Group Blog
 
All Blogs
 

เมื่อผมอกหักเป็นครั้งที่ 10

“เอ่อ.... พี่... หนูคิดดูแล้ว เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะ”
“.................................”

“เธอเป็นคนที่ 10 ในรอบ 4 ปีนี้ที่หักอกผม เป็นหญิงสาวผมยาวคนที่ 7 ผิวสีขาวอมชมพูคนที่ 5 อายุน้อยกว่าคนที่ 8 และเป็นคนที่เอ่ยคำ ๆ เดียวกันนี้คนที่ 6…”

“เฮ้ย ทำอะไรอยู่วะ” ไอ้ชาย เพื่อนสนิทของผมทักและถือวิสาสะเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะ
“ก็… ไม่ได้ทำอะไร” ผมตอบพร้อมกับเอาท่อนแขนบังสมุดบันทึกเล่มเล็กที่กำลังจดข้อมูลสถิติอยู่
“กินเหล้ากันไหมวะเย็นนี้ ข้านัดกับพวกไอ้เชิดไว้แล้ว”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากเมา”
“อกหัก เหล้า ทะเล มันของคู่กันไม่ใช่หรือวะ” มันเข้าประเด็น

ผมทึ่งในระบบการสื่อสารสมัยนี้จริง ๆ นับจากได้ยินคำมาตรฐานอันแสนบาดใจนั้น ผมก็เดินเรื่อยเปื่อย จนท้ายที่สุดก็แวะเข้ามานั่งในร้านกาแฟเจ้าประจำนี้ และมั่นใจว่าเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมงอย่างแน่นอน

“ไม่เอา ตอนนี้อยากอยู่คนเดียวว่ะ”
“อย่าเครียดให้มากนักเลย ทำอย่างกับว่าไม่เคยอย่างนั้นล่ะ”

“ถ้าเปลี่ยนใจเย็น ๆ ก็แวะไปได้นะ วันนี้จะไปที่ บลูรูม ” มันตบท้ายพร้อมกับดูดกาแฟซู้ดใหญ่จนน้ำแข็งในแก้วสั่นสะเทือน พยักหน้าให้ผมเป็นทำนองว่าจ่ายให้ด้วย ก่อนจะเดินจากไป

ดูเหมือนว่างานเย็นนี้จะจัดขึ้นเพื่อผมโดยเฉพาะเลยทีเดียว แค่ชื่อของแหล่งบันเทิงที่จะไปก็พอจะบอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว ผมยังจำเค้กฉลองสถิติ 9 คนเมื่อกลางปีนี้ได้เป็นอย่างดี นี่ไม่รู้ว่าวงพนันจะวางอัตราต่อลองการอกหักครั้งต่อไปของผมไว้หรือยัง...

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะอกหักเหมือนกัน แต่การอกหักแต่ละครั้งนั้นจะมีหลายจุดที่แตกต่าง ทำให้มีความเศร้าที่แตกต่างกันไปด้วย ใครว่าหลาย ๆ ครั้งเดี๋ยวมันก็ชินไปเองนี่ผมเถียงขาดใจเลย อย่าหาว่าผมโม้เลย ผมยกตัวอย่างได้นะ เช่น กรณีน้องเก๋(9) เมื่อต้นปี หล่อนเป็นคนเรียบร้อย น่าทะนุทะนอม ความเศร้าของผมก็จะเป็นไปในแบบเศร้าซึมลึกน้ำตาไหลไม่รู้สึกตัว ต่างกับคราวน้องเมย์(4) สาวเปรี้ยว คราวนั้นความเศร้าของผมออกมาในรูป เจ็บแปลบ ๆ ขื่น ๆ พูดไม่ออก เลยเอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขงเมาหัวราน้ำไปหลายวันทีเดียว

อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือในช่วงเวลาหลังจากการอกหักนั้นจิตใจจะเปราะบางเป็นพิเศษ ยิ่งมีพิษเหล้าเข้าผสมด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย พี่ปู(3), ยายนา(6),น้องมิ้น(8) ก็ถือโอกาสเข้ามาในช่วงนี้ล่ะ

ผมขยับแว่นตาให้เข้าที่เก็บสมุดและปากกา จ่ายสตางค์แล้วเดินออกจากร้าน ตั้งใจว่าจะไปนั่งเล่นที่วัดใกล้ ๆ มหาลัยสักหน่อยเผื่อว่าความร่มรื่นแห่งอาณาจักรพระธรรมจะช่วยบรรเทาทุกข์ไปให้ลดทอนลงได้บ้าง

วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มีบริเวณกว้างขวางส่วนหนึ่งนั้นมีการจัดเป็นสวนสุขภาพ พื้นที่ ๆ ติดแม่น้ำนั้นมีปลาหลากหลายชนิดรอรับอาหารจากผู้ใจบุญ ตรงกลางสวนมีศาลาใหญ่เปิดให้คนเข้าไปนั่งปฏิบัติธรรมหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดแยกส่วนออกมาจากบริเวณของสงฆ์อย่างชัดเจน แต่ก็มีพระสงฆ์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลมาเดินตรวจดูบ่อย ๆ บรรยากาศนั้นสงบร่มรื่น ผมพบวัดนี้ในวันที่น้องจูน(5) ปฎิเสธคำบอกรักของผม

ผมนั่งอยู่ใต้ต้นมะขามพิจารณาความเป็นไปของชีวิต เฝ้าคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องประสบเคราะห์กรรมซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ถ้ามองตามความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมก็อาจเป็นไปได้ว่าชาติที่แล้วผมอาจจะเคยเกิดเป็นเทพบุตรสุดหล่อหักอกหญิงสาวนับไม่ถ้วน ชาตินี้ผมเลยต้องเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมบ้าง แต่ถ้ามองตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันแล้วในกรณีที่ผมศึกษามาทางด้านสถิติ ด้วยหลักการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลจากข้อมูลทางสถิติโอกาสที่จะผิดพลาดก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ผมเริ่มเก็บข้อมูลทำสถิตินี้หลังจากอกหักจากน้องฟ้า(1) และเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลจากสถิติเท่าที่มี พยายามแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองเรื่อยมา แต่ก็ยังมีครั้งที่สิบจนได้(สถิตินี้นับจากสี่ปีหลังสุดก่อนหน้านั้นนับไม่ถ้วนไม่ได้เอามาคิดรวม)

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือโยม” หลวงพี่ผู้ดูแลเดินเข้ามานั่งอีกด้านหนึ่งของม้านั่งแล้วทักขึ้น
“เอ่อ.... ครับ” ผมรีบพนมมือแล้วตอบท่าน
“อกหักมาใช่มั้ย”
“หลวงพี่ทราบได้อย่างไรครับ” ในใจผมนึกไปว่าท่านอาจจะจบหลักสูตรโหราศาสตร์ชั้นสูงจากอาจารย์ชาวเขมร ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการฝึกงาน รอเวลาบรรจุเข้าทำงานเพื่อจรรโลงศาสนาต่อไป
“ก็นั่งตัวงอ ไหล่ห่อ ตาลอย หมดอาลัยตายอยากอย่างนี้ ร้อยทั้งร้อย ก็อกหักมาทั้งนั้นหล่ะ”
“ดูง่ายกว่าหมาบ้าอีก” หล่วงพี่กล่าวตบท้าย

ผมสะดุ้งเล็ก ๆ เป็นอันว่าไอ้ที่ผมนึกไว้เมื่อกี้ตกไป

“ครับ...” ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรนี่
“เป็นอย่างไรมาอย่างไรล่ะ เล่าให้ฟังบ้างสิ”

“ก็คบกันมาเกือบสามเดือนแล้วครับ ผมคิดว่าเธอก็มีใจให้ผมนะ ไปไหนมาไหนด้วยกันก็ไม่เห็นแสดงท่าทีรังเกียจรังงอนอะไรเลย ดอกไม้ของผมเธอก็รับทุกครั้ง ผมมั่นใจนะว่าได้ทุ่มเทให้กับความรักครั้งนี้สุดหัวใจ ไม่รู้ว่าพลาดไปที่ไหนเลยจริง ๆ”
“คนเราก็เป็นอย่างนี้ล่ะนะ บางครั้งก็ให้ความสำคัญแก่สิ่งที่ไม่ควรให้ กับสิ่งที่ควรให้ก็กลับไม่ให้”
“ความจริงผมก็ยังให้ความสำคัญกับพระธรรม ศีลบางข้อผมก็รักษาอยู่นะ หลวงพี่ แต่ผมก็ยังเป็นมนุษย์ก็เลยยังมีรัก โลภ โกรธ หลงอยู่บ้าง” ผมตอบไปตามที่คิดเพราะนึกว่าท่านหมายถึงผมละทิ้งพระธรรม
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ในกรณีนี้อาตมา หมายถึง ในเรื่องของความรักน่ะ”
“เอ่อ....” ผมเริ่มเดาไม่ถูกแล้วว่าหลวงพี่จะมาไม้ไหน
“พูดถึง เรื่อง ความรักนี่ โยมอยากได้อะไรจากมันบ้างหล่ะ”
“ก็ ความสุข ความอบอุ่น ความอิ่มใจ ความไว้วางใจ ความสมหวัง ความเข้าใจ ฯลฯ” ผมร่ายยาวตอบไปกว่า 5 นาที
“แล้วโยมให้อะไรมันไปบ้างหล่ะ”
“.......” ผมนั่งอึ้งไแเกือบห้านาที เช่นเดียวกัน นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าผมให้อะไรกับความรักไปบ้าง
“นี่หล่ะที่อาตมาว่าโยมไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรให้”
“โยมรู้ว่ามันให้อะไรแก่โยม แต่ไม่รู้ว่าสามารถให้อะไรมันได้บ้าง ฉะนั้นสิ่งที่โยมอยากได้มันก็ไม่ได้มาเสียที เพราะสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่า ๆ โยมอยากได้ความสุขจากคนอื่น โยมก็ต้องให้ความสุขแก่เขาก่อน นี้คือสุขแท้จริง”

“อันที่จริงแล้วความรักเป็นเพียงนามธรรม เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา แต่หลายคนให้ความสำคัญกับมันมากกว่าสิ่งที่ให้กำเนิดมันเสียอีก ความรักเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ มันก็เกิดขึ้นมาได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา ฉะนั้นโยมจะรักใครก็ต้องเข้าใจในตัวเขาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกของเขานั่นหล่ะคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นที่สุด การตกลงคบกันไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาของความรักต่างหาก เปรียบเหมือนกับคนสองคนช่วยกันปลูกต้นไม้ขึ้นมานั่นหล่ะ ถ้าร่วมมือร่วมใจกันรดน้ำพรวนดินหมั่นดูแลต้นไม้ก็จะงอกงามออดดอกออกผลนำความสุขความสมหวังมาให้ แต่หลายคนคบกันแล้วก็เฝ้าแต่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกันและกัน ไม่ได้กระทำการใด ๆ ให้ต้นรักที่ร่วมกันปลูกมีความเจริญ ในที่สุดความรักที่เริ่มก่อกำเนิดเติบโตก็ดับสูญสลายไป”

ผมนั่งอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ได้แต่คิดว่าคำพูดของหลวงพี่มีเหตุผลรองรับจริง ๆ ภาพน้องฟ้า(1)จนถึงน้องจิ๋ม(10)วิ่งผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ผมได้ให้อะไรแก่เธอเหล่านั้นบ้าง แล้วในด้านความรู้สึกหล่ะ...

“ธรรมชาติของผู้หญิง มักจะเป็นคนช่างสังเกต ช่างจดช่างจำ โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจนี่ล่ะ เขามักจะมองเป็นเรื่องสำคัญ เรือไม่ได้จมเพียงเพราะรูเล็ก ๆ แห่งเดียวก็จริง แต่ถ้ามีรูอื่น ๆ เกิดขึ้น หรือรูนั้นขยายกว้างขึ้นล่ะ คราวนี้ต่อให้เป็นเรือใหญ่ขนาดไหนถ้าเราไม่ซ่อมแซมมันไม่ช้าไม่นานมันก็จะล่มลง โยมลองคิดดูให้ดีล่ะกัน”

หลวงพี่ อบรมอีกครู่ใหญ่ จนตอนแรกที่ผมนั่งอยู่บนโต๊ะในระดับเท่ากันกับท่านก็เริ่มเลื่อนลงมานั่งยอง ๆ กับพื้น สุดท้ายก็นั่งพับเพียบเรียบร้อยพนมมือฟังอยู่กับพื้นนั่นเอง ในที่สุดหลวงพี่ก็เดินสำรวมจากไป แต่ผมยังอยู่ในท่าเดิมจนกระทั่งมีเสียงใส ๆ เสียงหนึ่งเข้ามาทักทาย

“พี่ ๆ ทำอะไรอยู่น่ะ” ผมเหลือบไปเห็นมือขาว ๆ สะกิดอยู่ที่ไหล่ จึงหันหน้าไปมอง

“เหมือนศรรักปักอกชนักติด ยิ่งกว่าพิษสิบแสนในแดนหล้า...”

……….

16 ปีผ่านไปผมพบสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ เก่า ๆ เล่มหนึ่ง เมื่อเปิดอ่านดูแล้วก็ขำกับความคิดของตัวเองและข้อมูลที่อยู่ในนั้น หลังจากนั่งอมยิ้มอยู่นานก็หาปากกามาเขียนข้อมูลเพิ่มลงไป คิดว่าจะเอาไปให้ คุณแม่ของลูกชายลูกสาวที่กำลังน่ารักของผมดู

“เธอเป็นคนที่ 11 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เป็นหญิงสาวผมสั้นคนที่ 4 ผิวสีขาวอมชมพูคนที่ 6 อายุน้อยกว่าคนที่ 9 เป็นคนแรก ที่ผมพบในวัด และจะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตของผม...”

อย่างที่หลวงพี่บอกความรักไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง มันต้องมีจุดเริ่มต้นและการพัฒนาจึงจะอยู่ยั่งยืนยาว ถึงแม้ตอนนี้มีคนมาถามผมว่าคุณได้ให้อะไรกับความรักบ้าง ผมก็ยังตอบไม่ได้เหมือนเดิม แต่ผมรู้ว่าจะทำให้มันไม่ล่มสลายไปได้อย่างไร เคล็ดลับมีเพียงคำง่าย ๆ ประโยคเดียว “เข้าใจและเอาใจใส่” เชื่อผมสิ แล้วคุณจะมีความสุขและภาคภูมิใจไปกับมัน.

************************************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:58:35 น.
Counter : 374 Pageviews.  

กรรมลิขิต

ผมก้มลงมองกระดาษโน้ตยับย่นที่อยู่ในกำมือ มันมีสีเหลืองอ่อนตัดกับตัวอักษรที่เขียนไว้โดยหมึกสีดำตัวโตบรรทัดเดียว นี่เป็นลายมือของผมเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่น่าประหลาดใจคือผมไม่รู้ว่าตัวเองเขียนมันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ต่างหาก

ด้วยการใช้ความคิดอย่างหนักสิ่งที่ผมได้เพิ่มขึ้นมาและคิดว่ามันคงจะเชื่อมโยงกับข้อความนี้ได้ก็คือ ฝันที่ร้ายอย่างถึงที่สุดเมื่อตอนใกล้รุ่งนั่นเอง แต่มันก็เหมือนกับฝันอีกหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงเคยเป็น ในยามที่ฝันร้ายจนถึงกลับผวาตื่นขึ้นมาในความมืด ยามนั้นเหงื่อคุณจะท่วมร่าง หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกมาจากอก คุณคิดว่าจะไม่มีทางลืมฝันนี้แน่ ๆ หน้าตาของปีศาจร้ายที่ไล่ล่าคุณจำมันได้อย่างแม่นยำ สถานที่เกิดเหตุคุณหลับตาเดินได้ แต่เมื่อกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งและอรุณรุ่งมาถึง สิ่งเหล่านั้นกลับเหลือเพียงเศษเสี้ยว แทบไม่สามารถนำมาปะกอบเป็นเรื่องราวได้

และมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งกับผม สิ่งที่จำได้ในตอนนี้ก็คือภาพที่ไม่ประติดประต่อกันสามสี่ภาพ ภาพแรกนั้นดูเหมือนผมกำลังติดอยู่ในกองเพลิงซึ่งด้านหน้ามีกระจกกั้น ด้านหลังมีควันไฟล้อมรอบ ภาพที่สองเป็นภาพภายในของพื้นที่แคบ ๆ ที่หมุนวนไปมารอบแล้วรอบเล่า และภาพที่สามที่ดูจะชัดเจนที่สุดคือภาพแขนเสื้อสีดำซึ่งมีปืนอยู่ในมือ ทั้งหมดเป็นภาพในมุมมองของสายตา ซึ่งก็หมายความว่าผมคงจะได้เห็นอีกไม่นาน ถ้าฝันนี้เกิดเป็นความจริงขึ้นมา

อย่างไรก็ตามข้อความบนกระดาษโน้ตในมืออาจจะนำไปสู่การแก้เงื่อนงำทั้งหมดนี้ได้ ผมก้มลงอ่านมันอีกครั้ง แล้วรำพันออกมาเบา ๆ

“ระวังชุดดำ...”

