Group Blog
 
All Blogs
 

นกน้อยตัวหนึ่งนั้น

นกน้อย

ผมเห็นนกน้อยตัวหนึ่ง บินผ่านไปทางด้านหลังบ้าน จึงเดินตามเข้าไปดู มันเกาะอยู่บนขื่อที่ทำจากไม้แดงซึ่งเก่าคร่ำคร่าแล้ว หัวเล็ก ๆ ของมันส่ายไปมา มองไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง บางครั้งก็เอาซุกไซร้กับแนวขนสีขาวใต้ซอกปีกที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ปากของมันร้องจิบ ๆ อยู่ตลอดเวลา สุดท้ายจึงขยับปีกบินจากไป

ผมไม่ได้สนใจมันอีกเลยและไม่นึกว่าว่าจะต้องไปเกี่ยวข้องอะไรกลับมันอีก จนกระทั่งในวันหนึ่งเมื่อออกไปนั่งเล่นทางหลังบ้าน ผมได้ยินเสียงของมันอีกครั้ง เสียงจิบ ๆ ของมันยังคงกังวานใส เมื่อหันมองไปยังต้นเสียงก็เห็น ร่างเล็ก ๆ ร่างนั้น คราวนี้มันไม่ได้กระโดดย่องเหยงไปมา แต่กำลังซุกตัวอยู่ในรังน้อย ๆ สีเดียวกับตัวของมันที่หลบซ่อนอยู่ในมุมอับของขื่อ

กระไดไม้ถูกวางพาดขนานขึ้นไปกับเสา เจ้านกน้อยตกใจโผบินไปจากบ้าน ผมปีนขึ้นไปเพื่อพิจารณารังของมันใกล้ ๆ รังนั้นสร้างขึ้นมาจากเส้นหญ้าเล็ก ๆ หลายร้อยเส้นที่คงจะผ่านการเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดี เส้นหญ้าเหล่านั้นดูมีขนาดเท่ากันไปเสียทุกเส้น มันคงจะคัดสรรมาเพื่อสรรสร้างวิมานน้อยแห่งนี้ และอีกไม่นานคงจะมีชีวิตน้อย ๆ ออกมาจากไข่สีขาวขุ่นสามใบที่วางอยู่เรียงราย

กระไดไม้ไม่ได้ถูกยกออกไป ผมตั้งใจที่จะมาสังเกตความเป็นอยู่ของมันทุก ๆ วัน และเฝ้ารอที่จะได้เห็น ลูกนกตัวน้อย ๆ ไร้ขนร้องขออาหารจากแม่ของมัน แต่ผมกลับไม่พบเห็นแม่นกตัวนั้นอีกเลย แม้ว่าเวลาจะผ่านไปอีกหลายวันและไข่ก็ยังไม่ฟักออกมา ไม่มีแม้แต่เสียงจิบ ๆ ไม่มีแม้แต่เงาร่างเล็ก ๆ ของเจ้าของเสียง เจ้านกน้อยเอย เจ้าหายไปที่ใด...

ความเรียง

อาคารเรียนแห่งนี้ไม่ใหญ่มากนักมันทำขึ้นมาจากไม้สักทั้งหลังและตั้งยื่นเข้าไปในบึงน้ำสีเขียว ในตัวอาคารมีห้องเรียนทั้งหมดหกห้องด้วยกัน พื้นที่ปูด้วยไม้ปาเก้ถูกขัดด้วยแก้วกระดาษไขจนมันวาวด้วยฝีมือของนักเรียน บนกระดานดำสีเขียวเข้มที่แปดเปื้อนไปด้วยฝุ่นชอล์กสีขาวในห้อง ๆ หนึ่งนั้นมีข้อความตัวโตปรากฏอยู่กลางกระดานว่า จงเขียนเรียงความเรื่อง “สิ่งที่ประทับใจของข้าพเจ้า” ความยาวหนึ่งหน้ากระดาษ โดยใช้ตัวบรรจงครึ่งบรรทัด

ผมนั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ในเมื่อบ้านของผมเป็นร้านค้าขายของชำและอาหารตามสั่ง แม่ต้องทำงานไม่มีวันหยุดเวลาพักขึ้นอยู่กับว่ามีลูกค้ามากหรือน้อย ส่วนพ่อเป็นเสมียนโรงเลื่อยไม้หยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว เรื่องการจะได้ไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ ก็เลยกลายเป็นความฝัน นอกจากโอกาสพิเศษจริง ๆ ซึ่งมันก็ผ่านมาเนิ่นนานกว่าที่เด็ก ป.5 อย่างผมในตอนนั้นจะเก็บเกี่ยวรายละเอียดจนนำมาเขียนให้ครบหนึ่งหน้ากระดาษได้ ผมหันไปมองเพื่อน ๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาใช้ปากกาลูกลื่นขีดเขียนข้อความลงไปในสมุดเบื้องหน้าแล้วก็ให้นึกอิจฉาอยู่ในใจ หลายคนคงกำลังเขียนเรื่องไปเที่ยวพักร้อนชายทะเลในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา

ผมเคยบอกกับพ่อว่าอยากไปเที่ยวทะเลบ้าง โดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้สัมผัสน้ำเค็มเลย พ่อตอบกลับมาว่าทำไม่จะไม่เคย ตอนสาม-สี่ขวบพ่อเคยพาผมกับแม่ไปบางปูมาแล้วผมยังเคยบอกว่าอยากได้นกนางนวลเลย แล้วพ่อก็ออกท่าทาง เอามือไขว่ขว้าอากาศพร้อมออกเสียงอ้อแอ้ “ป้อ ป้อ หนูจะเอานก” อย่างไรก็ตามพ่อสัญญาว่าได้โบนัสครั้งหน้าจะพาไปบางแสน ซึ่งผมว่ามันก็ยังดีกว่าที่แม่บอกว่าไว้ถูกหวยแล้วจะพาไป

ผมเริ่มคิดถึงสิ่งรอบข้างว่าหยิบอะไรขึ้นมาเขียนดี มองออกไปทางหน้าต่างด้านข้างเห็นนกเขาคู่หนึ่งเกาะอยู่บนต้นหางนกยูงที่รากแผ่ขยายทะลุตลิ่งดินจนลงไปจุ่มน้ำ ภาพของนกน้อยที่ทิ้งรังปรากฎขึ้นมาในห้วงคำนึงและถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรลงบนหน้ากระดาษเนื้อหยาบ มันกลายเป็นเรียงความที่ได้คะแนน 10 เต็มฉบับเดียวของชั้น และเป็นเรียงความที่ก่อให้เกิดความฝัน ถ้าใครถามผมว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรในช่วงนั้นผมจะตอบกลับไปว่าอยากเป็นนักเขียน มันทำให้ผมตระหนักว่า เจ้านกน้อยตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ในใจของผมตลอดมา...

โชคชะตา

เวลาผ่านไปอีกหลายปี ผมยังไม่ได้ไปบางแสนและไม่ได้เดินไปตามทางที่ฝันไว้แม้แต่นิดเดียว แม้ว่าทุกครั้งที่อาจารย์ให้เขียนเรื่องสั้น เรียงความหรือกาพย์กลอนงานของผมจะได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ และอาจารย์เสมอมา แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่งานที่จะนำไปประกอบเป็นอาชีพได้ ตัวผมเองไม่ได้อยู่ในสถานะที่ไม่ทำกินก็จะมีใช้ ทุกวันหลังจากเลิกเรียนผมต้องกลับบ้านไปช่วยแม่ขายของและเลี้ยงน้องที่มีตามมาอีก 5 คน ด้วยเหตุนี้ความฝันเป็นอันพับเก็บไป ผมเลือกเรียนไปในทางที่คิดว่าจะมีอนาคตและหาเงินได้ดีที่สุด

ผมตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี และดีใจมากเมื่อผลทดสอบพรีเอนทรานซ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ด้วยคะแนนระดับนี้ผมสามารถเลือกเข้าในคณะที่ต้องการได้อย่างสบาย ๆ อาจารย์ผู้ทำหน้าที่แนะแนวยังพูดว่าในบรรดานักเรียนของโรงเรียนครูคิดว่าเธอมีสิทธิ์มากกว่าใคร แม้ผมจะรู้ว่านั่นเป็นวิธีการสร้างกำลังใจให้นักเรียนรูปแบบหนึ่งแต่มันก็นำมาซึ่งความปลาบปลื้มไม่น้อย …ทีนี้ก็เหลือแค่สอบจริงเท่านั้น

แต่โชคชะตาไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ ผมไข้ขึ้นในวันสอบ สมองมึนงงไปหมดเวลาทำโจทย์แต่ละข้อ จึงรู้ผลที่จะตามมาเป็นอย่างดี ผมไม่โทษใครได้แต่โทษตัวเองที่หักโหมจนเกินไป อย่างไรก็ดีชีวิตไม่อับจนสิ้นหนทางเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลไม่ได้ผมก็เบนเข็มมาเข้ามหาลัยเอกชนแม้จะรู้ว่าต้องสร้างความลำบากให้ครอบครัวอีกไม่น้อย แต่ผมจะไม่รออยู่เฉย ๆ อีกปีเป็นแน่

