Group Blog
 
All Blogs
 
"ลมชัก" โรคใกล้ตัวของคนอดนอน?


โรคลมชักเป็นปัญหาที่พบบ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยประเทศไทยพบผู้ป่วยเป็นโรคลมชักประมาณ 6-7 แสนคน และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก ซึ่งอาการชักแต่ละครั้งจะทำให้สมองบกพร่องได้ และหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการชักเพียงครั้งเดียวก็ส่งผลร้ายต่อสมองแล้ว

ดร.นพ.โยธิน ชินวลักญช์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชักและการนอนหลับผิดปกติ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า อาการชักเกิดเนื่องจากความผิดปกติของ กระแสไฟฟ้าภายในสมอง ซึ่งมีการนำของกระแสไฟฟ้าที่ลัดวงจรก่อให้เกิดอาการชักตามมา โดยอาการชักมีหลากหลายอาการแตกต่างกันไป ถ้ากระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติเกิดขึ้นรบกวนสมองเป็นบางส่วน จะทำให้เกิดอาการชักเฉพาะที่โดยที่ยังรู้ตัว

อยู่จะมีอาการชาหรือ กระตุกของแขนขาหรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งซ้ำ ๆ โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้อาจมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หูแว่ว เห็นภาพหลอนหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
ถ้ามีอาการเหม่อลอยหมดสติทำอะไรไม่รู้ ตัว เรียกว่า อาการชักแบบเหม่อลอย ผู้ป่วยมักจะทำปากขมุบขมิบหรือเคี้ยวปากหรือมือเกร็งหรือขยับมือไปมา อาจคลำตามเสื้อผ้าอย่างไม่รู้ตัว เคลื่อนไหวแขนขาอย่างไร้จุดหมายโดยไม่รับรู้สิ่งรอบข้าง มีอาการเหม่อลอยนานไม่กี่วินาทีจนถึงหลาย ๆ นาที หลังจากนั้นผู้ป่วยมักมีอาการสับสน บางรายอาจมีอาการพูดไม่ได้หรือยกแขนข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้อีกหลายนาทีกว่าจะ ตื่นเป็นปกติ

หากกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติเกิดขึ้นรบกวนสมอง ทั้งสองข้างหรือทั้งหมดจะ ทำให้เกิดอาการชักที่เรียกว่า “อาการชักทุกส่วน” หรือที่เราเรียกกันว่า “โรคลมบ้าหมู”เป็นชนิดที่พบบ่อย คือ มีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว ผู้ป่วยจะสูญเสียการรู้สึกตัวทันทีและล้มลง กล้ามเนื้อจะแข็งแกร่งทั่วทั้งตัว ตาเหลือกค้าง น้ำลายฟูมปาก อาจจะกัดลิ้นตนเองหรือปัสสาวะราด ระยะเวลาในการชักจะนานประมาณ 2-3 นาที หลังชักมักเพลียและนอนหลับหลังจากหยุดชัก หรือชักแบบแน่นิ่งที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมาก ผู้ป่วยจะจ้องไปข้างหน้าอย่างไร้ จุดหมายเป็นระยะสั้น ๆ คล้ายกับเหม่อ ประมาณ 2-3 วินาที แล้วกลับมาทำสิ่งที่ค้างอยู่ต่อไป โดยมักไม่มีการเคลื่อนไหวแขนขา

สาเหตุของการเกิดโรคลมชัก เนื่องจากเป็นแผลในสมอง เช่น จากการติดเชื้อในสมอง เกิดอุบัติเหตุกระทบ กระเทือนต่อสมองและมีอาการชักขณะไข้ขึ้นสูงในวัยเด็กที่นานหรือชักติดต่อกัน หลาย ๆ ครั้ง สมองขาดออกซิเจนหรือถูกกระทบกระเทือนในระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาและแรกคลอด นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมและภาวะมีก้อนในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง พยาธิในสมอง โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติหรือแตกหรือตีบตัน โรคทางกาย เช่นภาวะเกลือโซเดียม ในร่างกายสูงหรือต่ำ น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ โรคตับ โรคไต การดื่มเหล้า กินยาบ้า เสพยาเสพติดและได้รับสารพิษ

โรคลมชักเกิดได้ในทุกช่วงวัย โดยกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้นมักมีโรคมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โดยในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถิติการเป็นโรคลมชักเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนในเด็กเราสามารถสังเกตได้ด้วยการดูพฤติกรรมด้านการรับรู้ตัว การเรียนแย่ลง นอนหลับปลุกไม่ค่อยตื่น ควรพามาพบแพทย์เพื่อรักษา เพราะผล จากการชักจะทำให้เซลล์สมองตาย ดังนั้นหากเกิดอาการชักแม้เพียงครั้งเดียวควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคลื่น สมองและรักษา เพราะการชัก 1 ครั้ง ก็สามารถทำลายเซลล์สมองได้ เช่น หากมีเซลล์สมอง 100 จะทำให้ลดลงเหลือ 50 ได้และถ้าชักนาน ๆ หลายครั้งต่อเนื่องกันอาจทำให้เซลล์สมองหายหรือหมดไปเลย