...................................................

เบื้องหน้าเป็นแถวของรถที่ยาวเหยียด ฉันนั่งอยู่ในรถที่เปิดแอร์เบอร์สูงสุด กายเย็นเฉียบแต่ในใจกลับมีแต่เพลิงโกรธเผาพลาญ ในกระจกหลังฉันยังเห็นพวกมันนั่งกันแออัดอยู่ในรถเก๋งผุ ๆ ที่อยู่ถัดไปเบื้องหลังเพียงแค่รถคันหนึ่งกั้น

ทั้ง ๆ ที่คดีนี้ฉันเป็นผู้เสียหาย ครอบครัวโดนทำลาย แทบไม่เหลืออะไรสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่ฉันเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและกฏแห่งกรรม แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นนี่สิ ฉันกลายเป็นผู้ถูกข่มขู่ ต้องเป็นกังวล แม้จะรู้ว่ามันคงไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในยามนี้ แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันประสาทเสีย แค่นี้ก็พอแล้ว...

ฉันเอื้อมมือไปหยิบแว่นกันแดดขึ้นมา สวมมันเพื่อปิดบังความอ่อนแอซึ่งเริ่มปรากฏขึ้นที่หัวตาอันร้อนผ่าว ในเวลานั้นเองตึกสูงแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา ฉันหักพวงมาลัยเลี้ยวอย่างกระทันหันพารถผ่านเข้าไปในที่จอดรถชั้นใต้ดินของตึกสูงแห่งนั้น มันไม่ใช่ที่ทำงานและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับตัวของฉัน แต่ตอนนี้ฉันกลับเลือกมันเป็นที่พึ่งพา หลังจากรับบัตรจากพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยรู้ว่าพวกมันคงไม่กล้าเข้ามาแน่ ๆ เพราะทั้งสภาพรถและสภาพคนคงไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างแน่นอน

ในมุมมืดที่สุดของลานจอดรถ ฉันร้องไห้ออกมา ร้องให้กับความยุติธรรม ร้องไห้ให้กับสังคม และให้กับตัวเอง...

...................................................

“พี่จะมอบตัวจริง ๆ หรือ ผมว่าคราวนี้มีศึกหลายด้านนะ รัฐบาลบอกเอาจริง สื่อออกข่าวกันอย่างครึกโครม ประชาชนก็กดดันอย่างหนัก ไม่รอไปอีกสักหน่อยให้กระแสจางลงอีกนิดเหรอครับ” สมนึกลูกน้องคนสนิทของผมถามขึ้น
“ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนั้นข้าจัดการเองได้ เอ็งทำหน้าที่ของเอ็งไป พวกพยานที่ให้จัดการน่ะไปถึงไหนแล้ว”
“ก็เกือบหมดแล้วหล่ะ ไม่มีใครกล้าออกปากหรอก ตอนนี้คิดว่าที่น่ากลัวก็มีแต่พวกที่อยู่กับชุดคุ้มครองน่ะล่ะ ผมให้ไอ้มนมันไปซุ่มรอจังหวะอยู่ เห็นมันบอกว่าไม่ได้หนาแน่นเท่าไหร่ แต่อยากให้ชัวร์ก่อน คิดว่าคงอีกไม่นาน แต่ถ้าพี่จะเอาแบบเร่งหน่อยก็บอกผมได้”
“ไม่ต้องเร่ง อย่างไรก็ได้ประกันอยู่แล้ว”
“แล้วชาวบ้านที่ให้ไปเกณฑ์ น่ะพร้อมรึเปล่า”
“ได้มาแล้ว แต่ก็เอาคนที่อื่นผสมบ้าง”
“ไม่เป็นไร อย่าลืมดอกไม้ ป้ายผ้าใบและช่างภาพล่ะกัน” ผมพูดขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วพอมองเห็นสีของเสื้อของมัน เพราะนึกถึงอะไรบางอย่างได้ ก่อนที่จะกล่าวต่อไป
“เออ เอ็งไปเปลี่ยนชุดด้วย วันนี้ห้ามใส่สีดำ เอาสีอื่น สีฟ้าหรือสีขาวก็ได้ แล้วตามข้าไป”

รถเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสถ์ ที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและเลือดเนื้อ นักข่าวหลายคนยังยืนอยู่ข้างประตูรั้ว บ้างกำลังจดข้อความ บ้างก็ยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ ผมหันหลังไปยิ้มและโบกมือให้กับพวกเขา แต่ก็เกิดลางสังหรณ์แปลก ๆ ขึ้น มันเหมือนผมกำลังโบกมือให้กับบ้านของตัวเอง เพราะเบื้องหลังกลุ่มนักข่าวก็คือคฤหาสถ์หลังงามที่ตั้งตะหง่านนั่นเอง

ผมเอียงตัวกลับมานั่งลงในท่าปกติ มือทั้งสองสอดประสานเหมือนกำลังนั่งสมาธิ แต่หัวแม่มือทั้งซ้ายขวาเคลื่อนสลับกันไปมา ในใจนั้นกำลังคิดว่า ผมตายไปกี่ครั้งแล้วในความคิดหลังจากที่ฆ่าคนเป็นครั้งแรก

ผมยิ้มออกมา ยิ้มให้กับความคิดเช่นนั้น...

...................................................

ฉันถอดแว่นออกปาดหยาดน้ำตาด้วยปลายนิ้วแล้วสวมมันกลับไปที่เดิม จากนั้นจึงสตาร์ทรถขับออกมาก่อนที่จะหยุดลงที่ป้อมยาม ส่งบัตรจอดรถให้แก่ผู้รักษาความปลอดภัย ชายหนุ่มทำหน้าฉงน ลอบมองเข้ามาในรถ ก่อนที่จะขอตรวจกระโปรงหลัง คงจะคิดว่าฉันเข้ามาทำอะไรเพราะทางเดินขึ้นตึกนั้นอยู่กลางลานกว้างและฉันก็ไม่ได้เดินไปทางนั้นเลย เขาตรวจอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับด้านหน้ายังพยายามมองสำรวจเบาะส่วนหลังอีกครั้ง ใบหน้าแสดงความสงสัยอย่างชัดเจน จนฉันใช้นิ้วชี้ดันแว่นขึ้นเผยให้เห็นดวงตาที่ยังแดงก่ำนั่นล่ะเขาถึงได้เข้าใจและปล่อยให้ออกมา

รถของพวกมันจอดอยู่ไม่ไกล แต่ไม่เห็นมีใครอยู่บนรถแม้แต่คนเดียว ฉันไม่คิดว่ามันจะละทิ้งไปง่าย ๆ อย่างน้อยก็จนกว่านายของพวกมันจะหลุดพ้นนั่นล่ะ แล้วเมื่อไหร่ล่ะ นี่ขนาดฉันภาวนาให้เขาทุกวัน ภาวนาให้เขาหลุดพ้นไปสักที ประชาชนคนธรรมดาจะได้อยู่อย่างเป็นสุข-สงบบ้าง แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีวี่แววเลย

ฉันไปถึงสถานีตำรวจในตอนเที่ยงพอดี ข่าวในวิทยุแจ้งว่าผู้ต้องหารายงานตัวตั้งแต่เวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว ระหว่างนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ทางด้านซ้ายของลานจอดรถมีรถบัสคันใหญ่จอดอยู่ 3 คัน ป้ายผ้าขาวบางสีขาวถูกวาดเป็นรูปช่อดอกไม้สีสันสวยงามทั้งเขียวทั้งแดง ต่อด้วยข้อความ ให้กำลังใจยาวเหยียด

ด้านหน้าของตึกใหญ่ชาวบ้านหลายคนนั่งรออย่างอดทน แดดยามเที่ยงสาดลงมาจนเหงื่อไหลไคลย้อยไปตาม ๆ กัน แต่สายตาของพวกเขานั้นยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและคาดหวัง ทุกคนรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองต้องทำอะไรและผลที่จะได้คืออะไร ฉันไม่โทษพวกเขาหรอก ถ้าจะโทษสิ่งที่ควรจะโทษก็คือสังคมทุนนิยมมากกว่า

เสียงอื้ออึงดังออกมาจากด้านในตึก ไม่นานนักร่างของเขาก็ปรากฏตัวนำหน้า เดินออกมาท่ามกลางนายตำรวจใหญ่และส.ส. หลายคน สีหน้ายิ้มแย้มโบกมือให้กับขบวนชาวบ้านที่มาให้กำลังใจ ตัวแทนชาวบ้านออกไปมอบดอกไม้นำเข้าช่อโตขนาดที่ว่ารายได้สองสามเดือนของพวกเขาก็คงซื้อไม่ได้ ก่อนที่จะให้กำลังใจด้วยถ้อยคำสละสลวยซึ่งเตรียมมาอย่างดี จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของช่างภาพซึ่งระดมกดชัทเตอร์ถ่ายรูปจนแสงแฟลชสว่างวูบวาบไปทั่ว ภาพน่าประทับใจเหล่านี้คงกระจายไปตามสื่อต่าง ๆ ในไม่ช้า

ฉันนั่งรอในรถจนทุกสิ่งสงบลง ทุกอย่างถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา นายตำรวจ นักการเมือง ชาวบ้าน ดูเขาจะมีพรรคพวกมากมายในขณะที่ฉันโดดเดี่ยว มีเพียงความเชื่อในกฏหมายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว แม้มันจะเป็นเส้นบาง ๆ ที่เล็กกว่าเส้นยาแดงก็ตาม ฉันกำลังลังเลว่าจะตามไปที่วิกการแสดงวิกสุดท้ายของวันนี้ ณ ศาลยุติธรรมดีหรือเปล่า ฉันจะทนฟังคำตัดสินนั้นได้ฤา แม้มันจะเป็นเพียงการตัดสินว่าให้ประกันตัวได้หรือไม่ก็ตาม

...................................................

ทุกอย่างดูจะเป็นใจให้กับผม ท้องฟ้าวันนี้ดูจะสดใสเหลือเกิน มันปลอดโปร่งเสียจนเมฆดำสักก้อนก็ไม่มีมาให้เห็น ตำรวจหลายนายเป็นกันเองจนผมต้องจำชื่อไว้สมนาคุณในภายภาคหน้า นี่ยังไม่รวมชาวบ้านทั้งแท้ทั้งเทียมที่ดูจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์อีก ผมนึกชมเจ้านึกมันอยู่ในใจที่จัดเตรียมทุกอย่างได้เรียบร้อยจนแทบไม่มีที่ติ

เรามาถึงศาลในเวลาบ่ายโมงครึ่ง แวะทานข้าวในระหว่างที่ตำรวจส่งสำนวน แม้รสชาติของอาหารจะไม่ถูกปากสักเท่าไหร่แต่ก็ยังพอกล้ำกลืนลงไปได้ ผมตกลงให้ทนายยื่นขอประกันตัวด้วยโฉนดที่ดินทำเลดีซึ่งสามารถตีราคาได้กว่าร้อยล้าน มันมีเขตกินเข้าไปในป่าสงวนพอประมาณตามวิธีซิกแซกที่พรรคพวกสอนมา

เรื่องทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมผมได้รับการประกันตัวออกมาท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวบ้าน นายตำรวจและเหล่าเพื่อนส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ดอกไม้และคำพูดให้กำลังใจของชาวบ้านรอบที่สองประเดประดังเข้ามาจนผมรับไม่ทัน คำขอบคุณขอบใจออกจากปากผมนับสิบ ๆ ครั้ง แต่การขอบคุณคงจะออกจากกระเป๋ามากกว่านี้แน่นอน

หลังเสร็จศึกกับสื่อมวลชนก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว ผมก้าวลงมาจากอาคารที่ใช้เป็นที่แถลงข่าว เจ้าสมนึกยังนั่งรออย่างภักดี บุญมาคนขับรถก็ติดรถเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อย ผมขยับสูทให้เข้าที่ก่อนที่จะก้มตัวมุดเข้ารถไป แต่แล้วความรู้สึกผิดปกติก็พุ่งเข้ามาจู่โจมอีกครั้ง ใจคิดว่านี่อาจจะเป็นสัญชาติญาณของการเอาตัวรอดก็เป็นได้ จึงเรียกสมนึกมาถอดสูทสีเทาที่ใส่อยู่ส่งให้ กำชับให้ปลอมตัวเป็นผมใช้เส้นทางประจำกลับบ้าน ส่วนตัวผมเองนั้นจะขับรถของเขาออกนอกเส้นทางอ้อมกลับไปอีกทางหนึ่ง สุดท้ายจึงบอกให้เขาระวังตัวและเตรียมพร้อมให้ดี เจ้าสมนึกรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนที่จะก้าวขึ้นรถ

ผมยืนมองรถคันโตเคลื่อนตัวออกไป ความจริงผมน่าจะอยู่ในรถคันนั้นเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นรถหุ้มเกราะกันกระสุน แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหน รถของผมแม้จะหุ้มเกราะ แต่ก็ไม่มีใครประกันได้ว่าเมื่อถูกจรวดอาร์พีจีหรือระเบิดเอ็มหกมันจะปกป้องชีวิตได้ ผมโทรศัพท์หาหัวคะแนนเพื่อนัดพบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูเขาจะงงเล็กน้อยเพราะผมไม่ได้บอกว่าเรียกมาทำไม แต่ก็รับคำว่าจะรีบมาในทันที

...เราเปลี่ยนรถกันในร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดัง ผมขับรถกลับบ้านด้วยความสบายใจและพอใจกับแผนการแยบยลของตัวเอง แม้รถกระป๋องของญี่ปุ่นจะนั่งไม่นุ่มสบายเท่ารถยุโรปคันใหญ่ที่บ้านก็ตามที...

...................................................

ศาลให้เหตุผลว่าเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงและไม่มีท่าทีว่าจะข่มขู่พยาน อีกทั้งยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่แน่นอนตามกฏหมายแสดงว่าจะไม่หนีคดีไปไหนแน่ ๆ ฉันขอถามหน่อยเถอะ ผู้มีอิทธิพลคนไหนไม่มีชื่อเสียงบ้าง? ส่วนเรื่องข่มขู่น่ะหรือที่ฉันพบอยู่ทุกวันนี้คืออะไร? ตำรวจมามันไปตำรวจไปมันมา คนหนึ่งเปิดเผยคนหนึ่งหลบซ่อนใครได้เปรียบกัน? แม้จะรู้อยู่แก่ใจก่อนแล้วว่ามันจะต้องลงเอยเช่นนี้ แต่คำประกาศกร้าวของรัฐบาลกับกระแสสังคมก็พาให้ฉันเพ้อฝันมาถึงวันนี้จนได้สิ

เมื่อไหร่หนอกรรมที่คนพวกนี้ก่อจะส่งผลเสียที ฉันรอมาเนิ่นนานแล้วนะ ...รอมานานแล้ว ...หรือจะไม่รอดี มือขวาของฉันเอื้อมไปสัมผัสกับดุ้นเหล็กอันเย็นเยียบที่อยู่ในคอนโซลลับใต้พวงมาลัยทางด้านขวามือซึ่งสั่งทำเพิ่มขึ้นมาโดยเฉพาะ

“ใครจะมาสนใจผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ คนที่กำลังถูกข่มขู่เล่า?”

