Mygazine : เก็บทุกสิ่งที่สนใจ

สำรวจ 10 ปีย้ำ "มือถือ-มะเร็งสมอง" ไม่เกี่ยวกัน

การสำรวจนานาชาติยืนยัน การใช้โทรศัพท์มือถือและมะเร็งสมอง 2 ชนิดหลักนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ยอมรับว่าคอฮัลโหลที่โทรศัพท์นานหลายนาทีต่อครั้ง จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนที่โทรบ่อยครั้งแต่คุยครู่เดียว

ผลสำรวจนี้ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ International Agency for Research on Cancer ภายใต้ความดูแลขององค์กรอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) รายงานระบุว่าจากการสำรวจนาน 10 ปีผ่านกลุ่มตัวอย่างกว่า 13,000 คน พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในสมองชนิด meningioma (เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง) และ glioma (เนื้องอกในระบบประสาทกลาง)

มะเร็ง 2 ชนิดนี้เป็นโรคเนื้องอกสมองในผู้ใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด สถิติของผู้ป่วย glioma คิดเป็นสัดส่วน 50% ของผู้ป่วยมะเร็งสมองโดยรวม รองลงมาเป็น meningioma สัดส่วน 15%

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจระบุไว้เป็นข้อแนะนำว่า การคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานกว่า 30 นาทีต่อวันนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะ glioma แต่ไม่สามารถสรุปเป็นสาเหตุการเกิดเนื้องอกในสมองได้โดยตรงเนื่องจากยังพบความไม่แน่นอนในผลการทดสอบที่
ได้รับ ซึ่งสิ่งเดียวที่สามารถสรุปได้คือ ผู้ที่ใช้ระยะเวลาสนทนานานกว่า จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่โทร.บ่อยครั้ง

สำหรับปัจจัยอื่นนอกจากการโทร. เช่น การใช้ชุดอุปกรณ์สวมศีรษะที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบใบหู หรือการวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัวแต่ไม่ได้มีการโทร. (การวางโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือข้างเตียงนอน) นั้นไม่ได้ถูกนำมาศึกษา

ถึงความเสี่ยงด้วย เนื่องจากการศึกษาจะเน้นที่ความถี่และระยะเวลาในการนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบใบหู และความผิดปกติในใบหูข้างที่ถูกใช้ฟังโทรศัพท์มือถือตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

การสำรวจนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2000 โดยนักวิจัยจาก 13 ประเทศ เช่น อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น เป็นต้น ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 12,848 คน โดย 5,150 รายเป็นผู้ป่วยเนื้องอกในสมองประเภท meningioma และ glioma บนงบประมาณ 19.2 ล้านยูโร (ราว 816 ล้านบาท) ซึ่ง 1 ใน 4 ของงบประมาณนั้นมาจากอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ จุดนี้ WHO ยืนยันว่าความอิสระของนักวิจัยในงานสำรวจชิ้นนี้ถูกปกป้องอย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อผลสำรวจพบว่าโทรศัพท์มือถือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งสมอง นักวิจัยจึงมีแผนจะศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างโทรศัพท์มือถือกับโรคเนื้องอกในระบบประสาทหูและต่อมข้างกกหู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำลายของมนุษย์ต่อไป ขณะเดียวกันก็จะหันไปศึกษาผลกระทบการใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก เพื่อพิสูจน์กระแสข่าวหลายทิศทางที่เกิดขึ้น

ผลการสำรวจนี้จะถูกตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Epidemiology เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลก ที่ขณะนี้มีจำนวนราว 4,600 ล้านคน (ข้อมูลปลายปี 2552 จากหน่วยโทรคมนาคมนานาชาติ International Telecommunication Union)

ที่มา : ผจก.ออนไลน์




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2553 12:22:09 น.
Counter : 293 Pageviews.  