โดยมีผู้ป่วยลมชักหลายคนที่มาพบหมอด้วยอาการแปลก ๆ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลายแตกต่างจากผู้ป่วยโรคไมเกรนที่จะเห็นแสงจ้าขาวดำ หรือบางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว กลัว และหลายคนมาด้วยอาการทางจิตประสาท เพราะถ้าความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองไปปรากฏที่สมองส่วนควบคุมจิตใจ ก็อาจมีอาการทางจิตใจที่ผิดปกติไป เช่น เดจา วู (Deja vu) ความรู้สึกที่เหมือนคุ้นเคยทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือเข้าไปที่ไหน ก็เหมือนเคยเจอใครมาก่อน ทั้งที่ไม่ใช่ หรือในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เคยคุ้นหรืออยู่บ้าน ตัวเองก็เกิดรู้สึกแปลกไป เช่น เจอแฟนตัวเอง กลับรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า

ขั้นตอนการตรวจรักษานั้นแพทย์จะซักถามประวัติและตรวจร่างกาย ซึ่งการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะช่วยเช็กคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคลมชักได้ สำหรับวิธีการรักษาจะใช้ยาเป็นหลักเพื่อช่วยปรับกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในสมอง ให้กลับมาเป็นปกติ แต่เนื่องจากคนไข้โรคลมชักบางกลุ่มมีภาวะดื้อยาอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สมอง ซึ่งมีโอกาส หาย 50-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางโรงพยาบาลกรุงเทพมีบริการตรวจทางกัมมันตรังสีและการตรวจ PET Scan รวมทั้งการตรวจตำแหน่งความจำในสมอง ซึ่งการตรวจเหล่านี้จำเป็นต้องตรวจควบคู่กันเพื่อการกำหนดตำแหน่งสมองบริเวณ ที่มีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติให้ชัดเจนก่อนทำการผ่าตัดสมอง

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคลมชักนั้น คุณหมอโยธิน แนะนำว่า ไม่ควรอดนอน อดอาหาร และออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปหรือเล่นกิจกรรมเสี่ยง ๆ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด สำหรับสตรีมีครรภ์ก่อนจะใช้ยาควรดูรายละเอียดให้ชัดเจนเสียก่อน

โรคลมชัก ถือเป็นโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงลิ่วนั้น ส่วนใหญ่ที่มีการสันนิษฐานกันว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากการหลับในนั้นแท้จริงแล้วก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากอาการชักหรือหลับในกันแน่ ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรรับการตรวจเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะสายเกินไป.

สรรหามาบอก

- โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมกับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ขอเชิญร่วมงาน “รวมพลังเด็กไทย ไร้ปอดบวม” ในโอกาสวันปอดบวมโลก ภายในงานพบนิทรรศการให้ความรู้เรื่องปอดบวม บริการตรวจความแข็งแรงของปอดในเด็ก พร้อมรับคำปรึกษาการป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.30-16.00 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น L อาคารพัชรกิติยาภา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

- ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ขอเชิญร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ถึงเวลาแล้ว...ที่จะคืนความสดชื่นให้กับสุขภาพของคุณ” ใน วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา 14.00-16.00 น. ณ บริเวณล็อบบี้ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถนนสุขุมวิท รับฟังความรู้เกี่ยวกับเวชศาสตร์ชะลอวัย การส่งเสริมสุขภาพด้วยการผสมผสานการดูแลรักษาระหว่างการแพทย์ตะวันออกและ วิทยาการแพทย์สมัยใหม่ ผู้สนใจเข้าร่วมงาน ติดต่อสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ โทร.0-2667-2340

- โรงพยาบาลปิยเวท ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังสัมมนาเรื่อง “บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก และผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง” โดย นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่ และ นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช ใน วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยเวท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ 0-2625-6555

- โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ขอเชิญร่วมงานสัมมนาเรื่อง “เบาหวาน สุขกาย สุขใจ ไร้โรคแทรกซ้อน” ใน วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2552 เวลา 12.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมวิชัยยุทธ ชั้น 22 อาคารศูนย์การแพทย์ วิชัยยุทธ ด่วน! รับจำนวนจำกัด ผู้สนใจสำรองที่นั่งฟรี ได้ที่ โทร. 0-2265-7000 ต่อ 31941-3

