Group Blog
 
All Blogs
 

Love Syndrome

ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ และก็เป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอย่างที่หลาย ๆ คนชอบเรียกเสียด้วยสิ แต่ใครจะว่าอย่างไรมันก็เรื่องของเขานี่ครับ และผมก็เข้าใจด้วยว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอัฉริยะกับคนบ้านั้นมันไม่ได้หนาไปกว่าเส้นยาแดงผ่าสิบหกเลย แต่ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการอยู่อย่างอัจฉริยะที่ไร้ผลงานกับคนบ้าที่สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ให้แก่โลก แล้ว ผมขอเลือกอย่างหลังดีกว่า

ตอนนี้ผมกำลังจะเปิดเผยผลงานที่ทำการทดลองมากว่า สิบปีแก่สาธารณะชน มันจะเป็นผลงานที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าผมสามารถค้นคว้าหาสาเหตุที่มาของโรค ๆ หนึ่งได้ มันเป็นโรคที่มีคนเป็นมากที่สุดในโลก เชื่อมั้ยครับว่าประชากรมากกว่า 90 เปอเซ็นต์ที่อยู่บนพื้นพิภพนี้เป็นโรคนี้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลแบบ 100 เปอเซนต์

ความน่ากลัวของมันอยู่ที่คนส่วนมากอยากที่จะเป็นโรคนี้ด้วยน่ะสิครับ บางคนขวนขวายแทบตายก็ไม่เป็น บางคนไม่อยากเป็นก็ดันเป็น หลายคนเป็นแล้วอยากรักษาไว้อยากให้เป็นโรคนี้ตลอดไปแต่ก็ทำไม่ได้ ซึ่งผมสรุปได้หลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องของสื่อ ที่เราจะสังเกตได้จากภาพยนตร์ หนังสือ ซึ่งสนับสนุนให้เป็นโรคนี้กันอย่างเต็มที่ก็ว่าได้ ใช่แล้วครับมันคือ “โรครัก” หรือ “เลิฟ ซินโดรม” นั่นเอง ซึ่งผมก็ได้ขวนขวายทำการทดลองจนพบได้ว่า แท้ที่จริงแล้วโรค ๆ นี้เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง

ผมค้นพบว่าคนเราทุกคนมีไวรัสชนิดนี้อยู่ในตัว ใช่แล้วผมพูดไม่ผิดหรอก ความรัก นี่หล่ะคือไวรัส แต่มันเป็นไวรัสชนิดพิเศษ เพราะการแพร่กระจายของมันนั้นรวดเร็วกว่าการทวีคูณซึ่งเป็นลักษณะของการแพร่ของไวรัสทั่วไปแถมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้มีเพิ่มมีลดอีก ถ้าให้ผมเปรียบเทียบก็คงจะคล้าย ๆ กับไวรัสคอมพิวเตอร์น่ะแหล่ะ เพราะมันสามารถเข้าไปทำลายหน่วยความจำ แถมแทรกสอดตัวเข้าไปปรากฏในความนึกคิดได้อีก โดยมักจะรวมตัวเป็นภาพของคนที่คุณชอบ นี่หล่ะคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ “เห็นอะไร ๆ กลายเป็นหน้า เขา/เธอ ไปหมด”

อย่างที่เคยมีการเสนอแนวคิดกันมาแหล่ะครับว่า ความรู้สึกก็เหมือนคลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่มีสมองเป็นผู้สั่งการ โดยมีเส้นประสาทเป็นตัวนำ ความรักก็เช่นกัน มันอาศัยประสาทรับรู้ทั้งหมดเป็นตัวนำไปสู่สมองซึ่งตรงนี้หล่ะครับคือจุดสำคัญ เพราะหลังจากสมองรับรู้แล้วจะไปกระตุ้นไวรัสที่รอเวลาฟักตัวอยู่ ซึ่งเจ้าไวรัสที่เป็นที่มาของโรครักนี้บางทีมันก็ฟักตัวอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ก็ที่คุณเรียกกันว่ารักแรกพบ นั่นหล่ะ บางทีมันก็อาศัยเวลาเป็นปี ๆ โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาที่ไวรัสกำลังฟักตัวนั้นมักจะพบอาการที่เรียกกันว่า “ชอบ” ก่อน ซึ่งระหว่างนี้ความใกล้ชิดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ไวรัสทำงาน จนในที่สุดเมื่อไวรัสแพร่พันธุ์ถึงจุดหนึ่ง ก็จะพัฒนาจนเกิดโรคได้ในที่สุด

ซึ่งโรคนี้จะส่งผลหลายอย่างและหลายด้าน ทำให้ประสาทการรับรู้ด้อยลง อาการนี้จะสังเกตได้จากหลาย ๆ คนมองเห็นโลกกลายเป็นสีชมพูหรือสดใสเกินความเป็นจริง บางคนถึงกับเกิดอาการไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเห็นเลยด้วยซ้ำซึ่งอาการนี้คนโบราณมีการผูกเป็นคำพูดที่ว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ไว้ด้วย เห็นมั้ยครับว่าคนโบราณยังมองเห็นปัญหาของโรคนี้เลย

ความร้ายกาจของโรคยังไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้เมื่อผู้ป่วยเกิดอาการแล้วเขาจะต้องการความรักมากขึ้นหรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ลดลงกว่าเดิมซึ่งการรักษาความรักไว้นี่หล่ะเป็นเรื่องยากเพราะในตอนแรกเมื่อรักกันนั้นความรักจะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ และรวดเร็ว หลังจากนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะค่อย ๆ ชะลอตัว จนในที่สุดก็จะเริ่มลดลง เมื่อถึงตอนนี้นี่หล่ะที่มักจะเกิดปัญหากัน เพราะแต่ละฝ่ายจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนเพราะช่วงอิ่มตัวนั้นจะเป็นช่วงที่กินระยะเวลานานพอสมควร และนั่นก็คือจุดที่ร้ายแรงที่สุดของโรคนี้ ทั้งสองฝ่ายเมื่อเกิดปัญหาจะมีอาการเศร้าซึมไม่อยากทำอะไร บางคนคิดสั้น สรรหาวิธีการทำร้ายตัวเอง บางคนก็เลยเถิดไปถึงขั้นทำร้ายคนอื่นไปด้วยทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

เห็นกันหรือยังครับว่าโรคนี้มีความร้ายกาจขนาดไหน แล้วเรายังจะปล่อยให้มันขยายพันธ์ไปได้อีกหรือ ผมคนหนึ่งหล่ะที่จะขจัดมันให้สิ้นซากเเพื่อโลกใบนี้ เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ

เอาหล่ะครับเรารู้ถึงปัญหาและผลกระทบที่แสนจะร้ายแรงของมันแล้ว ที่นี้เรามาดูกันดีกว่าว่าจะทำลายมันได้อย่างไร แรกสุดผมสันนิษฐานว่าการฟักตัวของไวรัสชนิดนี้ต้องอาศัยคลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง(ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อในตอนนี้) ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาโดยหลาย ๆ วิธี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคนเราใกล้ชิดกัน มีการพูดคุย มีการสื่อสาร การเห็นรูปภาพ แม้กระทั่งการอ่านหนังสือ ก็ตาม

แรกเริ่มผมไม่สามารถจับคลื่นชนิดนี้ได้ ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ผมทดลองตั้งแต่การหาอาสาสมัครมาอยู่ด้วยกันเป็นคู่ สร้างสิ่งแวดล้อมให้ โดยคิดว่าน่าจะเหมาะแก่การฟักตัวของไวรัส ไม่ว่าจะเป็นในธรรมชาติ สายลม แสงแดด ทะเล หรือจะเป็นยามเย็นในภัตตาคารหรูท่ามกลางแสงเทียน ผมจำลองแม้กระทั่งในมหาลัย หรือสำนักงานที่ทั้งคู่ต้องเรียนหรือทำงานที่เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน มีกิจกรรมร่วมกัน

แต่ก็ปรากฏว่าเจ้าไวรัสตัวนี้มันร้ายเอาการ ผมไม่สามารถบังคับให้มันเผยตัวออกมาได้ เจ้าคลื่นไฟฟ้าที่ผมตามหาก็เลยไม่ปรากฏสักทีนี่ราวกับคำปราชญ์ที่ว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถบังคับกันได้ก็คือเจ้าความรักนี่เอง แต่ในที่สุดผมก็สามารถหามันจนเจอ หลังจากการทดลองไม่ประสบความสำเร็จผมกลับไปนอนคิดอยู่หลายคืนว่าจะทำอย่างไรดีและแล้วก็เหมือนกับสวรรค์จะเข้าใจในคำขอร้องและความตั้งใจของผม ท่านคงคิดว่าผมนี่หล่ะคือผู้ที่จะมากอบกู้โลกให้รอดพ้นจากมหันตภัยเงียบที่ค่อย ๆ ฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น นี้

คืนหนึ่งในขณะที่ผมกำลังจินตนาการถึงเจ้าคลื่นไฟฟ้าลึกลับ และพยายามสร้างตัวตนให้มัน ผมเห็นมันมีเขี้ยวยาว มีเขาและหางสามแฉกสีดำแหลมคม เบื้องหลังมีปีกสีขาว ในมือถือธนูวิเศษ แต่ทันใดนั้นผมก็นึกถึงการไปท่องเที่ยวครั้งสุดท้ายขึ้นมาฉับพลัน ผมนึกไปถึงอนุสาวรีย์ นึกไปถึงถนนและตำนานต่าง ๆ ที่เขียนบอกไว้บนโบรชัวร์ ทุก ๆ ที่มักจะมีสถานที่น่าสนใจต่าง ๆ กัน บ้างมีวัดเก่าสวยงาม มีโบราณสถานเก่าแก่ มีธรรมชาติร่มเย็น แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ ที่มักจะเขียนไว้ตอนท้ายก็คือ สถานที่สำหรับคู่รักนั่นเอง และนั่นก็คือเป้าหมายที่ผมเข้าไปสำรวจในวันต่อมา

ผมตรงไปตามโบรชัวร์ของจังหวัดแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ในนั้นมีสถานที่ ๆ น่าสนใจแห่งหนึ่งชื่อว่าหินคู่รัก ตามตำนานที่ผมสอบถามจากชาวบ้านกล่าวไว้ว่า สมัยก่อนนานมาแล้วมีชายหญิงคู่หนึ่งมาใช้สถานที่นี้เป็นที่สาบานรักกัน แต่ไม่นานนักพ่อแม่ของทั้งสองก็รู้เรื่องเข้าจึงเกิดการขัดขวางกีดกัน เนื่องจากครอบครัวของทั้งสองนั้นเป็นศัตรูกัน(คุ้น ๆ นะ) จนท้ายที่สุดเวลา 23.59 น. ของคืนเดือนเพ็ญกลางฤดูร้อนในปีนั้น ในขณะที่ครอบครัวทั้งสองเปิดสงครามกันอยู่เนื่องจากครอบครัวของฝ่ายหญิงต้องการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าที่มีอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายชาย นั่นหลังจากคนกลางเข้ามาตรวจสอบตามสนธิสัญญาแล้วไม่ได้ผล(คุ้น ๆ อีกหล่ะ) หนุ่มสาวทั้งสองจึงนัดกันมาที่หินนี้อีกครั้งแล้วจบชีวิตลงพร้อมกันด้วยการเอาศีรษะโขกหินเพื่อปลิดชีพตัวเอง นับแต่นั้นมาหากชายหญิงคู่ใดเอาศรีษะโขกกับหินสองก้อนนี้ด้วยกันก็จะรักกันตราบจนวันตาย ว่ากันว่านั่นเกิดจากวิญญานของหนุ่มสาวที่ผิดหวังในรักนั้นคอยช่วยปกป้องและส่งเสริมความรักนั่นเอง