ฉลาดใช้โน๊ตบุ้คช่วยลดโลกร้อน

เมื่อโลกร้อน สิ่งที่ใครต่อใครงัดขึ้นมาสาธยายกันอย่างไม่รู้เบื่อ (หรือเบื่อไม่รู้ตัว) ก็คือการประหยัดพลังงาน ตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ โดยเฉพาะแวดวงเทคโนโลยีที่นับวันก็ต้องหากลเม็ดเด็ดพรายมาใช้ประหยัดพลังงานเพื่อจะได้กลายเป็นเทคโนโลยีสีเขียวกับเขาบ้าง

บรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโน๊ตบุ้คต้องที่ประสบกันอยู่เป็นประจำก็คือ พลังงานจากแบตเตอรี่ที่แห้งเหือดอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่า เทคโนโลยีของโน๊ตบุ้ควันนี้จะได้รับการพัฒนาไปมากมาย แต่แบตเตอรี่กลับมีพัฒนาการค่อนข้างช้า โดยเฉลี่ยชั่วโมงใช้งานแบตฯของโน๊ตบุ้คจะอยู่ระหว่าง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น (บางคนไม่ถึงชั่วโมงก็หมดลมซะแล้ว) ดังนั้น //www.arip.co.th จึงออกมาเผยเคล็ดลับที่ทำให้สามารถใช้แบตฯได้นานขึ้น โดยอยู่ 2 แนวทางใหญ่ๆ นั่นคือ การใช้ทรัพยากรของระบบอย่างประหยัด และการตั้งค่าระบบประหยัดพลังงานให้เหมาะสม

การใช้ทรัพยากรของระบบอย่างประหยัด หลักการพื้นฐานก็คือ ทุกส่วนของการทำงานของโน๊ตบุ้คย่อมต้องการใช้พลังงานจากแบเตอรี่ ซึ่งบางส่วนก็ต้องการพลังงานมากกว่าชาวบ้านจนเกินเหตุ

ไดรฟ์ CD และ DVD : เนื่องจากมันทำงานด้วยมอเตอร์ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมากในการหมุนแผ่นให้ได้รอบความเร็วสูง ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นก็อย่าเปิดใช้ในระหว่างเดินทาง และอย่าปล่อยแผ่นซีดี หรือดีวิดีค้างไว้ในไดรฟ์ เพราะการเปิด Windows Explorer จะมีการตรวจสอบไดรฟ์ CD/DVD ด้วย

Wi-Fi : คงไม่มีใครเชื่อมต่อไร้สายตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในระหว่างเดินทางปิดสวิทช์ Wi-Fi เพื่อเหลือพลังงานไฟฟ้าในแบตฯ ไว้ใช้ยามจำเป็นดีกว่า

การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก : อุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาเชื่อมต่อกับโน๊ตบุ้ค อย่างเช่น iPod และฮาร์ดดิสก์ภายนอก จะใช้พลังงานจากแบตฯ โน๊ตบุ้คด้วย ดังนั้น การถอดอุปกรณ์พวกนี้ออก ขณะที่ยังไม่มีความจำเป็นใช้งาน ก็จะช่วยให้ใช้แบตฯ ได้นานขึ้น

ลำโพง : การใช้เสียงประกอบ(sound effects) อย่างเช่น เสียงเตือนเวลามีการรับเมล์ ซึ่งมันจะมีการใช้ไฟจากแบตฯ ในการส่งเสียงออกลำโพงด้วย ดังนั้นสั่งปิด (mute) โดยกดปุ่มควบคุมลำโพง (หากมี) หรือคลิกไอคอนลำโพงบน System Tray แล้วคลิกเลือกปิดเสียง

การติดตั้งซอฟต์แวร์ : เนื่องจากในขณะที่ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ โน๊ตบุ้คจะมีการใช้ทรัพยากรระบบที่สำคัญๆ สามอย่างด้วยกันนั่นคือ ฮาร์ดดิสก์, ไดรฟ์ซีดี/ดีวิดี และไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งทั้งสามอย่างเป็นจอมสวาปามพลังงานจากแบตฯอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรติดตั้งซอฟต์แวร์ในระหว่างนำเครื่องออกไปใช้นอกสถานที่

สำหรับหลักการใช้พลังงานของแบตฯอย่างประหยัด จะมีหลักปฏิบัติง่ายๆ ก็คือ อย่าพยายามใช้ทรัพยากรระบบที่ไม่จำเป็นหรือสามารถรอได้จนกว่าจะได้เสียบปลั๊กนั่นเอง

ขอบคุณบทความดีๆ : //www.arip.co.th
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 11:37:31 น.
Counter : 243 Pageviews.  