ฉันละมือจากมันแล้วหันหัวรถกลับ เพลิงพิโรธลุกโชนขึ้นอีกครา ก็ในเมื่อไม่มีใครให้ความยุติธรรมได้ ถ้าฉันคิดจะสร้างมันขึ้นมาก็คงไม่แปลกแต่อย่างไร ใช่ไหม?

รถรายามดึกวิ่งกันเต็มความเร็ว ดูแล้วก้อน่าเสียวสำหรับถนนสองเลนที่ไม่มีเกาะกั้นกลาง ฉันบังคับรถไปจอรอใต้ต้นไม้ใหญ่ นี่เป็นทางผ่านไปสู่แหล่งพำนักของเขา ถ้ารถหรูคันนั้นผ่านมาเมื่อไหร่ก็จะสังเกตเห็นได้ทันที พวกผู้ติดตามที่ไม่ได้รับเชิญของฉันหายไปตั้งแต่ตอนเที่ยงหรือฉันสังเกตไม่เห็นพวกมันก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้จะมีหรือไม่มีพวกมันก็คงไม่ต่างอะไรสักนิด ฉันมองดูมัจจุราชสีดำในมือมันดูกลืนไปกับสีของชุดสูทเข้ารูปที่ฉันสวมอยู่ ในใจคิดแผนการฆ่าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาตายไปในความคิดของแล้วฉันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

...................................................

สัญชาติญาณของผมถูกต้อง สมนึกรายงานมาว่ารถถูกดักยิงจริง ๆ แต่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ผู้ร้ายเป็นชายชุดดำที่ทราบแล้วตอนนี้ว่าเป็นแก๊งค์ของผู้การใหญ่ ที่ขัดแย้งกับผมเรื่องบ่อนพนันขนาดใหญ่ที่กำลังจะก่อตั้ง ทั้ง ๆ ที่ไอ้ใหญ่และผมก็เคยบวชเณรเรียนเล่นกินข้าววัดมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

สองชั่วโมงผ่านไปตะกอนความคิดที่ฟุ้งตลบเริ่มสงบลง ฉันรู้ว่าตัวเองคิดไม่ถูกต้อง การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่มีปืนก็เหนี่ยวไกยิง อีกทั้งเรื่องของบาปบุญที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กก็เริ่มผุดขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องหิริโอตัปะ ฉันละอายจริง ๆ กับสิ่งที่ตัวเองคิดกระทำ สุดท้ายจึงวางปืนลงที่เบาะว่างด้านข้าง แล้วติดเครื่องขับออกมาจากที่ตรงนั้น

ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างกระทันหัน นั่นทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เหลือแค่เชิ้ตสีขาวบาง ๆ แค่ชั้นเดียวเพราะถอดสูทของตัวเองให้สมนึกใส่ไปแล้ว จึงควานมือไปทางเบื้องหลังหยิบสูทของเจ้าของรถที่แขวนไว้มาสวม จากนั้นจึงกดปุ่มปิดกระจกอัติโนมัติ กระจกค่อย ๆ เลื่อนขึ้น ผมดีดบุหรี่มวนสุดท้ายออกไปนอกรถ ก่อนที่จะเปิดแอร์ ไม่นานนักความเย็นเยียบก็เข้าครอบครองทั่วทั้งบริเวณ

ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก จึงถอดสูทเข้ารูปสีดำที่แสนอึดอัดนั้นออกโยนมันไปที่เบาะหลัง สูทสีดำกลืนไปกลับความมืดเบื้องหลัง ในเวลานี้ฉันเหลือแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบาง ๆ เท่านี้ก็ดูจะมากพอแล้ว ฉันเอื้อมมือไปปิดแอร์ กดปุ่มเปิดกระจกอัติโนมัติ กระจกค่อย ๆ เลื่อนลง สายลมธรรมชาติเริ่มพัดโบกเข้ามาจนในที่สุดก็ครอบครองบริเวณทั่วทั้งคัน

ไม่รู้อะไรกระตุ้นให้ผมเปิดคอนโซลทางด้านขวามือขึ้น ไม่ยากเลยที่จะเห็นและหยิบมันขึ้นมา แล้วมันก็ทำให้ผมกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น เพราะในเวลานี้ผมเห็นภาพ ๆ เดียวกับในฝัน ภาพแขนเสื้อสีดำซึ่งมีปืนอยู่ในมือนั้นคือมือและแขนของผมเองที่อยู่ในสูทสีดำสนิทของเจ้าของรถนั่นเอง !!!

ฉันคุมพวงมาลัยด้วยมือซ้าย มือขวาหยิบปืนที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างกายขึ้นมา ค้อมตัวลงนำมันไปเก็บมันไว้ในที่เดิม ในระหว่างนั้นก็เสียหลักจนพวงมาลัยหักไปทางขวาพอสมควรก่อนที่จะรีบหมุนกลับมาด้วยความตกใจ ซึ่งก็ดูท่าว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงแตรสัญญาณใด ๆ ดังเตือน ฉันจึงประคองรถไปเบื้องหน้าสู่จุดหมายต่อไป

ผมสะบัดมือเหวี่ยงปืนออกไปจนมันตกลงไปกองกับพื้นรถ พยายามจะถอดสูทออกจากตัว แต่เมื่อหันหน้ากลับมาดูถนนเบื้องหน้าอีกที ก็พบว่ามีรถคันหนึ่งกำลังวิ่งตรงดิ่งข้ามเลนเข้ามาหา ด้วยความตกใจผมหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเพื่อหลบโดยสัญชาติญาณ รถพุ่งทะยานเสยเข้ากับกองวัสดุก่อสร้าง จากนั้นจึงพลิกคว่ำหลายตลบ ถังน้ำมันถูกสะเก็ดไฟที่เกิดจากการครูดของโลหะจุดระเบิดจนไฟลุกท่วมทั้งคันรถ ก่อนที่จะไปจบลงตรงเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ ภาพในฝันร้ายของผมกลับมาปรากฏอย่างครบถ้วน ผมรับรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นและอยากจะรู้เมื่อเช้านี้ ก่อนที่ชีวิตจะหลุดลอย ทิ้งทรัพย์สมบัติและอำนาจมหาศาลไว้เบื้องหลัง

เสียงระเบิดดังขึ้นเบื้องหลังไม่ไกลนัก ฉันเลื่อนสายตาขึ้นไปที่กระจกมองหลัง เปลวเพลิงและควันไฟลุกโชนขึ้นมา จนความมืดถูกทำลายไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ใจหนึ่งก็อยากจะย้อนกลับไปดูเผื่อว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แต่ร่างกายกลับดูเหมือนไม่ยอมทำตาม ในวูบหนึ่งของความคิดฉันนึกไปว่ากรรมคงจะตามทันคนบาปหนาสักคน แต่แล้วก็ยิ้มออกมาให้กับความคิดนั้น ในสมัยนี้ยังมีอีกหรือเรื่องของคนชั่วที่กรรมตามทัน ดูจากเรื่องที่ฉันประสบอยู่นี้ก็ได้ จริงไหม?
.................................................................




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:44:17 น.
Counter : 167 Pageviews.  

ตอนต่อของภาพยนต์โฆษณา

“เอี๊ยดดด...“เสียงล้อรถยนต์ส่วนบุคคลถูกเบรคอย่างกระทันหันขณะแล่นมาด้วยความเร็วสูงจนฝุ่นที่เกาะอยู่บนลานซีเมนต์ฟุ้งตลบไปทั่ว ประตูหน้าฝั่งคนชับของรถสีดำคันใหญ่ถูกแง้มออก มือที่ล่ำสันแข็งแรงคู่หนึ่ง ยกกล่องสีน้ำตาลขนาดพอประมาณออกมาวางที่พื้นปูนซีเมนต์ แล้วปิดประตูดังปัง สุดท้ายจึงเหยียบคันเร่งสั่งให้รถทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว

กล่องสีน้ำตาลถูกตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบริเวณลานกว้างหน้าวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ฝากล่องเริ่มถูกแรงดันจากภายในจนเปิดออกเป็นช่อง ลูกหมาตัวน้อย ๆ กำลังน่ารักสามตัว โผล่หน้าออกมา พวกมันตะกายออกมาจากกล่อง และเริ่มวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน

“ยาฮู้ เจ้านายเราใจดีจัง พาเรามาเที่ยวด้วย” ลูกหมาตัวหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงกับพรรคพวก

ขณะนั้นเองมีหมาพันทางร่างสูงแต่ผอมโซ ขนที่ติดอยู่ตามตัวหรอมแหรมเต็มทีเดินผ่านมา มันถุยกระดูกหมูชิ้นเก่าโกโรโกโสที่คาบลงมาสู่เบื้องล่างจนกระเด้งกระดอนไปบนพื้นปูนที่ร้อนระอุ ทำหน้ากวน ๆ นิด ๆ แล้วพูดขึ้น

“เจ้าพวกหมาน้อยเอ๊ย ยังไม่รู้อีกหรือพวกแกน่ะ ...ถูกทิ้ง”

“ถูกทิ้งงงงง...” หมาน้อยทั้งสามตัวตะโกนขึ้นพร้อมกันอย่างตกใจ

*****************

เอาล่ะครับ นั่นคือเรื่องราวของพวกผมทั้งหมดที่พวกคุณเห็นจากโฆษณา แต่ความจริงแล้วหลังจากนั้น พวกเรายังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเยอะที่จะเล่าให้ฟัง ผมว่าเราอย่าเสียเวลากันดีกว่า เพราะนี่ก็ใกล้จะเพลแล้วเดี๋ยวผมจะไปไม่ทันพรรคพวก

เรา – หมายถึงผมและเพื่อน ๆ อีกสองตัวเป็นหมาตัวน้อย ๆ น่ารักจนคุณไม่เชื่อหรอกว่าจะมีคนทิ้งได้ลงคอ ในตอนนั้นเราทั้งสามยังอ่อนต่อโลกมากนัก ไม่รู้จะไปไหนดี จึงวิ่งวนไปวนมา กระวนกระวายอยู่ไม่สุข ในใจลึก ๆ ก็ยังหวังว่าจะเห็นรถยนต์คันใหญ่สีดำนั้นวนกลับมารับ ส่วนพี่เสือ(ชื่อที่ทราบภายหลัง) นั้นคาบกระดูกไปนอนแทะใต้โพธิ์ขนาดใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ข้าง ๆ อย่างสบายอารมณ์

สักพักหนึ่งผมก็เหนื่อยและเห็นว่าไร้ประโยชน์จึงชวนพรรคพวกเข้าไปพักใต้ร่มโพธิ์บ้างและจะได้สอบถามว่าที่นี่เป็นที่ใด เผื่อว่าจะได้หาทางกลับบ้านกันถูก

“พี่ ๆ ที่นี่ที่ไหนครับ” ผมถามเจ้าของร่างผอมโซอย่างสุภาพ
“ก็วัดใหญ่ไงเล่า”
“วัดนี้มันอยู่ที่ไหนล่ะพี่”
“เคยได้ยินหลวงพ่อแกบอกว่าอยู่แถวฝั่งธนนะ”
“แล้วฝั่งธนนี่มันตรงไหนเหรอ”
“ข้าก็ไม่รู้หรอก เกิดมาก็อยู่ที่วัดนี้แล้ว เคยไปไกลที่สุดก็ตลาดฝากขะโน้นเท่านั้นล่ะ เอ็งจะรู้ไปทำไมวะ”
“ก็เผื่อจะหาทางกลับบ้านได้น่ะ พี่”
“อย่าไปหวังเลยว่ะ ที่เขาเอาพวกเอ็งมาปล่อยเนี่ย ก็แสดงว่าเขาไม่ต้องการแล้ว”
“ไม่จริง พวกฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมต้องถูกทิ้งด้วยเมื่อวานนายผู้หญิงยังอุ้มฉันเล่นอยู่เลย เขายังบอกว่าพวกฉันน่ารักน่าสงสารด้วยนะ”

“เอ็งไม่รู้หรือวะ สิ่งมีชีวิตบางอย่างน่ะแค่เกิดมาก็ก็มีความผิดแล้ว ผิดที่ผิดทางอย่างไรล่ะ ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาไปทิ้งไปปล่อยไปเอาออก กันให้ทั่วบ้านทั่วเมืองหรือ”
“..........”
“พวกเอ็งชื่ออะไรกันบ้างล่ะ ต่อไปจะได้เรียกหากันถูก”
“เอ่อ....”

“ยังไม่มีชื่อกันอีกหรือวะ อย่างนี้แสดงว่า เขากะทิ้งไว้ตั้งแต่แรกเลยนี่หว่า”
“………”
“เฮ้ย ไม่ต้องนั่งเศร้ากันเป็นหมาหงอยอย่างนั้น เกิดเป็นหมากันซะเปล่า แค่นี้ทำสำออยไปได้ เอาอย่างนี้ข้าตั้งชื่อให้พวกเอ็งก็แล้วกัน” พี่เสือพูดขั้นมาหลังจากเห็นเราเงียบและดูท่าทางซึม ๆ ไป

“ไอ้ตัวเล็กนั้นชื่อ ขนมจีบ แล้วกัน ส่วนเจ้าหางขาวนั่นซาลาเปา แล้วเอ็งชื่อ ข้าวต้มมัด ก็แล้วกัน เป็นไงชอบกันไหม ส่วนข้าชื่อเสือนะโว้ย เรียกพี่เสือก็ได้เคยได้ยินไหม คบพี่เสือแล้วไม่ผิดหวัง 5555”

ถึงแม้ว่ามุขพี่แกจะฝืด ๆ ไปนิด แต่ดูเหมือนว่าแกจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเราในวันนี้ ถ้าสังเกตจากไฟนีออนที่ติดอยู่ในกระจกของรถขายขนมจีบซาลาเปาซึ่งตั้งร้านขายอยู่ใกล้ ๆ กับหาบขายข้าวต้มมัดหน้าวัดถูกเปิดขึ้นแล้ว พวกเราจึงรับคำแกอย่างเบา ๆ

พี่เสือพาพวกเราไปดูบ้านของแกที่อยู่ใต้ถุนโบสถ์ไม้หลังเก่า ซึ่งอยู่บริเวณทางด้านซ้ายค่อนไปทางด้านหลังของบริเวณวัด มันเป็นซอกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยไม้ผุ ๆ เก่า ๆ มีช่องว่างอยู่ตรงกลางพอเป็นที่ซุกหัวนอนได้ พวกผมและพวกอีกสองตัวมองหน้ากันไปมา พยายามหามองหาเบาะอุ่น ๆ อย่างที่เคยนอนอยู่ที่บ้านของเจ้านาย แต่ก็พบเพียงกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ที่ถูกนอนทับติดไปกับพื้นจนแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนกระดาษอันไหนพื้นดิน

“อ้าวยืนมองอะไรกันวะ นอนพักกันซะก่อนสิ เดี๋ยวตอนค่ำ ๆ จะได้ออกไปหาอะไรกินกัน ช่วงนี้ยิ่งหายาก ๆ อยู่ด้วย”

พวกผมนั่งลงและฟุบตัวลงกับพื้น สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ดูต่างกับสภาพที่เคยเป็นอยู่ราวฟ้ากับดิน แต่พวกเราก็ไม่มีใครสักตัว ท้อแท้หรือสิ้นหวัง เรื่องเศร้านั้นเศร้าอยู่ แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกที่แสดงออกมาตามธรรมชาติและมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เราปรึกษากับอยู่เงียบ ๆ ว่าจะหาทางกลับบ้านไปหาแม่ได้อย่างไร