ผมเดินเข้าไปในสวนที่มีบรรยากาศร่มรื่นไม่นานก็พบเข้ากับหินคู่รักซึ่งเป็นเป้าหมาย ที่หาได้ไม่ยากนักก็เพราะว่ามีคู่รักหลายคู่ต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อที่จะรอโขกหัวกับหินนั่นเอง มันเป็นหินสองก้อนติดกันลักษณะเป็นมันลื่น รูปร่างคล้ายชุดหมอนรองที่ใช้ในงานแต่งงาน ความสูงอยู่ในระดับศรีษะพอดี แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือเวลาเอาไม้เคาะมันจะมีเสียงดังทึบคล้าย ๆ หินทั่วไปแต่ เวลาเอาหัวโขกคนที่โขกจะได้ยินเสียงทุ้มก้องกังวาน ผมได้รับคำบอกเล่าอีกว่ายิ่งทำให้เกิดเสียงดังมากขึ้นเท่าไหร่คู่นั้นก็จะรักกันมากขึ้นเท่านั้นอีกด้วย นั่นก็ช่วยลดความประหลาดใจให้ผมไม่น้อยเมื่อพบว่าหนุ่ม ๆ สาว ที่เดินเคียงคู่ชมวิวอยู่นั้นบ้างก็มีเลือดชโลมอยู่บนหน้าผากไหลจนหยดเป็นสาย แต่ก็มีบางคู่ใช้บริการของชาวบ้านหัวใสที่ตั้งร้านทำแผลที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ทำให้มีผ้าก็อตโพกหัวสีขาวปิดแผลกันสลอน และก็ยังมีชาวบ้านที่หัวใสกว่าอีกทำผ้ากอตหลากดีไซน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นลายสัตว์น่ารัก ๆ หรือธรรมชาติที่แปลกตา แต่จุดหนึ่งที่ผมสังเกตพบคือดีไซน์เหล่านั้นจะพยายามไม่ปิดบังส่วนที่เป็นบริเวณบาดแผลเพราะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าดีไซน์จะฉูดฉาดเพียงใจแต่บริเวณแผลนั้นจะต้องเว้นไว้เป็นสีขาวเพื่อให้มีเลือดซึมออกมาได้นิด ๆ คาดว่านั่นคงจะเป็นเพราะความต้องการของคู่หนุ่มสาวที่อยากแสดงให้คนอื่นรับรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งตรึงตาของทั้งคู่เป็นแน่

หลังจากรอจนคิวที่ยาวเหยียดหายไปผมจึงเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ ในที่นั้นผมพบรอยเลือดโชลมอยู่ทั่วไป มีเศษเนื้อหลงเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ผมคาดว่าคนที่ทิ้งไว้คงจะได้รักการคุ้มครองจากวิญญานหนุ่มสาวนั้นจนรักกันดูดดื่มจนตายแน่นอน ผมรีบหยิบอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กขึ้นมาสำรวจรอบ ๆ บริเวณ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดปกติ หลังจากทดลองเอาไม้เคาะ เอาหัวโขกก็ยังไม่พบคลื่นที่ต้องการหาอยู่ดี นับเป็นโชคดีของผมในวันนั้นที่ยังมีคู่รักตกค้างอยู่อีกคู่หนึ่ง พวกเขามาขอโขกหัวในขณะที่ผมกำลังท้อแท้เก็บของ หญิงสาวคนนั้นเป็นพยาบาลผิวดำแดง มีดวงตากลมโตที่สวยงาม ส่วนชายหนุ่มนั้นเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ ทั้งคู่กำลังอยู่ระหว่างการดูใจกัน

“โป็กกก” เสียงดังลั่น ออกมาทันทีที่พวกเขาโขกศรีษะกับก้อนหิน

ฝ่ายชายนั้นเอามือกุมหัวที่มีเลือดไหลย้อยออกมา ส่วนฝ่ายหญิงนั้นสลบคาก้อนหินไปเลย เป็นอีกคู่หนึ่งที่ผมคิดว่าคงจะรักกันไปจนวันตายได้แน่ ๆ หลังจากแก้ไขจนเธอฟื้นขึ้นมาและทำแผลให้หนุ่มคนรักได้แล้ว เธอก็พูดกับแฟนหนุ่มร่างบึ้กว่า พี่ได้ยินเสียงก้องเปล่าตอนโขก ผมได้ยินชายหนุ่มตอบเบา ๆ ว่าได้ยินสินานด้วย ก่อนที่จะตะคองกอดกันเดินออกไป พวกเขาดูจะรักกันมากกว่าเดินซะอีก นั่นทำให้ผมคิดได้ว่าตอนผมโขกก็ได้ยินเสียงเช่นนั้นเช่นกัน มันดูเหมือนจะดังอื้ออึงในหู แถมยังรู้สึกเหมือนมีดาววนเวียนรอบหัวอีก แต่ผมไม่ได้คิดต่อไปวุ่นวายอีกแล้วเพราะสังเกตุเห็นตรงส่วนบันทึกข้อมูลของเครื่องตรวจคลื่นที่ติดตั้งอยู่นั้น มันมีคลื่นแปลกปลอมแทรกเข้ามาและเป็นคลื่นที่มีความถี่แปลกประหลาดเสียด้วยสิ ที่สำคัญมันเป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งคู่โขกศีรษะเข้ากับก้อนหินนั่นเอง

ด้วยไอคิวระดับเหนืออัจฉริยะของผมก็คิดได้ในทันที หินทั้งสองก้อนนี้ คงจะต้องใช้การโขกศรีษะพร้อมกันมาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อส่งคลื่นออกไปเป็นแน่ ผมอยู่ทดลองต่อจนสามารถสรุปได้ว่าสมติฐานเป็นจริง หลังจากนั้นจึงดำเนินการทดลองและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผมพบว่าคลื่นไฟฟ้าตัวนี้นั้นมีข้อจำกัดมากมาย ผมสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นย่อมไม่แสดงถึงอฉริยะภาพของผมเท่าไหร่ผมใช้เวลาอีกสามเดือนเพื่อสร้างเครื่องมือที่สามารถคอนเวิร์สคลื่นชนิดนี้ได้เป็นผลสำเร็จ

เครื่องมือชนิดนี้มีความสามารถกลับคลื่นที่เป็นต้นเหตุทำให้ไวรัสรักฟักตัวได้ ผลที่ตามมาคือนอกจากไวรัสจะไม่สามารถฟักตัวได้แล้วมันยังกำจัดไวรัสนั้นไปได้อีกด้วย ผมทดลองโดยการนำไปติดตั้งบริเวณหินคู่รักแล้วบันทึกสถิติ ไม่นานนักชื่อของหินคู่รักก็เปลี่ยนไปกลายเป็นหินรักร้าง หลังจากนั้นผมเดินทางไปตามสถานที่ ๆ มีตำนานอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้สร้างรัก ทางเดินคู่รัก ถนนรักสดใส อุโมงค์รัก สะพานรัก และอีกหลาย ๆ แห่ง บางแห่งก็อยู่ในมหาลัย บางแห่งอยู่ใจกลางเมือง บางแห่งก็อยู่บนยอดเขา บางแห่งก็อยู่ตามชายหาด ผมติดตั้งเครื่องมือที่คิดค้นขึ้น ด้วยความภาคภูมิใจที่สามารถแก้ไขปัญหาอันวิกฤติของชาวโลกนี้ลงได้

และในวันพรุ่งนี้ผมจะเปิดแถลงการถึงการค้นคว้าชิ้นนี้และยังจะเปิดตัวเครื่องคอนเวิร์สคลื่นที่ทำให้ไวรัสรักฟักตัวในแบบมือถืออย่างเป็นทางการ คราวนี้ทุกคนจะปลอดภัยจากโรครัก ด้วยเครื่องมือชนิดนี้ ผมกำลังจะจดสิทธิบัตรและนำออกวางขายทั่วโลกในเวลาอีกไม่นาน

ผมคิดถึงรางวัลโนเบลที่คงจะตามมาในไม่ช้า คิดถึงสุนทรพจน์หลังจากได้รับรางวัล ผมจะกล่าวคำขอบคุณแก่ใครดีและนั่นทำให้ผมคิดถึงบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเกิดความคิดที่จะศึกษาในเรื่องนี้ขึ้นมา ผมหยิบรูปออกมาจากกระเป๋าด้านซ้ายเสื้อเชิ้ตที่อยู่ภายใต้เสื้อกราวน์ แล้วเหลือบมองนาฬิกาพร้อมกับคิดว่านี่ก็ได้เวลาพอดี มันเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำทุกวันถ้าไม่ติดธุระรีบร้อน ผมล้วงเข้าไปในลิ้นชักล่างสุดของโต๊ะแล้วหยิบเอาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นมา จากนั้นจึงจุดตะเกียงแก้สขึ้นเอาชุดตะแกรงครอบไว้ด้านบน วางพริกกับเกลือบนถาดสังกะสีอันเล็กๆ จากนั้นจึงนำไปวางไว้บนตะแกรงที่ตอนนี้กำลังร้อนได้ที่ ผมวางรูปเธอลงไปเบื้องบน สุดท้ายจึงจุดธูปจากไฟที่ไหม้รูปของเธอ

กลิ่นของพริกกับเกลือไหม้เหม็นฉุนตลบไปทั่วบริเวณ ผมยกธูปขึ้นจบบนศีรษะทั้งที่ไอโขลก ๆ และน้ำตาซึม ในเวลานั้นภาพของของน้องวิสาวน้อยผู้เป็นแรงบันดาลใจของผมกับชายหนุ่มหล่อสำอางค์คนนั้น ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ผมอธิษฐานให้เธอไปดีตามรูปแบบของผม และหวังว่าเธอและคู่รักคงจะไปในสถานที่ ๆ ผมติดตั้งเครื่องคอนเวิร์สคลื่นไว้บ้างไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง.

**********************************




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:27:49 น.
Counter : 182 Pageviews.  

เพราะใจเราตรงกัน

“แล้วเราต้องรออีกนานเท่าไหร่คะ”
“อีกไม่นานหรอก พี่กำลังคิดแผนอยู่ ไม่ช้าเราจะได้อยู่ด้วยกัน อย่างไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป” ชายหนุ่มบรรจงจูบแก้มนวลของหญิงสาวที่ทอดร่างเปลือยอยู่ภายใต้วงแขนของเขา
“จริง ๆ นะพี่”
“อืมมม... เชื่อพี่สิ”
*********

รถแลนครุยเซอร์สีดำเลี้ยวออกมาจากโรงแรมเก่า ๆ ย่านชานเมือง เป็นภาพที่ตัดกันระหว่างรถที่แสนหรูได้รับการรักษาและดูแลอย่างเต็มที่กับสภาพโรงแรมที่ภายนอกดูเก่าทรุดโทรมเหมือนไม่ได้รับการดูแลมานานแสนนาน แต่ความเก่าก็มีคุณค่าของมัน โรงแรมแห่งนี้ได้รับรองแขกบ้านแขกเมือง นายหัวพ่อเลี้ยงน้อยใหญ่ รัฐมนตรี มานักต่อนักแล้ว เพราะสภาพภายในกับภายนอกของมันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นที่รู้กันในหมู่คนวงในว่าแม้ภายนอกจะดูเป็นโรงแรมที่ไร้ระดับ ไม่สามารถจัดดาวให้ได้ แต่ภายในนั้นโรงแรมระดับห้าดาวยังอายเลยทีเดียว

นอกจากทางเข้าออกที่สามารถเข้าออกได้ถึง 5 ทาง สามารถนำรถเข้าไปถึงหน้าห้องได้ พนักงานทั้งหมดมีใบรับรองและเซ็นสัญญาห้ามแพร่งพรายความลับแล้ว ห้องพักยังเป็นห้องสวีทล้วน รวมทั้งทำเลยังตั้งอยู่ย่านชานเมืองอีกด้วย ทำให้มันกลายเป็นสวรรค์ของบรรดาอาเสี่ย นักการเมือง และคนใหญ่คนโตอีกหลาย ๆ ท่านที่จะพา น้อง ๆหนู ๆ เล็กใหญ่หลบเข้ามาหาความสุขได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

นักการเมืองหนุ่มอนาคตไกลอย่างเขาก็เช่นกัน แม้จะแต่งงานแล้วกว่า 5 ปีแต่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิด แม้เอมอรภรรยาของเขาจะยังงามจน ส.ส. หลายคนต้องเหลียวหลังเวลาเขาพาออกหาเสียงด้วย แม้ว่าหล่อนจะเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว มาจากตระกูลสูงศักดิ์ จบการศึกษาระดับด็อกเตอร์จากต่างประเทศ สามารถส่งเสริมเขาได้ทุกทาง แต่เขาก็ยังคิดว่าหล่อนยังขาดอะไรไปสักอย่าง อะไรที่ตอนแรกรักเขาไม่ได้สังเกตเห็น แต่พอยิ่งอยู่ไปด้วยกันมันยิ่งกลายเป็นจุดที่เขาเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และอะไรที่หล่อนไม่มีนี้กลับมีอยู่ในตัวน้องแอน

