที่มักแตกลายพบมากที่หน้าท้อง ต้นขา สะโพก บั้นท้าย และหน้าอก

สำหรับวิธีการรักษาริ้วรอยไม่พึงประสงค์เหล่านี้มีให้ตาม อ่านกันต่อพรุ่งนี้ ใน ‘ภาษาหมอ’

ที่มา : เดลินิวส์




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 22:49:23 น.
Counter : 115 Pageviews.  

วิธีบำรุงเส้นผมแห้งเสีย


เส้นผมที่ต้องโดนแดดเป็นประจำหรืออยู่กลางแจ้งนานๆ อาจทำให้เส้นผมแห้งเสียได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ มีเคล็ดลับการดูแลเส้นผมมาบอก

วิธีทำ คือ เตรียมน้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และไข่ไก่ 1 ฟอง นำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่ภาชนะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นล้างผมด้วยน้ำสะอาด แล้วนำครีมมาชโลมให้ทั่วเส้นผม นวดเบาๆ และใช้ผ้าขนหนูคลุมผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วสระผมตามปกติ แนะว่าควรทำเป็นประจำทุกสัปดาห์

เพียงเท่านี้ เส้นผมที่แห้งเสียก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

ที่มา : เดลินิวส์




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 22:32:56 น.
Counter : 113 Pageviews.  

ข้อระวังเกี่ยวกับความสวยความงาม


แน่นอนว่าความสวยความงามถือเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสาวๆ ที่ดูจะแยกกันไม่ค่อยออก สาว ๆ หลาย ๆ คนต่างก็สรรหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองสวยอยู่เสมอ ก็อย่างว่าของสวย ๆ งาม ๆ อย่างไรเสียก็น่ามองใช่ไหมล่ะ

แต่ถึงกระนั้นก็ตามแม้ว่าจะมีคำเตือน เกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามออก มาเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าบางครั้งดูจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นไปดกันดีกว่าว่าความเชื่อ เกี่ยวกับความงามเรื่องไหนที่ยิ่งห้ามไม่ให้ทำ แต่สาว ๆ ก็อดที่จะละเลยไม่ได้

การบีบสิวก็คือการกำจัด สิวที่ได้ผลเร็วที่สุด

อันนี้ไม่เถียงเพราะมันก็ถูก ต้อง แต่คงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ใช่ไหมล่ะว่า อย่าบีบสิว ๆ เพราะถ้าคุณบีบสิวออก บางครั้งอาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทรีเรีย ทำให้แผลอาจจะยิ่งลุกลามก็ เป็นได้ และถึงแม้ว่าจะไม่ติดเชื้อ แต่อย่างไรเสียคุณก็ได้รอยแผลเป็นหรือรอยด่างดำจากการบีบสิวนั้นแน่ ๆ เพราะฉะนั้นหากมีสิวผุดขึ้น คราวหน้า ท่องเอาไว้ ห้ามบีบ ๆ นะจ๊ะ

เป็นสิวเรื่องจิ๊บ ๆ เมคอัพปิด ก็โอเคแล้ว

อันนี้ก็จริงอีกนั่นแหล่ะ อย่าลืมเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็สะดวกตรงกับความต้องการของคนเรามาก ขึ้น เพราะฉะนั้นเครื่องสำอางนอกจากจะทำ ให้เราดูสวยแล้ว ยัง ช่วยปกปิดจุดบกพร่องบนใบหน้าของเราได้ด้วย แต่ถ้าหากคุณเป็นสิวในวัน สบาย ๆ ที่ ไม่ต้องออกไปไหนแล้วคุณจะแต่งหน้าทำไมล่ะ ? หรือถ้าต้องไปทำงานจริง ๆ แต่ที่ทำงานของคุณไม่ต้องพบปะลูกค้า หรือคนอื่นมากมายนัก แค่ตบแป้ง ฝุ่นทาลิปกลอสก็พอไหวมั้ง อย่าลืมว่าเมคอัพนั้นมีส่วนผสมของสาร เคมีหลายชนิดและนั่นอาจจะยิ่งไปปิดกั้นการอุดตันรูขุมขนของคุณ ไม่แน่แทนที่สิวเม็ดเล็ก ๆ ที่เคยมีอาจจะเพิ่มปริมาณอย่างไม่ เชื่อ หรืออาจจะบวมเป่งเป็นสิวเม็ดเป้งก็ได้น๊า

