ตำรายาจีน
การทานยาและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับปัจจุบัน
แล้วเราจะเลือกสิ่งใดระหว่างอาหารเสริมสไตล์ฝรั่งราคาแพง
หรือยาสมุนไพรที่มีทั้งแบบไทย จีน แบบสากล แบบชาวบ้าน

หน้าที่ของเราคือการศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองครับ
เพราะถ้าถามคนทั่วไปย่อมแนะนำอาหารเสริมที่ดูปลอดภัย
แต่อย่าลืมนะครับนั่นไม่ใช่ยา เค้าบอกอยู่แล้วว่าไม่มีผลในการรักษา
เป็นได้แค่ส่วนสนับสนุน ส่วนเติมเต็มเท่านั้น (แต่จำเป็นนะครับ)
อาหารเสริมเต็มไปด้วยพลังของการตลาดที่ทำให้มันโดดเด่นเกินจริง
แม้จะมีกฏข้อบังคับในการพูดถึง การโฆษณา แต่หามีใครสนใจ
ทั้งคนขาย และผู้บริโภค ต่างเต็มใจที่จะรับเอาสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมตามคำกล่าวไว้
แต่เอาเถอะอย่างน้อยก้อเพื่อความสบายใจ เราก้อแนะนำให้เลือกทานให้เหมาะสมแล้วกัน

ส่วนเรื่องยาจีนนั้น ตำราที่ผมได้รวบรวมไว้ที่นี่
เป็นเนื้อหาทางวิชาการที่น่าจะเป็นประโยชน์มากๆ
แม้ไม่สามารถทำให้ท่านไปเลือกซื้อหายามาทานเองได้
แต่จะทำให้ท่านทราบว่า ตัวยาที่หมอหรือซินแซจัดให้นั้น
มีประโยชน์และได้รับการทดสอบในห้องปฏิบัติการมาแค่ไหน
และยังมีเรื่องพื้นฐานทางการแพทย์จีนที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกทานยาหรือสมุนไพรต่างกับอาหารเสริมอย่างไร

จะอธิบายเปรียเปรยเหมือนร่างกายเราเป็นเช่นรถยนต์นะครับ
อาหารเสริมและอาหารที่เราทานประจำเปรียบเสมือนน้ำมันเชื้อเพลิง
ซึ่งมีหลายแบบ เบนซิน ดีเซล NCV LPG  E85 เป็นต้น
ถ้าเราทานอาหารเสริมก้อเหมือนใช้เชื้อเพลิงที่ดีมีคุณภาพ
แต่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีราคาแพงนั้นไม่ได้ทำให้รถวิ่งเร็วขึ้นเสมอไป
ถ้าสมรรถภาพเครื่องยนต์ไม่ดีเสียแล้ว ก้อเป็นการสิ้นเปลืองเปล่าๆ

ยาจีนสมุนไพรต่างๆนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่น
ที่มีทั้งเกียร์ เครื่องยนต์ เบรค ซึ่งการใช้น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ พวงมาลัย
ที่ดีมีคุณภาพ ย่อมทำให้รถหรือร่างกายเราทำงานได้เต็มที่ และยาวนานพอ
ตรงนี้เองที่ยาจีนเป็นส่วนสำคัญในการรักษาปรับสมดุล ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเรา

ถ้าเราทานอาหารเสริม อาหารดีๆราคาแพงๆ แต่ร่างกายดูดซึมไม่ได้
ขับถ่ายไม่ได้ ล้างสารพิษได้ไม่ดี เลือดไม่มีคุณภาพ หลอดเลือดตีบตัน
ไม่สามารถนำพาสารอาหารดีๆ ที่ทานเข้าไป ให้เคลื่อนไปยังส่วนที่ต้องการจริงๆ

ของต่างๆที่เรานำเข้าไปก้อเหมือนไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่นั่นเอง


ตำรับยาจีนที่ใช้บ่อยในประเทศไทยเล่ม 1

ดูหน้าต้นฉบับบเต็มๆที่บล็อกอีกอันของผมได้ที่นี่ครับ





Create Date : 13 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 14:02:48 น.
Counter : 906 Pageviews.