แอนเป็นเด็กสาวจากเชียงใหม่ หล่อนลงมาเรียนต่อมหาลัยเอกชนในเมือง เขาพบหล่อนในงานเลี้ยงสังสรรค์งานหนึ่ง ผมที่ยาวสลวย รูปร่างที่อวดอิ่มเต็มสาว นั้นดึงดูดตาของเขาให้ติดตามไปทุกที่ ที่หล่อนเดินไปในงาน เขาตกหลุมรักของหล่อนเข้าอย่างเต็มเปา แม้เขาจะเป็นหนุ่มรูปงามรวยทรัพย์สมบัติแต่กว่าหล่อนจะยอมเป็นของเขาก็ต้องใช้เวลากว่าปี แต่เขาก็ไม่ผิดหวังหล่อนตอบสนองเขาได้ทุกอย่างที่เขาต้องการจริง ๆ เขาอยากอยู่กับหล่อนทุกเวลาทุกนาที แต่มีให้เวลาให้หล่อนได้อาทิตย์ละแค่สองครั้ง ๆ ละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เขาเหลือบมองกระจกด้านข้างและมองเห็นแอคคอร์ดสีแดงสดเลี้ยวลับไปทางซ้าย ยังเห็นร่างอวบอิ่มในชุดนักศึกษาโบกมือให้เขาลาง ๆ

“ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ” โทรศัพท์ของเขาส่งเสียงออกมา มันเป็นเสียงเตือนที่แสดงว่ามีข้อความเข้ามา ชายหนุ่มใช้มือซ้ายกดอ่านทันที แอนคงมีข้อความวัยรุ่นให้เขาได้อมยิ้มอีกตามเคย

“รถเสีย อยู่ที่บ้านพักชลบุรี ไปรับด้วย” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเขาหุบลงทันที เมื่อเห็นเบอร์ของผู้ส่งข้อความ เอมอรนั่นเอง แม้จะเป็นข้อความสั้น ๆ แต่มันก็ดูเย็นชาและออกจะเป็นคำสั่งอีกต่างหาก

ทำไมหล่อนไม่ให้เด็กที่บ้านไปรับ หรือโทรตามช่างไปซ่อม คงจะคิดว่าเราอยู่บางแสนจริง ๆ กรรมหนอกรรมถ้ารู้ว่าหล่อนจะไปบ้านพักที่ชลบุรีเขาก็คงไม่กล้าโกหกว่าไปประชุมที่บางแสนเป็นแน่ ชายหนุ่มแอบรถลงชิดข้างทางพร้อมกับใช้ความคิด ถ้าไปจากที่นี่ก็คงอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง เสียเวลาตายชัก หรือจะวานให้คนอื่นไปดี

บ้านพักที่ชลบุรี!!! เขาลืมไปได้อย่างไร ทางที่คดเลี้ยว ด้านข้างมีแต่เหว โอกาสเหมาะอย่างนี้ยังจะมีอีกหรือ เขาอาจจะหาวิธีจัดการหล่อนโดยอาศัยภูมิประเทศเหล่านั้นได้ง่าย ๆ

“ยังประชุมอยู่ เสร็จแล้วจะไปรับ” ชายหนุ่มส่งข้อความกลับไป พร้อมกับบังคับรถขึ้นสู่ถนนตามเดิม ในหัวของเขาตอนนี้พยายามคิดแต่วิธีจัดการกับเอมอรภรรยาที่แสนน่าเบื่อและสุดจะเย็นชา

ตอนแรกเขาคิดถึงวิธีการตัดสายเบรคแบบที่ในละครชอบใช้กัน แต่ก็รู้สึกว่ามีจุดอ่อนมากมาย อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ว่าสายเบรคมันอยู่ส่วนไหนของรถอีกด้วย หรือจะใช้วิธีวางยาพิษดี เอาสารหนูผสมอาหารให้กิน แล้วเอาศพโยนทะเล หรือจะฆ่าหั่นศพโบกปูนทับ ชายหนุ่มคิดวนสลับไปสลับมาก็ยังหาวิธีที่ถูกใจและแนบเนียนไม่ได้ จนในที่สุดเขาก็สงบอารมณ์ได้ และเริ่มลำดับความคิด เขาคิดถึง นิสัย ความชอบ กลัว จุดอ่อนของเอมอร หล่อนกลัวงู ชอบขับรถเร็ว เป็นคนเงียบ กินอาหารชีวจิต ดื่มน้ำสมุนไพร

ในที่สุดเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า เขาและเอมอร มีอะไรเหมือน ๆ กันหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น กระหายน้ำบ่อยจนต้องมีกระบอกน้ำติดรถไว้เสมอไม่ว่าจะขับรถใกล้ไกล ชายหนุ่มเหลือบมองไปที่กระบอกน้ำข้างเบาะคนขับแวบหนึ่ง หรือจะเป็นแพ้ยาพาราเซตามอลเหมือนกัน แม้จะทานแค่เม็ดเดียวก็จะง่วงซึม มึนงง บางครั้งก็หลับเป็นตายไปเลย เขายังเคยแซวหล่อนเล่นบ่อย ๆ ว่า พวกเราเกิดมาโชคดี ไม่ต้องชื้อยานอนหลับแพง ๆ ใช้ แค่พาราเม็ดเดียวก็อยู่แล้ว

ใช่เลย !!! ยาพารานี่แหล่ะ เขาจะทำให้มันเป็นยานรกสำหรับหล่อน ใส่ไว้ในกระบอกน้ำสมุนไพรที่หล่อนมักเตรียมไว้ในรถเสนอนั่นหล่ะ สมุนไพรจะช่วยกลบรสขมของยาไปในตัวทีนี้หล่ะ เขาหยิบขวดน้ำที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ในรถขึ้นมาดื่มทดสอบรสชาติ เพื่อความแน่ใจ

เหมือนสวรรค์เป็นใจ แม้เขาจะดื่มมันประจำแต่เขาเพิ่งสังเกตได้เดี๋ยวนี้นี่เองว่ารสชาติมันไม่ได้แตกต่างกับยาพาราผสมน้ำเท่าไหร่นัก เขาคะเนเอาว่าสามารถใส่พาราเซตามอลบดลงไปสองเม็ดโดยไม่ทำให้รสชาติน้ำนี้เปลี่ยนไปได้เลยทีเดียว สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมการเท่านั้น

ยาพาราแวะซื้อร้านขายยาข้างหน้า ทีนี้ก็เหลือแต่อ้างเหตุผลให้หล่อนออกมาชื้อของสักอย่างในเมือง เอาเป็นอาหารดีกว่าเขาจะได้อ้างว่าชื้อของอร่อย ๆ ไม่เป็น ถ้าหล่อนบอกให้เขาไปด้วยเขาจะบอกว่าเหนื่อยขอนอนพักสักเดี๋ยวก็ได้ แต่หล่อนก็คงไม่อยากให้เขาไปด้วยอยู่แล้ว ระยะหลังเขาและหล่อนไม่เคยเดินทางไปไหนด้วยกันเลยถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

ชายหนุ่มเร่งเครื่องเพื่อให้ไปถึงที่พักไว ๆ ด้านหน้าของเขาตอนนี้เป็นทางโค้งหักศอกดูน่าเสียวไส้ เขาแทบจะนึกภาพเอมอรขับรถของหล่อนพุ่งลงไปสู่ทะเลที่เต็มไปด้วยหินโสโครกเบื้องล่างได้เลยทีเดียว แม้เขาจะรู้สึกมึน ๆ ง่วง ๆ นิดหน่อยแต่ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มออกมาที่มุมปาก ลักยิ้มและเขี้ยวขาวของเขาทำให้ใบหน้าคมสันดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก นั่นจนกระทั่งรถของเขาพุ่งทะลุทางโค้งลงไปสู่ทะเลที่เต็มไปด้วยหินโสโครกเบื้องล่าง...

***************

“แล้วเราต้องรออีกนานเท่าไหร่ครับ”
“อีกไม่นานหรอก พี่เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เขาดื่มน้ำกระบอกนั้น ขณะไปหาพี่ที่บ้านพักชลบุรี เราก็จะได้อยู่ด้วยกัน อย่างไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป” เอมอรบรรจงจูบหน้าอกที่เปลือยเปล่าของชายหนุ่มคู่ขา แล้วกระชับวงแขนโอบกอดร่างกายอันบึกบึนแข็งแรงของเขาอย่างแสนรัก
“จริง ๆ นะพี่”
“อืมมม... เชื่อพี่สิ”

***************




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:14:36 น.
Counter : 199 Pageviews.  

แอบ

ท่อนเหล็กสีดำในซอกแขนนั้นเย็นเฉียบและแข็งกระด้าง แม้มันจะอยู่ภายใต้ผ้าใบสีเขียวทึบผืนเดียวกันกับร่างของผมก็ตาม สายฝนยังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายจนรู้สึกได้ยามที่หยดน้ำตกกระทบกับผืนผ้าใบที่ใช้คลุมกาย มันทำให้นึกไปถึงการออกรบครั้งสุดท้ายในศึกที่พรากขาขวาของผมไป

ผมสลัดหัวไปมาพยายามไม่คิดถึงมันอีก นั่นคืออดีตแต่ผมกำลังอยู่ในปัจจุบันและกำลังทำงาน ผมแนบแก้มเข้ากับด้านข้างของ บุชมาสเตอร์ XM-15 ซึ่งเป็นปืนไรเฟิลคู่มือ สายตาเพ่งผ่านเลนส์ขยายของลำกล้องที่ติดอยู่ด้านบนของตัวปืนไปยังอพาร์ทเมนต์หรูเบื้องหน้า

ในห้องที่อยู่จากพื้นดินไปถึง 21 ชั้น แม่บ้านของอพาร์ทเมนต์กำลังเก็บกวาดห้อง หล่อนอยู่ในชุดฟอร์มสีเทามีผ้ากันเปื้อนสีขาวคาดจากหน้าอกลงมาจนถึงหัวเข่า ทุกวันในเวลานี้หล่อนจะเข้ามาทำงาน บางครั้งผมก็เห็นหล่อนแอบเข้าไปงีบในห้องนอน บางทีก็แอบหยิบขนมในตู้เย็นกิน ก่อนที่จะใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีหรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมงในการทำงานทั้ง ๆ ที่เธอใช้เวลาอยู่ในห้องเกือบ ๆ ชั่วโมงทุกที นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอมีรูปร่างใหญ่โตราวกับยักษ์วัดแจ้ง ต่างกันก็แต่เพียงที่อยู่ในมือของเธอนั้นคือไม้ปัดฝุ่นสีสดใสไม่ใช่กระบองอิฐโอฬารเท่านั้น

ผมละสายตาจากห้องมองลงไปที่ปากทางเข้าของอพาร์ทเมนต์ รถบีเอ็มสีเทาใหม่เอี่ยมเคลื่อนตัวเข้าไปในบริเวณที่จอดรถทางด้านข้างของอพาร์ทเมนต์ หญิงสาวในชุดเกาะอกสีแดงสดก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว เธอยกกระเป๋าถือแบรนด์เนมขึ้นบังศรีษะแล้วออกวิ่งไปที่ตัวตึก วันนี้เธอกลับมาเร็วกว่าปกติ

บางทีเขาอาจจะนัดเธอไว้ก็เป็นได้ ผมคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง เพราะเหนื่อยกับการรอคอยที่แสนนานนี้เต็มทีแล้ว ถ้าเป็นสมัยหนุ่ม ๆ ผมคิดว่าผมสามารถซุ่มได้ถึงสองวันโดยมีน้ำเพียงแค่กระติกเดียว แต่ในเวลานี้ตอนนี้ เพียงแค่สามชั่วโมงก็เต็มกลืนซะแล้ว

ร่างในชุดแดงก้าวเข้าไปในห้องพักชั้นที่ 21 ในเวลาไม่นานนัก ผมเห็นแม่บ้านยืนตัวตรงกล่าวอะไรบางอย่าง คงจะรายงานเรื่องการทำงานของหล่อน บอกว่ามีอะไรในครัวขาดเหลือ มีอะไรที่หล่อนเก็บไปทิ้ง หรือแอบกินแล้วบอกว่าหมดอายุบ้าง หญิงสาวในชุดแดงผงกหัวหงึกหงักแล้วควักสตางค์ออกมาให้แม่บ้านร่างยักษ์คนนั้นไป ผมเพิ่งสังเกตว่าเธอดูกระวนกระวายพิกลในวันนี้ คงจะมีเรื่องราวที่นอกเหนือจากความคาดหมายของผมเกิดขึ้นในวันนี้เป็นแน่แท้