5 วิธีถนอมธัมบ์ไดรฟ์สุดรัก

ภัยที่เกิดขึ้นกับธัมบ์ไดร์ฟโดยรวมๆ คือ ธัมบ์ไดรฟ์สูญหาย ธัมบ์ไดรฟ์เสียหายเพราะโดนไวรัส การถูกดูข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อมูลในธัมบ์ไดรฟ์สูญหาย วิธีแก้ไขคือ

1. เก็บไว้ใกล้ตัว-ไม่ต้องกลัวหาย
นับวันธัมบ์ไดรฟ์จะมีขนาดเล็กลง และหายง่ายมาก (ถูกขโมยก็ง่ายด้วย) มีไม่น้อยที่มักจะหลงลืมไว้ตามที่ต่างๆ เวลาหยิบออกมาวาง หรือแม้แต่ติดไปกับเครื่องคอมพ์ชาวบ้านเพราะลืมขอคืน บางคนชอบคล้องไว้กับกุญแจ ซึ่งเป็นของที่ชอบทำหายอันดับต้นๆ

วิธีน่าสนใจที่สุดคือ เลือกรุ่นที่มีสายคล้องคอไว้ แม้จะดูไม่สวยงามเท่าไร แต่มันลดโอกาสทำหาย และถูกขโมยได้เกือบ 100% อีกนิดนึง ควรเลือกรุ่นที่สายต่ออยู่กับตัวธัมบ์ไดรฟ์ หลีกเลี่ยงการเลือกใช้รุ่นที่สายคล้องคอผูกกับฝาครอบ

2. ระวังไวรัส
ต้องถือเป็นข้อควรระวังในการใช้งานธัมบ์ไดรฟ์อันดับต้นๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วธัมบ์ไดรฟ์จะมีลักษณะการใช้งานเหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไวรัสสามารถใช้ธัมบ์ไดรฟ์เป็นสื่อพาหะสำหรับการแพร่กระจายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาใช้งานธัมบ์ไดรฟ์ คุณควรแน่ใจก่อนว่า เป็นการถ่ายโอนเฉพาะไฟล์ข้อมูลเท่านั้น (ไม่ได้ติดไวรัสมาด้วย)

ประเด็นที่สำคัญก็คือ ควรแน่ใจว่าคุณกำลังเชื่อมต่อธัมบ์ไดรฟ์กับคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่ได้รับการอัพเดตสม่ำเสมอ และในกรณีที่คอมพ์ของคุณรันแอนตี้ไวรัส เวลาต่อกับธัมบ์ไดรฟ์ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในเครื่องคอมพ์จะสแกนธัมบ์ไดรฟ์ให้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจธัมบ์ไดรฟ์ที่รับมา ก็ไม่ควรเชื่อมต่อเข้ากับคอมพ์ของคุณเด็ดขาด

3. เข้ารหัสข้อมูล
เพื่อรักษาความลับถ้าหากธัมบ์ไดรฟ์ของคุณหาย นั่นหมายความข้อมูลของคุณตกไปอยู่ในมือของผู้ที่พบมันด้วย และถ้าหากคนผู้นั้นบังเอิญเป็นคู่แข่งคุณโดยตรง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้น หากคุณใช้ธัมบ์ไดรฟ์เก็บข้อมูลสำคัญ การเข้ารหัสข้อมูลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้

การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) จะทำให้ข้อมูลเปิดอ่านไม่รู้เรื่องจนกว่าจะได้รับพาสเวิร์ดที่ถูกต้อง ซึ่งควรเลือกเข้ารหัสที่ระดับ 128 บิต เพื่อความปลอดภัย ธัมบ์ไดรฟ์รุ่นใหม่ๆ จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลมาด้วย แต่อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจนะว่า ซอฟต์แวร์ที่ให้มาไม่ใช่รุ่นทดลอง เพราะไม่เช่นนั้น คุณอาจจะต้องจ่ายตังค์ค่าซอฟต์แวร์ในภายหลัง

