Group Blog
 
All Blogs
 
5 ประกันสามัญ ประจำชีวิตที่ควรมี

"ประกัน" ก็เหมือน "ร่ม" ยามที่ไร้พายุฝนคนเรามักจะคิดว่าร่มเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่เมื่อไหร่ที่ฝนตกขึ้นมา เราจะนึกทันทีว่าโชคดีนะที่หยิบร่มติดมาด้วย วันนี้คุณอาจจะคิดว่าการทำประกันช่างเป็นภาระทางการเงินเหลือเกิน นั่นทำให้ทุกวันนี้คนไทยทำประกันกันน้อยมาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เกิดอุบัติเหตุชีวิตขึ้นกับคุณ การมีประกันกับการไม่มีประกันจะทำให้คุณรู้สึกแตกต่างกันทันที จึงจะพาไปดูว่ามีประกันประเภทไหนบ้างที่เราควรจะมีไว้เพื่อป้องกันความ เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต

อาจจะมีหลาก หลายเหตุผลด้วยกันที่ทำให้ทุก วันนี้คนไทยยังมีอัตราการทำประกันไม่มากนัก ทั้งที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ แต่ปัญหาที่พบกันอยู่บ่อยๆ คือการขาดความเข้าใจในพื้นฐานของการทำประกันชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเข้าใจอย่างคลุมเครือก็ทำให้ถูกตัวแทนประกันที่พูดเก่งกล่อมจน คล้อยตามให้ซื้อประกันในแบบและวงเงินที่อาจจะไม่เหมาะหรือตรงต่อความต้องการ ที่แท้จริงของผู้ที่ต้องการทำประกัน จึงมีคำแนะนำจาก "พจนี คงคาลัย" คอลัมน์นิสต์ที่เชี่ยวชาญด้านประกัน จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่าประกันประเภทไหนบ้างที่คุณควรจะมี

ประกันชีวิต

รอบตัวนั้น เต็มไปด้วยความเสี่ยง พจนีแนะว่าคุณน่าจะให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตมากเข้าไว้ เพราะการทำประกันชีวิตก็คือการวางแผนป้องกันความเสี่ยงภัยด้านรายได้ในอนาคต ข้างหน้า ที่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าเพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่ แน่นอน จริงอยู่วันนี้คุณอาจจะยังมีหน้าที่การงาน มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะทำมาหากิน มีรายได้ที่เลี้ยงดูครอบครัวได้ แต่วันข้างหน้าอาจจะเกิดอุบัติเหตุชีวิตขึ้นกับคุณ การทำประกันชีวิตจึงช่วยรับมือกับเรื่องร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ข้อสำคัญช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

ก่อนจะตัดสินใจทำประกันชีวิต พจนีแนะว่า ควรดูให้ถ้วนถี่ก่อนว่าประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะกับคุณ เช่นถ้าคุณเป็นพวกที่ "อยากได้ความคุ้มครองสูง แต่มีความสามารถในการชำระเบี้ยต่ำ" ประมาณว่ารายได้น้อยแต่ภาระเยอะ และมีคนข้างหลังที่ต้องรับผิดชอบอีกหลายชีวิต การทำประกันชีวิตแบบมีกำหนดระยะเวลา ที่ให้ความคุ้มครองชั่วระยะเวลา จึงเหมาะกับคุณ จริงอยู่คุณอาจจะส่งเบี้ยน้อยแต่ได้รับความคุ้มครองสูง แต่อย่าลืมว่าถ้าคุณเกิดอายุยืนกว่าที่คิด ไม่เสียชีวิตภายในกำหนดระยะเวลาที่เอาประกัน คุณก็จะไม่ได้อะไรเลย เท่ากับว่าเสียเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันฟรี

แต่สมมติว่า ถ้าจ่ายเบี้ยเดือนละ 300 บาท ไปได้แค่ปีเดียวหรือคิดเป็นเงินที่จ่ายไปแล้ว 3,600 บาท แล้วคุณเกิดเสียชีวิตกะทันหัน บริษัทประกันก็ต้องจ่าย 250,000 บาท ให้คุณ ทั้งที่เพิ่งจ่ายเงินไปไม่เท่าไหร่