สามปีครึ่งในมหาวิทยาลัยผมจบออกมาพร้อมกับใบประกาศนียบัตรใบหนึ่งและตระหนักถึงวรรคทองของ อาจารย์วิทยากร เชียงกูล ในบทประพันธ์เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ผมยังงง ๆ อยู่ว่าได้อะไรมาจากมหาวิทยาลัยบ้าง นอกจากวิชาที่เอาไว้ “ศึกษาต่อ” กับทฤษฎีที่มีอยู่เต็มหัวสมอง ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าซึ่งมืดมัวและรำพึง เจ้านกน้อยเจ้าอยู่แห่งหนใด ช่วยบอกทางฉันที

งาน

ผมแสวงหางานอยู่เกือบปี หลายแห่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าถ้าคุณไม่ใช่พวกฉัน ไม่ได้มีเลือดสีเดียวกัน จงอย่าเข้ามา ผมไม่เข้าใจว่าทำไม เราไม่ใช่คนเหมือนกันหรือ ลองกรีดเลือดมาดูไยมิใช่แดงดั่งเดียวกัน หรือเลือดคุณเป็นสีดำ จึงสูบฉีดหล่อเลี้ยงพาให้ใจเปลี่ยนสีไปด้วย ผมเพียงแค่ต้องการโอกาสเท่านั้น อย่างน้อยก็ดูผลงานที่ผมนำมาบ้างสิ

ในที่สุดก็มีที่ให้ผมอยู่แม้จะถูกกดอัตราค่าจ้างไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าออกไปเดินจนรองเท้าสึกโดยไร้จุดหมาย งานเป็นเหมือนสิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ผมหมกมุ่นและศึกษามัน การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนอกจากการสอนให้มีความคิดที่เป็นระบบกับพื้นฐานอีกนิดหน่อย ที่เหลือเป็นการศึกษาเพิ่มเติมและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นตามอายุงาน ผมทำงานได้สองปีมีผลงานมากมาย ผลงานสูงสุดมีผู้นำประเทศได้ผ่านตา ต่ำสุดรับใช้แม่ค้าชาวประชา ผมคิดว่าถึงเวลาเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้แล้ว เพียงขอเงินเดือนเพิ่มอีกนิด จะมีปัญหาอะไร

เหมือนฟ้าผ่าหลังควายตอนกลางวัน นายจ้างรับลูกด้วยเท้าขวา ก่อนซัดเปรี้ยงด้วยเท้าซ้ายข้างถนัด บอลลอยพุ่งละลิ่วทะลุตาข่ายไปนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงที่บ้าน ผมนอนเอามือก่ายหน้าผาก ขาเกยไขว่ห้าง พยายามคิดในแง่ดีอย่างน้อยปีนี้ก็ได้ดูบอลโลกเต็มอิ่มหล่ะวะ

แต่ชีวิตก็ยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก ช่วงเวลาที่ผ่านมากับบริษัทเดิมของผมไม่สูญเปล่า อย่างน้อยก็ได้ออกงานพบปะผู้คนมากมาย และหนึ่งในนั้นมีโปรเจ็คที่น่าสนใจ เขาติดต่อเข้ามาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการแข่งขัน ผมสนใจเป็นอย่างยิ่งเพียงติดอยู่ประการเดียว ประการที่จะต้องออกเดินทางจากบ้านไปไกลและนานพอดู แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจได้ ..ไปก็ไปวะ ไปดูการแข่งนัดสุดท้ายในต่างแดนก็ไม่เลว.. ผมเหลือบมองโลโก้ รูปนกของบริษัทใหม่ที่อยู่ด้านบนขวาของเอกสารในมือ มันทำให้ผมนึกถึงเจ้านกน้อยตัวนั้น ให้ตายเถอะเจ้านกน้อย ฉันแทบไม่ได้คิดถึงแกเลยว่ะ

หวนคืน

ในที่สุดผมก็กลับมาสู่ถิ่นเดิม ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นและประสบการณ์ที่พอกพูน น้อง ๆ หลายคนเรียนจบมหาลัยไปแล้วด้วยความภาคภูมิใจของผมและครอบครัว บางคนก็มีงานที่มั่นคง บางคนก็เรียนต่อด้วยอนาคตที่สดใส บริษัทหลายแห่งติดต่อผมมาเสนอตำแหน่งต่าง ๆ ให้ ผมพักอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงเลือกทำงานในบริษัทที่มั่นคงและได้ค่าตอบแทนสูง งานเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต ผมต่อสู้และทุ่มเทอีกครั้ง

ผมและน้อง ๆ เริ่มมีความคิดที่จะสร้างบ้านหลังใหม่บนพื้นที่เดิมให้พ่อกับแม่แทนบ้านหลังเก่าที่อยู่มากว่า 40 ปีและได้มีการต่อเติมอะไรมากมายจนแทบไม่เหลือเค้า เราเริ่มวางแผนการดำเนินการและคิดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยสองปี ในการสร้างมันขึ้นมา คุณว่านานไปหรือ สองปีเป็นเวลาที่ไม่มากเลยถ้าเทียบกับผลของมันที่สำเร็จออกมา มันเป็นบ้านที่เกิดจากความภาคภูมิใจ จากน้ำพักน้ำแรงของเราเหล่าพี่น้อง แต่คนที่ดีใจมากที่สุดคงเป็นพ่อกับแม่นั่นเอง

วันย้ายของเข้า ผมเห็นพวกท่านมองบ้านข้างหน้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย แต่กลับมองพวกเราด้วยสายตาที่แปลก ๆ ชอบกล แม่นั้นถึงกับซบอกพ่อหลั่งน้ำตาอย่างไม่อายใคร หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์เราก็ไปฉลองบ้านใหม่กันที่บางแสน ในที่สุดพ่อก็พาผมไปทะเลจนได้ การรอคอยอันแสนยาวนานของผมเป็นอันสิ้นสุดลง แม่เลิกเล่นหวยไปเมื่อย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่นั่นเอง แต่คำว่า “รอให้แม่ถูกหวยก่อน” ก็ยังติดปากพวกเราไปอีกนานแสนนาน

ในวันหนึ่งน้องสาวคนเล็กของผมเอาสมุดลายไทยหน้าปกสีเขียวดูเก่า ๆ เล่มหนึ่งมาโบกไปมาต่อหน้าผม พร้อมกับเอ่ยถาม ของใครเอ่ย ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ้อล้อ ชอบกล ผมจึงตบกระโหลกเบา ๆ ไปหนึ่งทีด้วยความรัก แล้วบอกไปว่ากำลังยุ่ง แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานหน้ามอนิเตอร์ต่อไป สักพักจึงได้ยินเสียงอ่านเบา ๆ แต่ชัดเจนเพราะร่างเล็ก ๆ กระทัดรัดนั้น ขยับมานั่งอยู่บนที่วางแขนข้าง ๆ ตัวผมนั่นเอง

“ผมเห็นนกน้อยตัวหนึ่ง .....”

เสียงใส ๆ อ่านไปได้แค่ย่อหน้าหนึ่งก็ดึงดูดผมออกมาจากงานที่หมกมุ่นอยู่ ผมนั่งฟังเจ้าตัวดีอ่านจนจบ พร้อมกับบอกคุณน้องสุดที่รักขอสมุดพี่คืนมาเถอะนะคะ จะเอาอะไรก็ว่ามาพี่จะประเคนให้เลย ...เจ้านกน้อยฉันเริ่มมองเห็นปีกน้อย ๆ สีน้ำตาลจาง ๆ ของเจ้าลางๆ อีกครั้งแล้ว

สู่เส้นทาง

ในมือของผมมีสมุดลายไทยสีเขียวเก่าคร่ำคร่า หวนนึกว่าไยผมจึงทอดทิ้งมันให้อยู่ก้นกล่องเสียเนิ่นนาน ถ้าไม่ได้ย้ายบ้านก็คงไม่มีใครค้นเจอ ถ้าน้องสาวหัวใสไม่นำมันมาแลกกับสตางค์ไปเที่ยวเกาะมันนอก มันก็คงไม่กลับมาอยู่ในอุ้งมือของผมเช่นนี้