4. สำรองข้อมูลให้เป็นนิสัย
ไม่ปฏิเสธครับว่า เวลาธัมบ์ไดรฟ์หาย เราคงรู้สึกไม่ดีแน่นอน แม้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นจะได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสไว้แล้วก็ตาม แหม...ก็มันต้องเสียเงินอีกแล้วน่ะสิ แต่มันคงรู้สึกเจ็บใจเป็นสองเท่า หากข้อมูลที่อยู่ในนั้นเราไม่เคยได้ทำแบ็กอัพสำรองเอาไว้เลย

ดังนั้น วิธีที่สุดคือ แนะนำให้คุณสำรองธัมบ์ไดรฟ์ไว้สักสองสามก๊อปปี้ เพราะนอกจากพวกมันจะหายง่ายแล้ว ยังเสียง่ายอีกด้วย เนื่องจากธัมบ์ไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้กรอบเป็นพลาสติก ซึ่งแตกหักได้ง่าย

5. ถอดธัมบ์ไดร์ฟออกจากเครื่องอย่างถูกต้อง
ก่อนที่คุณจะดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากพอร์ตยูเอสบีบนคอมพิวเตอร์ ให้คุณปิดโปรแกรมทุกตัวที่มีการเข้าถึงไฟล์ต่างๆบนธัมบ์ไดรฟ์เสียก่อน จากนั้นคลิกไอคอน Safely Remove Hardware (ที่มีลูกศรสีเขียวปรากฎอยู่ในมุมล่างขวาบนทาสก์บาร์) แล้วคลิกเลือกธัมบ์ไดรฟ์ที่ปรากฏอยู่ในรายการ
เมื่อคลิกเลือกยูเอสบีไดรฟ์ที่ต้องการเอาออกแล้ว จะได้รับข้อความแจ้งขึ้นมาว่า “Safe To Remove Hardware” แปลว่า สามารถดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากระบบได้อย่างปลอดภัย

หลายเสียงยืนยันว่า หากถอดธัมบ์ไดร์ฟจากเครื่องปุบปับโดยไม่มีการทำตามขั้นตอนนี้ ธัมบ์ไดร์ฟเจ๊งมานักต่อนักแล้วนะ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 14 มกราคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2553 14:09:12 น.
Counter : 195 Pageviews.  

เอเชียตะลุยพัฒนาทีวีดิจิทัลพกพา วาดฝันเปิดให้บริการได้ตามกำหนด

ปรากฏการณ์ฮิตโทรศัพท์มือถือที่มาพร้อมกับฟังก์ชันทีวีดิจิทัลกำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้านี้ หลังจากหลายฝ่ายเทงบก้อนโต เนรมิตบริการแพร่ภาพกระจายเสียงระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) และความก้าวหน้าของการพัฒนาสมรรถนะของมือถือมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากยุโรปและสหรัฐแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ก็เป็นส่วนหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลก ที่เร่งพัฒนาโทรศัพท์มือถือ และเครื่องปลายทาง (terminal) สำหรับใช้ในรถยนต์ ให้มีฟังก์ชันรับสัญญาณทีวีดิจิทัลได้ และแม้ว่าประเทศต่างๆ อาจต้องใช้อุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิทัลแตกต่างกันออกไป อันเนื่องมาจาก สภาพแวดล้อม แต่หลายประเทศ ได้เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์มือถือ และเครื่องรับทีวีในรถยนต์ที่มีฟังก์ชันทีวีกันบ้างแล้ว กระนั้น ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจาก สิ่งสำคัญที่สุด คือ การพัฒนาอุปกรณ์และบริการ ให้เสร็จทันเส้นตายที่วาดฝันไว้ว่า จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการให้ได้ภายในปี 2548 หรือ 2549 อย่างไรก็ดี หลายบริษัททั่วโลก ก็เตรียมพร้อมเปิดให้บริการดังกล่าวมาแล้วกว่าครึ่งค่อนทาง