หญิงสาวนั่งอยู่ในโซฟาสีเหลืองดูอ่อนนุ่ม เหลือบมองนาฬิกาบ่อยครั้ง ท้ายที่สุดก็ดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรสักอย่างได้ เธอลุกขึ้นแล้วเริ่มถอดเสื้อเกาะอกตัวจิ๋วสีแดงนั้นออก ก่อนจะไล่ลงมาถึงกางเกงยีนรัดรูป เรือนร่างที่งดงามปรากฏออกมาดั่งผีเสื้อเพิ่งพ้นออกมาจากรังดักแด้ เรียวแขนและต้นขาที่อวบอัดแข็งแรงขาวนวลของเธอหยอกล้อกับแสงไฟอย่างมิกลัวเกรง เนินหน้าท้องที่นุ่มเนียนและสะโพกผายกลมกลึงนั้นกระชากใจของผมให้หลุดเลื่อนลอยไปในภวังค์แห่งความคิด ก่อนที่มันจะแปรสภาพเป็นความยากลำบากของชีวิตหลังจากที่สงครามจบลงและมีใบหน้าของหญิงสาวอีกคนปรากฏซ้อนขึ้นแทนที่ใบหน้าเธอ

ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอก่อนที่จะดึงสายตาออกมาจากภาพนู้ดที่สวรรค์ส่งมาทดลองใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หลายเฮือก วางสายตาผ่านเลนส์อีกครั้งหนึ่ง เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมทั้งดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน แต่ตระหนักในเวลานี้แล้วว่าทำไมนายวิเชียร โอสถสถาพรนพกุลนักการเมืองหนุ่มใหญ่อนาคตดีถึงได้ลงทุนกับเธอทั้งรถทั้งอพาร์ทเมนต์และคงจะอื่น ๆ อีกมากมาย

ผมถือโอกาสเบนกล้องลงไปสำรวจเบื้องล่างอีกครั้ง แล้วก็พบกับรถญี่ปุ่นสภาพดีคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ผมปรับเลนส์ให้ซูมเข้าใกล้ไปอีกด้วยความสงสัยและก็พบว่ามีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ในตอนหน้า เมื่อรถจอดในที่จอดรถแล้วทั้งสองยังคุยกันอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ชายผู้เป็นคนขับจะจูบลากับหนุ่มอีกคนหนึ่งอย่างดูดดื่ม ผมพะอืดพะอมจนแทบจะลำลักอาหารที่กินเมื่อกลางวันนี้ออกมา ทำไมสังคมสมัยนี้มันถึงวิปริตไปได้ขนาดนี้นะและต่อไปมันจะพัฒนาไปถึงขั้นไหนกัน ทำให้ผมนึกไปถึงไอ้แดงลูกชาย ถ้ามันเกิดเป็นพวกผิดเพศขึ้นมาจะทำอย่างไร ผมจะยอมรับได้หรือเปล่านะ

ผมปรับเลนส์เคลื่อนกล้องขึ้นมาที่ห้องชั้น 21 ตามเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหล่อนคงจะกำลังอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ ผมเริ่มสำรวจรายละเอียดของห้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อความมั่นใจ หลังจากที่ทำมาหลายสิบครั้งในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา เมื่อลงมือแล้วจะต้องไม่พลาดเพราะโอกาสมีเพียงครั้งเดียว ฉะนั้นผมจะต้องเลือกบริเวณที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น ในใจของผมตอนนี้ก็คือตรงระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัวห้อง ส่วนที่รองลงไปก็คือหน้าเคาเตอร์เครื่องดื่ม ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของห้องที่ไม่ค่อยมีสิ่งกีดขวางเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามงานนี้ง่ายกว่าการซุ่มในสนามรบเยอะ

แม้ผมจะไม่ค่อยอยากนึกไปถึงศึกสงครามที่เคยผ่าน แต่ผมก็มักจะควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเบื้องหลังความทุกข์ทรมาณนั้นแฝงไว้ด้วยความภูมิใจก็เป็นได้ กับสมญานามมนุษย์ล่องหน พลซุ่มยิงอันดับหนึ่งของกองทัพ ในตอนนั้นชื่อเสียงของผมขจรไปไกลถึงขนาดทหารฝ่ายตรงข้ามตั้งรางวัลนำจับหลายแสนเลยทีเดียว ว่ากันว่าไม่เคยมีใครหาผมเจอเมื่อเข้าที่แอบสุ่มและไม่มีใครหลบกระสุนของผมได้

รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาที่มุมปากของผม ก่อนที่จะหุบลงเมื่อนึกถึงมัน ไอ้กรลูกศิษย์คนเดียวของผม และก็เป็นคนเดียวกับที่ทำให้ผมเสียขาขวา มีดคมกริบเล่มนั้นฟันขาและความภาคภูมิใจของผมทั้งหมดลงมาพร้อมกัน แม้มันจะทำให้พิษงูร้ายแรงไม่สามารถแล่นเข้าสู่หัวใจของผมก็ตาม แต่มันจะมีประโยชน์อันใดเมื่อมีชีวิตแต่ไร้วิญญาณ ผมกลายเป็นคนไร้ค่าของกองทัพ ผมไม่เคยนึกขอบคุณมันเลยและตัดญาติขาดมิตรกัน ณ บัดนั้นเป็นต้นมา อีกทั้งยังพยายามล้างแค้นในสิ่งที่มันทำให้ผม แม้จะไม่ใช่ทางตรงก็ตาม

ผมสะบัดหัวไปมาอีกครั้งหนึ่ง เพ่งจุดสนใจไปยังห้องเบื้องหน้าอีกครั้ง และมันทำให้ผมตะลึงไปพักใหญ่ ร่างสองร่างกำลังยืนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างเมามัน ที่ทำให้ผมตกตะลึงไม่ใช่หญิงสาวที่มีผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่อร่างเพียงชิ้นเดียวแต่เป็นชายหนุ่มที่กำลังประคองกอดเธออยู่ เขาเป็นคน ๆ เดียวกันกับที่เพิ่งจูบลาเพื่อนชายที่ลานจอดรถเบื้องล่างนั่นเอง

ผมเลื่อนกล้องลงไปด้านล่างอีกครั้งหนึ่ง รถญี่ปุ่นคันนั้นยังจอดอยู่และชายหนุ่มคนนั้นก็ยังนั่งรออยู่ในรถ อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมไม่ได้สนใจเขาแล้วเพราะสังเกตเห็นว่า ข้าง ๆ นั้นมีรถจอดอยู่อีกหนึ่งคันเป็นรถยุโรปคันใหญ่ดูภูมิฐานมันเป็นรถของนายวิเชียรนั่นเอง ผมรีบเบนลำกล้องไปที่ห้องพักชั้นที่ 21 อย่างรวดเร็ว หนุ่มสาวทั้งสองคนผละจากกันแล้วทั้งคู่กำลังหันซ้ายหันขวาอย่างจ้าหล่ะหวั่น ผมคิดว่าหน้าประตูของห้องนั้นนายวิเชียรคงกำลังพยามเคาะประตูเรียกหญิงสาวอยู่เป็นแน่

ในที่สุดหญิงสาวก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอเดินไปทางประตูกระจกใสที่กั้นระหว่างห้องกับระเบียงเลื่อนกระจกแล้วเรียกให้ชายหนุ่มออกไปซ่อนตัว เขาเดินออกมาอย่างรวดเร็ว และพยายามจัดการกับเสื้อที่หลุดลุ่ยในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มแนบตัวกับผนังหันหน้ามาทางผม น่าแปลกที่ศูนย์เล็งยิงของผมตอนนี้อยู่ใกล้เคียงกับหัวใจของเขามากทีเดียว มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าผมเหนี่ยวไกลงไป ผมจะเปลี่ยนจากการมา “ทำลาย” เป็นมา “ช่วยเหลือ” นายวิเชียรหรือไม่

แต่เพียงแวบเดียวผมก็กลับไปสนใจกับเป้าหมายหลักของผมในวันนี้ นายวิเชียรเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หน้าตาเคร่งขรึมหล่อเหลาและดูซื่อสัตย์ ใครจะเชื่อว่าบุคคลคนนี้เป็นคน ๆ เดียวกับเจ้าของบ่อนพนันเถื่อน 10 แห่งรอบตัวเมือง ยังไม่รวมไปถึงเป็นการผู้นำคนสำคัญในขบวนการค้ายาเสพย์ติดระดับชาติอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามอีกไม่นานทั้งหมดก็จะกลายเป็นอดีต ผลของการทรยศต่อขบวนการจะตอบสนองเขาโดยมีผมผู้ได้รับการจ้างวานเป็นฑูตนำมาให้

นายวิเชียรกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เบื้องหน้าเป็นโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ผมคิดว่าเธอคงจะกลับเข้าไปอาบน้ำอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในที่สุดการรอคอยของผมก็สิ้นสุดลง นายวิเชียร เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มเขาผสมเหล้าแก้วใหญ่และเดินออกมาด้านหน้าซึ่งเป็นบริเวณที่ผมกำหนดสำรองเอาไว้

ราวกับภาพสโลว์โมชัน เขาค่อย ๆ เดินออกมา ศูนย์เล็งของผมอยู่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายของเขาพอดี ผมกลั้นหายใจแล้ว ค่อย ๆ บรรจงเหนี่ยวไกลงไป

“ฟลุ่บ” ลูกปืน .223 caliber พุ่งผ่านกระบอกเก็บเสียงไปยังเป้าหมาย มันทำลายกระจกที่ขวางกั้นจนแตกกระจายและไปจบลงบนเนินหน้าอกของนายวิเชียร โอสถสถาพรนพกุล ผมเห็นร่างของเขาค่อย ๆ ทรุดลงอย่างช้าๆ ในขณะที่ประตูห้องน้ำเปิดขึ้นและหญิงสาวในชุดผ้าขนหนูพุ่งตัวออกมา

ผมพยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ให้เป็นที่สังเกต ค่อย ๆ เลื่อนตัวออกมาจากผ้าใบสีตุ่น ๆ นั้น จากนั้นจึงแยกปืนไรเฟิลออกเป็นส่วน ๆ เตรียมเก็บสัมภาระและกลับไปรับเงินส่วนที่เหลือ

“ฟลุ่บ” เสียงลูกปืนวิ่งผ่านออกมาจากกระบอกเก็บเสียงของปืนสั้นดังขึ้นมา ผมรู้สึกชาหนึบขึ้นมาที่บริเวณด้านหลัง หลังจากพยายามหันหน้ากลับไปแต่ก็ไม่สำเร็จ ผมจึงร้องถามออกไป

“ใคร”

“ผมเอง”

“...กร ?”

“ครับ”

“ทำไม”

“พี่ก็รู้”

“.....”

“ไม่มีใครแอบได้ตลอดไปหรอก พอถึงวันหนึ่งเวลาหนึ่งอะไรที่แอบไว้ก็ต้องเผยออกมา เคยได้ยินไหมว่าความลับไม่มีในโลก ต้องระวังให้มากไว้ และอย่าประมาท เพราะนั่นมันหมายถึงชีวิต...” มันพูดขึ้นมา

ผมฟังคำพูดที่เคยพร่ำสอนไอ้กรขณะฝึกการซุ่มยิงให้ นึกถึงภาพที่เห็นในวันนี้ แม่บ้านที่แอบขโมยของกิน หญิงสาวในชุดแดงที่แอบคบชู้ ชายหนุ่มที่แอบซ่อนว่าตัวเองเป็นไบเซกซวล นายวิเชียรที่แอบมีอีหนูและทำการทุจริต รวมไปถึงตัวของผมเองที่รับจ้างแอบซุ่มยิงและ…แอบเป็นชู้กับเมียสาวของไอ้กร ก่อนที่จะหลับตาลงเพื่อรอฟังเสียงปืนอีกนัดหนึ่ง ....เป็นนัดสุดท้ายของชีวิต

**********************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 19:17:30 น.
Counter : 201 Pageviews.  

อมตะ

เขานั่งอยู่บนเตียงตั้งแต่ช่วงเย็น มือสองข้างเท้าอยู่บนฟูกที่ปูด้วยผ้าบางสีฟ้าอ่อน สายตามองเพ่งไปที่บานหน้าต่างด้านข้างราวกับรอบางสิ่งบางอย่างอยู่ด้วยใจกระวนกระวาย แต่เปล่าเลย เขาไม่ได้รออะไรทั้งสิ้น ไม่มีใครให้รออีกต่อไป เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว นับตั้งแต่เมื่อวานนี้ วันที่เธอจากไป...