0 comment
Holistic Wellness
Holistic Wellness สุขภาพดี ใจ สร้างได้


ความล้มเหลว 5 ประการของแพทย์แผนปัจจุบัน

1. การวินิจฉัยโรค

2. การรักษาโดยละเลยปัจจัยทางด้านอารมณ์ความรู้สึก

3. แพทย์หาเหตุผลการป่วยแบบสรุปรวมไม่ได้

4. การให้คำแนะนำที่ขาดความเมตตาและจริงใจ

5. ขาดความรู้และความระมัดระวังในการรักษาโรค


o หัวใจของการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพคือ หาสาเหตุและปรับเปลี่ยนแก้ไขพลังชี่ดั้งเดิมในร่างกายให้กลับคืนสู่ความถูกต้องสมดุล

o ต่างเวลา ต่างคน ต่างสถานที่ ต่างยารักษา




สุขภาพแบบองค์รวม


o ตะวันตก = เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย > เซลล์ > อวัยวะ > ความเจ็บป่วยทางร่างกาย


o ตะวันออก = ความผิดปกติจากภายใน > สมดุลแปรปรวน > อวัยวะภายใน > เจ็บป่วยทางกาย




7 ปัจจัยที่ช่วยให้หายจากโรคที่ไม่มีทางรักษาได้

1. ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง

2. รับผิดชอบต่อความเจ็บป่วยด้วยตัวเอง

3. อาหารที่เหมาะสม

4. ตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะหาย

5. ความเชื่อที่ถูกต้อง

6. ความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง

7. มีจุดหมายในการมีชีวิต






ต้นตอและความหมายของโรคภัย

o ความหมายของโรค , อาการป่วย , คนป่วย ในสถานที่ต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้วย

o สิ่งที่ตรวจได้ชัดเจน เช่น ความดันโลหิต ยังมีความหมายหรือเกณฑ์พิจารณาต่างกัน

o จีน > เชื่อว่า ร่างกายมนุษย์คือจักรวาลที่ย่อส่วนลงมา ประกอบด้วยอวัยวะภายในน้อยใหญ่ 365 อย่าง มีเส้นลมปราณ 12 เส้น มีหลอดเลือดใหญ่ 4 เส้น

o อวัยวะภายในเป็นบ่อเกิดของ พลัง ที่เชื่อมโยงกับกระแสพลังจากอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย อันก่อให้เกิดสมดุลของพลังชีวิต

o หากมีพลังหนึ่งใดมากน้อยเกินไป จะเกิดความผิดปกติของการไหลของพลัง > ป่วย
o โยคะ ซี่กง ฝังเข็ม นั่งสมาธิ ล้วนมุ่งที่จะปรับสมดุลของพลังนี้ให้สอดคล้องกับพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าอันเป็นพลังที่แทรกซึมผ่านอยู่ในอณูของสรรพสิ่ง

o “ฉันจ่ายเงินค่าหมอ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเชื่อคำวินิจฉัยของเขาหรอกนะ”







มุมมองของร่างกายกับจิตใจ

o การแพทย์ตะวันออกให้ความสำคัญกับการมองในแง่ พลังงาน มากกว่า สสาร

o แม้จะเริ่มด้วยสิ่งที่เป็นนามธรรม แต่ที่ตามมาคือสิ่งที่เป็นรูปธรรม คือการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่ตรวจวัดได้

o สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะขัดกับธรรมชาติ เพียงแต่ขัดกับสิ่งที่พวกเรารู้เห็นกันว่าเป็นธรรมชาติ
o สิ่งที่หมอพูดกับคนไข้สำคัญกว่ายาที่จ่ายให้ 