“ฉันจำได้ ๆ ฉันเคยโผล่หัวออกมาจากล่องแวบนึงนะ ฉันมองเห็นบอลลูนลูกโตจากทางกระจกรถทางขวา” เจ้าซาลาเปาพูดขึ้นอย่างดีใจ หลังจากผมถามว่าจำอะไรได้บ้าง ระหว่างที่ถูกพามา
“ใช่ ๆ ฉันก็จำได้ ตอนนั้นรถเพิ่งแล่นออกมาได้แวบเดียวเองด้วย ถ้าเราหาบอลลูนลูกนั้นเจอ บ้านก็คงจะอยู่ใกล้ ๆ นั่นล่ะ” เจ้าขนมจีบเสริมขึ้นอีก
“ที่สำคัญคือเราต้องหาบอลลูนลูกนั้นให้เจอ ไว้พรุ่งนี้ค่อยหากันเถอะ” ผมกล่าวสรุปปิดท้าย ก่อนที่จะปิดเปลือกตาลง

พี่เสือปลุกพวกเราขึ้นมาในช่วงหัวค่ำ และพยักพเยิดบอกให้เดินตามแกไป เราทั้งสามเดินตามไปอย่างช้า ๆ ไม่นานนักก็ไปถึงตลาดสดแห่งหนึ่ง เขาพาพวกเราเดินวนไปดูตามแผงต่าง ๆ พยายามขุดค้นทุกซอกมุมเพื่อหาเศษเนื้อเศษกระดูกที่อาจจะหลงเหลือจากการเก็บกวาดของพนักงานทำความสะอาดประจำตลาด พวกเราวนกันเกือบสามรอบแต่ได้กระดูกหมูชิ้นเล็ก ๆ เพียงแค่ชิ้นเดียว ซึ่งดูอย่างไรก็คงไม่เพียงพอกับจำนวนของพวกเราเป็นแน่ พี่เสือมองมาทางพวกเราอย่างเวทนา แล้วจึงบอกให้กลับไปรอที่วัดก่อนเขาจะไปหาอาหารในที่ ๆ ไกลกว่านี้ ถ้าโชคดีคงได้มาแบ่งปันกัน เราจึงเดินกลับมาที่พักกันก่อนอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

ร่างสูงเก้งก้างเจ้าของขนสีกระดำกระด่างมุดลงมาใต้ถุนโบสถ์ตอนกลางดึก ปากยาวของเขาคาบถุงพลาสติกหูหิ้วบรรจุเต็มไปด้วยเศษอาหาร ผมและพรรคพวกอีกสองตัวตื่นขึ้นมาแทบจะทันทีที่ได้กลิ่นของกิน หลังจากทนหลับไปทั้ง ๆ ที่ท้องร้องจ๊อก ๆ

พี่เสือบอกให้เราจัดการกับอาหาร ส่วนตัวเองหลบเข้าสู่มุมส่วนตัวนอนลงหอบจนลิ้นห้อยออกมา (ตอนหลังพวกเราถึงรู้ว่าแกไปหาอาหารที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง ซึ่งห่างไกลจากตลาดที่เราไปอีกถึง 5 กิโล) พวกเราขอบคุณแกแล้วยืนเข้าแถวหน้ากระดานกินกันอย่างสุภาพ เวลานั้นในความคิดของเราพี่เสือไม่ใช่หมาผอมโซรูปร่างหน้าชังอีกต่อไป แกกลายเป็นวีรบุรุษหมาผู้ยิ่งใหญ่ที่เราสามารถฝากชีวิตไว้ได้ในทุกสถานการณ์เลยทีเดียว

เราสามตัวนอนรวมกลุ่มชิดติดกันอย่างแนบแน่น แม้กระนั้นอากาศที่หนาวเย็นก็ยังแทรกซึมผ่านขนอันหนานุ่มเข้ามาได้ ผมลืมตาตื่นขึ้นเพราะแสงแดดที่แยงเข้ามาถึงเปลือกตา หลังจากนอนนิ่งมองอณูเล็ก ๆ เต้นระบำในลำแสงอันอ่อนโยนอยู่ครู่ใหญ่ ผมก็ขยับตัวปลุกน้อง ๆ ทั้งสองตัวขึ้นมา และชักชวนกันออกไปยืดเส้นยืดสายกันที่สนามหญ้าหน้ากุฏิ

น้ำค้างยังไม่หายไปจากยอดหญ้า อากาศที่หนาวเหน็บกลับผ่อนคลายลงเมื่อเราได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ เราวิ่งเล่นไล่จับกันไปรอบ ๆ บริเวณและก็พบกับสิ่งแปลกตาที่เมื่อวานนี้เราไม่ได้สังเกตหลายอย่าง บริเวณหน้ากุฏิที่เป็นเรือนไม้เก่า ๆ นั้นมีกรงขนาดใหญ่วางอยู่เต็มไปหมด ภายในกรงนั้นมีสัตว์ป่านานาชนิดบรรจุอยู่ ผมเห็นหมีควายตัวใหญ่ยักษ์นอนหมอบอยู่กับพื้นด้วยความเกียจค้าน ด้านข้าง ๆ ถัดไปอีกหน่อยก็มีกรงเสือดาวที่ถูกแยกออกมาต่างหาก ซึ่งมีท่าทางดุร้าย อารมณ์ไม่ดีราวกับเกลียดชังสิ่งมีชีวิตทั้งโลก และเมื่อเราเข้าไปใกล้เขาก็แยกเขี้ยวขู่คำรามใส่ราวกับจะประกาศศักดาและศักดิ์ศรีที่สูงส่งของเขา

เราเดินทัวร์สวนสัตว์ในวัดอยู่ครู่ใหญ่ พี่เสือจึงมุดออกจากที่พักมาสมทบ และบอกความเป็นมาของสัตว์เหล่านี้ว่าก็เป็นพวกที่ถูกทิ้งเหมือน ๆ กับพวกเราน่ะแหละ บางตัวก็ถูกยกมาทั้งกรง อย่างเสือดาวที่ชื่อลีโอซึ่งขู่ใส่เรานั่นก็เพิ่งถูกเอามาปล่อยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ตอนนั้นทั้งวัดตกใจกันยกใหญ่เมื่อตื่นขึ้นมาเจอกรงเสือดาววางอยู่หน้าวัด ช่วงแรกก็นึกกันว่ามีใครมาทำตกไว้ เพราะเสือดาวตัวขนาดนี้ราคาไม่ใช่ถูก ๆ แต่พอสองวันผ่านไปไม่มีใครมารับจึงรู้ว่ามีคนเอามาปล่อย หลวงพ่อจึงให้ย้ายกรงมาหน้ากุฏิ ให้อยู่กับสัตว์อื่น ๆ ส่วนป้าเจนนี่นั่นเป็นอีกัวน่านำเข้าจากต่างประเทศ เจ้าของแกเอามา “ฝาก” ไว้กับหลวงพ่อเมื่อปีที่แล้ว และก็ไม่ได้มาเอาคืนอีกเลย

พี่เสือแนะนำสัตว์อีกหลาย ๆ ตัวให้เรารู้จัก โดยในรายละเอียดมักจะมีราคาของบรรดาสัตว์เหล่านั้นแถมท้ายด้วยทุกครั้ง จนผมคิดว่าถ้าหลวงพ่อเอาสัตว์ทั้งหมดไปขายก็คงจะมีเงินสร้างกุฏิใหม่ได้เลยทีเดียว และมันก็ทำให้ผมสงสัยในตัวมนุษย์หนักหนาว่าถ้าเลี้ยงไม่ได้แล้วจะซื้อมาเลี้ยงกันทำไม มันทั้งเปลืองเงินเปลืองเวลาเปล่า ๆ จริง ๆ หรือพวกเขาอยากแสดงให้เห็นว่าที่ยกย่องตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐนั้น หนึ่งในเหตุผลก็คือสามารถควบคุมและเข้าไปยุ่งกับสัตว์อื่น ๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จดั่งใจนึก ซึ่งท้ายที่สุดก็คงจะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขาคิดเลย

เสียงระฆังดังกังวานขึ้น พี่เสือชักชวนเราไปทางหลังกุฏิแล้วบอกว่าอีกไม่นานพระสงฆ์จะฉันเพล หลังจากนั้นจะมีของเหลือมาให้เรากิน ซึ่งเป็นประจำทุกวัน ทำให้บรรดาสัตว์ที่อาศัยอยู่ในวัดไม่ต้องออกไปหาอาหารกินเอง ส่วนพวกสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในกรงนั้นจะให้อาหารต่างหาก มากน้อยก็แล้วแต่เงินที่ได้รับบริจาคมา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะมักจะอยู่กันไม่นานเท่าไหร่ เนื่องจากพอได้สัตว์ใหม่ ๆ มาหลวงพ่อจะติดต่อไปทางสวนสัตว์ให้มารับตัวไปอยู่เสมอ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนหลวงพ่อจะให้ใครก็ตามที่มาขอ แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้หลวงพ่อต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนให้หลังจากนั้นมา คือ มีคนเอาลิงลมมาทิ้งไว้ที่วัดหลวงพ่อแกก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดีรักษาแผลที่เน่าเปื่อยผุพองให้จนหายดี ไม่นานนักก็มีชายคนหนึ่งมาขอไปเลี้ยงโดยรับคำว่าจะเลี้ยงดูอย่างดี และก็ไม่นานอีกเช่นกันลิงลมตัวนั้นก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ชายคนที่เคยมาขอเอามาคืน เป็นหญิงสาววัยรุ่นที่บอกว่าไปซื้อมันมาจากสวนจตุจักร แล้วเลี้ยงไม่เป็น

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ พวกเราก็เดินไปปรึกษาเรื่องที่คิดไว้กับพี่เสือ บอกแกถึงเรื่องบอลลูนที่เจ้าซาลาเปาจำได้ แกอิดออดอยู่ครู่ใหญ่ก็ยอมพาพวกเราออกไปเดินหา แต่ก็กำชับกับพวกเราว่าอย่าหวังอะไรให้มากนักจะเจ็บใจเปล่า ๆ

“จำได้ไหมว่าบนบอลลูนมันมีรูปอะไรติดอยู่บ้าง“ พี่เสือถามขึ้นหลังจากเราออกจากวัดได้ไม่นาน
“เอ่อ......”
“จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร บอลลูนมันมีไม่กี่ลูกหรอก” พี่เสือเอ่ยให้กำลังใจหลังจากที่เห็นพวกเราหงอยกันลงไปอีกครั้ง

เราเดินตามหากันตั้งแต่เช้า ท้ายที่สุดพี่เสือก็ได้ข่าวจากเพื่อนว่ามีร้านถ่ายรูปเปิดใหม่แห่งหนึ่งใช้บอลลูนติดป้ายโฆษณาร้าน พวกเรารีบมุ่งตรงไปในทันที และก็ประสบผลอย่างไม่น่าเชื่อในตอนบ่าย เราพบว่ามันเป็นบอลลูนลูกเดียวกันจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นร้านถ่ายรูปร้านนี้เปิดอยู่ในซอยของหมู่บ้าน ๆ หนึ่งซึ่งพวกเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นไก่ย่างหรือซี่โครงหมูทอดที่เจ้านายเคยซื้อเข้าไปกิน แล้วแบ่งให้พวกเรา ผมยังจำความเอร็ดอร่อยของมันได้เป็นอย่างดีเพราะตอนนั้นเบื่ออาหารเม็ดและอาหารกระป๋องแหยะ ๆ แล้วเต็มที ผมล่ะอยากจับให้คนคิดสูตรอาหารเม็ดมาทดลองกินอาหารเม็ดที่ทั้งแข็งทั้งแห้งนั้นทุกวันสักอาทิตย์จริง ๆ แล้วเขาจะรู้ว่าพวกเราคิดอย่างไรกับอาหารที่บอกว่าอร่อยเลอเลิศมีคุณค่าและหมาทุกตัวจะต้องชอบของเขา

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงถิ่นที่จากมา เบื้องหน้าของเรานั้นเป็นรั้วอัลลอยด์สีทองอย่างดีซึ่งขังผู้มีศักดิ์ศรีและฐานันดรเหนือกว่าคนธรรมดาไว้ภายใน รถคันใหญ่สีดำที่นำพวกเราไปปล่อยไว้ที่วัดจอดอยู่หน้าบ้านและที่สำคัญเราได้กลิ่นของแม่ที่หวนหาอย่างที่สุดในเวลานี้ พี่เสือยังรอเราอยู่ที่มุมหนึ่งของกำแพงสูงซึ่งไกลห่างออกไปพอสมควรกับที่เรายืนอยู่ ข้าง ๆ ตัวเขานั้นยังมีถังขยะบรรจุเครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำคร่าเครื่องหนึ่ง มันถูกทิ้งไว้รอรถขายของเก่ามาเก็บไปขายเพื่อต่อชีวิตต่อไป นั่นเป็นสัจธรมมที่ว่า ไม่ว่าจะดี ทน เยี่ยม อย่างไร เวลาก็เป็นฝ่ายชนะเสมอ

เรามองลอดเข้าไปในรั้ว ทั่วทั้งบริเวณดูสงบเงียบ บ้านสามชั้นสไตล์ยุโรปตั้งตระหง่านท้าทายลมฝนและแสงแดดอย่างกล้าหาญ พวกเรานิ่ง เงียบ ก่อให้เกิดบรรยากาศสงบสำรวมขึ้น ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง แม้พวกเราจะยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ เราก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ...แต่ในที่สุดผมก็เริ่มร้องเรียกหาแม่หลังจากนั้นน้อง ๆ ก็เริ่มร้องตาม ...การตัดสินใจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การไม่ตัดสินใจจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่สุด คือความคิดของผมในเวลานั้น และผมก็ได้ตัดสินใจแล้วว่านี่จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย

เสียงร้องครั้งแรกของเรายังไม่ทันจางหาย เสียงฝีเท้าวิ่งอย่างเร่งร้อนก็ดังมาจากทางหลังบ้านใหญ่ ร่างสมบูรณ์สีน้ำตาลปรากฏขึ้นและมาถึงประตูรั้วอย่างรวดเร็ว ลิ้นอันอ่อนโยนนุ่มนวลนั้นไล้โลมบนเรียวขนของพวกเราอย่างทะนุถนอมแม้ว่าแม่นั้นจะยื่นออกมาได้แค่ปากก็ตาม ในดวงตาของพวกเรานั้นมีหยาดน้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมาทันที กำแพงอารมณ์ที่เราแส้แสร้งขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองให้เข้มแข็ง ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

เราสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับตามประสาแม่ลูกครู่ใหญ่ ผมสังเกตเห็นว่าพี่เสือกำลังจะเดินจากไป จึงรั้งแกไว้ให้มาทำความรู้จักกับแม่ ผมบอกกับแม่ว่านี่คือผู้มีพระคุณของพวกเรา เป็นผู้ที่ให้ที่พักอาหาร พามาหาบ้าน และตั้งชื่อให้ ซึ่งแสดงว่าเรามีที่ ๆ ยอมรับพวกเราแล้ว มีที่ ๆ ให้ความผูกพันแก่พวกเรา สุดท้ายผมจึงแนะนำชื่อตัวเองและน้อง ๆ กับแม่และบอกให้แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะไม่หลอกแม่ว่าเราจะไม่อดยาก หรือรับประกันว่าพวกเราจะอยู่อย่างสุขสบาย แต่ผมมั่นใจว่าเราจะมีชีวิตต่อไป และเป็นชีวิตที่เราเลือกเองแล้ว ณ วันนี้

เราสามตัวเดินตามหลังพี่เสือจากมา พยายามยืดตัวตรงให้ดูสง่าและเข้มแข็งที่สุดแม้เท้าทั้งสี่มันพาลจะทรุดลงทุกย่างก้าวที่เดินห่างออกมาจากแม่ เสียงของแม่ฟังเศร้าสร้อยโหยหวนแต่จับใจความได้ว่าขอให้โชคดี พวกเราห้ามใจตัวเองไม่ให้วิ่งกลับไปหาอ้อมอกที่อบอุ่นนั้น เราเลือกแล้วว่าต้องให้แม่มีความสุข เรายังเล็กแข็งแรงและพร้อมที่จะเติบโตไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ต่างกับแม่ที่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่มาชั่วชีวิตและมีความผูกพันกับนาย เราต้องไม่ให้แม่ลำบากใจ ต้องไม่ให้นายเป็นกังวลกับเราอีก ซึ่งนั่นหมายถึงว่ามันอาจจะส่งผลกระทบไปถึงแม่ก็เป็นได้