ความมืดเริ่มเข้ามาครอบครองทุกสิ่ง มันกลืนกินร่างกายที่งองุ้มและแทรกสอดเข้าไปอยู่ในทุกอนูของพื้นที่ โคมไฟครอบแก้วที่หัวเตียงยังไม่ได้ทำงานตามหน้าที่ของมัน เปรียบดุจดังความหวังในใจของชายหนุ่มที่ยังไม่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่หลังจากดับสูญสลายไปเพียงพริบตา

เขาไม่ได้ทำผิด เธอก็เช่นกัน ถ้าคิดดูด้วยเหตุผลแห่งความสัมพันธ์แล้ว เธอเพียงแค่พบคนที่ดีกว่าเขา เป็นคนที่เธอใฝ่ฝันมันก็เท่านั้น ธรรมดาสัตว์โลกย่อมขวนขวายไปหาสิ่งที่ดีกว่า คนเราทำงานเพราะต้องการความก้าวหน้า ต้องการเลี้ยงชีวิตของตน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เขายอมรับในสิ่งเหล่านี้และคิดว่าเธอทำถูกต้องแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังไม่อาจสลัดความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้นไปได้

ภาพและเสียงของเธอยังตามวนเวียนผุดขึ้นมาหลอกหลอน สิ่งเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ในจิตใจ เขาหลีกมันไม่พ้น แม้จะไม่ต้องการเผชิญหน้าก็ตาม จินตนาการอันแสนยิ่งใหญ่ที่เคยภูมิใจกลับกลายเป็นอาวุธร้ายที่ทิ่มแทงทำลายทุกอย่าง ๆ เขากำลังถูกฆ่าไปอย่างช้า ๆ ด้วยตัวของเขาเอง

ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่มีค่า เริ่มแทรกเข้ามาสู่ห้วงคำนึง เขาจะอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อทุกสิ่งได้จบสิ้นลงแล้ว ไยเขาไม่จบชีวิตตัวเองลงไปด้วย จะได้ไม่ต้องทุกข์ทนอีกต่อไป

โคมไฟสว่างขึ้นอย่างสลัว ๆ ดูท่าหลอดไฟที่อยู่ภายในคงจะใกล้หมดอายุเต็มที กระดาษและปากกาถูกดึงออกมาจากลิ้นชักชั้นกลางของโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มบรรจงเขียนจดหมายอำลา มันคงจะเป็นงานชิ้นที่ดีและได้อารมณ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเขียนขึ้นมา...

**************************

หล่อนปาดป้ายสรรพสีลงบนผืนผ้าใบ ภาพที่ปรากฎกลับกลายเป็นหญิงสาวอีกคนที่ร่างกายถูกทรมาน ดาบและหอกปักอยู่ตามเนินเนื้อที่ไร้ผ้าปิดบัง อาภรณ์สิ่งเดียวที่ปรากฎบนเรือนร่างชมพูนวลคือเลือดสด ๆ ที่ไหลรินจากบาดแผล กระแสโลหิตผาดผ่านภูผาที่เต่งตึงลัดเลาะออกไปจบลงที่รอยแผลฉกรรจ์ลึกจนมองเห็นกระดูกซี่โครงขาวร้าวหม่นข้างลำตัว ความจริงหญิงสาวในภาพวาดควรจะเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดแสน แต่สิ่งที่ปรากฎบนใบหน้าตอนนี้กลับเป็นรอยยิ้มนุ่มนวล ดวงตาแฝงประกายแห่งความพอใจ ราวกับจะยิ้มเย้ยเยาะทัณฑ์ทรมานทั้งปวงที่เผชิญ

มือที่จับพู่กันเริ่มสั่นคลอน หยาดน้ำตาไหลออกมาคลอเบ้า มันไม่ใช่แนวภาพที่หล่อนต้องการ แต่กลับเป็นแนวที่หล่อนวาดได้ดีที่สุด ชื่อเสียงเงินทองเกียรติยศทั้งหมดของหล่อนล้วนได้มาจากมัน

หล่อนกำลังอยู่ในช่วงกอบโกยจากผลงานที่อยู่ในอารมณ์รุนแรงแฝงการฆ่าฟันอันชอบธรรม ภาพของหล่อนใช้โทนสีร้อนรุนแรงเป็นหลัก ผู้สัดทัดกรณีหลายคนยกย่องให้หล่อนเป็นจิตรกรผู้ใช้สีเลือดได้อย่างโดดเด่นเป็นที่สุดในบรรดาจิตรกรยุคปัจจุบัน

จานสีและพู่กันถูกวางลงอย่างแผ่วเบา หล่อนไม่สามารถทานทนไปมากกว่านี้อีกแล้ว หญิงสาวเดินไปที่หน้าต่างของห้องหรู ปาดคราบน้ำตาหยิบแว่นที่วางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ ขึ้นสวมใส่ เหม่อมองลงไปดูภาพเบื้องล่างที่วุ่นวาย ความจริงแล้วความวุ่นวายก็ดูเป็นศิลปะได้เช่นกัน หล่อนเคยวาดมันแต่ภาพเหล่านั้นกลับไม่มีใครสนใจเช่นเดียวกับภาพธรรมชาติที่หล่อนโหยหา และสบายใจที่ได้วาดขึ้นมา แรก ๆ หล่อนก็พยามวาดมันเพื่อผ่อนคลายจากงานที่หนักหน่วงรุนแรง แต่ต่อมาธรรมชาติของหล่อนกลับมีสีเลือดเข้ามาปะปนผสมจนกลายเป็นภาพที่แสนโหดร้ายทารุณไปเช่นเดียวกับงานที่สร้างชื่อให้หล่อน

ทุกคนที่รู้จักทราบว่าหล่อนสายตาสั้นมาก แต่ไม่มีใครสักคนรู้ว่าเมื่อเริ่มลงมือเขียนภาพหล่อนจะต้องถอดแว่นที่ใส่ประจำออกทุกครั้ง หล่อนจะปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยจินตนาการถึงความรู้สึกและชีวิตของสิ่งที่กำลังวาด เมื่อวาดเสร็จและเห็นว่าผลงานเป็นที่น่าพอใจจึงกรีดเลือดตัวเองประทับเป็นตรากากบาทก่อนที่จะเซ็นชื่อทับลงไปบนรอยเลือดนั้นอีกที ทุกภาพที่หล่อนวาดจึงถือได้ว่ากลั่นจากความคิดและเลือดเนื้อจริง ๆ จะเรียกว่าหล่อนเป็นศิลปินที่ใช้วิธี “เมธอด” สร้างผลงานก็ว่าได้ แม้หล่อนรู้ว่าวิธีนี้มันจะค่อย ๆ กลืนกินตัวหล่อนไปแต่ก็ไม่พยายามหลีกเลี่ยงมัน หล่อนต้องทำเพื่อที่จะให้ก้าวไปถึงจุดที่เฝ้าใฝ่ใฝฝันมานานแสนนาน หล่อนจะต้องมีชื่อเสียงที่เป็นอมตะตลอดกาล

**************************

ภาพชายหนุ่มในตึกเก่าแก่ฝั่งตรงข้ามที่อยู่ต่ำลงไป กำลังดึงดูดสายตาและความสนใจของหล่อนอยู่ ณ เวลานี้ เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูดีทีเดียว แต่หล่อนรู้สึกว่ามีบรรยากาศอัปมงคลอยู่รอบตัวของเขา เห็นเขาดูเศร้าซึมและกำลังนั่งเขียนอะไรสักอย่างอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง อาจจะเป็นจดหมายลาตายก็ได้มั้ง หล่อนนึกขึ้นมา

ถ้าเขากำลังเขียนจดหมายลาตาย เขาจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนนะ ผูกคอตาย กระโดดตึก กินยาพิษ กระโดดน้ำ เอามีดโกนคมกริบเชือดข้อมือ ยิงตัวตาย น่าจะเป็น เชือดคอนะเลือดจะได้ออกเยอะ ๆ หน่อยสีสวยดี หรือถ้าเป็นยิงตัวตายนี่ ต้องเอาปืนจ่อที่ขมับแล้วเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กำแพง ต้องเป็นกำแพงสีขาว ๆ ด้วยนะ พอเหนี่ยวไกแล้วสมองปนเลือดจะได้กระจายไปติดกำแพงแล้วหยดย้อยลงมาเป็นทาง คงจะดูดีพิลึกล่ะ แต่ถ้าไม่อยากปล่อยให้เลือดไหลค่อย ๆ ตายและคร้านที่จะเดินทางไปไกล ๆ ก็คงเลือกกระโดดตึกมั้ง เห็นเขาบอกว่าที่นักฆ่าตัวตายเลือกกันมากก็คงเพราะคิดว่าเจ็บครั้งเดียวทีเดียว แถมยังมีโอกาสถลาลมเล่นอีกพักใหญ่ ๆ ความจริงก็น่าลองดูเหมือนกัน ชื่อเราจะได้จารึกไปตราบนานเท่านาน

หล่อนเข้าครัวชงคาปูชิโนแบบผสมเสร็จถ้วยใหญ่ ถือกลับมานั่งจิบดูชายหนุ่มที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมต่อ หล่อนหยิบกระดาษขาวแผ่นเล็กมานั่งดรออิ้งเป็นภาพชายหนุ่มกำลังโผบินทะยาน ออกจากตัวตึกเบื้องหน้า ในรูปนั้นเขากางแขนทั้งสองข้างออก เท้าชิดติดกัน แหงนมองไปข้างหน้าอย่างทรนง

**************************

กระดาษสีขาวนวลยังอยู่เบื้องหน้า ตัวอักษรหลายตัวถูกเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ ค่อนลงมาปลายแผ่นมีร่องรอยของหยดน้ำใหญ่น้อยที่ตกลงมาทำให้หมึกของปากกาเลอะเลือนไปหลายแห่ง ชายหนุ่มกำด้ามปากกาแนบแน่น ท้ายที่สุดจึงวางมันลง

เขาอาบน้ำอย่างพิถีพิถัน ขจัดคราบโสมมบนทุกส่วนของร่างกาย สายน้ำเย็นจากฝักบัวไหลผ่านร่างกายที่ร้อนระอุช่วยดับความร้อนจากกายไปได้หลายส่วนแต่ความร้อนในใจกลับมิได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย สุดท้ายจึงเลือกชุดที่ดีที่สุดที่มีสวมใส่และเดินออกจากห้อง ทิ้งซองจดหมายสีเหลืองนวลไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือข้างเตียงรอเวลาเพื่อทำหน้าที่ของมัน

ลมบนดาดฟ้าแสนเย็นสบาย เขาเคยพาหล่อนขึ้นมานั่งคลอเคลียชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน ในอ้อมกอดของเขาเคยมีร่างน้อยของหล่อนเอนอิงพิงพักเอ่ยคำรักแผ่วเบา กลิ่นหอมจากตัวหญิงสาวทำให้เขาสุขอบอุ่นเป็นยิ่งนัก ในช่วงเวลานั้นเขาบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกแล้ว แต่เวลานี้เขากลับมีความปรารถนาสูงสุดอยู่อย่างเดียวคือลืมเลือนสิ่งเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป

ชายหนุ่มมองไปยังอพาร์ทเมนต์เบื้องหน้า เขาเคยมีความฝันที่จะได้ครอบครองห้องที่กว้างขวางหรูหราเช่นนั้นสักห้องหนึ่งแต่ก็รู้ดีว่ามันคงเกินกำลังของนักเขียนที่ยังไม่มีผลงานตีพิมพ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเช่นเขาโดยไม่ต้องสงสัย ในกรอบหน้าต่างบานสูงของห้องที่อยู่เหนือขึ้นไปจากดาดฟ้าตึกไม่มากนัก หญิงสาวคนหนึ่งกำลังมองมาที่เขา หล่อนคงกำลังสงสัยว่าเขาจะทำอะไร เขาสบตาหล่อนโดยไม่หลบหลีกจนหล่อนต้องเสมองไปทางอื่น สักครู่จึงเห็นหล่อนผลุนผลันลุกไปอย่างรวดเร็ว

**************************

มันเป็นความจริง... เขากำลังจะเริ่มแล้ว หล่อนจะทำอย่างไรดี โทรศัพท์แจ้งตำรวจ หน่วยกู้ภัย นักข่าว หรือจะไปห้ามเขาเอง ไม่มีทาง... หล่อนคิดว่าคงไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้อีกแล้ว ทำไมจะต้องไปทำลายความสงบของเขาด้วย หล่อนจะทำอะไรได้ ใช่แล้วหล่อนจะวาด วาดภาพของเขา วาดด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ ให้งดงามที่สุด แด่ชีวิตหนึ่งที่กำลังจะจากไป หล่อนจะทำให้เขายิ่งใหญ่และเป็นอมตะไปตราบนานเท่านาน