การเยียวยาคือการสื่อสาร
o ความป่วยเป็นวิถีที่ระบบอวัยวะปลดปล่อยตัวเองออกจากสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นเราแค่ปล่อยให้กระบวนการป่วยสุกงอมเต็มที่ เพื่อที่ว่ามันจะได้เยียวยาตัวเองได้สำเร็จ
o ความป่วยเป็นสิ่งที่ร่างกายสื่อสารออกมาให้เราได้รู้ว่าภายในผิดปกติ
o การเยียวยาคือการสื่อสารย้อนกลับไปยังอวัยวะให้ซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
o การสื่อสาร หมายรวมถึงการพูด การแสดงออก และทุกๆอย่าง
o ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่สมการที่ว่า ร่างกาย  + จิตใจ = ชีวิตคน




o การป่วยมีสาเหตุได้ 3 ประการ



1. ปัจจัยภายนอก  ดิน ฟ้า อากาศ

2. ปัจจัยภายใน จิตใจ อารมณ์

3. อื่นๆ  นิสัย กิจกรรม สิ่งแวดล้อม มิตรสหาย การทำงาน อาหาร


o การฝังเข็ม คือ การไปกระตุ้นหรือปรับสมดุลของการไหลเวียนของพลังในร่างกาย ตามจุดสะสมพลังงานจุดต่างๆ จนรักษาอาการเจ็บป่วยได้

o จิตใจสามารถควบคุมเซลล์ได้ อาจจะเซลล์เดียว ในบรรดา 60 ล้านเซลล์ การกระตุ้นเซลล์เพียงเซลล์เดียวก็ส่งผลกระทบในระดับกว้างต่อการทำงานทั้งร่างกายได้ (กดจุด ฝังเข็ม)

o จิตสำนึกเราไม่มีวันรับรู้ได้ว่า เซลล์เดียวนี้อยู่ตรงไหนของร่างกาย






เรียนรู้ความเจ็บปวด “พลัง” ที่เปลี่ยนทาง



o ความเจ็บปวดเป็นกระบวนการเรียนรู้และให้ความหมาย ความเจ็บปวดของแต่ละคน แต่ละพื้นที่จึงมีนิยามต่างกันไป

o ธรรมชาติให้วิธีรับมือกับความเจ็บปวดแก่เรา

o ความเจ็บปวดเป็นสัญญาณให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

o ชี่ (พลัง) ที่อยู่ในร่างกาย เมื่อเกิดสะดุด > ป่วย แสดงอาการต่างๆ ออกมา

o การรักษาแบบตะวันออกจึงต้องคำนึงถึงตำแหน่งการเคลื่อนของชี่ และเวลาด้วย

o การรักษาการป่วย คือ การรักษาสมดุลของชี่









วิธีคิดแบบสะท้อนรับของจีน

o Butterfly effect คือตัวอย่างการสะท้อนรับซึ่งกันและกัน

o สิ่งที่ไม่เห็นว่ามันมี แต่มันมี

o มีบางสิ่งเกิดขึ้นตามมาหลังจากอีกสิ่งหนึ่งเสมอ (อย่างหลังจึงเกิดขึ้นเพราะอย่างแรก)

o การสูบบุหรี่ไม่ใช่เป็นสาเหตุของการเป็นมะเร็ง ทว่าอาการมะเร็งเป็นผลสะท้อนรับของบุคลิกภาพของบุคคลที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็ง

o ทุกสรรพสิ่งปฏิเศษสิ่งที่แตกต่าง (จากตัวเอง) และจะติดตามสิ่งที่คล้ายกัน

o เรียกว่า ปรากฏการณ์ที่ มันเป็นเช่นนั้นเอง

o ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น มักขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถใช้สอยสิ่งที่ “ไม่มีอยู่ของสิ่งนั้นได้หรือไม่” 