ผมอยากจะโอ้อวดว่าวันนั้นพวกเราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตและรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ลูกหมาตัวเล็ก ๆ อีกต่อไป ที่สำคัญคือเราภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปจริง ๆ

ชีวิตก็คือชีวิต มีทั้งลำบากอดอยากสุขทุกข์ปะปนไป พวกเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนได้ใช้มัน อย่างที่พี่เสือเรียกว่ามันคือกำไรของชีวิต คือการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เราเรียนรู้วิธีส่งสายตาขออาหารยามหิว เรียนรู้วิธีดูลักษณะคนว่าคนไหนมีโอกาสจะให้อาหารเรา เรียนรู้ว่าช่วงเวลาไหนของตลาดที่เราจะสามารถเข้าไปหาอาหารได้ เรียนรู้ว่าถ้าเราคาบขันหรือกะลาไปวางไว้ในที่ ๆ มีผู้คนพลุกพล่านแล้วนอนเฝ้า เราจะได้เศษสตางค์ และเมื่อเอามันไปไว้หน้าร้านขายข้าวมันไก่ในช่วงที่คนน้อย ๆ เห่าสักทีสองที เราจะได้ซี่โครงไก่มาแทะ ตามจำนวนของเศษเหรียญที่มี

นั่นล่ะครับคือชีวิตของพวกเรา ถึงแม้ตอนนี้พวกเราจะทรุดโทรม มีขนแห้งกรังติดผิวหนัง มีร่องรอยที่เกิดจากการต่อสู้และผ่านชีวิตมากมาย ไม่ใช่หมาน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังอีกต่อไป แต่พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ และเราจะสู้ตราบที่ยังมีลมหายใจ เพราะมันคือชีวิตที่มีค่าที่เราได้มาจากผู้ให้กำเนิด และเติบโตก่อเกิดมาด้วยความสามารถของเรา ถ้าคุณบังเอิญพบสุนัขวัยรุ่นสามตัววิ่งหยอกล้อกันในวัดหรือนอนหมอบคุดคู้อยู่เบื้องหลังกะลาและใกล้ ๆ กันนั้นยังมีสุนัขแก่ ๆ ขนกระดำกระด่าง ผอมสูงวนเวียนอยู่ ก็ให้รู้ได้เลยว่านั่นล่ะพวกเราเอง นักสู้สี่ขาผู้มีดวงใจอันเข้มแข็งพิสุทธิ์อย่างไรก็อย่าลืมทักทายอุดหนุนบ้างล่ะกันครับ

**********************


*ป.ล. ท่อนแรกของเรื่องเขียนขึ้นจากโฆษณาชุด “ลูกหมา...ถูกทิ้ง” ของบริษัท TBWA (Thailand) ซึ่งทำให้กับแอร์เทรน เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว เรียนขออนุญาตมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:35:29 น.
Counter : 1161 Pageviews.  

อยากเป็นคนเลวที่เธอรัก

“เป็นไงบ้าง ไม่ได้ติดต่อกันตั้งนานเลยนะ เราคิดว่าเราเข้าใจนะว่าหนึ่งรู้สึกอย่างไร เท่าที่ได้พูดได้คุยกันมามันไม่ได้สูญเปล่าหรอก อย่างน้อยเราก็ได้ซึมซับอะไรหลาย ๆ อย่าง เรายอมรับว่าหนึ่งเป็นคนที่รู้อะไร ๆ เกี่ยวกับเรามากที่สุด เป็นคนที่เรารู้สึก ไว้ใจ อบอุ่นใจ เมื่อได้คุยด้วย เวลาที่เราไม่มีใคร เวลาเราเหงา เมื่อเราหันกลับไป หนึ่งจะอยู่ตรงนั้นเสมอ ...

แต่ก็อย่างที่เคยพูดกันนะ ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน มนุษย์เราต้องมีสิ่งต่าง ๆ สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ บางครั้งมันก็มีสิ่งที่เราอยากทำแต่ก็ทำไม่ได้ บางครั้งมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายว่าทำไมเราถึงทำอะไรลงไป…

ไม่รู้เหมือนกันนะเรารู้สึกว่าหนึ่งมีเรื่องที่ปิดบังเราอยู่อีกมาก เข้าใจนะว่าบางเรื่องมันก็เปิดกันไม่ได้ แต่รู้ไหมว่ามันทำให้รู้สึกว่าไม่มั่นใจ เพราะมันไม่ชัดเจน หนึ่งก็รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราผ่านอะไรมาบ้างและแสวงหาอะไรอยู่ เรารอไม่ได้หรอกกับการเดินทางที่ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด เราอยากพักสักทีกับคนที่เรามั่นใจว่าเขารักเราจริง ๆ

ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน และเสียใจที่ทำให้เสียความรู้สึก ขอให้หนึ่งได้เจอคนดี ๆ ที่เหมาะสมนะ เราว่าความหวังของหนึ่งที่บอกกับเราน่ะเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้กัน ไม่ต้องไปไกล แค่คนของเรานี่ก็ไม่มีทางแล้ว….อยากเจอคนที่โชคดีคนนั้นเร็ว ๆ จัง หวังว่าการเดินทางของหนึ่งคงมีจุดสิ้นสุดนะแล้วเราจะแสดงความยินดีด้วยอย่างจริงใจ ….ไม่ว่าอย่างไรเราจะเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันไว้ตลอดไป.”

ยังไงก็เพื่อนกันนะ.
บี.

ผมนั่งอ่านอีเมลล์ฉบับนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่าความรู้สึกเก่า ๆ มันท่วมท้นขึ้นมาทุกทีที่ได้อ่านมัน หลังจากเธอห่างหายไปเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ผมก็ได้รับเมลล์ฉบับนี้มา ครั้งสุดท้ายที่พบกันผมยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพียงสังเกตเห็นแต่ว่าเธอเปลี่ยนไป พูดมากขึ้นเอาใจผมมากขึ้นก่อนที่จะจบด้วยคำว่า

“เราว่าหนึ่งกับเรานะเหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่านะ ยิ่งหนึ่งดีต่อเราเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเราไม่ดีพอสำหรับคนดี ๆ อย่างหนึ่งเลย ช่วงนี้ขอเวลาเราคิดใคร่ครวญคนเดียวสักพักนะ แล้วเมื่อเราคิดได้เราจะติดต่อกลับไป ...หวังว่าคงเข้าใจนะ”

น้ำเสียงที่เรียบ ช้า แต่ชัดเจนนั้นดังก้องในหัวผมไปตลอดทั้งสัปดาห์ เฝ้าแต่คิดว่าเพราะอะไร บางครั้งในใจก็ยังมีความหวังอยู่บ้างว่าเธอแค่ขอเวลาไปคิดเท่านั้นเองอาจไม่มีอะไรมากก็ได้ อย่าเพิ่งคิดไปเองสิ บางครั้งก็คิดว่าอย่างนี้มันเข้าข่าย คำว่า “ดีเกินไป” ประโยคอมตะในการขอบอกเลิกหรือเปล่า จนในที่สุดข้อสรุปก็ได้ถูกส่งมาในรูปของอีเมลล์ฉบับนี้นั่นเอง

เป็นอันว่าการคาดคะเนของผมใช่ว่าจะผิดไปทั้งหมด อย่างน้อยความคิดในวูบแรกของผมก็ถูกต้อง เพียงแต่ว่าในตอนนั้นผมยังไม่สามารถยอมรับความจริงได้เท่านั้นเอง แค่มีความหวังสักเศษเสี้ยวหนึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะยึดมันเอาไว้ จนท้ายที่สุดเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดลง ความเป็นจริงก็ปรากฎขึ้น.

ผมยิ้มให้กับตัวเอง หวนนึกว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน.....

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมจะสร้างกำแพงกันตัวเองไว้ ไม่สนิทชิดเชื้อกับใคร แล้วบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าต้องสร้างฐานะก่อนต้องพร้อมก่อนถึงจะมีเวลาให้เรื่องของความรัก แต่ในโลกมนุษย์นี้มีหลายเรื่องที่เราไม่สามารถกำหนดมันได้ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความรักนั่นเอง

ผมพบเธอโดยบังเอิญขณะที่กำลังเดินฝ่าสายฝนสวนกัน ผมถือร่มคันใหญ่ ส่วนเธอเดินตากฝนผ่านมาอย่างช้า ๆ เหมือนกับไม่ได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างเลยแม้แต่น้อยนิด ผมมองไม่ออกเช่นกันว่าบนใบหน้าของเธอนั้นสิ่งที่ไหลพาดผ่านมันคือหยาดฝนหรือหยาดน้ำตา เธอมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยเหมือนอยู่ในโลกของเธอเพียงคนเดียว

“ไปด้วยกันไหม ?“ ผมร้องถาม แม้ว่าจะเห็นว่าไปคนละทาง ผมคิดว่าสามารถไปส่งเธอใกล้ ๆ ได้

ไม่มีเสียงตอบเธอเดินผ่านไปด้วยความเร็วคงที่ วินาทีนั้นในใจผมคิดว่าเธออาจจะทำอะไรโง่ ๆ ก็ได้ ไหน ๆ เราก็เกิดมาร่วมโลกกันแล้ว อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ผมตัดสินใจหันหลังเดินจ้ำตามเธอไป เมื่อทันก็ยืดมือขึ้นเพื่อให้ร่มขยายอาณาเขตครอบครุมไปถึงร่างของเธอด้วย เธอยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ ผมสังเกตเห็นเธอเริ่มหนาวสั่นคงเป็นเพราะเสื้อผ้าที่เปียกถูกกระแสลมพัดผ่าน จึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบผ้าขนหนูที่ผมมีติดไว้ประจำตัวเผื่อไว้อาบน้ำที่ ๆ ทำงานหลังจากออกไปพบลูกค้าไกล ๆ ขึ้นมาให้เธอ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอมีปฎิกิริยาโต้ตอบ เธอรับไปแล้วคลุมผ่านไหล่ เห็นมือทั้งสองของเธอกุมผ้าขนหนูแน่นจนผมเกรงว่า ไม่ผ้าขนหนูก็คงเป็นมือน้อย ๆ นั้นที่จะฉีกขาด

เราเดินต่อไปสักพักหนึ่งเธอจึงหยุดลงหันหน้าเข้าหาผม ซบหน้าลงกับอกของผม ช่วงเวลานั้นผมทำอะไรไม่ถูกจริง ๆ รู้แต่ว่าสิ่งที่ผมสงสัยเมื่อกี้นี้ว่าบนใบหน้าของเธอสิ่งที่ไหลผ่านคืออะไรบัดนี้ผมได้คำตอบแล้ว ความอุ่นของหยาดน้ำตาที่ไหลออกมากระทบกับหน้าอกของผมนั้น ดูเหมือนจะมีความรู้สึกสื่อออกมาด้วยกำแพงใจผมถูกทำลายลง ผมเอื้อมมือขวาที่ไม่ได้ถือร่มโอบกอดเธอพร้อมกับตบหลังเธอเบา ๆ เป็นกอดแรกในชีวิตลูกผู้ชายของผม...

ผมพาเธอเข้าไปนั่งในคอปฟี่ชอปข้างทาง สั่งชาร้อนมาให้เธอและกาแฟสำหรับตัวผมเอง มองออกไปข้างนอกพายุฝนยังสาดซัดไม่หยุดยั้งดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ผมกวาดสายตากลับมาที่ข้อมือด้านซ้าย เห็นนาฬิกาแสดงเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ยังไม่ดึกมากนักผมคิดในใจ และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับเธอ ผมเพิ่งสังเกต ณ เวลานั้นเองว่าเธอเป็นคนที่น่ารักพอสมควรทีเดียว ตั้งแต่พบกับเธอเรายังไม่ได้พูดคุยโต้ตอบกันเลยแม้แต่คำเดียว และในเวลานี้สายตาของเธอก็มองเหม่อลอยออกไปด้านนอกตลอดเวลา

ผมไม่อยากรบกวนเธอจึงนั่งนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น สักพักบริกรหนุ่มก็นำชาและกาแฟมาให้ ผมเลื่อนถ้วยชาที่มีควันกรุ่นไปให้เธอ พร้อมกับสะกิดหลังมือเธอเบา ๆ เธอหันหน้ากลับมามองที่ผมและถ้วยชา ก่อนที่จะหันกลับไปที่กระจกด้านข้างอีกครั้ง ผมเติมนมและน้ำตาลลงถ้วยกาแฟ ยกขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา ในใจคิดว่าอาการน่าเป็นห่วงแฮะ... จนกระทั่งได้ยินเสียงเบา ๆ เหมือนลอยมาตามลมดังขึ้นไกล ๆ

“คิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายหรือ”

ผมคิดอยู่ครู่นึงจึงรับคำไป เพราะคิดได้ว่าเธออาจผิดหวังจากคนที่หลอกลวงฉะนั้นผมจึงไม่ควรที่จะโกหกเธออีก เพราะอาจไปสะกิดอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจเธอเข้า

“ฉันสภาพแย่ขนาดนั้นเลยหรือ”

“ก็ไม่แย่มากนักหรอกนะ แต่ก็ไม่ปกติแน่ ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ รู้อย่างเดียวว่ามันคงหนักหนาสาหัสมาก ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คิดไปดีกว่านะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากดีกว่า ยิ่งคิดยิ่งหนักหัวเปล่า ๆ จิตใจไม่ปกติอารมณ์ก็ไม่ปกตินะ” ผมตอบกลับไปก่อนหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง

“ฉันท้อง ...เขาให้ไปเอาเด็กออก” เธอกล่าวออกมาปนเสียงสะอื้น

“.........” ผมอึ้งไปนานทีเดียว ดูแล้วเธอน่าจะประมาณ 18-19 ปี คงกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่

“แล้วคุณ เอ่อ ...จะทำอย่างไรล่ะ” ผมเริ่มตะกุกตะกัก เมื่อรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับ 2 ชีวิต

“ลูกของฉันนะ ฉันจะเก็บไว้ แต่จะบอก พ่อ... แม่... อย่างไร“ เธอสะอื้น คนรอบข้างเริ่มมองมาที่โต๊ะ ผมเริ่มรู้สึกว่าถูกพิพากษาไปแล้วว่าเป็นไอ้เลว ทำผู้หญิงร้องไห้ โต๊ะข้าง ๆ ที่อาจได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง อาจจะสรุปไปแล้วว่าผมนี่มันโคตรชั่วเลย ไม่มีความรับผิดชอบ

“ยังเรียนอยู่ด้วยใช่มั้ย” ผมถาม เธอพยักหน้าเบา ๆ เสียงสะอื้นยังมีออกมา

เรื่องใหญ่แฮะ ทำไงดีวะ ผมครุ่นคิดอยู่นานทีเดียว หาคำตอบไม่ได้ ความเครียดเริ่มเข้าครอบครองความรู้สึก สุดท้ายจึงตระหนักได้ว่า สิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็คืออารมณ์ของเธอตอนนี้มากกว่า ฉะนั้นต้องพยายามให้เธอระบายออกมาให้มากที่สุด ให้ความรู้สึกที่เก็บกดของเธอถูกปลดปล่อยออกมา น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดตอนนี้

“อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากเลย รู้มั้ยว่าความกลัวของมนุษย์จะขึ้นสูงสุดก็ตอนที่คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ามันจะเกิดอย่างนู้นอย่างนี้ขึ้นมาน่ะแหล่ะ พอถึงเวลาที่เราเผชิญหน้ากับปัญหาที่เรากลัวจริง ๆ แล้วมันอาจจะเบากว่าที่เราคิดก็ได้นี่” ผมพยายามสรรหาคำพูดที่คิดว่าดูดีที่สุดที่ควรจะพูดออกไปในตอนนี้มาปลอบเธอไว้ก่อน

“แล้วครอบครัวรู้หรือเปล่า เรื่องเราคบกับแฟนน่ะ” ผมถามต่อไปเลยเพื่อให้เธอพูดออกมาให้มากที่สุด (ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์เวลามีทุกข์มักจะต้องการให้คนอื่นรับรู้ – เม็นอาร์ฟอร์มมาร์ วีเม็นอาร์ฟอร์มวีนัส)