หล่อนรีบวิ่งกลับไปในห้องเก็บอุปกรณ์หยิบเพลตขาตั้งและจานสีอันใหม่มาจัดแจงเตรียมสีและเครื่องมือให้พร้อม หล่อนจะเริ่มต้นเมื่อเขาโผบิน

ชายหนุ่มหยุดนิ่งที่ขอบตึกสูง โผล่หน้ามองลงไป เบื้องล่างยังมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ถ้าโดดลงไปคงจะทำให้มีใครบางคนติดตามไปสู่ยมโลกด้วย เขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นจึงเดินไปมาและพยายามมองหาช่วงเวลาที่ปลอดคน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ สุดท้ายจึงนั่งลงที่ขอบตึกห้อยขาลงมาเพื่อรอให้ดึกมากกว่านี้สักหน่อย เขายังมีเวลาถมเถไปนี่นา

แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ ที่ติดอยู่บนตึกด้านล่างนั้นทำให้หล่อนมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน หล่อนเห็นเขาเดินไปมา บางครั้งก็มองลงไปเบื้องล่าง ท่าทีเช่นนั้นทำให้หล่อนสรุปว่าเขากำลังลังเลและมันทำให้หล่อนเริ่มวิตกกังวล

ฉันไม่ใช่คนสิ้นไร้มนุษย์ธรรมนะ แต่ถ้าเขาไม่โดด ความหวังดีของฉันก็จะสูญสลายไป ทำอย่างไรดี ฉันจะทำอย่างไร หล่อนคิดขึ้นพร้อมกับนึกหาหนทาง

ชายหนุ่มมองไปที่หญิงสาวผู้อยู่ในอพาร์ทเมนนั้นอีกคราคราวนี้หล่อนไม่ได้หลบสายตาเขา หล่อนคงเป็นจิตรกรและกำลังทำงานของหล่อนอยู่ น่าแปลกใจที่เมื่อกี้เขาไม่เห็นอุปกรณ์วาดภาพเลย แต่เวลานี้มันกลับปรากฎขึ้นเบื้องหน้าหล่อนราวเนรมิต หล่อนจะวาดภาพอะไรนะ ภาพสังคมเมืองที่วุ่นวายชีวิตที่สับสน พระจันทร์ดวงโตสีแดงสดที่กำลังปรากฎอยู่เบื้องบน หรือภาพของเขาที่กำลังเปล่าเปลี่ยวและกำลังพยายามจะจบชีวิตของตัวเอง

หล่อนหยิบกระดาษที่ดรออิ้งภาพเมื่อครู่ขึ้นมา แล้วเขียนลงใต้ภาพว่า “ชีวิตอันเป็นอมตะ” เอามันใส่ถุงพาสติกพร้อมกับแอปเปิ้ลขนาดย่อมหนึ่งลูกในตู้เย็นมัดปากถุงอย่างแน่นหนา หล่อนมั่นใจว่าด้วยน้ำหนักขนาดนี้กับความกว้างขนาดถนนสองเลนอีกทั้งหล่อนยังอยู่สูงกว่าเขาพอประมาณมันไม่ได้เกินความสามารถของหล่อนเลย ในที่สุดหล่อนก็ออกแรงขว้างออกไปทางชายหนุ่มที่กำลังนั่งมองเหม่อมา

ถุงแอปเปิ้ลถูกเหวี่ยงออกมาจากหน้าต่าง ชายหนุ่มที่สังเกตเห็นแต่แรกรีบลุกขึ้นและคว้ามันไว้จนได้ เขาฉีกถุงออกและหยิบรูปภาพขึ้นมาดู

“ชีวิตอันเป็นอมตะ” เขาพึมพัมออกมาเบา ๆ หล่อนหมายถึงอะไรกัน พวกศิลปินนี่มีคนที่ปกติอยู่กี่คนกันแน่นะ เขานั่งลงกินแอปเปิ้ลและเริ่มพิจารณารูปภาพ กล้ามเนื้อของชายในรูปดูแข็งแรง เขาโผพุ่งราวกับบินได้ แขนทั้งสองข้างกางออกราวกับพระเยซูที่ถูกตรึงไว้กับกางเขน ส่วนสองขานั้นแนบสนิทเหยียดตรง ดวงตามองตรงไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว

“อมตะ...” เขาเอ่ยขึ้นมาอีกราวกับนึกอะไรได้ หรือจะเป็นไปตามความเชื่อที่ว่า จิตคือผู้ครองร่าง แม้ร่างกายจะสูญสลายไปแต่จิตนั้นยังคงอยู่ ถ้าเป็นเช่นนี้การที่เขากำลังพยายามหลบหลีกโดยการพลีร่างไยมิใช่ทำไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้ร่างจะแหลกเหลวไปแต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิด เขาก็ยังต้องเจ็บปวดเหมือนที่เป็นอยู่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่เกิดจากจิตมิใช่ทางร่ายกาย ที่สำคัญเมื่อถึงตอนนั้นจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไปเขาจะต้องทนทุกข์ไปอีกนานแสนนานเท่าไร่ก็ไม่รู้ หรือหล่อนตั้งใจจะบอกเขาว่า อย่าท้อแท้ มิใช่ว่าข้างหน้าจะไม่มีหนทาง ความตายมิใช่ทางแก้ที่ดีหรอก ต้องแก้ที่จิตเพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นอมตะ จงมุ่งมั่นโผผินบินทะยานดุจดั่งชายหนุ่มผู้กล้าหาญในรูป เขาสรุปท้ายด้วยความคิดของตัวเอง

ชายหนุ่มนึกขอบใจหล่อนอย่างน้อยก็ยังมีคนเห็นเขามีค่า อารมณ์ความคิดชั่ววูบที่จะฆ่าตัวตายนั้นระงับและบรรเทาลง พรุ่งนี้เขาจะหากระเช้าผลไม้ไปเยี่ยมขอบคุณหล่อน บางทีอาจจะเอาเรื่องที่เกิดในวันนี้ไปเขียนเป็นเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง งานชิ้นนี้จะเป็นงานชิ้นที่ดีและมีประโยชน์แก่อีกหลาย ๆ คน เรื่องราวของเขาจะถูกถ่ายทอดเป็นตัวอักษรอย่างสละสลวย เรื่องของชายหนุ่มที่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

**************************
เขาเดินจากไปแล้ว เขาไม่ได้กระโดด ความตั้งใจของฉันสลายไป ภาพที่เป็นอมตะนั้นถูกทำลายลงไปด้วยทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทำไม ฉันพลาดไปที่ตรงไหน ไม่... มันจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น ยังมีอีกวิธีแม้จะต้องทุ่มเทมากสักนิด หล่อนคร่ำครวญและหวนคิด ครั้งแล้วครั้งเล่า ท้ายที่สุดจึงหยิบจานสีที่เตรียมไว้ขึ้นมา ถอดแว่นสายตาวางลงบนโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่าง...

หญิงสาวในภาพวาด สวมชุดบางสีขาวดูอ่อนนุ่ม บนร่างมีรั้วเหล็กสีดำเสียบแทงทะลุอก เลือดไหลซึมออกมารอบ ๆ บาดแผล ดูคล้ายกับบุปผาโลหิตกำลังเบ่งบาน แขนและขาเรียวยาวของหล่อนกางออกจากตัวและตกห้อยลง สรรพสิ่งรอบข้างดูเร่งร้อนรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นรถสีแดงที่เร่งตะบึงผ่านไปท่ามกลางท้องฟ้าสีแสด มีคนกลุ่มใหญ่ใส่เสื้อสีสดโทนร้อน ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความตื่นตะลึง ตัดกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นและเปี่ยมสุขของร่างที่นอนหงายเหยียดยาวอยู่เบื้องบน ด้านซ้ายล่างของรูปมีตรากากบาทเลือดและลายเซ็นตัวบรรจง

ภาพของหล่อนกลายเป็นอมตะสมใจ มิใช่เพราะภาพ ๆ นี้สวยงามกว่าภาพอื่นที่หล่อนเขียน แต่เป็นเพราะตำนานการเกิดอันแสนพิศดารของมันซึ่งถูกเปิดเผยอยู่ในจดหมายของหล่อน ที่เขียนขึ้นก่อนจะกระโดดลงมาจากอพาร์ทเมนต์หรูชั้นที่ 21 ผนวกกับการปรากฎตัวของหล่อนในเรื่องสั้นที่กลายเป็นผลงานอมตะของวงการวรรณกรรมในเวลาต่อมา

*********************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 19:07:46 น.
Counter : 140 Pageviews.  

คนเขียนบท

“ท่านครับร่างของอาทิตย์หน้าเรียบร้อยแล้ว จะให้อธิบายเลยไหมครับ”

“เอาวางไว้ก่อน เดี๋ยวผมอ่านแล้วจะเรียกคุณมาอีกครั้งล่ะกัน อย่าเพิ่งไหนไกล ๆ นะ” ร่างในชุดสูทสีดำสนิทซึ่งผมเห็นเพียงเบื้องหลังกล่าวตอบกลับมา

“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมรับคำพร้อมกับขอตัวออกมาจากห้องทำงานขนาดยักษ์ เดินออกไปยังระเบียงของตึกที่อยู่ตรงหน้าห้องทำงานพอดี ณ จุดนี้ถ้ามองลงไปจะเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ดอกไม้กำลังผลิบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ เหล่าผีเสื้อและมวลหมู่ผึ้งกำลังถลาร่อนหยอกล้อกับสายลมอ่อน ๆ ใช้ชีวิตไปตามครรลองราวกับลืมไปแล้วว่าพวกมันถูกนำตัวมาจากที่อื่น ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้มาสร้างภาพที่สวยงามภาพหนึ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมบารมีและสร้างภาพพจน์ให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ

สายลมเย็นพัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าของผม นำมาซึ่งกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆ ทำให้รอยยิ้มเก๋ปรากฏขึ้นมาที่มุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความพึงพอใจเพราะสวนสวยแห่งนี้ก็เกิดจากผลงานที่ผมสร้างขึ้นมาเช่นกัน ผมกำลังภาคภูมิใจที่ได้เห็นจินตนาการของตัวเองกลายเป็นจริงขึ้นมาได้

ความมหัศจรรย์นี้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ผมเริ่มคิดทบทวน...

ในครั้งที่ผมขึ้นไปรับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่ 5 นั้น ผมรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที เพราะคิดว่าได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของการทำงานแล้ว บทภาพยนตร์ทุกชิ้นในช่วงหลังของผมเมื่อเริ่มเขียนเป็นรูปเป็นร่าง ผู้กำกับชั้นแนวหน้าหลาย ๆ คนต่างก็พยายามแย่งชิงราวกับเป็นของวิเศษก็ปาน แต่ก็ไปว่าพวกเขาไม่ได้เพราะจะไม่ให้แย่งกันได้อย่างไรก็ในเมื่อผมสร้างสถิติส่งให้ภาพยนตร์ที่ใช้บทของผมเข้าชิงรางวัลยอดเยี่ยมติดต่อกันมา 8 ครั้งแล้ว

ผมเบื่อความสำเร็จและต้องการแสวงหาความท้าทายครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งมันก็มาในรูปของ กระดาษสีขาวแผ่นบาง ๆ ที่เขียนไว้ว่าการทดสอบขั้นที่หนึ่ง ด้านล่างมีหัวข้อให้ผมเลือกเขียนพร้อมกับระบุว่า เมื่อเขียนเสร็จให้ใส่ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ไว้ตอนท้ายด้วย จากนั้นจึงเป็นวิธีติดต่อกลับ ผมพบว่ามันถูกสอดไว้ใต้ประตูของอพาร์ทเมนต์ทุกวัน อีกทั้งหัวข้อและรายละเอียดตัวละครที่ให้ก็ได้เปลี่ยนไปทุกครั้ง