(บ้าน – ใช้พื้นที่ว่าง , แจกัน – ใช้ช่องว่าง) 

o การรักษาหูที่ไต  , ลดอาการโกรธที่ตับ คือตัวอย่างการใช้วิธีคิดแบบสะท้อนรับ

o ความสัมพันธ์แบบสะท้อนรับตามหลักห้าธาตุ

ฤดูใบไม้ผลิ ไม้ ตับ , ถุงน้ำดี  โกรธ

ฤดูร้อน ไฟ หัวใจ , ลำไส้เล็ก ดีใจ

ปลายฤดูร้อน ดิน ความชื้น , ม้าม , กระเพาะ กังวล

ฤดูใบไม้ร่วง ทอง ความแห้ง , ปอด , ลำไส้ใหญ่ เศร้า

ฤดูหนาว น้ำ ความเย็น , ไต , กระเพาะปัสสาวะ กลัว





สมดุลที่ขัดกับหลักเหตุผล

o เราจะไม่เจ็บปวดมาก ถ้าไม่เคยรู้สึกสบายมาก่อน

o โรคเรื้อรังคือการเสียสมดุลไป จนมีการปรับตัวที่ผิดวิธีจนสมดุลเสียไปอย่างถาวร

o คนที่หลบเลี่ยงปัญหาเก่ง ยิ่งเกิดวงจรเลวร้ายได้มากขึ้น

o หยางเกิน ต้องลดหยาง ไม่ใช่ไปเพิ่มหยิน





เหนือกว่าชีวเคมี

o วัตถุทุกชนิดในจักรวาลนี้ ทั้งที่มีและไม่มีชีวิตจิตใจ สามารถแสดงตัวออกมาได้ใน 2 ลักษณะ คือ 

แง่ที่เป็นสสาร และแง่ที่เป็นพลังงาน

o วิทยาศาสตร์มองร่างกาย ระบบประสาท กระแสประสาท เซลล์ เป็นระบบสารเคมี

o แล้วทำไมยาเดียวกันรักษาได้ผลต่างกันในบุคคลต่างกัน เวลาต่างกัน สถานที่ต่างกัน

o ตะวันตก – คนไข้ = รถ , หมอ = ช่างซ่อมรถ , โรงพยาบาล = อู่ซ่อมรถ

o ตะวันออก – คนไข้ = สิ่งมีชีวิตที่มีพลังในตัวเอง

o อาการป่วยเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไข้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ขัดกับหลักธรรมชาติ จนชี่ไหลเวียนผิดปกติ สะดุดติดขัด จนไม่สามารถเยียวยาตนเองได้ตามปกติ





กาย – จิต  สัมพันธ์

o อาการป่วยนอกจากจิตสำนึกแล้วอาจเกิดจากจิตใต้สำนึก ที่คนป่วยก็อาจไม่รู้ตัวด้วย

o ไม่ว่าคนไข้จะแสดงอาการป่วยออกมาอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้ปัจจัยทางจิตใจ และอารมณ์คลายตัวลงจนหายป่วยได้

o การรักษาใจ > สมาธิ > ส่งผลถึงร่างกาย

o การรักษาร่างกาย > ไทเก็ก > ส่งผลถึงจิตใจ





จุดแห่งพลังชีวิต

o ตะวันออกเชื่อว่า มีจุดเชื่อมระหว่าง ร่างกายและจิตใจ สุขภาพดีและป่วย

o จุดเชื่อม = พลัง = ชี่ , ปราณ = พลังชีวิต

o ให้ความสำคัญไปถึงภาวะที่แม้ไม่เจ็บป่วย แต่รู้สึกไม่ค่อยปกติ

o เราไม่ได้หายใจเอาเพียงอากาศเข้าไปเท่านั้น แต่ยังสูดเอาพลังงาน จากภายนอกเข้าไปด้วย

o จุดเชื่อมต่อพลัง ณ ตำแหน่งต่างๆบนร่างกายที่ว่านั้นคือ จุดฝังเข็ม





วิญญาณในใจ

o ไม่เคยเห็น จึงไม่เชื่อ

o บางคนเอาจเคยเห็นและเชื่อแล้ว แต่สิ่งนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

o ความเชื่อ เป็นความรู้สึกนึกคิดเฉพาะตัว จะจริงหรือไม่จริง ก็แต่เฉพาะกับคนนั้นเท่านั้น อาจไม่จริงสำหรับคนอื่นก็ได้

o ต้องแยกระหว่างสิ่งที่เป็นจริง กับสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นจริง

o วิญญาณ = ความรับรู้ = ประสาทสัมผัส

o ความฝันนั้นเกิดจากความปรารถนาโดยไม่ใช่เหตุผล เกิดจากใจไม่ใช่ความคิด

o ประสาทสัมผัสที่หก = ตัวรับคลื่น (ความรู้สึก + จิตใต้สำนึก)