ความก้าวหน้าในญี่ปุ่น

ทางเรากำลังเร่งพัฒนาอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การส่งออกขายในตลาดโลก วิศกรด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์ แอนด์ ดี) ของบริษัทเอ็นอีซี คอร์ป. ในญี่ปุ่น กล่าว พร้อมเสริมว่า อุปกรณ์เหล่านี้ อาจมีคุณสมบัติแตกต่างกันในแต่ละประเทศ หรือภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบเหมือนกัน อาทิ แผงวงจรไฟฟ้าประมวลผลการแพร่สัญญาณสดวิดีโอในเครื่องโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ที่ผ่านมา ค่ายโทรศัพท์มือถือ บริษัทพัฒนาอุปกรณ์ในรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในแดนซามูไรหลายแห่ง ได้ดำเนินการพัฒนาเครื่องปลายทาง เพื่อรับสัญญาณจากบริการทีวีดิจิทัลของญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ เทอร์เรสเทรียล อินติเกรทเต็ด เซอร์วิส ดิจิทัล บรอดคาสติ้ง หรือไอเอสดีบี-ที (Terrestrial Integrated Services Digital Broadcasting) อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ในฤดูร้อนของปีที่แล้ว ทั้งเอ็นอีซี และซันโย อิเล็กทริก โค. จำกัด ส่งโทรศัพท์มือถือที่มีฟังก์ชันรับสัญญาณไอเอสดีบี-ทีได้ ออกอวดโฉมในตลาด โดยตัวปรับสัญญาณ (จูนเนอร์) ไอเอสดีบี-ที ซึ่งมีขนาดเล็กมากพอที่จะใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือได้นั้น เป็นผลงานการพัฒนาของมัตสึชิตะ อิเล็กทรอนิก คอมโพเนนท์ส โค. จำกัด, โซนี่ คอร์ป., ซันโย อิเล็กทริก และชาร์ป คอร์ป. ส่วนต้นแบบเครื่องรับสัญญาณวิทยุในรถยนต์ พัฒนาขึ้น โดยเคนวูด คอร์ป. และมัตสึชิตะ อิเล็กทริก อินดัสเทรียล โค. จำกัด

ตลาดใหญ่ในจีน

ทางด้านพญามังกร อย่าง จีน เตรียมเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยีเอชดีทีวีทั่วประเทศในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกส์ ในกรุงปักกิ่ง โดยจะพัฒนามาตรฐานทีวีดิจิทัลให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2547 และนำร่องเปิดให้บริการบางพื้นที่ในปี 2548 ตัวแทนทางการจีน เผยว่า มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยหลายแห่ง ได้แข่งขันกันเสนอมาตรฐานทีวีดิจิทัล แต่มี 2 มาตรฐานที่มีโอกาสได้รับการคัดเลือกสูง คือ มาตรฐานดิจิทัล มัลติมีเดีย บรอดคาสต์-เทอร์เรสเทรียล หรือดีเอ็มบี-ที (Digital Multimedia Broadcast-Terrestrial) ของมหาวิทยาลัยซิงหัว ในกรุงปักกิ่ง และมาตรฐานแอดวานซ์ ดิจิทัล เทเลวิชั่น บรอดคาสต์-เทอร์เรสเทรียล หรือเอดีทีบี-ที (Advanced Digital Television Broadcast-Terrestrial) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจี่ยว ตง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดในญี่ปุ่น อธิบายถึงสาเหตุที่จีน สนับสนุนให้พัฒนามาตรฐานแพร่ภาพกระจายเสียงระบบดิจิทัลของตัวเอง ว่า เป็นเพราะปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของมาตรฐานดีวีดีระหว่างผู้ผลิตจีน และบริษัทจากญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป ซึ่งจบลงด้วยบริษัทจีนต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเป็นเงินจำนวนมหาศาล