หรือ ถ้าคุณเป็นพวกที่ "อยากได้ทั้งความคุ้มครองและออมเงินไปด้วย" เพราะไม่แน่ใจว่าพอแก่ตัวไปแล้ว จะมีลูกหลานมาคอยเลี้ยงดูเราหรือเปล่า ถ้าโจทย์ของคุณเป็นแบบนี้ การทำประกันแบบตลอดชีพ ก็น่าจะเหมาะกับคุณ การทำประกันแบบนี้ เป็นแบบที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ โดยมากระยะเวลาในการชำระเบี้ย มีตั้งแต่ 15 ปีไปจนถึง 30 ปี แบบนี้นี่แหละที่ให้ทั้งความคุ้มครองและออมเงินไปในตัว วิธีนี้จะดีในแง่ที่คุณสามารถขอเวนคืนกรมธรรม์ได้

ซึ่งก็จะได้เงินสดมา จำนวนหนึ่งไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ ซึ่งตอนทำจะมีการระบุชื่อคนรับประโยชน์ให้กับลูกหลานแต่ละคน แต่คนรับประโยชน์จะได้รับก็ต่อเมื่อเราลาโลกไปซะก่อน โดยมากคนที่เลือกทำประกันแบบนี้ก็อาจพิจารณาแล้วว่าแนวโน้มคุณดูท่าจะมีอายุ ยืนยาวแต่กลัวไม่มีใครเลี้ยงตอนแก่ และก็มีนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่นิยมทำประกันแบบตลอดชีวิตเพื่อคุ้มครอง ธุรกิจ และเผื่อยามเกิดความพลาดพลั้งในชีวิตก็จะได้มีเงินประกันมาหนุนหลังครอบครัว ให้ทำธุรกิจต่อไปได้

แต่สำหรับใครที่อยากออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก ออมเพื่อไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ หรือคิดง่ายๆ แค่อยากมีเงินออมซักก้อนในชีวิต การทำประกันแบบสะสมทรัพย์ ดูท่าว่าจะเหมาะกับคุณที่สุด และด้วยความที่เงื่อนไขและลักษณะของการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ใกล้เคียงกับการฝากเงินมาก ทำให้เป็นรูปแบบการทำประกันชีวิตที่ค่อนข้างได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ก็มีความต่างการฝากเงินตรงที่ระยะเวลา ผลตอบแทน เพราะจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต อีกทั้งเป็นการฝากเงินไว้กับบริษัทประกันไม่ได้ฝากไว้ในธนาคาร

ประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพเป็นอีกอย่างหนึ่งที่พจนีแนะว่าทุกคนควรมีไว้ แม้ทุกวันนี้บริษัทหลายแห่งจะมีสวัสดิการที่ดูแลค่ารักษาพยาบาลให้พนักงาน ไว้อยู่แล้ว แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่รับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่มีโอกาสเกิดขึ้น ยิ่งคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปควรจะทำประกันสุขภาพ ซึ่งการทำประกันสุขภาพนั้นจะประกอบด้วยความคุ้มครองหลายอย่าง เช่น ค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ควรมีไว้ โดยค่ารักษาพยาบาลควรจะครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ และเกิดจากอุบัติเหตุ จะประกอบไปด้วย ค่าห้อง ค่ายา ค่าอาหาร ค่าเอกซเรย์ ค่าแล็บ ค่าห้องผ่าตัด ค่าผ่าตัด และค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินกรณีอุบัติเหตุและเป็นคนไข้นอกที่ไม่ได้นอนโรง พยาบาล ซึ่งก็จะมีกำหนดวงเงินสูงสุดต่อครั้งเอาไว้

นอกจากนี้ก็ควรมี ค่าชดเชย รายวัน เป็นค่าเสียเวลาหรือค่าเสียโอกาสที่เราต้องสูญเสียไปในกรณีที่ต้องนอนพัก รักษาตัวในโรงพยาบาล บริษัทจะจ่ายให้ตามจำนวนวันที่นอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเป็นจำนวนเงินตาม ลักษณะประกันที่เราซื้อไว้ แต่จะมีการกำหนดว่าจ่ายสูงสุดไม่เกินกี่วันซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำมาจ่ายเป็น ค่ารักษาส่วนเกินหรือเป็นเงินสำรองของเราได้ และอีกอย่างหนึ่งที่พจนีแนะนำว่าควรจะครอบคลุมก็คือ โรคร้ายแรง เป็นการคุ้มครองเพิ่มเติมในกรณีที่เป็นโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรง เช่น ตับแข็ง ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ โดยจะได้รับการคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตหรือได้รับค่ารักษาพยาบาล คนที่ซื้อประกันโรคมะเร็งก็มักจะเน้นผลประโยชน์ค่ารักษามากกว่ากรสูญเสีย ชีวิต