ความคิด อัจฉริยะ หรือปิศาจ?

o กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ทำโดยจิตใต้สำนึก

o ความสามารถพิเศษที่ทำได้โดยจิตใต้สำนึกที่ควบคุมไม่ได้ อาจถูกเรียกว่า “พรสวรรค์”

o เราแทบไม่สามารถแยกได้ว่า ความคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจเป็นความจริงที่เราคิดขึ้น หรือเป็นแค่เพียงการแสดงของจิตใต้สำนึก

o จิตสำนึกที่ไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่จิตใต้สำนึกรู้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งกันเองได้









ภาษาของความคิด

o วิธีคิด หรือ ภาษาทางใจ ทำให้ความเข้าใจของคนเราแตกต่างกัน แม้จะพูดเรื่องเดียวกัน

o ภาษา เป็นเพียงการเรียนรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ใช่การเรียนรู้เป็นไปเองตามธรรมชาติ

o ภาษาที่ใช้สื่อความหมาย ยังก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก ทางจิตใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย

o จิตใจของเราจะมีภาษาของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับภาษาที่ใช้กันในโลกที่เป็นจริงภายนอกเลย

o จิตสำนึกของเราตามปกติเหมือนน้ำใส แต่เมื่อมีความคิดปรุงแต่ง(จากจิตใต้สำนึก) โดยไม่รู้ตัว ก็เหมือนถูกน้ำสีสันต่างๆ ผสมไปทีละน้อย

o จิตใต้สำนึกมีภาษาเป็นของตนเองซึ่งอาจขัดแย้งกับจิตสำนึกได้





“เรื่องเล่า” ภาษาของจิตใต้สำนึก

o การฟัง/อ่านเรื่องเล่า ทำให้เราสามารถค้นพบคำตอบของตนเองได้

o จุดประสงค์ของเรื่องเล่า นิทาน ไม่ได้เป็นข้อมูลสำหรับคนภายนอกเท่านั้น แต่เพื่อปลุกเร้ากระบวนการ

ทางจิตที่เกิดขึ้นในตัวเราด้วย

o เรื่องเล่าที่ดีต้องสื่อสารเข้าไปในระดับจิตใต้สำนึกได้ด้วย





โรคการแสดง

o การเสแสร้งแกล้งทำ การแสดง ทำให้เราต้องสูญเสียความเรียบง่ายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

o เมื่อเรารู้อะไรมากเท่าไหร่ ก็จะกลายเป็นว่ารู้อะไร แต่ไม่รู้ว่าอย่างไร เช่น รู้ว่าขับรถแต่ไม่รู้ว่าขับอย่างไร

เพราะเป็นความรับรู้ของจิตใต้สำนึกไป

o เรายังเสแสร้งแกล้งแสดงแม้กับตัวเราเอง

o ปัญหาคือเราแยกไม่ออกระหว่าง ความจริง vs การแสดง





ปัญหา : การออกกำลังใจ

o ปัญหาหลายอย่าง สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การจัดการกับปัญหาภายนอก แต่กลับเป็นเรื่องที่เราต้องหันมาจัดการภายในตัวเราเองมากกว่า (การทำใจ)