ผมอ่านเรียงความนั้นครั้งแล้วครั้งเล่ามันทำให้ผมนึกถึงความหลัง นึกถึงอาคารเรียนทำจากไม้สักทั้งหลังที่ปลูกยื่นลงไปในบึงน้ำสีเขียว พื้นที่มันแผล็บจากหยาดเหงื่อและแรงงานของนักเรียนทุกคน ถุงเท้าที่ขาดวิ่นจากการสไลด์ลื่นไปตามพื้นไม้ นึกถึงตัวเองที่เอาเรียงความที่ได้คะแนนเต็มฉบับนี้วิ่งโชว์ไปรอบห้อง นึกถึงคำชมเชยจากคุณครูที่มีให้ และความฝันที่ปล่อยทิ้งให้หยากไย่เกาะเกี่ยวมาเนิ่นนาน ได้เวลาหรือยังที่ผมจะเก็บสิ่งมีค่านั้นขึ้นมาปัดเช็ดทำความสะอาดให้เหมาะสมกับคุณค่าของมันเสียที “อย่าบอกว่าไม่มีเวลาทำเช่นนั้น ในเมื่อเรายังมีเวลาให้กับงานทั้งในและนอกเวลาแล้วทำไมจะไม่มีเวลาให้กับความฝันของตัวเองบ้าง” ผมบอกกับตัวเองตบท้าย

หลังจากนั้นผมเริ่มหาเวลาว่างในช่วงหนึ่งของทุกวันเพื่อไล่ตามนกน้อยตัวนั้นไป แม้จะเห็นว่ายังอยู่ห่างอีกแสนไกล แม้มันจะบินสูงจนปีกของมันดูเล็กกระจิ๋วเดียวในเงาแดด แต่ผมก็ยังภูมิใจที่มองเห็นมันอีกครั้งและได้ขยับตัวไล่ตาม ผมค่อย ๆ ติดตามอย่างช้า ๆ ทำลายระยะห่างไปทีละนิด ๆ ไม่เร่งรีบเพราะประสบการณ์หลายครั้งในชีวิตสอนไว้ว่าอย่าหักโหม ผมไม่กลัวว่าเวลาของผมจะหมดสิ้นไป เพราะอย่างน้อยที่สุดตอนนี้ผมก็ได้เริ่มกลับมาสู่เส้นทางแห่งความฝันอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดผมก็พบเจ้านกน้อยของผมอีกครั้งหนึ่ง และจะไม่ปล่อยให้มันบินลับหายไป ...แล้วเจ้านกน้อยของคุณหล่ะ ตอนนี้ อยู่แห่งหนใด

***************************

...นกน้อยเอยเจ้าบินสูงละลิบลับ
แม้นสดับบ่ได้ยินเสียงเพรียกหา
เฝ้ารอคอยนับคืนวันล่วงเวลา
เพียรจนล้ากว่าจะรู้อยู่ที่ใจ...

***************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:13:14 น.
Counter : 866 Pageviews.  

มะลิ งานศพ วันแม่

ชายหนุ่มเดินลัดเลาะออกมาจากพงหญ้าข้างทาง เสื้อยืดสีน้ำตาลเข้มแขนกุดตัวบางที่เขาใส่อยู่ปรากฏรอยขาดวิ่นหลายแห่ง เผยให้เห็นรอยแผลที่เกิดจากการขีดข่วนของกิ่งไม้และขวากหนามอยู่ภายใต้ร่มผ้านั้น บางแผลยังมีเลือดไหลซิบ ๆ ออกมา แต่ดูท่าทางของเขาจะไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่แม้กระทั่งจะออกแรงปัดดอกหญ้าเจ้าชู้ที่ติดอยู่ตามตัวมากมาย ลำขาที่แข็งแรงมีกล้ามเนื้อของเขาพาร่างมุ่งไปข้างหน้าบนเส้นทางที่เป็นถนนลูกรังสีแดงอิฐทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
**********************************

บนลานวัดปรากฏเต็นท์ใหญ่สีน้ำเงินตั้งขวางอยู่หลายเต็นท์ ภายใต้เต็นท์มีโต๊ะกลมตั้งอยู่มากมาย บางโต๊ะก็ปูผ้ากำมะหยี่บาง ๆ สีแดงเรียบร้อยแล้ว บนสนามข้าง ๆ ที่มีหญ้าขึ้นหรอมแหรมนั้นเห็นคนหลายคนกำลังตกแต่งเวทีอยู่ ด้านหลังของเครื่องดนตรีที่วางกลางเวทีมีม่านกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูผืนโตกั้น ตัวอักษรที่ทำจากโฟมทาสีแดงส้มสดใสบนผ้านั้น กำลังถูกจัดเรียงเป็นข้อความ เห็นข้อความแถวบนที่จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่านได้ว่า “งานอุปสมบท วิเชียร พรไพศาลดิลก” ส่วนด้านล่างเป็นข้อความบอกวันที่ 12 สิงหาคม ยังขาดแต่ตัวเลขปีพ.ศ. เท่านั้นที่ยังติดไม่เสร็จ

“งานใหญ่นะกำนัน” ชายร่างเล็ก หน้าแหลมที่ยืนดูคนงานทำงานอยู่ข้าง ๆ เวทีเอ่ยขึ้น
“ก็ลูกชายคนเดียวนี่หว่า จัดเล็ก ๆ ก็เสียชื่อข้าหมดสิ” ชายกลางคนร่างสูงใหญ่ที่ยืนใกล้ ๆ กันตอบกลับไป
“หมดงานนี้ข้าก็หมดห่วงแล้ว ถือว่าชาตินี้ไม่เสียชาติเกิด”
“มีลูกดีก็อย่างนี้แหละนะ...” เสียงเอ่ยเบา ๆ ของคนตัวเล็ก ทำให้กำนันสินหัวเราะออกมาด้วยเสียงที่ดังและยาวนาน
**********************************

หญิงวัยกลางคนเดินผ่านสนามและศาลาการเปรียญหลังใหม่ที่มีคนกำลังเตรียมงานบวชกันอย่างพลุกพล่านไปทางท้ายวัดที่นั่นมีศาลาเล็ก ๆ หลังเก่าที่ใช้ประกอบงานพิธีอีกพิธีหนึ่งอยู่ เห็นมีผู้คนประมาณสามสี่คนบ้างนั่งบ้างก็นอนเอกเขนกคุยกัน คนที่นั่งกำลังปักดอกไม้ลงไปในพวงฟางรูปครึ่งวงกลมที่วางอยู่ตรงหน้า ที่กลางศาลาบนแท่นสูงมีโลงสีขาว ตามขอบมุมมีลายไทยปิดทองประดับอยู่ บนโลงมีดอกไม้ประดับอยู่ประปราย ตามเสาขึงด้วยเชือกฟางสีแดงสองเส้น บนเส้นเชือกนั้นมีพวงหรีดแขวนห้อยอยู่สามสี่อัน อันหนึ่งมีชื่อเขียนไว้ว่า “กำนัน สิน พรไพศาลดิลก”

“งานกำนันคืนนี้ท่าทางจะครึกครื้นนะ เอ็งจะมาหรือเปล่า”
“มาสิ ยังไงก็ต้องมาช่วนงานยายอิ่มอยู่แล้วนี่”
“น่าสงสารแกนะลูกเต้าก็ตั้งหลายคน ไม่เห็นหัวเลยสักคน”
“ไอ้คนรองที่อยู่อเมริกานี่ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ไอ้คนโตสิน่าเจ็บใจ อยู่แค่กรุงเทพเองนี่ฉันส่งจดหมายบอกไปเกือบอาทิตย์แล้วมันยังไม่ติดต่อกลับมาเลย ถ้าเป็นลูกฉันนะตัดทิ้งไปแล้ว”
“แกมีสามคนไม่ใช่เหรอ คนสุดท้ายหล่ะ”
“อย่าไปพูดถึงมันเลย อ้ายนั่นมันเลวระยำ…”
**********************************

อาทิตย์อยู่กลางหัวพอดี ชายหนุ่มยังคงเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งไปข้างหน้า ถนนลูกรังอบอวลไปด้วยไอร้อนราวเปลวเพลิง เบื้องหลังของชายหนุ่มปรากฎฝุ่นตลบคละคลุ้งขึ้นมา เสียงของเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นส่งผลให้ชายหนุ่มหยุดเดินและกระโดดเข้าไปแอบยังพุ่มไม้ใหญ่หนาทึบข้างทางทันที เขาไม่อยากแสดงตัวให้ใครเห็นในตอนนี้ ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม รถสองแถวใหญ่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วข้างหลังรถยังหญิงสาวหลายคนแต่งตัวตามสบายแต่แต่งหน้าเข้มนั่งอยู่บนนั้น ด้านในของรถมีชุดหางเครื่องแพรวพรายใส่ถุงพลาสติกแขวนอยู่กับราวและแกว่งไปมาตามแรงโยกของรถ

เขารอจนเสียงเครื่องยนต์ลับหายไป จึงก้าวเท้าลงมาบนทางลูกรังอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินต่อไปอีกระยะหนึ่งเบื้องหน้าของเขานั้นแลเห็นบ้านคนโผล่ขึ้นบ้างแล้ว จึงตัดสินใจเลี้ยวซ้ายเดินเข้าดงไม้ไป มองหาทางที่พอจะเดินลัดเลาะไปได้ เขาพบมันในระยะเวลาไม่นานและมั่นใจว่าทางสายนี้จะนำเขาไปถึงป่าหลังโรงเรียนประจำตำบลซึ่งอยู่ติดกับวัดที่จัดงานได้
**********************************