การล้างหน้าบ่อย ๆ ทำให้ไม่เป็นสิว

อันนี้ถือเป็นความเชื่อที่มีมานานสามชาติเศษได้ เพราะ ตั้งแต่เราเด็กจนโตก็ยังคงได้ยินความเชื่อนี้อยู่ แต่ก็ อย่าลืมว่าแพทย์หลาย ๆ ท่าน ได้ออกมาให้ความกระจ่างแล้วว่า การรักษาสุขอนามัยใบหน้าที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การล้างหน้าที่ถูกต้องก็ไม่ควรล้างหน้าเกินวัน 2 ครั้ง เพราะ ถ้ามากไปอาจจะทำใบหน้าเสียความชุ่มชื้นได้ การ บางครั้งการล้างบ่อย ๆ อาจจะยิ่งทำให้สิวอักเสบ ขึ้นมาก็ได้

การกินช็อตโกแล็ตทำให้เป็นสิว

ความเชื่อนี้มีนักวิจัยหลาย ๆ คนได้ ลองทดสอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มี หลักฐานใด ๆ ยืนยันว่าการทานช็อกโกแลตกับการเกิดสิวจะเกี่ยวข้องกัน เพราะ ฉะนั้นก็ไม่แน่ว่าการทานช็อกโกแลตอาจจะไม่ทำให้เกิดสิวก็ได้ แต่ เพื่อสุขภาพแล้วสำหรับความเชื่อนี้เราพอจะหยวน ๆ ให้ ได้ เพราะหากคุณเลิก ทานช็อกโกแลตแล้วหันมาทานผักหรือผลไม้แทนอันนี้น่าจะดีกว่านะ




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2553    
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 23:11:03 น.
Counter : 83 Pageviews.  

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Collagen


การที่ทำให้ตัวเองดูดี ไม่ว่าจะในสายตาของตัวเองหรือผู้อื่นย่อมทำให้คนเรามีความมั่นใจในการเข้า สังคม โดยเฉพาะการดูแลให้มีผิวพรรณที่ดีนั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้พบเห็น เกิดความประทับใจ ดังนั้นอาจจะสามารถกล่าวได้ว่า ผิวพรรณที่มีสุขภาพดี เป็นที่ปรารถนาของทุกคน ทุกวัย

ผิวหนังของคนเรา ปกติแล้วแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ

1. ชั้นหนังกำพร้า ( Epidermis )
เป็นผิวชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลผิวหนัง ( Keratinocyte ) หรือ Squamous cell ซึ่งเป็นเซลที่มีหน้าที่สร้างสาร Keratin ปกคลุมผิวหน้าของผิวหนังเป็นชั้นขี้ไคล ชั้นหนังกำพร้าทำหน้าที่รักษาความ ชุ่มชื้นให้กับพื้นผิว ป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ( อ้างอิงที่ 1,2 )

2. ชั้นหนังแท้ ( Dermis )
เป็น ผิวชั้นใน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเส้นใยประสานกันไปมาคือ Collagen fibers, Elastic fibers และ Recticulum fibers นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาทต่าง ๆ ที่รับความรู้สึกอยู่ด้วย ( อ้างอิงที่ 1,2 )

3. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ( Subcutis )
ทำ หน้าที่รองรับผิวหนังให้คงรูปร่าง ช่วยลดการกระทบกระแทก และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายยามขาดแคลนพลังงานอีกด้วย ( อ้างอิงที่ 1, 2 )