o การทำใจ = การปรับสภาพจิตใจให้มีความสงบมั่งคงพอที่จะมองหาทางแก้ไขปัญหา

o หลายครั้ง วิธีแก้ปัญหานั่นเองที่มักเป็นตัวการสร้างปัญหาให้เกิดแก่เรา

o ปัญหาที่เราพบเปรียบเป็นการออกกำลังใจ ฝึกบ่อยๆปัญหาเยอะ เกิดความชำนาญ

o ปัญหาที่ดูเหมือนไม่มีทางแก้ จริงๆเป็นเพราะเราขาดความชำนาญในการรับมือกับปัญหา

และการรับมือกับตัวเอง

o ความหวัง + กำลังใจ = สิ่งสำคัญที่สุดต่อการแก้ปัญหาในทุกรูปแบบ

o เราไม่อาจมั่นใจว่าเสียงกระซิบเตือนจากภายใน เชื่อได้หรือไม่ เราต้องทำจิตใจให้สงบก่อน

o ปัญหาที่เราต้องพบเจอนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองปัญหานั้นอย่างไร

o เรื่องผิดพลาดก็เป็นแค่โอกาสที่จะทำให้ดีกว่าเดิมในครั้งต่อไป





เหนือกว่าสมองสองซีก

o เราอาจไม่สามารถใช้ตรรกะหรือเหตุผลใดเข้าช่วย เพื่อให้ได้ผลการรับรู้ที่ต้องการ

แต่เราก็ยังหาคำตอบออกมาได้โดยใช้จินตนาการ

o ขณะนอน , สะกดจิต สมองซีกขวาจะทำงานมากกว่า

o จิตใจของคนเรามีความสามารถเกินกว่าขอบเขตของการรับรู้ทางสมองที่มีอยู่เฉพาะร่างกายเรา

  วิกลจริต VS รู้แจ้ง

o จากสมมติฐานที่ว่า สมองซีกซ้าย = จิตสำนึก , สมองซีกขวา = จิตใต้สำนึก

o ความขัดแย้งของสมอง 2 ซีกอาจเกิดโดย 2 เงื่อนไขคือ

1. บทดีของซีกซ้าย (เหตุผล) ขัดแย้งกับซีกขวา (อารมณ์)

2. บทร้ายของซีกซ้าย ขัดแย้งกับบทดีของซีกขวา

o ผู้ที่สามารถแก้ไขบทร้ายดังกล่าวได้สำเร็จ = กูรู ผู้รู้ ศาสดาของศาสนา

o คนที่แก้ไขไม่ได้ = คนไข้โรคจิต

o คนโรคจิตกับผู้รู้แจ้งต่างตกอยู่ในมหาสมุทรเดียวกัน เพียงแต่ผู้รู้แจ้งนั้นแหวกว่าย 

ส่วนผู้ป่วยโรคจิตกลับจมดิ่งลง





“ศิลปะ” การแก้ปัญหาและเยียวยา “จิตป่วย”

o ความทรงจำคือนักบวชผู้ประกอบพิธีสังหาร “ปัจจุบัน” เซ่นสังเวยอดีตที่ตายไปนานแล้ว

o ความผิดหวัง เกิดจาก ความคาดหวัง

o ความคาดหวัง ไม่ใช่ความหวัง เสียทีเดียว

o ผู้ประสบความทุกข์มี 4 จำพวก

1. ไม่ทำอะไร แต่หวังผล  > ทุกข์มากสุด

2. ไม่ทำอะไร ไม่หวังผล  > ทุกข์รองลงมา

3. ทำด้วย หวังผลด้วย  > ทุกข์น้อยลง

4. ทำด้วย แต่ไม่หวังผล  > ทุกข์น้อยสุด

o วู่-เว่ย คือการกระทำโดยไม่กระทำ กระทำโดยไม่หวังผล คิดโดยไม่คิด

o บางครั้งเราแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่ยอมรับออกมาตรงๆ ว่านั่นคือปัญหา

o การสื่อสารกับคนป่วยต้องสื่อสารในระดับจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว

o คนเราก็เหมือนถุงชา ที่จะรู้จักความเข้ม ในตัวเอง ก็ต่อเมื่อถูกโยนลงไปในน้ำเดือดๆ







Free TextEditor







Create Date : 04 มิถุนายน 2554
Last Update : 4 มิถุนายน 2554 13:59:29 น.
Counter : 257 Pageviews.