วิเชียรยังนอนสลบไสลไม่ได้สติ เมื่อคืนเขาหลบออกจากวัดมาตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อน ๆ จนฟ้าสาง หลังจากสะลึมสะลือโกนผมในตอนเช้าก็หลับเป็นตายมาจนถึงบัดนี้ นางพิมผู้เป็นมารดานั่งอยู่ด้านข้างคอยไล่แมลงที่จะมาไต่ตอมตัวนาคผู้บริสุทธิ์ของหล่อน หลังจากหลุดพ้นคดีดังคราวนั้นมาได้หล่อนก็โล่งใจที่ดูเหมือนว่า เจ้าเชียรมันจะสำนึกได้อยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานนักก็เข้าอีรูปแบบเดิมเหล้ายาปลาปิ้งผู้หญิงม้าไม่เว้นวัน ส่งเข้าไปเรียนในจังหวัดก็เอาแต่เกเร คนอื่นเขาเรียนกันสองปีส่วนมันเข้าไปเกือบจะสี่ปีแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ

หล่อนได้แต่โทษตัวเองว่าเลี้ยงลูกไม่ดี นี่กว่าจะยอมกลับมาบวชได้ก็ทั้งอ้อนวอนบังคับขู่เข็ญสารพัดจนต้องรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไปขอนังอ้อยบ้านปากคลองที่มันติดพันอยู่ระยะหลัง ๆ ให้นั่นล่ะถึงได้ยอมตกลง แล้วมีอย่างที่ไหนจะมาบวชเอาช่วงเข้าพรรษาอย่างนี้ ถ้าวัดไม่ได้สร้างมากับมือ พระอุปัชฌาย์ ไม่ได้เป็นญาติกันหล่ะก็คงไม่มีทางได้บวชแน่ ๆ

เฮ้อ... อย่างน้อยมันก็ยอมล่ะน่า พอบวชแล้วหลักธรรมอาจจะกล่อมเกลาจิตใจให้ดีขึ้นก็ได้ ความหวังของหล่อนฝากไว้กับวัดและเวลาอีก 7 วันข้างหน้าเพราะหล่อนไม่สามารถขอลูกบังเกิดเกล้าให้ดำรงเพศบรรพชิตไปนานมากกว่านั้นได้อีกแล้ว
**********************

“แม่อิ่มเอ๊ยเองน่ะมันคนมีกรรม มีลูกชายตั้งสามคน แต่ไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองสักคน ข้าล่ะสงสารเองจริง ๆ รู้มั้ยตอนที่เองนอนพะงาบ ๆ บอกข้าว่าอยากให้ลูกบวชให้ก่อนตายนี่ข้าน้ำตาตกเลย ข้าทำอะไรให้ไม่ได้จริง ๆ แต่ข้าส่งข่าวไปบอกเจ้าคนโตของเอ็งแล้วนะ แต่ก็ไม่รู้มันทำอะไรอยู่ถึงได้หายเงียบไปเลย” ยายเพิ่มเพื่อนสนิทคนตายที่เดินไปข้างโลงสีขาว เคาะโลงเรียกวิญญาณมากินข้าว อดพูดขึ้นมาเบา ๆ ไม่ได้
“ป้าเพิ่ม ที่เขาบอกกันว่า ในกำปั่นเก่าของยายอิ่มน่ะมีชุดนาคโบราณอยู่ชุดน่ะจริงมั้ย” หญิงสาวที่กำลังจัดดอกไม้บนโลงถามขึ้น
“โอ้ย... ก็ข้านี่ล่ะคนให้ข่าว เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอชุดนาคที่ไหนงามเท่านั้นเลย ทั้งดิ้นทองลายปักนั่นมันงานฝีมือระดับช่างวังหลวงเลยรู้มั้ย”
“แหม… ฉันอยากดูจัง เอาไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะ”
“ไม่ได้เก็บดอกอยากดูก็ไปดูที่ตัวนาคเชียรสิ พอดีพ่อกำนันเขามาเห็นเข้าเลยอยากได้ ไอ้ฉันมันก็ไม่มีลูกเต้าไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ให้กำนันเอาไปบวชลูกจะมากจะน้อยนางอิ่มคงจะพลอยได้บุญกับเขาบ้าง เลยเสนอให้กำนันเขาจัดงานศพให้นางอิ่มมัน แต่พ่อกำนันเขาบอกให้เป็นสตางค์ดีกว่า เพราะเขาจะจัดงานบวชใหญ่ ให้มาจัดงานศพพร้อมกันมันไม่เหมาะ”
**********************************

ชายหนุ่มเดินลุยพงรกสลับป่าโปร่งไปจนถึงที่หมาย ทางเบื้องหน้าของเขาตอนนี้เป็นกำแพงอิฐบล็อกเก่าคร่ำคร่า อีกฟากหนึ่งของกำแพงนั้นเป็นเรือนไม้สองชั้นทอดยาว มองเห็นประตูหน้าต่างทุกบานปิดสนิทอยู่ เนื่องจากเป็นวันหยุดสำคัญ
“วันแม่...” ชายหนุ่มรำพึงผ่านมุมปากออกมาเบา ๆ เขาทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นชมพูพันทิพย์ที่ไร้ดอกแต่ใบยังดกหนา สายตาเหม่อมองไปยังพุ่มมะลิป่าที่ขึ้นอยู่ติดกับกำแพง ดอกสีขาวนวลของมันชูช่อสลอนราวกับจะท้าทายให้เด็ดดอม ลมเย็นสบายพัดผ่าน กลิ่นมะลิหอมตลบอบอวลขึ้น ชวนให้เขาเข้าสู่ภวังค์ความคิดในอดีต…

“เอ็งลองคิดดูดี ๆ ระหว่างครอบครัวของเอ็ง กับ ตัวของเอ็งคนเดียวเอ็งจะเลือกอะไร อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ให้เอ็งสารภาพฟรี ๆ ข้าจะให้เงินก้อนใหญ่ด้วย ใหญ่แบบที่เอ็งทำงานชั่วชีวิตก็หาไม่ได้”

เขายังมีทางเลือกอีกหรือ ถ้าเขาไม่ยอม ครอบครัวของเขาก็อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ๆ กำนันมีอิทธิพลขนาดไหนเขารู้ดี
“ก็ได้ แต่กำนันต้องให้เงินผมก่อนนะ...” อย่างน้อยก็ขอให้แม่ได้สบายตอนแก่ เขาคิด
เขาเอาเงินไปฝากไว้กับพี่ชายคนรอง เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังกำชับไม่ให้บอกใคร และให้บอกแม่ว่าได้เงินมาเพราะถูกหวย เขารู้ดีว่าถ้าบอกความจริงกับแม่เองจะเป็นเช่นไร มีแม่คนไหนบ้างที่จะยอมให้ลูกเข้าตะรางทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
“มึงไม่ใช่ลูกกู... มึงไม่ใช่ลูกกู...” แม่ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง พร้อมน้ำตาที่ไหลรินออกมาเป็นสาย นั่นเป็นภาพและเสียงสุดท้ายของแม่ ที่เขาได้สัมผัสก่อนที่จะถูกนำตัวไปสู่ที่คุมขัง

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดพี่ชายคนโตประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในขณะที่พยายามเดินคดีให้เขาหลังจากที่พี่คนรองบอกความจริงให้ทราบในเดือนถัดมา การสูญเสียลูกไปพร้อมกันทีเดียวสองคนคงหนักหนาเกินไปสำหรับหญิงชราที่เป็นโรคหัวใจ พี่ชายคนรองจึงปิดบังไม่ให้แม่และชาวบ้านทราบข่าว แต่ในที่สุดก็ถึงคราวพี่ชายคนที่เหลืออยู่จนได้ กำนันไปพบพี่ชายของเขานั่งคุยอยู่กับนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังคนหนึ่ง แล้วปฎิบัติการ “ตามรังควาญ” ก็เริ่มขึ้น จนในที่สุดพี่ชายที่เหลือคนเดียวของเขาก็ต้องตัดสินใจหนีไปอยู่กับเพื่อนที่อเมริกา ก่อนไปเขาก็เลยให้พี่ชายคนรองอ้างว่าพี่ชายคนโตเปลี่ยนที่อยู่กระทันหัน ที่อยู่ของพี่ชายคนโตที่ใหม่ที่ให้แม่ไว้ติดต่อนั้นแท้จริงแล้วเป็นของเพื่อนสนิทของเขาเอง ด้วยเหตุนี้จดหมายที่แม่มีมาถึงพี่ชายคนโตจะถูกส่งมาถึงตัวเขาเสมอ แม่มีจดหมายมาเรื่อย ๆ นาน ๆ ที เขาถึงจะวานให้เพื่อนตอบจดหมายให้สักครั้งด้วยความเกรงใจ