“ไม่รู้หรอก ฉันออกมาอยู่อพาร์ตเมนต์คนเดียว ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งแล้ว เทอมนึงจะกลับสักครั้งสองครั้ง แต่ก็ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว ต่างคนต่างมีงานต้องทำ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของกันและกันหรอก”

“.........” ผมเงียบเพื่อให้เธอพูดต่อ และแสดงถึงความคิดที่อยู่ในใจ

“รู้มั้ยตอนนี้ ฉันคิดถึงใครมากที่สุด”

“.........” บางครั้งการเงียบก็หมายถึง คำว่า ”ไม่รู้” ได้เช่นกัน

สมัยเรียน ม.ปลาย ฉันถือเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ฉันเป็นคนที่ทุกคนชื่นชม เป็นคนที่ทุกคนอยากเป็น ฉันเป็นเจ้าหญิงของโรงเรียน แต่มีเพื่อนคนนึงที่ฉันไม่เห็นอยู่ในสายตาคนหนึ่ง เคยเตือนฉันไว้ว่า ทุกสิ่งมีสองด้าน ธรรมชาติไม่เคยลำเอียงต่อผู้ใด สุขมากก็ทุกข์มาก ตอนนี้เธออาจมองไม่เห็นไม่รู้จักว่าความทุกข์คืออะไร แต่ต่อไปเมื่อมันผ่านเข้ามา เธอพร้อมที่จะรับกับมันมั้ย

“ฉันเก็บเอามาคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วบอกกับตัวเองว่า ทำไมฉันจะไม่เคยเจอกับความทุกข์ ฉันเคยร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง เมื่อคราวที่ปู่กับย่าเสีย ไปในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เชื่อมั้ยมันเทียบกับเวลานี้ไม่ได้เลย ฉันแทบไม่รู้สึกอะไร ไม่ว่าความร้อน หนาว หิว อิ่ม รู้อย่างเดียวว่ามันเจ็บ เศร้า หดหู่ เหงา กลัว วนเวียนกันไปมา ทุกครั้งที่ฉันมีสติฉันจะนึกถึงมัน ฉันเคยนึกถึงวิธีแก้ แต่ก็นึกไม่ออก ฉันจะหลุดจากมันไปได้อย่างไร ฉันอยากจะหลุดไปให้ไกล ๆ ฉันยอมรับว่าวูบหนึ่งเคยคิดทำลายตัวเอง แต่ฉันนึกถึงย่าที่เลี้ยงดูฉันมาแต่เล็ก นึกถึงหลักธรรมที่ท่านเคยสอน การฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์ แต่ทำไมฉันมานึกถึงมันในตอนนี้ แต่ว่าไปนะ ฉันก็ฆ่าตัวเองมาตั้งนานแล้ว ฉันตายไปแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังรับกรรมอยู่ และก็รู้แล้วว่ามันเป็นบาปมหันต์จริง ๆ”

..ทำไมคนเรามักคิดได้ทีหลังทุกที หรือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเมื่อเราสนใจในสิ่งหนึ่งเราจะละเลยอีกสิ่งหนึ่งไป บางครั้งไม่ตั้งใจ บางครั้งก็เป็นเจตนาของเราเอง..

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป น้ำตาของเธอแห้งเหือดไปแล้ว(วูบหนึ่งผมนึกเสียใจที่ไม่ได้เห็นน้ำตาอันใสสุกสกาวนั้นกลอกกลิ้งบนใบหน้าอันเนียนนวลนั้นอีก ) แต่แววตาของเธอยังเหม่อลอยเช่นเดิม

“ฉันต้องไปแล้ว จะไปอยู่กับเพื่อนสักพักหนึ่ง ไม่ต้องห่วงหรอก ขอบคุณมากนะ สำหรับวันนี้ “ เธอลุกขึ้นและเดินจากไปช้า ๆ ทิ้งผมให้มองเงาหลังของเธอเดินออกจากร้านฝ่าสายฝนออกไป

ควันร้อนกรุ่นจากถ้วยชายังไม่จาง มันลอยขึ้นสูงม้วนตัวแล้วก็หายไปในอากาศ แต่ก็มีควันระลอกใหม่ลอยขึ้นมาเรื่อย ๆ ในทิศทางเดียวกัน มันคงไม่หยุดจนกว่าความร้อนจากน้ำชาในถ้วยจะหมดสิ้นไป ผมยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับร้องขอกาแฟอีกถ้วยหนึ่ง ราวกับจะขอพึ่งพิงความขมของกาแฟมากลบเกลื่อนความขมของชีวิตที่เพิ่งได้รับรู้ กาแฟเป็นกาแฟธรรมดาที่ไม่ได้อร่อยเลิศเลอ แต่ผมยังไม่อยากกลับบ้าน...

ชีวิตผมกลับมาเป็นเหมือนเดิม วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นเคย ทำงาน กลับบ้าน นอน หยุดเสาร์-อาทิตย์ ออกไปเดินห้าง ดูหนัง ทำงาน แต่ก็มีบ้างเวลาผมอยู่คนเดียว ภาพของเธอมักจะเป็นภาพแรก ๆ ที่ผมนึกถึงเสมอ เธอจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ทำอะไร เป็นสิ่งที่ผมนึกต่อไป อาจเป็นเพราะว่า เธอเหมือนกับเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เหงียบเหงาและเรียบง่ายของผมก็เป็นได้

แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็กลับมา เธอยืนรอผมอยู่หน้าร้านกาแฟร้านเดิม ซึ่งเป็นที่ ๆ ผมเดินผ่านเป็นประจำ พร้อมกันผ้าขนหนูผืนที่ผมให้เธอยืม...

ผมกลับมาจากห้วงแห่งความคิด ใบหน้าไม่มีร่องรอยของน้ำตา เพราะผมไม่เคยเสียใจในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันแม้แต่นิดเดียว ผมกับเธอคบกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเกินเลย สำหรับผม ผมรู้ตัวเองว่าในเวลานั้นผมมีแต่เธอ อะไรที่ไม่เกินความสามารถผม ผมทำให้เธอได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการไปขอร้องแฟนเก่าของเธอเพื่อให้เขาทำดีกับเธอมากกว่านี้ เพราะว่าเธอเคยเปิดใจว่ายังรักเขาอยู่ไม่คลาย ไม่ว่าเขาจะร้ายกับเธอสักเพียงใด

ผมเซ็นชื่อเป็นพ่อของเด็กให้เธอเมื่อเธอเข้าโรงพยาบาลเพราะแท้งลูก เธอนอนโรงพยาบาลอยู่สองอาทิตย์ ไม่มีญาติสักคนไปเยี่ยม ผมนอนเฝ้าเธออยู่สามวันจนแทบเสียงาน ท้ายที่สุดก็ขอร้องให้น้องสาวไปเฝ้าต่อเพราะต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด กลับมาผมเห็นหน้าเธอพร้อมคำพูดเบา ๆ ว่า “เราขอบใจ...ขอบใจจริง ๆ” แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม หลังจากนั้นความสัมพันธ์เราก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ไปไหนไปกัน จนใคร ๆ ก็มองว่าไม่ใช่แค่เพื่อนแล้ว เพียงแต่ผมยังแนะนำตัวเธอต่อเพื่อน ๆ ผมว่านี่ “น้องสาวบุญธรรม” เธอก็ได้แต่ยิ้ม

ผมไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากเธอเพราะว่าผมพอใจกับสิ่งที่ได้มาอยู่แล้วเพียงแต่ว่า ผมไม่บอกเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของผมให้เธอฟังเท่านั้นเอง เพราะฐานะของเราต่างกันมากเกินไป เธอเป็นลูกนายพล แม่เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เธอพรั่งพร้อมทั้งความรู้ ความสามารถ เพียงแต่เธอเลือกเดินทางผิดคบคนผิดเท่านั้นเอง(แต่บางครั้งผมก็รู้สึกดีใจนะเพราะมันทำให้เราได้มาพบกัน) แล้วจะให้ผมบอกว่าแม่ผมขายข้าวแกง พ่อขับรถแท็กซี่ บ้านที่อยู่ก็เป็นของคนอื่น ตัวผมกว่าจะจบก็ต้องกู้เงินรัฐบาลเรียนตอนนี้ ก็ยังเป็นหนี้อยู่เป็นแสน ๆ ได้อย่างไร เธอจะได้หาว่าผมคบกับเธอเพราะหวังผลประโยชน์น่ะสิ ผมไม่ต้องการให้เธอคิดเช่นนั้น และมันคงเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าผมปิดบังเธออยู่...

หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่ แต่จดหมายฉบับนั้นถูกลบไป ผมไม่ได้เศร้าเสียใจ และวิตกกังวลอีกแล้ว เมื่อได้รู้ความจริงว่าเธอคิดที่จะไป มันก็เท่านั้น จากนั้นจึงปิดสวิตท์ไฟที่หัวเตียงและล้มตัวลงนอน ในใจคิดเพียงว่าคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์เพราะ ไม่ว่าคืนนี้จะหลับตาลงหรือไม่ วันพรุ่งนี้ก็จะต้องมาถึงอยู่ดี.

****************************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:27:25 น.
Counter : 217 Pageviews.  

อิ่มไออุ่น

ฉันดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นกลางบ้าน ได้สักพักหนึ่งแล้ว เมื่อแม่เดินเข้ามาที่โซฟาตัวเดียวกัน นั่งลง แล้วถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้างลูกวันนี้”

“ก็เรื่อย ๆ ค่ะ” ฉันตอบกลับไป จะให้บอกได้ไงว่าไม่สบายใจเลย วันนี้แย่จริงๆ นายชัยนะนายชัยทำกันได้อย่างไร ไหนว่าจะไม่ไปเกาะแกะหญิงอื่น ฮึ่ม...เอาคำขอโทษกองไว้ตรงนั้นหล่ะ คอยดูสิจะไม่พูดด้วยเลย

“จริง ๆ รึ” แม่ถามเพราะเห็นฉันทำท่าครุ่นคิด หรือรังสีอำมหิตของเราจะสื่อไปถึงแม่ได้นะ เขาบอกว่าพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมีความรู้สึกสื่อถึงกันได้นี่ ทำไงดีหล่ะอยากจะปรึกษาแม่อยู่หรอก แต่เราก็เพิ่งกลับเข้ามาอยู่บ้านนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่ จะเป็นการนำเรื่องไม่สบายใจมาให้หรือเปล่า แล้วเรื่องแบบนี้จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนรับได้กัน แต่ท่าทางแม่ก็วัยรุ่นอยู่นะตั้งแต่ย้ายมานี่ ก็พาไปเดินห้างดูหนังอยู่บ่อย ๆ สติ๊กเกอร์ก็ยังเคยไปถ่ายด้วยกันเลย สมัยก่อนนู้นที่เคยอยู่ด้วยกันก็ยังเคยจับเข่าคุยกันอยู่บ่อย ๆ

เฮ้อ...คิดถึงเพื่อน ๆ ที่อยู่โรงเรียนประจำมาด้วยกันจัง ตอนนั้นนี่ป่วนไปทั้งโรงเรียน ตอนนี้ต่างคนต่างแยกไปตามสถาบันที่เรียน ติดต่อกันไม่ค่อยสะดวกเลย ไอ้ที่สนิท ๆ นี่ก็เชียงใหม่อย่างนี้ สงขลาอย่างนั้น ไม่รู้จะไปทำไมไกล ๆ คงจะอยู่กันลำบากนะ คิดไปคิดมานี่ชีวิตเราเหมือนกบในกะลาอย่างไรก็ไม่รู้ เพื่อนถามเคยไปเที่ยวไกล ๆ มั้ยดันพาซื่อไปตอบว่าเคย จำได้ตอนนั้นดันบอกไปว่าเหนือสุดก็นครสวรรค์(บ้านคุณตา) ใต้สุดก็ประจวบฯ (โรงเรียนเก่า) ดีนะไม่ได้ตอบตะวันออกกับตะวันตกด้วย แค่นี้ก็กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั้งคณะแล้ว แถมไอ้พวกพี่เชียร์ยังแซวอีก “ไม่ต้องกลัวน้อง ไปรับน้องคราวนี้น้องได้ทำลายสถิติไปเที่ยวไกลกว่าเดิมแน่”

จะมีปลอบประโลมใจได้บ้างก็นายชัยนี่หล่ะ ไม่รู้ตามมาได้อย่างไร พบครั้งแรกที่ประจวบฯ โน่น มาถึงนี่นึกว่าจะไม่มีใครรู้จักแล้ว พอมาเจอเข้าก็เลยคุยกันถูกคอ ไป ๆ มา ๆ จับพลัดจับผลูกลายเป็นมากกว่าเพื่อนไปได้อย่างไรไม่รู้ ก็ดีนะสบายใจดี แต่ก็มาเป็นแบบนี้ไปซะอีก เอาหล่ะ...เป็นไงเป็นกัน คุยกับแม่นี่แหล่ะ ที่เขาบอกว่าน้ำไกลดับไฟไม่ถึงก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง ไว้คุยกับแม่แล้วค่อยโทรไปหายายยุ้ยที่สงขลาก็ได้

แม่คงจะเห็นฉันกระสับกระส่ายอยากจะพูดไม่พูดสักที จึงเอ่ยลอย ๆ ขึ้นมาว่า “งั้นแม่ไปอาบน้ำดีกว่านะ” ด้วยความกลัวว่าจะไม่มีใครคุยด้วยเลยคว้าชายเสื้อแม่ไว้ก่อน ตอนนั้นถึงรู้ตัวว่าแม่ แกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง ตัวของแม่ไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปเลย แถมยังพูดขึ้นมาอีก “เอ้ามีอะไรก็ว่า มาสิ นี่แม่นะ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ต้องกลัว” โห เด็กสมัยนี้กลัวอาจารย์ที่ไหนกันแม่ โดดกันหัวหกก้นขวิด ยิ่งพวกรุ่นพี่นี่ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ละคนเหมือนกับว่าจะโดดมากขึ้นตามความแก่พรรษา คุยกับพี่ซุปเปอร์คนนึงแกบอกว่าอย่างพี่อ่ะไม่ต้องเข้าเรียนแล้วมันอยู่ที่นี่ แล้วก็ชี้นิ้วใส่ขมองตัวเอง เพิ่งมารู้ทีหลังว่าแกเป็นนักวิ่งประเภทสี่คูณร้อย วิชานึงนี่ต้องลงสี่ไม้อย่างต่ำ อาจารย์รู้จักแกทุกคนแหล่ะไม่มีใครให้แกหมดสิทธิสอบสักคน ถือเป็นรายได้เข้ามหาวิทยาลัยสนับสนุนนโยบายหาทุนสร้างอภิมหาตึกไป เอ...แล้วที่พี่เขาชี้นิ้วเข้าขมองตัวเองนี่ มันมีอะไรอยู่ข้างในนั้นนะ “เฮอ เฮอ” ดันเผลอขำออกมาอีก โอ้ย...ไปถึงไหนกันวะเนี่ย ช่วงนี้ความคิดมันเรื่อยเปื่อยชอบกล

ฉันหลับตาลงแล้วปรับอารมณ์เข้าสู่ห้วงซึมเศร้าใหม่ในใจนึกถึงแต่เรื่องนายชัย เมื่อลืมตาขึ้นเห็นแม่เดินไปปิดโทรทัศน์กลับมาพอดี โห..เป็นงานเป็นการเลยวุ้ย อืมดีเหมือนกันจะได้มีสมาธิเล่าเรื่อง เรื่องพวกนี้นี่ถนัดอยู่แล้วสมัยอยู่โรงเรียนเก่านี่เคยแข่งขันเล่านิทานพิศดาร(เอานิทานที่เป็นที่รู้จักมาเล่ากลับด้าน ประมาณตัวเอกเป็นตัวร้ายตัวร้ายกลายเป็นพระเอก) จำได้ว่าตอนนั้นเล่าเรื่องกระต่ายกับเต่าเรียกน้ำตาผู้ฟังได้มาแล้ว นึก ๆ ไปก็ขำเหมือนกัน สคริปที่ใช้ตอนนั้นยังเก็บไว้อยู่เลย