ผิวหนังจะมีการเสื่อม สภาพได้ด้วยสาเหตุหลัก ๆ 2 ประการคือ การเสื่อมตามวัย และ เสื่อมเนื่องจากผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม แต่ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม ย่อมมีผลกระทบต่อผิวพรรณ มีริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่เต่งตึง ทั้งนี้ก็เพราะ คอ ลลาเจน ( Collagen ) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ มีการเสื่อมลง แล้วเจ้า คอลลาเจน นี้คืออะไร การเสื่อมลงของ คอลลาเจน ทำให้เกิดริ้วรอยได้อย่างไรล่ะ มีคำเฉลยดังต่อไปนี้

คอลลาเจน ( Collagen ) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Kolla ซึ่งแปลว่ากาว นั่นเอง คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียนและ ทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ อี ลาสติน ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ( อ้างอิงที่ 3, 4, 5)

ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง

แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น ( อ้างอิงที่ 4, 5 )

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ( อ้างอิงที่ 6 ) ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2553    
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 23:01:28 น.
Counter : 178 Pageviews.  

รู้ไหม? Vitamin D มีมากกว่าแสงแดด


      "แสงแดด” คือที่มาของ“วิตามินดี” เริ่มใช้ไม่ได้ในสังคมเมือง ผู้คนตื่นก่อนอาทิตย์ขึ้น และกลับบ้านมืด ลองหาแหล่งอาหารสร้างวิตามินดีที่ใกล้ตัว

      ลองตอบคำถามข้างล่างดูก่อนว่า คุณเลือกกินวิตามินเพราะอะไร?

      - กินวิตามิน ก็ต่อเมื่อร่างกายขาด ถ้าไม่ขาด ก็ไม่จำเป็น

      - กินเพราะไม่รู้ว่าอาหารที่กินทุกวันให้วิตามินครบถ้วนหรือไม่

      - กินเพราะต้องการวิตามินรักษาโรค เพราะกลัวผลข้างเคียงจากยาเคมี

      - กินเพราะต้องการปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ และเพื่อป้องกันความชรา

      คำตอบ ... ถูกต้องทุกข้อ

      แม้เราไม่จำเป็นต้องกินวิตามินจนเกินความต้องการของร่างกาย แต่เราก็ไม่ควรละเลยที่จะกินวิตามินให้ครบทุกชนิดเพื่อทำให้ร่างกายสมบูรณ์ เต็มที่ ขณะเดียวกันเราไม่อาจปฏิเสธข้อดีของวิตามินในการช่วยรักษาโรคและเป็นยาอายุ วัฒนะได้

      ใช่ว่าเห็นอรรถประโยชน์มากมายแล้ว จะอัดวิตามินลงท้องจนพุงกางอย่างไม่มีสติ แต่เราต้องกลับมานั่งวิเคราะห์ต่อว่า เรามีความรู้เรื่องวิตามินเพียงพอแล้วหรือไม่?

      กระแสฮิตวิตามินเริ่มนิยมตั้งแต่ 20 ปีก่อน ผู้บริโภคที่รักสุขภาพทั้งหลายหันมาสนับสนุนวิตามินรวม เพราะไม่รู้ว่าตนเองขาดวิตามินตัวไหน จึงตัดปัญหาขี้สงสัยด้วยวิธี “เหมาหมด”

      อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าวิตามินรวมจะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านม รวมทั้งช่วยลดจำนวนวันที่เจ็บป่วยและบรรเทาอาการปวดได้

      แล้วอาหารที่เรารับประทานตามปกตินั้นได้รับวิตามินเพียงพอแล้วหรือ?