เขาเอาจดหมายของแม่ที่เพื่อนรักส่งต่อมาให้เก็บไว้ใต้หมอนและเอาออกมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้บางครั้งในเนื้อความจะอ้างถึงเขาบ้าง ซึ่งก็มักจะพูดถึงความผิดครั้งใหญ่ครั้งเดียวในชีวิตของเขา แต่เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดเมื่ออ่านถึงตรงนั้น เขารู้ดีว่าความจริงเป็นเช่นไร แม่ก็เหมือนคนอื่น ที่ถูกจับยัดข้อมูลเสริมแต่งและเขาก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น มันดีกว่าจะให้แม่ถูกรบกวนจากหมู่มาร จนกระทั่งจดหมายฉบับสุดท้ายของยายเพิ่มมาถึงมือเพื่อนของเขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถ้อยคำของเพื่อนรักที่อ่านจดหมายให้ฟังทางโทรศัพท์ทำให้เขาร้อนรนนอนไม่หลับทั้งคืน แม่ไปแล้ว แม่จากไปแล้ว เขาไม่มีโอกาสทดแทนคุณ ไม่มีโอกาสทำในสิ่งที่แม่หวังเป็นที่สุดให้แล้ว ทั้งที่เขาตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าถ้าออกจากที่นี่ไปได้จะบวชให้
“ขอเพียงรอฉันหน่อย อีกไม่กี่ปีเอง ฉันเป็นนักโทษดีเด่นมาสองปีแล้ว ได้ลดโทษด้วยนะแม่ ทำไมไม่รอฉัน ...แม่” เขานอนคร่ำครวญทั้งน้ำตา

แต่โอกาสที่ไม่คาดฝันก็ผ่านมาถึง เนื่องในวันแม่ทางกรมราชทัณฑ์ได้กำหนดให้มีการทำประโยชน์ต่อสังคม โดยมีคำสั่งให้สถานคุมขังทั่วประเทศนำนักโทษที่มีพฤติกรรมดีออกมาทำงานเพื่อสังคม แน่นอนเขาเป็นหนึ่งในนั้น และไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย สถานที่ที่พวกเขาถูกกำหนดให้รับผิดชอบนั้นอยู่ใกล้บ้านเหลือเกิน เขาตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะทำอย่างไร มันก็เหมือนกับย้อนไปเมื่อสี่ปีที่แล้วอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

ชายหนุ่มหลุดจากห้วงคำนึง ในแววตาปรากฏประกายแห่งความมุ่งมั่นฉายวาบขึ้น เขาล้วงมีดโกนขึ้นสนิมออกมาจากกระเป๋ากางเกงขาสั้น ไม่นานนักเส้นผมสีดำ สั้นและแห้งกร้านก็ล่องลอยไปตามสายลม
**********************************

ดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เสียงดนตรีดังกระหึ่มออกจากลำโพงที่ตั้งอยู่ข้างสนามทั้งสองฝาก โต๊ะกลมสีแดงถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะ มีขวดเหล้า โซดา น้ำอัดลม จานชามถ้วยแก้ววางอยู่เป็นระเบียบ โต๊ะแต่ละตัวมีคนนั่งประปราย เพราะส่วนมากขึ้นไปอยู่บนศาลาใหญ่ เนื่องด้วยพิธีทำขวัญนาคจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

ตรงกลางศาลาหน้าแท่นพระพุทธรูปมีบายศรีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ตัวบายศรีทำเป็นชั้น ๆ มีทั้งหมด 5 ชั้นสูงชั้นละ ประมาณ 20 เซนติเมตรได้ ทั้งหมดทำจากใบตองสดกล้วยตานี ตกแต่งด้วยดอกดาวเรือง ดอกรักและบานไม่รู้โรยแซมสลับสีฝีมือละเอียดประณีตเป็นอย่างยิ่ง มีหมาก พลู บุหรี่ น้ำร้อน น้ำชา มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า ข้าวสาร ข้าวต้ม ขนม ธูปเทียน ผ้าแพรวา วางอยู่ในพานทองเหลืองและถาดเงิน ข้าง ๆ ตัวบายศรีนั้น

เสียงดนตรีทางเบื้องนอกเริ่มเบาลง ๆ จนสงบในที่สุด เสียงหมอทำขวัญเริ่มทำพิธีนำไหว้พระ สวดบทชุมนุมประชุมเทวดา ดังกังวานขึ้นแทน จากนั้นอีกสักพักหนึ่งเสียงทุ้มนุ่มมีจังหวะจะโคน ก็เริ่มเข้าสู่บทแหล่ไหว้ครูบทว่าด้วยพระคุณบิดามารดา
*********************************

กำนันสินยืนดูพิธีการทำขวัญนาค ด้วยความภูมิใจ หน้าที่ของเขานั้นจะอยู่ช่วงสุดท้ายเมื่อเรียกขวัญนาคจบ แล้วที่จะต้องเวียนเทียนรอบบายศรีและป้อนน้ำมะพร้าวอ่อนให้พ่อนาค ระหว่างนี้จึงได้ออกมาพักอิริยาบถเบื้องนอก เสียงแหล่ด้านในดังกังวานออกมาก เนื้อหาอยู่ในช่วงว่าด้วยนาคตอนกำลังกำเนิด เสียงร้อง ครวญ คราง เบ่ง แล้วเบ่งอีกนั้นแสดงให้เห็นถึงความลำบากเจ็บปวดของมารดากว่าจะกำเนิดบุตรขึ้นมาสักคนหนึ่ง เป็นการเตือนสตินาคให้สำนึกถึงพระคุณมารดา

“สวัสดีครับหมวดเสริม” กำนันสินเห็นตำรวจสองนายเดินขึ้นบันไดมาจึงเดินเข้าไปต้อนรับ และทักทายขึ้นเมื่อจำหน้านายตำรวจผู้หนึ่งได้
“สารวัตรฝากซองมาให้น่ะครับ ท่านมาไม่ได้ พอดีมีนายลงมาตรวจในตัวจังหวัด” ผุ้หมวดหนุ่มตอบพร้อมกับยื่นซองสีเหลืองนวลให้อีกฝ่ายหนึ่ง
“ไม่เป็นไรหรอกหมวด ฉันรู้แล้ว ขอบใจ อย่างไรก็อยู่ร่วมงานกันก่อนนะ”
“ครับ กำนัน พอดีมีเรื่องอยากฝากให้ช่วยประกาศด้วยครับ ทางศูนย์แจ้งมาว่าช่วงเช้ามืดมีนักโทษแหกคุกรายหนึ่งหลบหนีมาแถวนี้ กำนันช่วยเตือนชาวบ้านให้ระวังตัวกันหน่อยน่ะครับ”
“ไว้พรุ่งนี้เย็นหล่ะกันหมวดฉันจะประกาศให้ วันนี้กับพรุ่งนี้งานบวชลูกชายผม ไม่อยากให้แตกตื่น เดี๋ยวจะหมดอารมณ์สนุกกัน” กำนันตอบกลับมาหลังใช้เวลาคิดแวบหนึ่ง
“เอ่อ... อย่างนั้นก็ได้ครับ”หมวดหนุ่มรับคำ อย่างไม่ค่อยเต็มเสียง เพราะสิ่งที่กำนันตอบกลับมามันดูไม่ค่อยตรงกับใจเขาเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่กล้าปฎิเสธความเห็นของบุคคลผู้มีอิทธิพลท่านนี้

“กำนันนี่สมเป็นผู้ริเริ่มเลยนะ จัดงานบวชกลางพรรษาเนี่ย” ชายกลางคนร่างอ้วน เดินเข้ามาทักทาย
“ก็ไม่มีอะไรหรอก ฉันเห็นว่าเดี๋ยวนี้มันสมัยใหม่แล้ว ประเพณีมันก็ต้องปรับตามกันบ้าง แต่ถ้าไม่มีคนริเริ่มมันก็ไม่เกิดขึ้นจริงมั้ย เสี่ย…”
“นี่พอดีลูกฉันมันบ่นอยากบวชมาตั้งนานแล้ว เลยได้โอกาสพอดี ต่อไปคนอื่นจะได้เอาอย่างบ้าง เคยมีหลายคนมาคุยกับฉันอยู่เหมือนกันนะ บอกลูกมักจะว่างช่วงกลางพรรษาทุกที พอว่างก็บวชไม่ได้ไม่รู้จะทำอย่างไร รอจนออกพรรษาก็มีงานใหม่แล้ว” กำนันกล่าวไปอีกอย่างคล่องแคล่ว ราวกับท่องมา