ในตอนแรกที่พบผมหัวเราะออกมา เพราะกลั้นไว้ไม่อยู่จริง ๆ นึกไปว่าบรรดาผู้อำนวยการสร้างนี่ช่างสรรหาวิธีการมาหลอกล่อเสียจริง ผมเคยเจอที่หนักกว่านี้มาก็เยอะ บางคนถึงขนาดปลอมตัวเป็นขอทานมาค้นถังขยะบ้านผมเลยทีเดียวด้วยประสงค์จะหาบทที่ผมเขียนพลาดเพื่อนำไปให้นักเขียนบทคนอื่นดัดแปลงอีกที ผมเห็นภาพยนตร์หลายเรื่องมีเส้นทางขึ้นจอในลักษณะนี้แล้วก็ให้สังเวชใจ แล้วจะให้วงการภาพยนตร์บ้านเราพัฒนาไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อคุณไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่แสดงความสามารถ เฝ้าแต่รองานของผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จซึ่งมีอยู่นับตัวคนได้ เพื่อนำไปเขียนบนใบปิดแล้วโฆษณาว่าเป็นผลงานของเจ้าของรางวัลนู่นรางวัลนี่

ผมไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนัก แต่พอเริ่มบ่อยเข้าก็กลายเป็นความรำคาญและท้ายที่สุดก็กลายเป็นความกลัว กระดาษแผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ นั้นติดตามผมไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าผมจะหนีไปพักกับแม่ที่บ้านเกิด หรือหลบไปอยู่กับเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด จนในที่สุดผมก็หมดความอดทนและคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญหน้ากับมัน ผมนั่งลงและเริ่มเขียนบทจากกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ได้มา มันเป็นหัวข้อเกี่ยวกับวงการมาเฟีย ผมจึงสร้างฉากและสถานการณ์ที่ซับซ้อนหลาย ๆ เหตุการณ์ขึ้นมา แล้วส่งตัวเอกที่ได้รับการกำหนดคาเร็คเตอร์มาแล้วให้ ลงไปโลดเล่น ผมใส่บทสนทนาที่สมจริงลงไป โดยไม่ลืมหยอดมุขตลกมีระดับเพื่อเรียกเสียงฮา รวมไปถึงถ้อยคำหวานหยดย้อยที่แสนกินใจ สุดท้ายจึงหักมุมจบอย่างเหนือชั้นและประทับใจ ผมลงบันทึกไปว่าใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 45 นาที ในการเขียนและแก้ไข จากนั้นจึงนำไปวางไว้หน้าประตูห้องตามวิธีติดต่อแล้วหับประตูลง

ผมยืนอยู่หน้าประตูแนบหูเพื่อรอฟังเสียงเคลื่อนไหว แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกตัว เพราะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเลยแม้แต่น้อยนิด จนในที่สุดความอดทนของผมก็สิ้นสุดลง ผมเดินเข้าไปในครัวเพื่อหากาแฟดื่ม เมื่อกลับมาและเปิดประตูห้องอีกครั้งต้นฉบับของผมก็ได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว เพียงระยะเวลาไม่ถึง 5 นาทีเลยด้วยซ้ำ

หลายวันผ่านไปผมลืมเรื่องราวของกระดาษปริศนาแผ่นนั้นไปเสียสนิทใจ จนมันกลับมาเข้าสู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับหัวข้อการทดสอบครั้งที่ 2,3,4 และต่อ ๆ ไป เหมือนผมได้ทำสัญญากับปีศาจไปเสียแล้ว จากรำคาญและกลัวกลายเป็นเฝ้ารอ ทุกครั้งที่เปิดประตูไม่ว่าด้วยความประสงค์จะเข้าหรือออกจากห้อง ผมมักจะมองต่ำลงไปที่พื้นก่อนเพื่อดูว่ามีกระดาษชิ้นเล็ก ๆ วางอยู่หรือไม่ ในระยะหลังการทดสอบยิ่งทวีความตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น มีการกำหนดให้ตัวละครอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันไร้ทางออก และบีบเวลาสำหรับการเขียนให้น้อยลงยิ่งขึ้น

ผมไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นเรื่องล้อเล่นของใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือผู้กำกับคนไหน ผมรู้สึกแต่เพียงว่าผมสนุกกับมัน บางทีสิ่งนี้หล่ะคือความท้าทายที่ผมรออยู่ เมื่อได้กระดาษมาผมจะรีบพิจารณาหัวข้อและศึกษาข้อมูลที่ให้มา อย่างละเอียด หลังจากนั้นจึงตั้งนาฬิกาจับเวลาและลงมือเขียนด้วยความตั้งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้สึกว่าได้สร้างงานที่น่าภาคภูมิใจขึ้นมาหลายชิ้นทีเดียวด้วยวิธีนี้

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลาในที่สุดกระดาษเล็ก ๆ ชิ้นสุดท้ายก็ถูกส่งมาพร้อมข้อความ ยินดีด้วยคุณคือผู้ถูกเลือก โปรดรอการติดต่อจากเรา

แม้ว่ามันจะทำให้ผมใจหายไปบ้างแต่ผมก็ยังรอการติดต่อจากบุคคลลึกลับที่ส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ นี้มาอย่างใจจดใจจ่อ บางครั้งความไม่รู้ก็เป็นความตื่นเต้นที่น่าค้นหาจริง ๆ สำหรับผม เพราะผมไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงแต่ดำเนินการและสนุกไปกับเกมที่ใครบางคนคิดขึ้นมา มันเป็นความแปลกใหม่ที่เข้ามาในชีวิตที่ซ้ำซากจำเจอย่างที่สุดของผม

และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง ผลมันออกมาเหมือนเคย เริ่มจากความแปลกใจ ต่อด้วยความกลัวและจบลงด้วยความสนุก ผมแปลกใจในวันที่เปิดประตูออกไปพบกับชายร่างยักษ์สองคน พวกเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เอาหมวกไหมพรมที่หนาทึบ คลุมหน้าผมกลับด้าน ทำให้ผมมองไม่เป็นอะไร แต่ก็ยังดีที่ยังหายใจได้แม้จะไม่สะดวกเท่าใดนัก ผมถูกนำพาตัวไปในลักษณะที่เรียกกันว่า “อุ้ม” นั่นเอง ในขณะนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเพื่ออะไรและทำไม

มันทำให้เกิดความกลัวอย่างสุดแสนจะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าความตายอีกเล่า เมื่อคุณจบชีวิตลงทุกสิ่งทุกอย่างจะสูญสิ้นไปหมด ผมไม่อายเลยที่จะบอกคุณว่าผมเดินขาสั่น หายใจขัด น้ำในกระเพาะปัสสาวะนั้นล้นปี่จนแทบจะควบคุมไม่ให้มันหลุดออกมาตามท่อไม่ได้ ผมไม่สังหรณ์ใจสักนิดเลยว่าการถูกอุ้มของผมอาจจะเกี่ยวกับกระดาษเล็ก ๆ แผ่นนั้น พาลแต่คิดไปว่าจะต้องเป็นอริคนใดคนหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ คนของผมเป็นแน่ ยิ่งในระยะหลังผมมีศัตรูเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพวกผู้อำนวยการสร้าง หรือพวกผู้กำกับที่มาอ้อนวอนขอร้องให้ผมเขียนบทให้ คุณก็รู้ว่าพวกนี้มีพรรคพวกมากมายขนาดไหนทั้งมีสีไม่มีสีตามวิ่งร้องขอเศษเงินกันเป็นขบวน

เมื่อหมวกไหมพรมใบนั้นถูกเปิดขึ้นผมกลับเป็นฝ่ายที่ตกตะลึงเสียเอง แม้จะรู้จากความรู้สึกอยู่แล้วว่าสถานที่ ๆ ถูกพามานั้นไม่ใช่พื้นที่รกร้าง ใต้เท้าของผมไม่ใช่ผืนหญ้าหรือแผ่นดิน แต่เป็นพรม อากาศเย็นรอบกายไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เกิดจากการผลิตของเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่บุคคลผู้อยู่เบื้องหน้าของผมนี่สิที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงแก่ตัวผมเอง ผมรู้จักเขาจากหน้าหนังสือพิมพ์ ตามหน้านิตยสารต่าง รวมไปถึงโทรทัศน์และวิทยุ ที่ออกข่าวของเขาแทบจะทุกวัน จวบจนบัดนี้ผมถึงรู้ว่าตัวเองได้เข้ามาผูกพันกับเรื่องราวสำคัญระดับชาติเข้าแล้ว

เครื่องพันธนาการที่อยู่บนร่างกายของผมถูกปลดออก ผมยกมือซ้ายขึ้นบีบนวดข้อมือขวาที่มีรอยบวมแดงจากการที่ถูกกุญแจมือรัดมาเป็นระยะเวลานาน ขณะได้ยินเสียงของ “ท่าน” เอ่ยขึ้น

“ต้องขอโทษด้วยครับ ที่ทำรุนแรงไปหน่อย แต่เมื่อเห็นผมคุณก็รู้แล้วใช่มั้ยครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เราจำเป็นต้องทดสอบคุณในทุก ๆ ด้าน”

“.....”

“ตามที่คุณได้รับรู้แล้ว คุณเป็นผู้ถูกเลือก แต่ผมขอบอกไว้ก่อนที่จะอธิบายให้คุณทราบถึงรายละเอียดหลังจากนี้เลยว่า คุณสามารถปฎิเสธหน้าที่ ๆ ผมจะมอบหมายนี้ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าคุณต้องเซ็นสัญญาว่าจะเก็บข้อมูลที่ผมบอกนี้เป็นความลับไปตลอดชีวิตของคุณ มิเช่นนั้นคุณก็รู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้ คุณอาจจะถูกพาตัวไปที่ใดที่หนึ่ง เหมือนดั่งเช่นที่คุณถูกพาตัวมาที่นี่ แต่คงจะไม่โชคดีเหมือนกับครั้งนี้แน่ ๆ ผมรับรองได้”

“ครับ… ท่าน” เป็นคำแรกที่ออกมาจากปากของผมหลังจากอมพะนำมานาน ความจริงผมอยากจะพูดอะไรออกไปให้ยืดยาวกว่านี้แต่รู้สึกเหมือนน้ำเสียงมันจะหายไปหมด

“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า ผมประทับใจในงานของคุณมานานแล้ว ผมทึ่งในอัจฉริยภาพของคุณจริง ๆ งานที่ออกมาจากปลายปากกาของคุณนั้นขอให้รับรู้ไว้เลยว่ามันได้ผ่านตาของผมทุกชิ้น ผมซึมซับในบทสนทนาอันเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ และบางครั้งก็นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง คุณก็รู้สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมสื่อ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ การจะเป็นผู้ชนะต้องอาศัยช่องทางเหล่านี้ ในสมัยนี้ผู้ที่ควบคุมสื่อได้จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ผมก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ แต่ก็คิดว่ามันยังไม่เพียงพอ ผมยังขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเชื่อมผมและสื่อเข้าด้วยกัน วันหนึ่งผมนั่งดูโทรทัศน์แล้วเห็นงานโฆษณาที่คุณเขียนบท มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวีรบุรุษผู้กอบกู้บ้านเมือง แล้วก็นึกว่าใช่เลย มันจะต้องเป็นแบบนี้ สิ่งที่ผมขาดไปก็คือคนเขียนบทฉลาด ๆ ผู้ที่สามารถคิดบทสนทนาอันเฉียบคมในระยะเวลาอันสั้น ผู้สามารถสร้างวีรบุรุษขึ้นมาจากปลายปากกาได้นั่นเอง”

“ท่าน” หยุดไปสักครู่ใหญ่จึงกล่าวต่อ

“แต่งานนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ จึงต้องมีการทดสอบกันก่อน แล้วคุณก็ผ่านมาได้จริง ๆ แม้จะมีปัญหาเรื่องความกล้าและความเด็ดขาดบ้างนิดหน่อยแต่ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถเอาชนะมันได้ในที่สุด คุณสามารถเรียกร้องสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้อมูล หรืออำนาจ ผมจะทุ่มไม่อั้นเพื่อทำให้ฝันของคุณเป็นจริง ทำให้ฉากที่คุณสร้างมีตัวตน บทสนทนาที่คุณสร้างจะถูกนำมาใช้จริง ๆ มันจะไปปรากฏตามสื่อทุกสื่อ คุณคิดดูสิมันน่าภาคภูมิใจแค่ไหน เราจะร่วมมือกันสร้างสังคมใหม่ขึ้นมา สังคมที่ผมเป็นผู้นำโดยมีคุณเป็นผู้กำหนดบทบาทให้ ”