การพัฒนาเทคโนโลยีแพร่ภาพกระจายเสียงระบบดิจิทัลของตัวเอง นอกจากลดการจ่ายเงินซื้อสิทธิบัตรจากผู้ผลิตต่างชาติแล้ว ยังเพิ่มจำนวนเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในประเทศ สำหรับแข่งขันกับญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนามาตรฐานทีวีดิจิทัลได้อีกด้วย ประกอบกับ จีน เป็นตลาดใหญ่ ดังนั้น รัฐบาล จึงมั่นใจว่า แม้เทคโนโลยีทีวีดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเอง จะใช้ได้เฉพาะในประเทศเท่านั้น

แต่เนื่องจาก ตลาดผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น จะสนับสนุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองได้

มาตรฐานของเกาหลีใต้

ส่วนเกาหลีใต้เอง กำลังถกกันเรื่องเทคโนโลยีแพร่ภาพกระจายเสียงระบบดิจิทัลอย่างดุเดือด ที่ผ่านมา ทางการแดนโสมขาว ได้เปิดตัวมาตรฐานแอดวานซ์ เทเลวิชั่น ซิสเต็มส์ คอมมิตตี หรือเอทีเอสซี (Advanced Television Systems Committee) ที่ใช้กันอยู่ในสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ บริการเอทีเอสซี ได้เริ่มให้บริการไปแล้วในเกาหลีใต้ แต่ปัญหาคลื่นวิทยุที่ใช้ส่งกันไม่รับกับโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ หลายฝ่าย เกรงว่า เทคโนโลยีดังกล่าว จะเป็นต้นเหตุให้ประเทศตกเป็นรอง

ประเทศคู่แข่ง

เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น อุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์ และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเกาหลีใต้ จึงเปิดเจรจาเปลี่ยนจากเอทีเอสซี เป็นมาตรฐานดิจิทัล วิดีโอ บรอดคาสต์-เทอร์เรสเทรียล หรือดีวีบี-ที (digital video broadcasting-terrestrial) ซึ่งนิยมใช้กันในยุโรปแทน และรองรับระบบการทำงานของโทรศัพท์มือถือได้ดีกว่าเอทีเอสซี บริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกาหลีใต้หลายแห่ง ให้เหตุผลว่า ในอนาคต หากทั่วโลกเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานดีวีบี-ที ก็จะเป็นการง่ายที่จะซื้อเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในประเทศได้

งัดกลยุทธ์พึ่งบริการดาวเทียม

ขณะเดียวกัน ทางการเกาหลีใต้ ก็ต้องการปกป้องผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ ที่วางตลาดเครื่องรับสัญญาณวิทยุทีวี ที่ใช้เทคโนโลยีเอทีเอสซีไปแล้ว แต่การเปลี่ยนมาตรฐานกลางคันไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น เรื่องนี้ จึงนำไปสู่แผนรวมมาตรฐานเอทีเอสซีและดีวีบี-ทีเข้าด้วยกัน และการตัดสินใจขั้นสุดท้าย จะมีขึ้นปลายปีนี้ ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน สถานีวิทยุโทรทัศน์ และค่ายมือถือในเกาหลีใต้หลายแห่ง ได้พัฒนามาตรฐานของตัวเอง เพื่อใช้ในการแพร่ภาพกระจายเสียงสัญญาณทีวีไปยังทีวีในรถยนต์และโทรศัพท์มือถือ เคบีเอส และสถานีโทรทัศน์อีกหลายราย สนับสนุน

เทคโนโลยีดิจิทัล ออดิโอ บรอดคาสติ้ง หรือดีเอบี (digital audio broadcasting) ซึ่งใช้ส่งสัญญาณวิทยุดิจิทัลกันในยุโรป ขณะที่เอสเค เทเลคอม โค. จำกัด รวมถึงค่ายมือถือเจ้าอื่น ให้บริการเผยแพร่สัญญาณวิดีโอผ่านดาวเทียม ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติการไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยบริการทีวีดิจิทัลมาตรฐานดีเอบี จะเปิดให้บริการอย่างเร็วปลายปีนี้ ส่วนบริการส่งสัญญาณวิดีโอผ่านดาวเทียม ได้รับการคาดหมายว่า เป็นช่วงฤดูร้อนของปีเดียวกัน

อาริยะ ชิตวงศ์
ที่มา : เอ็นอี เอเชีย ออนไลน์
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (SciTech)
ลิงค์ : //dtv.mcot.net/dvbnews_one.php?dateone=1255997264




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2552    
Last Update : 5 ธันวาคม 2552 13:10:17 น.
Counter : 197 Pageviews.  