หมวดเสริมยืนร่วมวงสนทนาอีกครู่จึงขอตัว โดยให้เหตุผลว่ายังมีงานค้างอยู่ที่โรงพัก แต่ความจริงเป็นเพราะเขาไม่ชอบสถานที่ ๆ มีคนวุ่นวาย โดยเฉพาะสถานที่ที่มีคนวุ่นวายมากมายใส่หน้ากากเข้าหากัน เขาเดินผ่านโต๊ะจีนที่ตอนนี้มีคนนั่งอยู่เต็มไปหมดแล้วอาหารถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะผู้คนต่างคุยกันเสียงดังจอแจ บริเวณบนเวทีในสนามนั้นก็ถูกจัดเรียบร้อยแล้วด้านบนของเวทีมีโครงเหล็กติดไฟแสงสีเล็กใหญ่เต็มไปหมด เห็นช่างไฟร่างเล็กกำลังทดสอบการทำงานของมันเป็นรอบสุดท้าย ทางด้านหลังเวทีมีโต๊ะจีนอยู่สองโต๊ะทั้งนักดนตรีและหางเครื่องที่แต่งตัววับ ๆ แวม ๆ นั่งล้อมวงกินโต๊ะกันอย่างสนุกสนานรอเวลาที่จะแสดงซึ่งจะเริ่มหลังพีธีทำขวัญเสร็จสิ้น หมวดหนุ่มละสายตาจากหลังเวทีมองไปทางศาลาที่อยู่ทางท้ายวัด สังเกตเห็นมีผู้คนชุมนุมกันอยู่พอสมควร จึงชักชวนจ่าแก่ ๆ ที่มาด้วยเดินเข้าไปหา
**********************************

ณ ศาลาเก่าเล็ก ๆ หลังนั้นศพถูกยกออกมาจากโลงเพื่อนำมาวางกลางแท่นที่ปูด้วยผ้าสีเหลืองทอง บนร่างมีผ้าห่มสีเดียวกันคลุมไปจนถึงหน้าอก มือที่แข็งทื่อถูกจับแยกออกมาจากร่างพอประมาณ ใต้มือมีพานทองเหลืองก้นลึกรอรับน้ำที่จะถูกรดผ่านลงมา บนแท่นข้าง ๆ มีน้ำลอยดอกมะลิขันใหญ่วางอยู่ ในขันนั้นนอกจากดอกมะลิแล้วยังมีขันใบเล็กจิ๋วลอยสงบนิ่งอยู่บนผิวน้ำอีกใบหนึ่ง

ชาวบ้านหลายคนแวะมารดน้ำศพก่อนไปร่วมงานบวชของลูกชายกำนัน ความดีของยายอิ่มยังคงติดตรึงอยู่ในจิตใจทุกคน ในระยะสี่ปีหลังมานี้ ใครได้ทุกข์ตกยากถ้ามาหายายอิ่มก็จะได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ยายอิ่มไม่เคยมีเงินเก็บ ทุกครั้งที่ลูกชายส่งเงินมาให้จากเมืองนอกก็มักจะใช้ช่วยเหลือผู้คนไม่ก็ทำบุญจนหมด เคยได้ยินแกเปรยว่าไม่มีลูกบวชให้ก็ต้องขวนขวายทำเองจะได้ไม่ต้องเกิดมามีกรรมเหมือนชาตินี้ ตอนหลังแกไม่สบายชาวบ้านก็เลยผลัดกันมาดูแลรักษาเพื่อตอบแทนบุญคุณ โดยเฉพาะยายเพิ่มที่ตอนหลังย้ายมาอยู่ด้วยกันจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว

“อ้าว มาอย่างไรคะหมวด” นางสาญาติห่าง ๆ ของยายเพิ่มรีบออกไปต้อนรับทันทีที่เห็นนายตำรวจเดินเข้ามา หล่อนเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ตำบลนี้ได้ไม่กี่ปี สามวันนี้หล่อนถูกยายเพิ่มเกณฑ์มาช่วยงานทั้งวัน โดยมีหน้าที่หลักคือคอยต้อนรับแขกเหรื่อ เพราะพอจะรู้จักดูท่าทาง ยศ หรือตำแหน่งกับเขาอยู่บ้าง
“พอดีทางศูนย์ข่าวแจ้งมาว่ามีนักโทษแหกคุกมาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้เลยแวะมาเตือนให้ระวังกันหน่อยน่ะครับ” หมวดหนุ่มกล่าวตอบอย่างสุภาพ
“ได้ข่าวว่าแถวนี้เป็นบ้านเกิดของมันด้วยนะ” นายจ่าคนที่มาด้วยพูดเสริมขึ้น
“ขอบคุณค่ะหมวด แต่ที่นี่ไม่เคยมีคนร้ายนี่เราอยู่กันอย่างสงบสุขตลอดมา”
“แล้วข่าวครึกโครมเมื่อสี่ปีที่แล้วหล่ะครับ”
“อ๋อ อย่าหาว่าอิฉันอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะความจริงก็ไม่อยากพูดต่อหน้าศพเลยสงสารน่ะ แต่อ้ายนั่นมันเลวจริง ๆ เด็กหญิงตัวเล็กนิดเดียวมันทำได้ นี่ถ้า มันไม่สารภาพเอง พ่อนาคเชียรลูกกำนันคงต้องติดคุกยาว ไม่มีโอกาสบวชในวันนี้แน่ ก็วันนั้นมีแค่มันกับพ่อนาคเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ...”
หล่อนเงียบเสียงลงทั้งที่ยังร่ายยาวไม่จบเพราะสังเกตเห็นสายตาของผู้หมวดหนุ่มมองเขม็งไปที่กลางศาลา หล่อนจึงหันหลังกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ณ ที่นั่น “อ้ายเลวระยำ” ที่หล่อนอ้างถึง มือหนึ่งกำช่อดอกมะลิป่าสีขาวนวลคลานไปกลางศาลา พร้อมกลับเอ่ย เบา ๆ แต่ดังพอได้ยินมาถึงโสตประสาทของหล่อน

“แม่จ๊ะ... ฉันเอามะลิมาให้แม่” ชายหนุ่มก้มลงกราบแทบเท้าของหญิงชราที่นอนขวางร่างอยู่บนแท่นกลางศาลา สักพักหนึ่งเขาจึงเคลื่อนกายไปทางซ้ายวางมะลิลงบนมือเย็นเยียบด้วยใจระอุอุ่น น้ำตาสุกสกาวหยดผ่านมือข้างนั้นลงไปสู่พานทองเหลืองเบื้องล่าง ภาพการกระทำทั้งหมดรวมไปถึงคิ้วและหัวที่โล้นเลี่ยนจากการโกนด้วยตัวของเขาเองนั้น ทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องหวนกลับไปนึกถึงความเป็นจริงที่ค้างคาใจมาตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว

เสียงหมอทำขวัญนาคยังคงดังกังวานไปทั่วบริเวณ วิเชียรผู้สง่างามมีราศรีในชุดนาคโบราณนั่งพับเพียบพนมมืออย่างเรียบร้อยและสำรวมสงบเสงี่ยมราวกับผู้ทรงศีล หากแต่ในใจของเขากลับคิดว่าจะหาทางผ่านพ้นเวลาเจ็ดวันข้างหน้านี้ไปได้อย่างไร ไม่ได้สนใจบทแหล่ที่กำลังกล่าวถึงตอนที่เด็กชายเริ่มเป็นหนุ่มฉกรรจ์แล้ว เลยแม้แต่น้อย…

**********************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:07:31 น.
Counter : 148 Pageviews.  

อักษรวสันต์

ในวันที่เงียบเหงาของเดือนเมษา ผมตื่นขึ้นมาจากการนอนกลางวันที่กินเวลายาวนาน นานจนคิดว่าคงจะข้ามวันไปแล้ว แต่แสงสีมลังเมลืองของอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ของม่านสีน้ำทะเลเข้ามานั้นก็ปลุกสติของผมให้กลับมาสู่ปัจจุบันกาล ปัจจุบันที่ไร้แก่นสารราวกับชีวิตไร้ค่า ไม่มีประโยชน์แก่ใครแม้กระทั่งตัวเอง ผมขยับขึ้นมาอยู่ในท่านั่งกึ่งนอนโดยมีหลังพิงหัวเตียง มองขาและแขนที่เรียวลีบเล็กลงของตัวเอง มันผิดจากมนุษย์ปกติไปมากพอสมควร ความรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินของโลกนั้นปรากฏขึ้นในใจของผมมาเนิ่นนานแล้ว แต่ผมยังไม่กล้าพอที่จะทำร้ายจิตใจของคนที่ผมรักและรักผมไปมากกว่านี้

นับตั้งแต่วันที่ผมประสบกับความอาฆาตของฟ้าดิน ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ดูเหมือนจะถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว ความหรูหราฟุ่มเฟือยไม่มีความหมายอีกต่อไป ผมเก็บตัวอยู่กับบ้านและซ่อนตัวอย่างมิดชิด จนผิวกายแทบเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เพื่อนฝูงที่เคยคบหาชื่นชมหดหายจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ ผมเคยคิดว่านี่เป็นการกลั่นกรองเพื่อนแท้ที่ดีเยี่ยมเลยทีเดียว ตอนนี้ที่ผมเหลืออยู่นั้นมีคุณภาพมากกว่าปริมาณเป็นไหน ๆ แต่ก็คงไม่มีใครอยากลองใช้วิธีนี้นักหรอก

ประตูห้องถูกเปิดขึ้น เสียงฝีเท้าอันนุ่มนวลแผ่วเบาค่อย ๆ เดินเข้ามาจนถึงข้างเตียงเธอหยุดและนั่งลงบนขอบเตียงในขณะที่ผมยังมองไปทางหน้าต่างตลอดเวลา ไม่ใช่ไม่กล้าเผชิญหน้า แต่ผมกลัวสายตาที่มีแต่ความรักและเมตตาของเธอ ซึ่งผมคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับมันเลยแม้แต่น้อยนิด ด้วยในความคิดนั้นดูแต่จะหมกหมุ่นอยู่กับการทำร้ายเธอวันแล้ววันเล่าวนเวียนไปเรื่อย ๆ

“เปิดม่านไหม” เธอพูดขึ้น
“...........” ผมไม่พูดกับใครอีกเลยนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุครั้งนั้น
“ออกไปเดินเล่นนอกบ้านมั่งสิ บางทีแขนขามันอาจจะดีขึ้นนะ”
“..........”