พจนี แนะนำว่าเวลาซื้อประกันสุขภาพไม่ควรซื้อค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อน เพราะการเบิกจะใช้ใบเสร็จตัวจริงโดยไม่สามารถเบิกซ้ำได้ และควรทำประกันสุขภาพตั้งแต่ตอนที่สุขภาพแข็งแรงดี เพราะเมื่อกำลังจะเป็นหรือเป็นโรคใดโรคหนึ่งแล้วบริษัทประกันก็จะไม่รับหรือ รับแต่ไม่คุ้มครองโรคที่เป็นอยู่ อีกทั้งหากทำประกันตอนอายุมากค่าเบี้ยประกันก็จะแพงแถมโอกาสที่จะรับทำ ประกันก็น้อย แต่สำหรับใครที่บริษัทมีสวัสดิการให้ค่ารักษาพยาบาลดีอยู่แล้วอาจจะไม่จำ เป็นต้องซื้อประกันสุขภาพก็ได้

ประกันบ้าน

เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่มีค่าและสำคัญมาก แต่ไม่ว่าเราจะมั่นใจแค่ไหนก็อาจจะถูกบุกรุกคุกคามได้หลายรูปแบบ เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดหวัง,ลมพายุ,อุบัติเหตุจากยานพาหนะ,อัคคีภัย เป็นต้น โดยประกันภัยบ้านบางประเภทไม่เพียงคุ้มครองบ้านเท่านั้นแต่ยังรวมถึง ทรัพย์สินส่วนบุคคลด้วยซึ่งมีหลายระดับให้คุณได้เลือกใช้

และพจนี ได้แนะนำ ว่า "การทำประกันอัคคีภัยให้กับบ้านและทรัพย์สินของคุณเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณ รู้สึกอุ่นใจและสามารถแก้ปัญหาให้คุณได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกับบ้านของคุณ เบี้ยประกันอัคคีภัยบ้านที่บริษัทประกันทั้งหลายจะคิดกับคุณนับเป็นจำนวน เงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับราคาบ้านของคุณทั้งหลัง"

ประกันรถยนต์

สำหรับผู้ที่มีรถยนต์เป็นสมบัติส่วนตัวนั้นควรจะมีไว้ เพราะจะทำให้คุณอุ่นใจได้ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุประกันก็จะช่วยคลี่คลาย เรื่องยุ่งยากไปได้ระดับหนึ่ง โดยการเลือกบริษัทสำหรับการประกันรถยนต์นั้นประการแรกน่าจะดูที่การให้ บริการ เพราะมีหลายกรณีที่เจ้าของรถอยากจะซ่อมให้ดีที่สุด ขณะที่ฝ่ายบริษัทประกันก็อยากจะจ่ายให้ถูกที่สุด ฉะนั้นก่อนเลือกบริษัทประกันจึงควรหาข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการของบริษัท นั้นให้ละเอียด หรือสอบถามผู้ที่มีประสบการณ์การทำประกันกับบริษัทนั้นๆ มาก่อนก็ได้

ประกันอุบัติเหตุ

ประกันอุบัติเหตุเป็นอีกอย่างหนึ่งที่พจนีแนะว่าควรจะมี เพราะในกรณีที่คุณเกิดอุบัติเหตุ ประกันจะให้ความคุ้มครองกรณีสูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือจ่ายค่าชดเชยจากอุบัติเหตุ ซึ่งในส่วนของค่าชดเชยกรณีเกิดอุบัติเหตุนั้นต้องเลือกที่ดีและสูงๆ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ผู้เอาประกันไม่สามารถประกอบหน้าที่การงาน ตามปกติได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดไป ดังนั้นควรจะเลือกบริษัทที่จ่ายค่าชดเชยให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนวงเงิน เอาประกัน โดยมีกำหนดระยะเวลาสูงสุด

และนี่ก็คือ ประกันที่คุณควรมีติดตัวเอาไว้ ซึ่งข้อสำคัญสำหรับการทำประกันทุกประเภท คือ เมื่อตัดสินใจทำประกันต้องศึกษาข้อมูลให้ถ้วนถี่ และเลือกเงื่อนไขให้ตรงกับที่คุณต้องการมากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com



Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 15:11:10 น. 0 comments
Counter : 195 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

quosego
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add quosego's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.