ขยะอิเล็กทรอนิกส์

หากคุณมีคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณเก็บ ไว้ในห้องใต้หลังคาที่บ้านหรือ โยนโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า ไว้ในลิ้นชักโต๊ะ ทำงาน มานานนับหลายปี สบายใจได้ ไม่ได้ มีคุณคนเดียวในโลก ที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้

ปัจจุบัน สหรัฐ กำลังหาทางกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง ครั้งหนึ่งเคยใช้ประโยชน์ได้เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่เทอะทะ คอมพิวเตอร์ทรงคล้ายหีบ และจอภาพขาวดำ ส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีจัดการอย่างเหมาะสม

จากสถิติรัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า คอมพิวเตอร์หลายร้อยล้านเครื่อง ที่ซื้อขายกันในปลายทศวรรษที่ 90 กำลังจะหมดอายุการใช้งานลงใน

อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ขณะเดียวกันก็มีการคาดกันว่า ภายในปี 2548 จะมีการทิ้งโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้นราว 130 ล้านเครื่องต่อปี

กระนั้น ทางองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐ หรืออีพีเอ ประเมินว่า จะมีคอมพิวเตอร์เก่าเพียง 11% เท่านั้น ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งนั่นหมายความว่า อีกหลายสิบล้านเครื่องต้องถูกทิ้งเป็นขยะ โดยจากสถิติพบว่า ในแต่ละปีจะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 3 ล้านตันถูกฝังไว้ในดิน

อย่างไรก็ดี ความกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายแห่ง เริ่มสนับสนุนโครงการรีไซเคิล จากการศึกษาพบ ทีวีและคอมพิวเตอร์ มีสารตะกั่วเฉลี่ยประมาณ 4 ปอนด์ และสารพิษอื่นๆ ทั้งธาตุโลหะโครเมียม แคดเมียม ธาตุปรอท ธาตุเบรีลเลียม ธาตุโลหะ สังกะสี ส่วนมือถือ ประกอบด้วยสารตะกั่วและธาตุแก็สโบรมีน

ต่อไป คือ วิธีการจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่า ที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม บางโครงการฟรีหรือมีสิ่งจูงใจให้รีไซเคิล อีกหลายโครงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และอุปกรณ์ บางชนิดอาจ นำกลับมาใช้ใหม่ หรือบริจาคให้กลุ่มเอ็นจีโอ ขณะที่ บางส่วนถูกนำมาวางขายอีกครั้ง เพื่อแสวงหากำไรต่อไป

คอมพิวเตอร์

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจและชุมชนหลายแห่ง เริ่มจัดทำโครงการเก็บพีซีใช้แล้ว ขณะที่การบริจาคคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โบสถ์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

บริษัทเดลล์ ผู้ผลิตพีซีหมายเลขหนึ่งของโลก จะรับคืนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของผู้ผลิตรายอื่น โดยคิดค่าบริการ 15 ดอลลาร์ ต่อน้ำหนัก 50 ปอนด์

โครงการเกตเวย์ รีไซเคิลให้ส่วนลด 50 ดอลลาร์ เมื่อนำคอมพิวเตอร์เก่ามาแลกซื้อพีซีเกตเวย์เครื่องใหม่ และจะนำพีซีเก่าไปรีไซเคิล หรือบริจาคต่อไป เช่นเดียวกับบริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด หรือเอชพี ที่รับคืนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ผลิตรายอื่นโดยคิดค่าธรรมเนียม ขณะให้ส่วนลดพิเศษหากนำเครื่องเก่ามาแลกซื้อเครื่องใหม่