เธอยกมือของผมขึ้นไปแนบกับใบหน้านวล หยาดน้ำใสไหลรินออกมาจากดวงตาหยดลงบนมือที่แสนเย็นชา แต่น่าแปลก ที่สิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกับเป็นหัวใจ มันบีบตัวจนแทบแหลกสลายราวกับว่าจะเค้นเอาความคับแค้นใจที่ไม่สามารถบอกเธอให้รับรู้ออกมาจากตัวเองได้

ความอบอุ่นของอุ้งมือยังคงอยู่ ในขณะที่ร่างของเธอจากไปแล้ว ผมกำมือไว้แน่นราวกับกลัวว่าไออุ่นนั้นจะหายไป แต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นาน ในใจเฝ้าบอกตัวเองว่าทำถูกต้องแล้วอยู่ตลอดเวลา ผมไม่อยากให้เธอต้องเสียใจเมื่อเวลาของผมมาถึง ซึ่งก็คิดว่าคงอีกไม่นานเท่าไหร่นัก

ผ้าม่านผืนบางโบกพัดด้วยแรงลม แสงสุรีย์ที่รอดช่องน้อยเข้ามาเกิดการแกว่งตัว สร้างแถบสว่างเล็ก ๆ ให้แก่ห้องที่อยู่ในความมืดหม่น เธอเป็นคนเปิดหน้าต่างในทุก ๆ เช้า แล้วชักม่านบังความสว่างไว้อย่างที่ผมต้องการ ความจริงแล้วแม้กระทั่งหน้าต่างผมก็ไม่ประสงค์จะให้เธอเปิด แต่นี่เป็นการพบกันครึ่งทางอย่างที่เราเคยใช้เป็นประจำในครั้งอดีต

ผมเอื้อมมือไปใต้หมอนหยิบกุญแจที่ซ่อนไว้ นำไปไขลิ้นชักที่ข้างเตียง แล้วมันก็กลับเข้ามาอยู่ในมือของผมอีกครั้งหนึ่ง ความเยียบเย็นของดุ้นเหล็กในมือนั้นชวนให้ใจสงบลงบ้าง เพียงจ่อแล้วเหนี่ยวไกลง แค่นั้นเองผมก็จะปลดปล่อยทั้งตัวเองและเธออันเป็นที่รักไป เธอยังสาว สวย ยังมีหนทางอีกไกลให้เดินไป ไยจะต้องมาจมปลักกับคนที่ไร้ค่า เฝ้าฝันถึงแต่อดีตอันสวยงามเพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงชีวิตที่แสนเศร้าตรมอีกเล่า

มือของผมยกมันขึ้นมาจ่อเข้ากับขมับด้านขวา จากนั้นจึงหลับตาลง ผมคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางอีกครั้งแม้ไม่รู้ว่ามันจะไปจบลงตรงที่ใดก็ตาม นิ้วมือของผมสัมผัสกับไกในขณะที่ใจเกิดตะกอนขุ่นมัวขึ้น ภาพของแววตาอันนุ่มนวลอ่อนโยน เปี่ยมไปด้วยเมตตานั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาของผมไหลออกมา น้ำตาที่ไม่เคยปล่อยให้ใครเห็นมาก่อนแม้จะต้องเจ็บปวดรวดร้าวทั้งร่างกายและจิตใจสักเพียงใด มัจจุราชสีดำสนิทถูกลดลงอย่างช้า ๆ จนไปสงบนิ่งอยู่บนที่นอนอันยับย่น สีของมันตัดกับผ้าปูที่นอนสีอ่อนอย่างรุนแรง ผมยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ...ผมไม่กล้าทำร้ายเธอ แต่ผมกำลังทำลายเธออยู่ แล้วจะให้ผมทำอย่างไร

แสงแดดยังไม่อ่อนแรงปืนและกุญแจกลับไปอยู่ในที่ของมัน ผมหันไปมองที่หน้าต่างอีกครั้ง เฝ้าคิดว่าโลกภายนอกจะเป็นอย่างไรบ้างหลังจากผมจากมา บางวันผมจะค้ำไม้เท้ากะเผลกตัวทนความปวดร้าว เข้าไปใกล้ ๆ หน้าต่างเพื่อแอบฟังเสียงเด็กวิ่งเล่น เสียงหมู่ไม้ที่หยอกล้อกับสายลมที่ลอดผ่านม่านเข้ามา แต่ความขี้ขลาดตาขาวก็เข้าครอบงำจนไม่กล้าออกไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น อีกทั้งก็กลัวเธอจะรู้ว่าผมยังมีกำลังใจที่จะมีชีวิตซึ่งนั่นจะทำให้เธอตัดสินใจที่จะอยู่กับผมบนเส้นทางที่ไร้จุดหมายต่อไป

สายลมพัดมาอย่างแผ่วเบา ม่านผืนบางปลิวขึ้นอีกครั้ง แดดทาบทอลงบนโต๊ะข้างเตียงมันสะท้อนเป็นประกายกับตัวอักษรเคลือบเงินบนปกของหนังสือเล่มหนึ่ง แม้เธอจะรู้ว่าผมไม่ชอบอ่านหนังสือแต่ก็ยังจัดหามาให้ทุก ๆ วัน และแต่ละวันก็ยังเปลี่ยนไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้สัมผัสกับมือของผมเลยก็ตาม …แต่วันนี้ผมหยิบมันขึ้นมา

หนังสือถูกวางอยู่บนตัก มือของผมลูบคลำตัวอักษรสีเงินที่นูนเด่นอยู่บนหน้าปก ในใจคิดว่าทำไมตัวเองถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ นั่นอาจเป็นเพราะในอดีตผมมีพร้อมทุกอย่าง ผมสามารถหาความสุขอย่างอื่นได้ตั้งมากมาย ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำมากกว่ามาเสียเวลานั่งอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ ทีละนาน ๆ เหมือนอย่างที่เธอชอบทำ แต่ก็อีก ดูในวันนี้สิผมสามารถทำอะไรได้บ้าง

...ในที่สุดผมเปิดหนังสือเล่มนั้นขึ้นและเริ่มอ่านมัน

ผมรู้สึกฉงนกับตัวหนังสือมากมายซึ่งผ่านสายตาไปหน้าแล้วหน้าเล่า มันประกอบเป็นตัวแสดงในจินตนาการของผมโดยมีผู้แต่งเป็นผู้ชี้นำ ผมเริ่มเดินทางไปกับมัน กับตัวอักษรที่เคยเกลียดชังและเคยบอกกับตัวเองบ่อย ๆ ว่าไม่มีเวลาให้ บางครั้งผมร่วมสู้รบไปพร้อมกับเหล่าผู้กล้าหาญ ตะลุยฝ่าไปในโลกแห่งเวทย์มนต์ บางทีก็เข้าป่าไปกับจอมพราน ร่วมกันล่าเสือหาสมบัติล้ำค่า มันนำมาซึ่งรอยยิ้ม ความตื่นเต้น ความสุขและคราบน้ำตา รวมไปถึงความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

หนังสือผ่านไปเล่มแล้วเล่มเล่า เธอเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏเมื่อเอาหนังสือมาเปลี่ยน แต่ผมยังปวดใจเช่นเดิมและยิ่งเจ็บทุกครั้งเมื่อเห็นประกายแห่งความหวังในแววตาของเธอ ความคิดที่จะทำร้ายตัวเองยังไม่จางหายไป