0 comment
ว่าด้วยประโยชน์ของน้ำผึ้ง

ประโยชน์ของ "น้ำผึ้ง"


น้ำผึ้งจัดเป็นอาหารที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีสรรพคุณทางยาและคุณค่ามาก แม้แต่ในสมัยพุทธกาล
มีการถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งมีการผสมด้วยน้ำผึ้ง ทำให้พระวรกายของพระพุทธเจ้ากลับมาสมบูรณ์แข็งแรง
นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์กับความสวยความงามด้วยค่ะ ก่อนที่เราจะมาติดตามนานาประโยชน์ของน้ำผึ้ง เราควรจะมาทำความรู้จักกับน้ำผึ้งก่อนค่ะ



น้ำผึ้งเกิดจากการที่ผึ้งนำน้ำจากเกสรดอกไม้ที่เป็นน้ำหวานจากธรรมชาติมาแล้วใช้กรด Enzyme ในห้องผึ้ง
เปลี่ยนแปลงมาเป็นน้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งที่ได้มานั้นย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือชนิดของเกสรดอกไม้ที่ผึ้งได้ไป
รวมถึงแหล่งของพืชและพื้นดินนั้น ๆ ที่ผึ้งเจริญเติบโตอยู่ เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งในป่าใหญ่
จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารที่แตกต่างจากน้ำผึ้งเลี้ยง ส่วนน้ำผึ้งเลี้ยงจะมีการเติมน้ำหวานจากน้ำตาล
และเกสรเทียมซึ่งทำให้คุณค่าลดน้อยลงไป




วิธีสังเกตว่าเป็นน้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ ทำได้โดยการนำน้ำผึ้งใส่ไว้ในขวด ตั้งทิ้งไว้สักพัก
จะพบว่ามีเกสรดอกไม้ลอยอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติของน้ำผึ้งป่านั่นเอง



มาดูถึงคุณประโยชน์ของน้ำผึ้งกันบ้าง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียว
และยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยชะลอ
ความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต 





ประโยชน์ของน้าผึ้งในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคต่างๆ


1. บำรุงสุขภาพ      น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน


2. อดนอน              น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้


3. ยาอายุวัฒนะ      น้ำผึ้ง½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน


4. นอนไม่หลับ        น้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน


5.ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ  กระเทียม 1-2 กลีบ(ตำละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3เกล็ด น้ำผึ้ง2 ช้อนโต๊ะ


6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ    น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะน้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันละ 3 เวลาหลังอาหาร


7. ท้องผูก                น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน


8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน     น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน


9. ท้องเสียรุนแรง             น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½  ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1แก้ว


10. เด็กแหวะนม              น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม


11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว        น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกเมื่ออาหาร


12. ล้างแผล แผล ฝี หนอง แผลเรื่อรัง     น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล  หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่  เย็นแล้วล้างแผลให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล


13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย         ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผลไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง


14. โรคกระเพาะ       ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะก่อนนอน


15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรคตับ)     น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ3 ครั้งเป็นประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน


16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร    น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร


17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง     น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ


18. เสียน้ำหรือเสียเลือด(10-20%)    น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ


19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ)  น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1ถ้วย



รู้คุณค่าอย่างนี้แล้ว เราน่าจะหาน้ำผึ้งป่าแท้ ๆ ไว้รับประทานเป็นประจำที่บ้านสักขวด
เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของตัวเราเองและคนใกล้ชิด


by: www.thaiwomenshopping.com






Free TextEditor



Create Date : 12 พฤษภาคม 2554
Last Update : 12 พฤษภาคม 2554 12:07:33 น.
Counter : 481 Pageviews.

1 comment

DD MAN
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เชื่อเสมอว่าโชคดี
แท้จริงแล้วคือผลของการตัดสินใจที่ดีเท่านั้นเอง