ส่วนไอบีเอ็ม เก็บค่ารีไซเคิลคอมพิวเตอร์เก่า 29.99 ดอลลาร์ แล้วนำไปบริจาคให้กับประเทศกำลังพัฒนา ด้านแอปเปิล นำชิ้นส่วนในพีซีเก่ากลับไปใช้ใหม่ โดยคิดค่ารีไซเคิล 30 ดอลลาร์ ซึ่งราคาดังกล่าวรวมค่าขนส่งเรียบร้อยแล้ว

ข้อแนะนำสำหรับผู้ตัดสินใจบริจาคคอมพิวเตอร์ คือ ต้องแน่ใจว่า ลบข้อมูลส่วนตัวในเครื่องออกหมดแล้ว

โทรศัพท์มือถือ

บริษัทเอที แอนด์ ที ไวร์เลส รับคืนโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมเก่าของทุกบริษัทโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มือถือเสีย ถูกนำไปแก้ไขเพื่อนำไปบริจาคต่อไป ขณะที่มือถือ ที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ นำไปรีไซเคิลและส่งไปให้คีฟ อเมริกา บิวตี้ฟูล หน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสหรัฐ

สปรินท์ โปรเจค คอนเน็ค รับบริจาคมือถือทุกยี่ห้อ ที่ร้านสปรินท์และอีสเตอร์ ซีลส์ บางแห่ง โดยจะนำไปรีไซเคิล หรือนำไปขายใหม่
โครงการเวอริซอน ไวร์เลส โฮปไลน์ โฟน รีไซคลิง ลูกค้าสามารถทิ้งมือถือใช้แล้ว ที่ร้านค้าปลีกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่ตัวแทน

บริษัทเน็กซ์เทล เปิดเผยว่า ลูกค้าสามารถบริจาคมือถือได้ที่ร้านค้าปลีกเน็กซ์เทลทุกแห่งผ่านโครงการบริจาคมือถือแก่สภากาชาดสหรัฐ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปีนี้

ข้อแนะนำ คือ อ่านคู่มือการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อลบข้อมูลในโฟนบุ๊ค หรือขอคำแนะนำได้จากฝ่ายบริการลูกค้า

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเบสต์ บาย นำทีม สนับสนุนการจัดงานรับบริจาคทีวี คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วสหรัฐ เพื่อนำอุปกรณ์เก่าเหล่านี้กลับไปรีไซเคิล

เช่นเดียวกับ สแตปเพิล มีกล่องรับบริจาคมือถือ พีดีเอ เพจเจอร์ และถ่านชาร์จ แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย และร่วมมือกับคอลเล็คทีฟกู๊ด เพื่อส่งมือถือที่ยังใช้การได้ไปขายในประเทศกำลังพัฒนา และรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่ไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว

ขณะที่ บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด ใช้นโยบายจัดการเก็บอุปกรณ์พกพาโดยไม่คิดเงิน และนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งที่ศูนย์รีไซเคิลของบริษัท

ส่วนบริษัทโซนี่ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการ "เก็บคืน" อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในมลรัฐมินนิโซตา และคอนเนตทิคัต และกำลังจะขยายไปทุกมลรัฐภายในปี 2548

เห็นอย่างนี้แล้ว ประเทศไทยก็คงต้องคิดหาแนวทางสกัดปัญหาก่อนที่จะเกิดกองขยะ (อิเล็กทรอนิกส์) ท่วมหัวขึ้นในบ้านเรา

เรียบเรียง : อาริยะ ชิตวงศ์
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล
จาก : scitech ปี 2546




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2552    
Last Update : 5 ธันวาคม 2552 13:03:18 น.
Counter : 327 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Valentine's Month


 
Never be Afraid to Dream
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]









หมายเหตุ :
1. ขอขอบคุณเจ้าของโค้ด รูป และของแต่งบล็อกที่รวมกันเป็นบล็อกนี้ทุกท่านและขออภัยที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ เนื่องจาก จขบ.เซฟมาเยอะจนไม่สามารถจำได้ว่าเอามาจากบล็อกของท่านใดบ้าง

2. ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้ สำหรับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยม มาแสดงความเห็นค่ะ และขออภัยหากไม่ได้กลับไปเยี่ยม
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Never be Afraid to Dream's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.