ฉันเริ่มเล่าเรื่องนายชัยให้แม่ฟัง โดยพยายามใช้เทคนิคทั้งภาษากายและน้ำเสียงสร้างอารมณ์ร่วมให้แม่ไปด้วย นึกว่าพอฟังจบแม่จะร่วมสาปแช่งนายชัยไปกับฉันด้วย เหมือนที่เคยเล่า ๆ ให้เพื่อนฟัง แต่เปล่าเลยแม่ใคร่ครวญอยู่พักนึง ไม่ได้แสดงอาการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยออกมา ไม่มีอาการที่จะดุด่าว่ากล่าวออกมาเหมือนที่เสี้ยวนึงในความคิดฉันนึกวิตกก่อนที่จะเล่าให้แม่ฟัง

ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ห้วงคำนึงอีกครั้ง ฉันก็ได้ยินเสียงแม่ ถามออกมาเบา ๆ แต่ชัดเจนว่า “ลูกมั่นใจแล้วเหรอว่าเขาทำผิดจริง ๆ เคยคุยกับเขาเรื่องนี้หรือยัง” ก็หนูเห็นเองนะแม่เดินตามกันอยู่ต้อย ๆ ในมหาวิทยาลัยเลยนะ พอเจอหนูนี่แยกกันแทบไม่ทันเลย นายชัยยังมีหน้ามาพูดอีกว่า ไม่ได้เข้าเรียนหรือ ทำไมหล่ะก็อาจารย์ไปธุระ(ธรรมดาของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีจ็อบพิเศษ)นี่เลยเลิกเร็ว นายชัยรับคำว่าเหรอพร้อมกับกวักมือเรียกน้องคนนั้นเข้ามาหา น้องเขาก็เชื่อฟังดีนะเดินเข้ามาหา พอมาเจอใกล้ ๆ เนี่ยเพิ่งรู้ว่าน้องเขาน่ารักมากเลย ได้ยินนายชัยเขาแนะนำว่านี่ “แฟนพี่ แล้วชี้มาที่หนู” น้องคนนั้นยกมือขึ้นไหว้แล้วบอกชื่อตัวเองโดยไม่รอให้นายชัยแนะนำเลยว่าชื่อเอ๋ เรียนอยู่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยนี่เอง พอดีวันนี้เข้ามาหาพี่แล้วหลงมาเจอพรรคพวกของนายชัยเข้า

ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกกลับมาหนูนั่งคิดดูนี่น้องเขาน่ารักขนาดนั้นจะไม่มีอะไรได้ไง สักพักนายชัยก็โทรมาขอโทษขอโพยใหญ่ แน่ะดูสิเหมือนร้อนตัวเลย หนูก็เลยวางสายไปซะ แม่นิ่งไปอีกพักนึง จึงพูดขึ้นมาว่าที่แม่ถามน่ะก็เพราะว่า “คนเราน่ะมักใช้ความคิดตัวเองตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ เห็นอย่างนั้นก็สรุปเลยว่าเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเรามาลองพูดกันดี ๆ ฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้วมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้นี่จริงมั้ย” อืม.. มีเหตุผล ฉันนึกอยู่ในใจ แต่จะให้ยอมง่าย ๆ ไปง้อน่ะไม่มีทางซะหรอก

เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน ว่าแม่เปลี่ยนไป ในความทรงจำเก่า ๆ ของฉันแม่นุ่มนวลอ่อนโยน แต่ก็ยังอารมณ์ร้อนพอสมควร อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเลย ก่อนจากไปก็เห็นแม่ซึมเศร้าเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ดูแม่เป็นผู้ใหญ่จริง ๆ ดูพึ่งพิงได้ทุกอย่าง ทำให้พลอยนึกไปถึงน้องชายคนโตที่ดูเหมือนจะรับเอาอิทธิพลของแม่ไปเต็ม ๆ ดูเขาเป็นคนช่างคิดและเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งยังรู้สึกว่าตัวเองนี่วุฒิภาวะยังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แม่เห็นฉันครุ่นคิดอยู่นาน คงจะสังเกตเห็นความขัดแย้งในตัวฉันที่ยังมีอยู่หล่ะมั้ง จึงพูดขึ้นมาว่า “ว่าอย่างไรหล่ะ เรา” จากความคิดก็เลยกลายเป็นคำพูดออกจากปากไป แม่รับฟังจนจบ จึงแยกข้อมูลออกมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับฉันเก็บไปคิด สักพักนึง ก็เห็นแม่ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

ว่าแล้ว แม่ก็ให้ไปเอากระดาษ A4 ที่ข้างโต๊ะคอมพิวเตอร์มา พอวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถามว่านี่เป็นกระดาษขาวใช่มั้ย ฉันพยักหน้า เป็นเชิงว่าเห็นด้วย เห็นแม่ใช้ปากกาลูกลื่นนี่หล่ะ แต้มจุดลงไปสองจุดระยะห่างกันพอประมาณ แล้วถามขึ้นมาว่าทำไมเราต้องสนใจในจุดเล็ก ๆ สองจุดนี้ด้วยหล่ะ ในเมื่อยังมีที่ว่างอีกตั้งเยอะ ให้มอง

โห... คิดได้อย่างไรเนี่ยอึ้งเลย ยิ่งพยายามคิดทบทวนเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเนี่ย ยิ่งรู้สึกเห็นด้วยมาก ๆ เลย ลองมานั่งนึกดูที่ผ่านมาเขาก็ทำ สิ่งดี ๆ ให้เราตั้งเยอะ พื้นที่สีขาวของเขาในใจของเรานี่ใหญ่กว่ากระดาษ A4 มากมาย ความผิดพลาดเพียงแค่นี้ เรารับไม่ได้เชียวหรือ เราเลือกได้ นี่นา ว่าจะทำให้จุด สองจุดมันโตขึ้น หรือจะจำกัดมันไว้เท่านี้ เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าความโกรธก็เหมือนกองไฟ เชื้อเพลิงอย่างดีก็คือ เรื่องเดิม ๆ ที่ไม่พอใจกันนั่นหล่ะ เวลาโกรธกันทีเนี่ยก็นำมาเพิ่มกันเข้าไป ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถ้าเราลองมานั่งแยกแยะดูแก่นของมันแล้ว สนใจแต่เรื่องที่เป็นปัจจุบันเนี่ย เรื่องที่มองว่ามันใหญ่อาจจะเหลือเพียงนิดเดียวก็ได้ เหมือนพวกแหนมไง เวลาซื้อเนี่ย โห...ดูมัดเบ้อเร่อเลย ขนาดนี้กินทั้งบ้านยังเหลือเลย เอาอันเดียวก็พอแล้วเห็นบอกว่ากินมากไม่ดี มีพยาธิ กลับมาบ้านแกะใบตองดู เหลือนิดเดียว แค่เนี้ย....ต่อให้มีพยาธิทั้งดุ้น มันยังไม่คณนาน้ำย่อยเลย

กลับมาในห้องถือกระดาษ A4 แผ่นนั้นมาด้วย ปล่อยความคิดให้ล่องลอยสักพัก เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวห่อเหี่ยว ไม่รู้อะไรดลใจ ดันนึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ... แล้วไอ้จุดสองจุดนี่มันไม่ถือว่าเป็นปัญหาเหรอ ถึงเราจะพยายามมองพื้นที่ ๆ เหลือ แต่ในความเป็นจริง มันก็ยังมีจุดสองจุดนี้เกิดขึ้นมาไม่ใช่เหรอ จะให้ลืมหรือไม่สนใจมันอ่ะ ไม่ได้หรอกจริงมั้ย เอ...ไม่น่าเชื่อว่าไอ้จุดสองจุดบนกระดาษแผ่นเดียวมันจะมีผลต่อชีวิตเราขนาดนี้ จะไปถามแม่อีกก็ดึกมากแล้ว โอย... เครียดจังทำไงดี มองไปทางหัวเตียงมีรูปตอนไปเที่ยวทะเลยิ้มแฉ่งเลยเราตอนนั้น เหมือนกับเกิดมานี่จะไม่ต้องเจอความทุกข์อย่างวันนี้เลย เหอ ๆ เผลอยิ้มขึ้นมาอีกได้อย่างไรเนี่ย นี่เรากำลังเครียดนะ ทำตัวให้เหมาะสมหน่อย กลับมาเครียดต่อดีกว่า...

ทะเล ใช่เลย ทะเล เราไปทะเล เราเคยเห็นคนนั่งนับเม็ดทรายไหม ไม่เคย ทำไมหล่ะ จะบ้าเหรอ ใครจะมานั่งทำอะไร ที่มันไร้ประโยชน์อย่างนั้น แถมทำไปก็ไม่สำเร็จ ไร้สาระอีกด้วย แล้วทำไมบางครั้งคนเราก็ชอบทำอะไรที่มันไร้ประโยชน์อย่างนั้นหล่ะ บางครั้ง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์แถมทำไปจะมีแต่ผลเสีย ก็ยังทำ โอ้..นี่หล่ะชีวิตมนุษย์ เกิดมาย่อมมีบ้างสิ่งที่พึงกระทำ และไม่พึงกระทำ โก้วเล้งมาเองเลย ถ้าจะเทียบกับคำพูดในหนังก็คงกลาดิเอเตอร์มั้ง ตอนที่พระเอกหุ่นบึกถามผู้ช่วยว่า ชีวิตเป็นไงบ้าง แล้วผู้ช่วยที่มีแผลเป็นที่หน้าตอบกลับมาประมาณว่า ส่วนมากผมจะทำงานตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย ส่วนที่เหลือผมทำในสิ่งที่ควรทำ อืม...เท่จังนะ ชักง่วงแล้ว ดี ๆ หลับไปเลย พรุ่งนี้เอาไอ้จุดสองจุดนี้ไปใส่กรอบไว้ติดห้องดีกว่า จะได้เอาไว้เตือนใจเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก เอ...แล้วถ้าจุดสองจุดนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มพื้นที่หล่ะ ...ไม่เอาดีกว่านอนแล้ว...

ประตูห้องถูกเปิดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่ง ในชุดนอนบางเบา เคลื่อนกายเข้ามาในห้องแล้วงับประตูลง หล่อนเดินผ่านตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องสำอางที่จำเป็นสำหรับหญิงสาวอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เกินความจำเป็นแม้แต่นิดเดียว และส่วนมากก็เป็นหล่อนนั่นเองที่ให้มา เหลือบตาไปมองที่โต๊ะเตี้ย ๆ ข้างเตียงก็เห็นรูปตอนไปเที่ยวทะเลด้วยกันวางอยู่ ดูท่าผู้เป็นเจ้าของจะรักษาไว้เป็นอย่างดีเสียด้วย มันนานเท่าไหร่แล้วนะ 10 ปี... 12 ปี ตอนที่ยังอยู่กันพร้อมหน้า... จากเด็กสาวแก่น ๆ ผมม้า ยิ้มกว้างจนแทบเห็นฟันครบทุกซี่ กลายมาเป็นหญิงสาวที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มข้าง ๆ หล่อนนี้

ความจริงหล่อนรักและห่วงใยลูกคนนี้ มากที่สุดในจำนวนลูก ๆ ทั้งสามคน นอกจากนี้ยังปนความเสียใจด้วยส่วนนึง ที่หล่อนไม่ได้อยู่กับลูกคนนี้ในช่วงหนึ่ง เมื่อกลับมาอยู่ด้วยกัน จึงเหมือนกับยังมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ ต่างจากลูก ๆ อีกสองคนที่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกชาย ความจริงหล่อนน่าจะได้เป็นคนสอนลูกใส่บรา ผ้าอนามัยหรือเป็นที่พึ่งพิงของลูกสาวเมื่อ เกิดสงสัยในความผิดปกติของร่างกาย อย่างที่หล่อนได้รับจากแม่ของหล่อนเอง แต่นี่หล่อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใคร กับคนที่หล่อนถือว่าเป็นคนอื่น ไม่ใช่ครอบครัวของหล่อน เป็นคนที่หล่อนไม่ยอมรับเสมอมา คนที่เป็นสาเหตุให้หล่อนต้องแยกจากลูกสาว พอมาถึงตอนนี้เพิ่งมานั่งเสียใจเหรอ ไม่ใช่หล่อนเองหรือ ที่ผลักดันให้เขาจากไป ด้วยอารมณ์ในขณะนั้น แม้กระทั่งลูกคนที่สามยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อเลยด้วยซ้ำ กว่าจะคิดได้และให้อภัยมันก็สายเกินไป เขาคนนั้นได้จากไปไกลแสนไกลเสียแล้ว

หล่อนไม่เคยนึกเหมือนกันว่าหลังจากทำใจให้เลิกจากเขาได้แล้ว จะต้องกลับมาร้องไห้ให้เขาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่เป็นที่สุดของชีวิตเลยก็ว่าได้ ยิ่งตอนที่ได้เจอกับจดหมายกว่าร้อยฉบับที่เขาเขียนขึ้นในระยะเวลาห้าปี ระยะเวลาที่เขาแยกทางจากหล่อนซึ่งเขาเก็บไว้อย่างดีในเซฟราวกับของล้ำค่า หล่อนไม่สามารถนับคำว่าผมเสียใจในจดหมายนั้นได้หมดสิ้น ไม่สามารถนับคำว่าผมรักคุณได้ครบถ้วนทุกคำ ...จดหมายฉบับสุดท้ายนั้นยังเขียนในคืนที่เขาออกไปพบกับอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของเขาเสียด้วย...

หล่อนนึกโทษตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงมัน ทำไมหล่อนไม่ให้โอกาสเขาเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาทำผิด แล้วหลังจากแยกกันหล่อนก็ไม่ติดต่อไป แม้ว่าเขาพยายามจะขอพบลูกหล่อนก็ไม่ยอม หล่อนทำเหมือนเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของหล่อนอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้กระมังคงจะทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งจดหมายให้หล่อน

หล่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้ข้อนิ้วชี้ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า มือขวาลูบศรีษะของลูกสาวอย่างทะนุถนอม พร้อมกับสังเกตุเห็นหยาดน้ำตาที่ใบหน้าของลูกสาวเช่นกัน พูดถึงน้ำตานี่ทำไมกวีบางคนจึงบอกว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม ทั้ง ๆ ที่กว่าครึ่งของมันมาพร้อมกับความปวดร้าวของผู้ที่สร้างมัน แต่เรื่องน้ำตาของลูกผู้ชายนี่หล่อนได้เรียนรู้แล้วว่ามันมีค่าจริง ๆ จากในจดหมายเหล่านั้นนั่นแหละ ตอนแยกจากกันหล่อนยังนึกว่าเขาเป็นมนุษย์ไม้น้ำตาสักหยดยังไม่มีให้เห็น พลอยโทษว่าเรารู้ตัวช้าไปเองที่มาอยู่กับคนอย่างนี้ ไหนเลยจะรู้ว่าในคืนนั้นเขาหลั่งน้ำตาเขียนจดหมายขอโทษทั้งคืน รอยด่างดวงพร้อมกับหมึกที่ลางเลือนในจดหมายทำให้รู้ได้ในทันทีว่ามันเกิดจากสาเหตุใด

หล่อนจัดแจงดึงผ้าห่มมาคลุมร่างของลูกสาวให้เรียบร้อย นึกอยู่ในใจว่าไปอยู่กับพ่อเกือบห้าปีนี่ไม่ได้อะไรกับมาเลยนอกจากความไม่เรียบร้อย แล้วอย่างนี้จะวางใจให้ไปกับไอ้หนุ่มที่ไหนได้อย่างไร ต้องให้พามารู้จักสักหน่อยแล้วกระมัง มุมปากของหล่อนปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เหมือนนึกเรื่องราวในอดีตบางอย่างได้ พร้อมกับสังเกตเห็นกระดาษขาวแผ่นนั้นตกอยู่ข้างเตียง หล่อนหยิบขึ้นมามองจุดสองจุดนั้นอย่างลึกซึ้งครู่นึง จึงถอนสายตาออกมา วางมันไว้บนโต๊ะข้างเตียง นำที่ทับกระดาษรูปปลาโลมา ซึ่งเป็นของรักของลูกสาวทับไว้อย่างดี หล่อนก้มลงจูบหน้าผากของลูกสาวอย่างแผ่วเบาแล้วก้าวออกจากห้องไป...

เขานอนพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย ในใจคิดขึ้นมาว่า ร้อนจังทำไมมันร้อนอย่างนี้นะ ไปหาน้ำเย็น ๆ ดื่มข้างล่างดีกว่า เหลือบมองน้องชายในเตียงข้าง ๆ ที่ยังหลับสนิทอยู่อย่างสบายใจ ดูเหมือนไม่มีความกังวลใด ๆ เลย เฮ้อ...เป็นเด็กก็ดีอย่างนี้นี่เองนะ เขาเดินเข้าไปข้างเตียงของน้องชายดึงผ้าห่มที่หลุดลุ่ยไปกองที่หัวเข่าขึ้นมาคลุมให้อยู่ในระดับอก แล้วจึงกลับมาหยิบแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงก่อนที่จะพาตัวออกมาจากห้องพร้อมกับหับประตูลง เป็นจังหวะเดียวกับที่สังเกตเห็นแม่ เดินออกมาจากห้องของพี่สาว ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยได้ไม่นานนัก แม่ถามขึ้นมาว่าจะไปหาน้ำดื่มในครัวเหรอ พร้อมกับมองมาที่แก้วในมือเขา เขาได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไปว่าครับ เห็นแม่พยักหน้าแล้วตอบกลับมาว่าแม่ไปนอนก่อนนะ

เขาเดินลงบันไดมาได้สองสามขั้น จึงหยุดลงเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ หันหลังกลับไปกำลังจะออกเสียงเรียกแม่ พอดีกับที่เห็นแม่เดินผ่านเข้าประตูห้องไป จึงไม่ได้ทำตามความประสงค์ที่อยากจะทำ... เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่นเข้าครัวไป เปิดตู้เย็นเทน้ำจากกระบอกพลาสติกลงในแก้วที่เตรียมมายกขึ้นดื่ม พร้อมกับนึกถึงเรื่องเมื่อเย็นวาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาคิดจะบอกกับแม่ ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

พอน้ำเย็นเริ่มไหลเข้าปากทำให้ความคิดเริ่มแจ่มใสมากขึ้น ถ้าเราบอกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนะ แม่อาจจะตีพี่สาว ดุด่า ต่อมาหล่ะอาจจะกักบริเวณเลยก็ได้ แล้วเราจะเป็นอย่างไร พี่สาวอาจจะรู้สึกไม่ดีกับเรา อาจจะโกรธเราไปอีกนานเลยก็ได้ ในเมื่อเรายอมรับเขาเป็นพี่เราแล้วทำไมเราจะต้องก่อเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ หาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่านะ แต่ถ้าเกิดมันเกินเลยไปล่ะจะทำอย่างไรพี่เราเป็นผู้หญิงนะ จะเสียหายเปล่า ๆ แล้วมันจะเป็นจริงอย่างที่คิดจริง ๆ หรือ แม่ก็บอกเสมอนี่หว่าให้คิดก่อนทำ ไม่ต้องใจร้อน ทุกอย่างควรพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน

พูดถึงพี่สาวก็ดีต่อเรานี่นา ขนมก็ซื้อมาฝากอยู่บ่อย ๆ แม้กระทั่งน้องชายก็ยังเข้ากับพี่เขาได้เป็นอย่างดี เหมือนกับรู้จักกันมานานเป็นปี ๆ อย่างนั้นแหล่ะ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเคยพบหน้ากัน แรก ๆ พอรู้ข่าวว่าพี่สาวจะกลับมาอยู่ด้วย เขาคิดไปวุ่นวาย ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แรกสุดก็คงเป็นสถานะในบ้านกระมัง เขาจะไม่ได้เป็นลูกคนโตอีกแล้ว กลายเป็น “ลูกชายคนโต” แทน ความคิดตลอดมาที่ว่า เขาจะต้องเป็นคนดูแลแม่ ดูแลครอบครัว เป็นเสาหลักของครอบครัวคนเดียวเริ่มสั่นคลอน ความสำคัญของเขาจะต้องลดลง แน่นอนที่สุดความรักจากแม่ก็จะถูกแบ่งไปด้วย ต่อไปความภาคภูมิใจที่ได้รับเสมอจากญาติผู้ใหญ่ว่าเป็นเด็กดี มีความคิด อาจจะถูกแย่งไปด้วยก็ได้ ท้ายที่สุดเขาจึงเข้าไปคุยกับแม่ในเรื่องที่เขาคิดเหล่านี้

เขายังจำภาพที่แม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อฟังเรื่องของเขาได้เลย แม่บอกว่า แม่ภูมิใจในตัวลูกมากรู้มั้ยแม่รู้นะว่าลูกคิดอย่างไร สิ่งที่ลูกทำมาตลอดแม่รู้และเข้าใจเสมอ ขอให้เชื่อแม่ เรื่องความรักน่ะแม่มีให้ทุกคนอยู่แล้ว ความรักเป็นสิ่งที่แปลกนะ เมื่อเราคิดที่จะให้น่ะมันไม่มีวันหมดหรอกขอเพียงเรามีใจที่กว้างขวางพอเท่านั้น และแม่ก็อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นด้วยนะ แม่รู้ว่าลูกรักแม่และน้อง แต่ตอนนี้ขอให้เผื่อไปถึงพี่สาวอีกคนหนึ่งด้วย อย่าลืมดูแลพี่เขาด้วยนะ ส่วนเรื่องความสำคัญน่ะมันอยู่ที่ตัวของเราเอง การกระทำของเราจะเป็นตัวบ่งชี้เอง ไม่ใช่คนอื่น หวังว่าลูกคนเข้าใจนะ เขาทำหน้างง ๆ แม่จึงบอกว่าดูนี่ก็ได้ แม่เปิดวิทยุขึ้นมา แล้วถามว่า ได้ยินมั้ย เขาตอบกลับไปว่า ครับ แม่จึงกดปุ่มปรับเสียงเพิ่มขึ้นไปอีก คราวนี้เสียงวิทยุดังขึ้นมาลั่นห้องเลย แม่หรี่เสียงวิทยุลงแล้วถามว่าลูกคิดว่า แม่ได้ยินด้วยไหม เขาตอบกลับไปอีกครั้งว่า ครับ มันก็เหมือนกับความรักแหละ ลองคิดว่าแม่เป็นวิทยุสิ ตอนเปิดน่ะพอครอบครัวเราอยู่ด้วยกัน มันจะไปถึงทุกคนไหม สายตาเขาเริ่มทอประกายว่าเข้าใจ นี่ล่ะ ลองคิดให้ลึกไปกว่านั้นอีก ยิ่งเราเข้าใกล้แหล่งกำเนิดเราก็จะได้ยินดังมากขึ้นใช่มั้ย แล้วถ้าเราชอบและรักในสิ่งที่ฟังแล้วละก้อ มันก็จะยิ่งเพราะมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

แม่มองมาที่เขาและรับรู้จากสายตาของเขาว่าเขาเข้าใจแล้ว จึงตอบกลับไปด้วยสายตาที่แสดงความภูมิใจในตัวหนุ่มน้อยของหล่อนคนนี้ สุดท้ายจึงคว้าร่างเขาเข้ามากอด ลูบหัว แล้วกระซิบข้างหูเบา ๆ ว่าแม่ภูมิใจและรักลูกเสมอนะ…

พอนึกถึงตอนนี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม ความภาคภูมิใจฉายออกทางสีหน้าของเขา ความคิดยิ่งแจ่มใสกว่าเดิม เขาได้รับคำตอบของปัญหาที่ชัดเจนแล้ว เขาจะยังไม่บอกแม่ เมื่อมีโอกาสเหมาะ ๆ จะลองเลียบเคียงกับพี่สาวของเขาดูก่อน น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากกว่า ...ก็แค่เดินจุงมือกัน อาจไม่มีอะไรมากมายก็ได้ ดูพี่ผู้ชายเขาก็ท่าทางสุภาพดี อืม... ความจริงแล้วคืนนี้มันก็ไม่ได้ร้อนเกินไปสักหน่อยนี่นา...

เด็กชายตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะธรรมชาติทางร่างกายเรียกร้อง เขาไม่ได้ฉี่รดที่นอนอีกแล้ว คุณแม่ยังชมเขาเลย ที่สำคัญเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนหลายคนยังมีอาการแบบนั้นอยู่ แสดงว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กเหล่านั้นมาก ออกไปฉี่ดีกว่า

เอ๊ะ...ทำไมพี่ชายไม่อยู่ ไม่กลัวนายเบิ้ม มาจับตัวหนูไปเหรอ ไม่เป็นห่วงน้องบ้างเลย เอาหมอนไปนอนห้องคุณแม่ดีกว่า เห็นเขาว่านายเบิ้มชอบจับเด็กที่นอนคนเดียวไปเลี้ยง บางคนก็บอกว่านายเบิ้มชอบล่ามโซ่เด็กพาออกมาเดินเล่นตอนกลางคืนด้วย เขาไม่เคยเห็นหรอกแต่ หนูตุ๊กตาข้างบ้านเขาบอกมาอีกทีว่า คุณแม่ของเธอบอกว่าถ้าไม่เชื่อฟังจะให้นายเบิ้มมาจับตัวไป ตอนแรกหนูตุ๊กตาก็ไม่รู้หรอกนายเบิ้มเป็นใคร เลยไปถามพี่นิ้งที่ร้านขายของชำพี่นิ้งคนดีเลยบอกมา ตอนนี้ในกลุ่มเด็ก ๆ ไม่มีใครไม่กลัวนายเบิ้มเลย เขาเองก็ไม่ได้กลัวเท่าไหร่หรอก แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีไม่ใช่เหรอ คุณแม่บอกว่าออกไปเล่นนอกบ้านให้ระวัง ๆ ตัว เสมอนี่ เขาเชื่อคุณแม่ต่างหาก ไม่ได้กลัวสักหน่อยเนอะ รีบไปดีกว่ายิ่งมืด ๆ อยู่ ด้วย

เดินออกมาพ้นจากห้องไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงขึ้นบันไดตามหลังมา เขายิ่งรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนเลยห้องน้ำไปแล้ว ในใจนึกแต่ว่านายเบิ้มจับแต่เด็กที่ไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นไม่ใช่เหรอ เขาเป็นเด็กดีมาตลอดนะ จะจับไปทำไม พอนึกถึงตอนนี้ขาก็ก้าวไม่ออกแล้วทั้งที่ใจอยากจะไปให้ถึงห้องคุณแม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“จะไปไหนล่ะเรา หอบหมอนกับผ้าห่มไปด้วย” เสียงพี่ชายนั่นเอง เฮ้อ… ดีใจจังที่เราเป็นเด็กดีมาตลอด “ปวดฉ..ปัสสาวะ ครับ พี่ชาย” นึกขึ้นมาได้พอดีว่าวันนี้คุณครูสอนให้พูดสุภาพกับคนที่นับถือ เมื่อตอนเย็นนับนิ้วดูมีพี่ชายอยู่ในจำนวนด้วยนี่ เกือบไปแล้วไหมเรา เหลือบไปมองรอบตัวไม่มีเงาดำ ๆ ใหญ่ ๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาบอกกันว่านายเบิ้มตัวใหญ่พอ ๆ กับช้างเลย เวลาเจอให้วิ่งขึ้นต้นไม้สูง ๆ เพราะนายเบิ้มกลัวที่สูง และมองได้แค่ระดับสายตาเท่านั้น(ระดับสายตาคืออะไรก็ไม่รู้ แต่คาดว่า น่าจะกว้างไกลมาก เหมือนความสามารถของโปเกมอน -- น้องชาย)

“แล้วทำไม เดินผ่านไปล่ะนั่น” พี่ชายถามต่อ

ก็จะเอาหมอนกับผ้าห่มไปวางก่อนน่ะ หนูจะไปนอนห้องคุณแม่ พี่นอนคนเดียวระวังตัวนะ” เขาตอบกลับไป ด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง พร้อมกันนั้นก็วางหมอนกับผ้าห่มกองไว้ที่พื้นทางเดินแล้ว รีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเป็นจุดประสงค์หลักที่ตื่นขึ้นมา ตอนออกจากห้องน้ำ ยังเห็นพี่ชายยืนอยู่นอกประตู จึงถามว่า “จะไปนอนห้องคุณแม่ด้วยกันไหม” ได้ยินเสียงพี่ชายตอบกลับมาตอนเดินสวนเข้าไปในห้องน้ำว่า “ไม่เอาล่ะ พี่โตแล้ว”

มาถึงหน้าห้องคุณแม่ มือจับลูกบิดหมุนเข้าไปด้วยความรู้สึกที่แสนภาคภูมิ ประตูแห่งเดียวกันนี้ เมื่อตอนไหนก็จำไม่ได้แล้วเขารู้สึกว่ามันสูงมาก เกินกว่าจะเอื้อมถึง ชั่วชีวิตนี้เขาจะเอื้อมถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาถึงตอนนี้เขาสามารถเปิดมันได้อย่างง่ายดายแสดงว่าเขาโตขึ้นตั้งเยอะแล้ว น่าดีใจจัง

เดินเข้าไปที่เตียงของคุณแม่ เตียงของคุณแม่ยังใหญ่เหมือนเดิม แถมนอนสบายกว่าของเขาอีก แต่เขาโตแล้ว เขาจึงขอไปนอนห้องของพี่ชายเอง จะให้นอนกับคุณแม่อยู่ตลอดได้อย่างไร ในเมื่อหนูตุ๊กตายังย้ายไปนอนกับพี่สาวของหล่อนแล้วเลย

“คุณแม่ครับ หนูนอนด้วยคน นะครับ”

ได้ยินเสียงร้องอืมเบา ๆ จากคุณแม่ เขาจึงปีนขึ้นเตียงไป คุณแม่ขยับเข้าไปด้านในของเตียงทำให้เขามีพื้นที่เพิ่มขึ้น เขาเอาหมอนวางตบเบา ๆ เอนตัวลงพร้อมกับห่มผ้ามาถึงหน้าอก ตามที่คุณครูที่โรงเรียนสอนแบบไม่ขาดตกบกพร่อง สุดท้ายจึงเอ่ยคำพูดขึ้น “ราตรีสวัสดิ์ครับคุณแม่” คุณแม่ตอบรับกลับมาว่า “ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ” ด้วยเสียงที่นุ่มนวล พร้อมกับกระเถิบเข้ามาใกล้แล้วโอบกอดเขาไว้

เขาชอบเตียงของคุณแม่เพราะมันหอมและอบอุ่น บางครั้งยังได้ฟังนิทานจากคุณแม่ก่อนนอนอีกด้วย แต่ทำอย่างไรได้เขาโตแล้วนี่ ต้องย้ายไปนอนกับพี่ชายเป็นธรรมดา ก่อนห้วงนิทรารมณ์อันแสนสุขจะเริ่มขึ้นความทรงจำสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาก็คือใบหน้าของหนูตุ๊กตาที่พูดกับเขาว่า นายเบิ้มกลัวผู้ใหญ่ที่สุดยิ่งเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงแล้วหล่ะก้อ ถ้าเจอจะวิ่งหนีเลยทีเดียว แล้วเด็กที่ถูกนายเบิ้มจูงมาก็จะได้กลับบ้านตอนนี้ล่ะ อย่างไรก็ตามถ้าเด็กเหล่านั้นไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่อีก นายเบิ้มก็จะแอบมาจับตัวไปอีกครั้ง เด็กชายนอนหลับตาพริ้มนึกขำกับท่าทางของหนูตุ๊กตาที่ชี้ไม้ชี้มือเล่ากล่าว ความกลัวไม่ได้ปรากฏอยู่ในใจเขาอีกเลยแม้แต่น้อยนิด เขาเชื่อฟังคุณแม่มาตลอดนี่ แถมตอนนี้ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ยังเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงอีกต่างหาก...

*************************************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:18:55 น.
Counter : 223 Pageviews.  

1  2  3  4  

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.