จนกระทั่งในวันหนึ่งวันที่ผมรับรู้ได้ว่ามวลหมู่ไม้กำลังผลิบานเต็มที่ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ออกไปสัมผัสและซึมซาบกับมันอย่างแท้จริง ขณะที่หนังสือในมือถูกเปิดไปครึ่งเล่มและผมกำลังเพลิดเพลินกับโลกแห่งจินตนาการ ก็พลันมีเสียงประหลาดดังขึ้นมาจากเบื้องบน ผมเงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดานสีขาวที่อยู่สูงขึ้นไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดผิดปกติอยู่บนนั้น ผมจึงก้มหน้าลงมาจดจ่ออยู่กับหนังสือต่อ แต่ยังไม่ทันที่จะอ่านจบย่อหน้าที่ยังค้างเสียงนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเริ่มจากเสียงตกกระทบหนึ่งเสียง... สองเสียง... และก็ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเสียงกราวใหญ่ แรกเริ่มผมคิดว่ามันคือเสียงฝนหรือลูกเห็บที่ตกลงมา แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ แล้วมันไม่ใช่แน่ ๆ เพราะนอกจากจะไม่มีกลิ่นดินที่หอมชื่นใจกำจายขึ้นมาเหมือนทุกทีแล้ว อากาศก็ยังไม่หนาวเหน็บหรือมีทีท่าว่าลมจะพัดแรงขึ้นแต่อย่างใด

ลมฤดูใบไม้ผลิยังพัดเข้ามาเบา ๆ ม่านผืนบางโบกพัดเหมือนเคย ความอบอุ่บร่มเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทั้ง ๆ ที่มีเสียงดังเหมือนมีสิ่งของตกลงมาจากฟ้า ผมเพ่งมองไปที่หน้าต่างผ่านช่องเล็ก ๆ ของม่านสีน้ำทะเลออกไป แล้วฉับพลันก็สังเกตเห็นเงาของสิ่ง ๆ หนึ่งตกผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมก้มหน้าลงพยายามสงบสติอารมณ์ ไม่สนใจกับเสียงที่เกิดขึ้น แต่เปล่าประโยชน์ ใจของผมรบเร้าให้ออกไปเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญ จนในที่สุดผมก็ทนเสียงเรียกร้องของตัวเองไม่ได้ ผมเอื้อมมือขวาไปคว้าไม้ค้ำที่วางอยู่ข้างเตียงยัดมันใส่ซอกรักแร้ขวาค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ผมใช้มือข้างซ้ายที่หงิกงอ ช่วยมือขวาดึงไม้ค้ำขึ้นเพื่อให้ตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ในขณะที่ขาขวาที่ยังสามารถสั่งการได้ค่อย ๆ กะเผลกตามไปทีละก้าว ๆ จนไปถึงหน้าต่างอย่างทุลักทุเล

เสียงแห่งชีวิตยังคงดังเข้ามาจากเบื้องนอก ดูราวกับว่าสิ่งที่ตกลงมานั้นไม่มีผลต่อสรรพชีวิตเลยแม้แต่น้อยนิด ผมยืนฟังเสียงของนกและแมลงอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจใช้มือเปิดผ้าม่านที่กั้นระหว่างผมกับโลกภายนอกออก แสงสีทองแห่งวันสาดพุ่งเข้ามายังใบหน้าทำให้แทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ผมก็อยู่เผชิญกับมันจนในที่สุดก็สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังปรากฏขึ้นได้

ภาพที่ผมพบเห็นก่อให้เกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้มีฝนตกอยู่ แต่มันไม่ใช่ฝนธรรมดา เป็นฝนแห่งอักษรที่พร่างพรมลงมาจากฟ้ากว้าง ผมเห็นตัวอักษรมากมายเป็นหมื่นเป็นแสน ทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ บ้างก็จับตัวเป็นคำ เป็นประโยค ลอยลงมา มันตกกระทบหลังคาและสิ่งก่อสร้างกระเด็นกระดอนก่อนจะไปสงบลงที่พื้นและค่อย ๆ แทรกซึมลงไปในผืนดิน

ตัวอักษรหลายตัวตกลงบนร่างกายของผู้คน บางทีผมก็เห็นมันซึมซาบผ่านร่างของพวกเขาไป บางครั้งมันก็กระเด้งสะท้อนออกมาราวกับคนผู้นั้นไม่ต้องการมัน ตัวอักษรบางตัวยังค้างเติ่งอยู่บนยอดหญ้าหรือกิ่งไม้เหมือนกับจะรอคอยอะไรสักอย่าง

คนหลายคนพากันวิ่งไล่เก็บและยืนรอรับมันด้วยความสุขสมหวัง ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนปล่อยให้มันตกผ่านร่างของเขาไปเฉย ๆ ไม่ก็จับมันโยนทิ้งโดยไม่เหลียวแล บางคนนำอักษรเหล่านั้นมาเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ ทั้งร้อยแก้ว บทกวี แล้วร้องเรียกให้คนอื่น ๆ มาชื่นชม ซึ่งก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จมีคนชมล้นหลามและไม่มีแม้ใครมาเมียงมอง แต่ถึงไม่มีใครมาชื่นชมผมก็ยังเห็นความรู้สึกปีติของเขาที่แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน

ลมแห่งวสันต์ที่ดูจะไม่สิ้นสุดยังพัดพาเอาตัวอักษรหลายตัวผ่านร่างของผมไป ในยามนั้นผมถึงเข้าใจว่าทำไมตัวอักษรเหล่านี้ถึงกระเด้งสะท้อนออกมาเวลาตกใส่หลังคา สิ่งก่อสร้างหรือคนที่ไม่สนใจมัน นั่นเป็นเพราะมันจะมีตัวตนก็ต่อเมื่อสิ่งที่มันตกใส่เข้าใจถึงความหมายของมันนั่นเอง ผมรู้สึกถึงความเป็นอยู่ความชุ่มฉ่ำและความหมายของมัน มันเรียกร้องให้ผมออกไปข้างนอกไปสู่โลกอันกว้างใหญ่ ผมก้มลงเก็บตัว ก.ไก่ ซึ่งเป็นพยัญชนะตัวแรกสุดขึ้นมาในยามนี้แม้แค่ตัวอักษรเพียงตัวเดียวก็ดูมีความหมายลึกล้ำเกินกว่าจะคาดคิด

ผมยิ้มขึ้นและพยายามพาตัวออกไปสัมผัสกับสายฝนแห่งอักษรอันชุ่มชื่นที่อยู่เบื้องนอก จนในที่สุดก็ออกมาพ้นจากตัวบ้านได้

ฝนอักษรสาดซัดใส่ร่างอย่างนุ่มนวล ผมพบว่าโลกแห่งอักษรช่างกว้างใหญ่ตัวอักษรที่มีอยู่จำกัดสามารถเอามาเรียงประกอบสร้างความหมายได้ไม่มีที่สิ้นสุด นี่ไยไม่ใช่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ผลของมันนำพามาซึ่งสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะด้านวัตถุหรือจิตใจ ทั้งความสุข เศร้า กำลังใจและปัญญา นั่นขึ้นอยู่กับว่าใครจะเก็บเกี่ยวได้

ร่างของผมล้มคว่ำลงบนสนามหญ้าด้วยหมดแรง สองมือแทบไม่เหลือกำลัง แต่ผมก็ยังพลิกตัวแหงนหน้าขึ้นไปยังเบื้องบน ตัวอักษรยังพร่างพรมลงมา ผมปล่อยให้มันผ่านร่างและซึมทราบกับความหมาย ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังและหวาดกลัวลบเลือนไปจากใจ เวลาผ่านไปเนิ่นนาน กำลังเริ่มกลับคืนมา ผมค่อย ๆ พยุงร่างขึ้นโดยมีเธอซึ่งคอยเฝ้าดูอยู่ด้านข้างตลอดเวลาเข้ามาช่วย ผมยิ้มให้เธอ และบอกให้ประคองขึ้นนั่งก็พอ เธอร้องไห้เมื่อได้ยินคำขอร้องครั้งแรกจากปากของผมแต่ก็ทำตามที่ต้องการในทันที

ไม่นานนักในมือของผมก็เต็มไปด้วยตัวอักษร ผมเริ่มเรียงร้อยมันเป็นถ้อยคำ จากถ้อยคำกลายเป็นประโยคสื่อความหมาย ตัวอักษรได้ผลิดอกออกผลขึ้นในใจและความคิดของผมแล้ว มันเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถเก็บเกี่ยวมาใช้งาน ผมทำงานอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย จากบรรทัดเป็นย่อหน้า จากย่อหน้าเป็นเรื่องราว

รอบข้างเริ่มมีคนเข้ามายืนชม ไม่มีใครสนใจกับความพิกลพิการไม่เหมือนใครของผมอย่างที่เคยกลัว พวกเขามองไปยังตัวอักษรและข้อความที่กลั่นออกมาจากความคิด และเฝ้าพินิจถึงเรื่องราวที่ผมสร้างขึ้นมา งานของผมก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมีแรงบันดาลใจหนุนนำ

ผมตั้งใจไว้แล้วว่าเรื่องแรกของผมนี้ จะเรียงร้อยขึ้นเพื่อเธอ...

************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:04:06 น.
Counter : 148 Pageviews.  

1  2  3  4  

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.