'ยีสต์' อุดมด้วยวิตามิน...ช่วยต้านมะเร็ง

ขนมปัง เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ด้วยมีรสชาติที่อร่อย ถูกปากและมีหลากหลายรสชาติให้เลือกรับประทานเพื่อเพิ่มพลัง งานให้ร่างกายมีแรงเคลื่อนไหว และที่น่าสนใจคือ มีผลวิจัยยืนยันว่า “ยีสต์” ซึ่งเป็นส่วนผสมของขนมปังมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย รวมทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ยีสต์ที่มี จำหน่ายตามท้องตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามการใช้ประโยชน์คือ เบเกอร์ ยีสต์ (Baker yeast) หรือที่เราเรียกว่า ยีสต์ขนมปัง ใส่แล้วทำให้ขนมปังขึ้นฟู เนื่องจากยีสต์ประเภทนี้ใช้น้ำตาลในแป้งขนมปังเป็นอาหารและหายใจเอาออกซิเจน เข้าไปและคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและเมื่อเราเอาแป้งไปอบ ก๊าซที่ยีสต์คายออกมาก็ผุดขึ้นมาระหว่างเนื้อขนมปังทำให้เกิดรูพรุนในขนมปัง นั่นเอง ยีสต์ในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าแอลกอฮอล์ และทนแอลกอฮอล์ต่ำ บริวเวอร์ ยีสต์ (Brewer yeast) เป็นยีสต์ที่นำมาหมักทำเบียร์และไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ การทำงานของยีสต์กลุ่มนี้คือ เมื่ออยู่ในสภาพที่มีออกซิเจนน้อย ๆ ก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์หรือโดยยีสต์ในกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการ สร้างแอลกอ ฮอล์และทนแอลกอ ฮอล์สูงแต่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้น้อย

ประมวล ทรายทอง นักวิจัยจากฝ่ายจุลชีววิทยาประยุกต์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงยีสต์และให้ความรู้เพิ่มเติมว่า จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์และสารอาหาร ของยีสต์ พบว่า ในยีสต์มีโปรตีนสูง ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์แบบ มีกรดอะมิโนแอซิดเกือบทุกชนิดในปริมาณที่สมดุล มีวิตามินบีทุกชนิดและมีโครเมียมซึ่งเป็นตัวประกอบสำคัญของสารอาหารที่เพิ่ง ค้นพบใหม่ช่วยให้พลังงานในร่างกายคงที่อยู่เสมอ ลดอาการเป็นลมหน้ามืด ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดและจากรายงานทางการวิจัยพบว่าในยีสต์มีธาตุซีเล เนียม มีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้ถึง 10 ชนิด เช่น มะเร็งเต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่ ฯลฯ

นอกจากนี้ ในยีสต์ยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียมและโพแทสเซียม ปัจจุบันมี การใช้ยีสต์ผลิตราโรทีนอยส์และบีตา-คาโรทีนอยด์ ที่เป็นวัตถุสำคัญเนื่องจากมนุษย์และสัตว์ไม่สามารถสร้างได้เองต้องรับมาจาก ภายนอกเท่านั้น มีประโยชน์ในการต่อต้านมะเร็งหลายชนิดและโรคอื่น ๆ โดยเมื่อเปรียบเทียบยีสต์กับข้าวสาลีซึ่งเป็นอาหารที่ให้วิตามินบีสูง พบว่ายีสต์มีวิตามินบี 1 มากกว่าถึง 10 เท่า วิตามินบี 2 มากกว่า 8 เท่าและมีวิตามินบี 3 มากกว่า 10 เท่า โดยทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น โลหิต ข้อต่าง ๆ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ประสาท ล้วนแต่ต้องการวิตามินบีทั้งสิ้น หากเปรียบเทียบยีสต์กับเนยถั่วพบว่ายีสต์ 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันเพียง 1 ใน 8 ของไขมันในเนยถั่ว ดังนั้น ถ้าจะรับประทานเป็นอาหารเสริมสุขภาพขอแนะนำให้รับประทานยีสต์ผงที่สามารถนำ มาโรยบนอาหารอะไรก็ได้หรือจะคลุกกับเนื้อทอดก็อร่อยเช่นกัน

ด้านโทษของยีสต์นั้นบางชนิดอาจทำให้เกิดการเน่าเสียของอาหาร เช่น ฟิล์มยีสต์ ซึ่งจะเจริญบนผิวหน้าอาหาร จำพวกผักและผลไม้ดอง ยีสต์บางชนิดทำให้ไวน์มีกลิ่นไม่ดีและผลิตแอลกอฮอล์ต่ำและบางชนิดเจริญเป็น ฝ้าบนอาหารที่มีความเค็มสูง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม นอกจากนี้ยีสต์บางชนิดทำให้เกิดโรคกับคนและสัตว์ แต่ส่วนใหญ่การเกิดโรคจากยีสต์มักมีความรุนแรงน้อยกว่าแบคทีเรียหรือไวรัส แต่ยีสต์มักจะเป็นเชื้อฉวยโอกาสเมื่อร่างกายเราอ่อนแอ

สนใจประโยชน์ของยีสต์อาจเลือกรับประทานขนมปังชนิดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น หรือหากใครจะซื้อยีสต์ขนมปังมารับประทานเพียว ๆ โดยนำมาโรยบนอาหารก็ได้คุณประโยชน์มากมายไม่แพ้กัน

ที่มา : เดลินิวส์


Create Date : 07 กรกฎาคม 2553
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 19:58:22 น. 2 comments
Counter : 347 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 7 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:04:52 น.  

 
ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ ค่ะ


โดย: nawiya วันที่: 7 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:32:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

quosego
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add quosego's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.