      นายแพทย์พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามิน และแพทย์ประจำเมดิคัลสปา เผยว่าผู้รักสุขภาพหาทางออกด้วยการบริโภควิตามินสำเร็จรูป ซึ่งอัตราส่วนของวิตามินแต่ละตัวนั้นกำหนดให้เหมาะสมกับร่างกายของทุกคน

      สำหรับคนที่คลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบก็จะตั้งคำถามต่อว่า เรายังขาดวิตามินตัวใดอีกบ้าง

      จากผลการสำรวจการขาดวิตามินในผู้หญิงไทยที่อาศัยอยู่นอกเมืองในขอนแก่น มีอัตราขาดวิตามินดีอยู่ระหว่าง 34.9 - 65.1% แม้พวกเขามีโอกาสได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมากกว่าอยู่ในเมืองก็ตาม จึงน่าจะอนุมานว่า ผู้หญิงในเมืองย่อมขาดวิตามินดีไม่มากก็น้อย

      แม้ว่าแหล่งวิตามินคือ แสงแดด การควบคุมน้ำหนัก และสารอาหารประกอบอื่นๆ จะหาได้ง่ายและมีให้เสพได้ชั่วอายุขัย แต่ปัจจุบันเรามีความเสี่ยงมากขึ้น

      ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายสร้างวิตามินดีน้อยลง รวมถึงอาการผิดปกติของตับและไต ย่อมสะท้อนว่าร่างกายขาดวิตามินดีแล้ว

      เมื่อศึกษาเพิ่มขึ้น ความน่าสนใจของวิตามินดีก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากมันเป็นวิตามินหลักในการเพิ่มแคลเซียม ช่วยต่อต้านมะเร็ง ลดความดันโลหิต ทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น รวมทั้งสามารถเพิ่มอินซูลินในร่างกาย

      วิตามินดีจึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ Anti-aging ด้วย

      เมื่อรู้ข้อดี ก็ต้องบริโภคให้พอดีด้วย จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

      อัตราการบริโภควิตามินดีที่เหมาะสมที่สุด คือ น้อยกว่า 30 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร หากรับประทานวิตามินรวม ควรบริโภควิตามินให้ได้ 400-800 IU หรือวิตามินดี 2 ซึ่งได้จากพืชในปริมาณหนึ่งแคปซูล 3 ครั้งต่อสัปดาห์

      นอกจากนั้น เรายังสามารถหาแหล่งวิตามินดีได้จาก ปลาแซลมอน และเห็ดหอม ด้วย

      ปลาแซลมอน ที่ดี ต้นตำรับจากประเทศนอร์เวย์เนื้อแน่นนุ่มสีส้มอ่อน ทั้งแซลมอนสดและรมควัน มักเอามาทำการหมัก ส่วนมากจะเอามาทานกับขนมปังหรือมันฝรั่ง และอื่นๆ มีคุณค่าทางอาหารมากมาย

      นอกจากวิตามินดีและโปรตีนแล้วยังมีสารสำคัญคือ กรดไขมันจำเป็นชนิด โอไมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นสูง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

      DHA ยังช่วยทำให้เซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำมีขนาดใหญ่ขึ้น บรรเทาอาการปวด บวม อักเสบ ในผู้ป่วยโรคไขข้อรูมาตอยด์

      เห็ดหอม คุณสมบัติเลิศที่สามารถนำมากิน ได้นั้น มีทั้งเห็ดหอมสดและเห็ดหอมแห้ง หากเป็นเห็ดหอมแห้งจะต้องนำมาแช่น้ำก่อนปรุงอาหาร เช่นเห็ดหอมผัดน้ำมันหอย เห็ดหอมตุ๋น โจ๊กเห็ดหอม ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบในข้าวผัด และผัดผัก เป็นต้น

      นอกจากเห็ดหอมจะให้สรรพคุณทางยา เป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แถมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดีแล้ว

      เห็ดหอมมีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก และป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2553    
Last Update : 19 มิถุนายน 2553 22:29:17 น.
Counter : 117 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

Valentine's Month


 
DeWalt
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add DeWalt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.