“ผม... ขอเสนอให้คุณเป็นคนเขียนบทให้ผม” ท่าน กล่าวอย่างชัดเจนและจ้องมาที่ใบหน้าของผมที่กำลังยืนตกตะลึงกับความคิดที่แปลกใหม่นี้ สายตาที่คมกริบมีอำนาจนั้นทำให้ผมต้องก้มหน้าหลบลงพิจารณาดูลายไม้ที่ฝังอยู่ในพื้นห้อง

“ผมจะให้เวลาคุณคิดสองวัน แต่ต้องขอร้องให้คุณอยู่ในบริเวณที่กำหนดให้เท่านั้น ถ้าคุณต้องการสิ่งใดให้เรียกชายที่ยืนอยู่หน้าประตูเขาจะจัดการให้คุณหมดทุกอย่าง” ท่านพูดก่อนที่จะเดินจากไป

ผมหันหลังกลับไปมองแผ่นหลังของท่านที่ค่อย ๆ เดินจากไป ความคิดยังวนเวียนปะปนกันไปมาสับสนไปหมด ชักไม่มั่นใจว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่ บางทีผมอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้ ผมเดินไปนั่งที่โซฟาอันอ่อนนุ่มซึ่งตั้งเข้าชุดกันในมุมหนึ่งของห้อง เริ่มสงบสติอารมณ์ ค่อย ๆ พิจารณาไปทีละเรื่อง ๆ

ผมสรุปได้ว่าไม่ใช่ความฝันแน่ ๆ หลังจากร้องขอน้ำดื่มจากชายหนุ่มร่างใหญ่หน้าห้อง จากนั้นจึงใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ จนมาถึงประเด็นสำคัญ

“เรากำลังต้องการความท้าทายอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมข้อเสนอนี้จะไม่ใช่คำตอบหล่ะ บทที่เราเขียนขึ้นจะถูกนำไปใช้งานในชีวิตจริง และจะส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่าเดิม เราจะได้เห็นตัวละครที่สร้างขึ้น ได้เห็นการเปลี่ยนของสิ่งต่าง ๆ ในสังคม ที่เกิดจากจินตนาการของเรา มันไม่น่าสนุกหรือ แต่เดี๋ยวก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะทำตามบทของเราจริง ๆ”

ผมร้องขอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมเวิร์ดจากชายหน้าห้อง หนึ่งเพื่อเป็นการทดสอบว่าพวกเขาสามารถหาทุกอย่างให้ผมได้จริง ๆ หรือไม่ สองผมจะดูว่าเวลาที่พวกเขาใช้ในการจัดการตามสิ่งที่ผมขอนั้นนานสักเท่าไหร่ ซึ่งก็ปรากฏว่า หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมงผมก็มีโน๊คบุ๊คใหม่เอี่ยมเครื่องหนึ่งไว้ใช้ ผมจึงเริ่มเขียนบทที่จะใช้ทดสอบการทำงานของพวกเขาขึ้นมาทันที

และฉากที่ผมสร้างขึ้นก็กลายเป็นสวนเบื้องหน้าห้องทำงานของท่าน ในระยะเวลาแค่สองวันหลังจากที่ผมเขียนบทและส่งไปให้ท่านพิจารณา...

“พี่คะ ๆ“ เด็กรับใช้น่าตาสละสลวยคนหนึ่งของท่าน ใช้นิ้วชี้ที่ขาวผ่องสะกิดไหล่ข้างขวาของผมเพื่อปลุกให้ผมตื่นมาจากภวังค์
“ท่านเรียกเข้าพบค่ะ” เธอกล่าวอีกครั้งหนึ่งเมื่อเห็นว่าผมรู้สึกตัวแล้ว
“ครับ” ผมตอบพร้อมกับเดินตามหลังเธอไป
“อ้าว มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิ” ท่านกล่าวขึ้น หลังจากเห็นผมเดินเข้ามาในห้อง ในมือยังถือบทที่ผมนำมาให้พิจารณาเมื่อครู่อยู่
“บทคราวนี้น่าสนใจมากทีเดียวนะ”
“ครับ”
“แต่ผมมีเรื่องที่จะถามคุณพอสมควรเลยหล่ะ”
“เชิญครับ ผมพร้อมเสมอ” ผมกล่าวตอบอย่างมั่นใจ
“จากบทของคุณ นี่เราต้องสร้างตัวละครขึ้นมาอีกตัวใช่มั้ย ที่คุณใส่ให้ชื่อว่า นายชาญ”

“ครับ ผมคิดว่าจะทำให้เรื่องในตอนนี้มีน้ำหนักมากขึ้น เราจะต้องยอมเสียขุนพลสักคนเพื่อส่งเสริมภาพวีรบุรุษของท่านให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น มันจะทำให้ท่านโดดเด่นเหมือนเดือนกลางหมู่ดาวในคืนเพ็ญเลยทีเดียว”

“คุณคิดว่าอย่างนั้นหรือ แล้วเรื่องในพรรคหล่ะ คุณก็รู้ว่าเขามีอำนาจพอสมควร คนของเราหลายคนก็ติดหนี้น้ำใจเขาอยู่ ถึงแม่ว่าช่วงนี้จะมีกระแสต่อต้านเขาอยู่ก็ตาม”

“ท่านก็ทราบดีนี่ครับว่าผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ขึ้นอยู่กับวิธีการเท่านั้นเอง จะทำอย่างไรไม่ให้น่าเกลียด ซึ่งมันก็มีหลายทาง แต่ผมเลือกค่อย ๆ ริดรอนอำนาจของเขาลงไป เชื่อผมสิครับว่าประชาชนจะอยู่ข้างท่าน”

“อืม น่าสนใจแต่ขอผมตัดสินใจก่อนก็แล้วกัน ประเด็นสำคัญของผมตอนนี้อยู่ที่ฉากการปราศรัยประกาศนโยบายครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในกลางสัปดาห์ ดูคุณจะเซ็ตฉากนี้ไว้ยิ่งใหญ่ทีเดียวนะ มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือที่จะให้มีการลอบยิงผม”

“ก็ต้องมีการเสี่ยงบ้างล่ะครับ แต่หลังจากการลอบยิงครั้งนี้ท่านจะกลายเป็นขวัญใจประชาชนทั่วประเทศ อย่าว่าแต่ 15 ปีที่ท่านประกาศเลยครับแม้แต่ให้ท่านอยู่จนสามารถดันลูกสาวลูกชายขึ้นมายังไม่ใช่เรื่องยาก”

“จำเป็นด้วยหรือที่ผมจะต้องเจ็บตัว”

“อันนี้ก็แล้วแต่ท่านนะครับ แต่ความคิดผมมันน่าจะคุ้มค่า คนเราน่ะมีความรุนแรงอยู่ในจิตใจ เชื่อเถอะครับว่ามันต่างกันเยอะ ระหว่างการที่ท่านทนพิษบาดแผลกล่าวปราศรัยต่อจนจบ กับท่านในตอนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยขึ้นกล่าวปราศรัยต่อ คนฟังเขาจะจำภาพที่แขนขวาของท่านซึ่งถูกทำแผลอย่างลวก ๆ ห้อยแขวนไว้ด้วยผ้าสีขาวที่มีตราของพรรคกับคอ ในตอนนั้นจะมีเลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านผ้าพันแผลออกมา ท่านกัดฟันกรอดพร้อมกล่าวอย่างกึกก้องว่าจะกำจัดผู้ก่อการร้ายให้สิ้นซากไปจากสังคม ลองคิดดูสิครับ นี่ยังไม่รวมไปถึงภาพที่จะออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์เลยนะครับ”

“อืมม…”

“จากนั้นเราก็ส่งคนออกก่อการร้าย สักสามสี่แห่ง วางระเบิดร้านค้าใหญ่ ๆ ตามหัวเมืองอีกสักครั้ง ต้องไม่ให้อยู่ในวันเดียวกันด้วยนะครับ เพราะทุกครั้งที่มีระเบิดท่านจะต้องเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ยังมีผ้าพันแผลคล้องคอ คราวนี้สื่อจะช่วยกันกระพือข่าวของท่าน ยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายเราก็ให้คนที่วางระเบิดเข้ามอบตัวซะ ตอนนี้ผมติดก็แต่เรื่องคนหล่ะครับจะหาใครมาทำดี เราต้องการพวกเดนตายที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่เปิดโปงซัก 5-6 คน โดยเฉพาะมือปืนที่ลอบยิงนี่ต้องฝีมือดีหน่อย“

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ผมพอจะมีคนอยู่บ้าง ว่าแต่ว่าคุณนี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ เทียบกับวันที่เข้ามาใหม่ ๆ แล้วเหมือนเป็นคนละคน บทของคุณระยะหลังเล่นเอาผมสะดุ้งได้เหมือนกันนะ”

“ก็เรียนรู้มาจากท่านล่ะครับ ถ้าผมไม่ได้เข้ามาทำงานให้ท่านก็คงยังไม่รู้ว่าในสังคมนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้เรียนรู้ มีอีกหลายเรื่องที่ผมยังสามารถนำมาเขียนเป็นบทได้ ผมยังจำได้ดีถึงคำที่ท่านพูดว่า ในวงการนี้อย่าหลงอยู่กับผิวหรือเปลือกที่ฉาบสีสวยงาม คุณต้องมองลึกให้ถึงแก่น นั่นหล่ะคุณถึงจะเป็นผู้ชนะ”

“อย่างไรก็ตาม ผมขอบคุณ คุณจริง ๆ ที่ผมสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้อย่างทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณด้วย นับว่าผมมองคุณไม่ผิดไปเลย”

“ผมก็ขอบคุณท่านเช่นเดียวกันครับ ที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความสามารถ”

“เอ้อ ผม\\อยากให้คุณแก้อะไรนิดหน่อยนะ พอดีคิดขึ้นได้ตอนที่คุณบอกว่าให้ไปวางระเบิด ไหน ๆ ก็จะส่งคนของเราไปทำลายแล้ว ผมขอเป็นคนกำหนดและให้ข้อมูลสถานที่ล่ะกัน คุณจะได้เขียนฉากให้ชัดเจนขึ้น พรุ่งนี้เช้าค่อยมารับรายละเอียดนะ วันนี้ขอบคุณมาก”

“ครับ” ผมทราบดีว่าไม่ควรแสดงออกไปว่าสถานที่ ๆ ท่านจะให้มาน่ะผมก็รู้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้กิจการของศัตรูที่ยังกล้าต่อต้านท่านก็เหลืออยู่ไม่เพียงกี่แห่งเท่านั้น ยิ่งแห่งที่วางระเบิดแล้วจะไม่มีใครสงสัยมาถึงท่านนี่ยิ่งสามารถจำกัดวงลงไปได้อีกเยอะ ผมสามารถระบุลงไปได้เลยทีเดียว

ผมกลับมายืนอยู่ในตำแหน่งเดิม แดดสีทองทอดทอทาบลงกับสุมทุมพุ่มไม้สุดสวยงามเบื้องหน้า ผีเสื้อสีเหลืองสดบินวนเวียนกันจ้าละหวั่น ราวกับจะแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ ผมมองมันอย่างไม่ละสายตา ด้วยปราถนาจะโผบินสู่ฟ้ากว้างบ้าง ณ เวลานั้น สายลมและอากาศคงจะต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ละสายตาจากผีเสื้อน้อย มองขึ้นไปบนฟ้า แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เลวร้ายอะไร ผมได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ต้องการอะไรก็เพียงแค่กระดิกนิ้วแล้วสั่งลงไป ผมมีนักแสดงที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถ ระดับที่ส่งประกวดรางวัลระดับโลกได้สบาย ๆ เป็นจำนวนมากชนิดที่คุณคาดไม่ถึง บางครั้งผมยังนึกเสียใจที่วงการภาพยนตร์บ้านเราต้องเสียผู้มีพรสวรรค์ระดับสุดยอดไปหลายร้อยคน หนึ่งในนั้นก็คือ ”ท่าน” ท่านไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยสักครั้ง ไม่ว่าบทนั้นจะยากเย็นสักเพียงใด เมื่อท่านแสดงมันออกมาจะดูเป็นธรรมชาติอย่างที่สุดไม่ว่าจะอารมณ์ น้ำเสียงหรือท่าทาง ท่านสามารถยิ้มแย้มได้แม้ยามในใจทุกข์เศร้าแสนสาหัส ผมเชื่อว่าต่อให้ท่านเอามีดค่อย ๆ กรีดเลือดกรีดเนื้อของคุณออกมาทีละชิ้น ๆ คุณก็ยังไม่รู้สึกเจ็บปวดแถมยังสรรเสิญสิ่งที่ท่านทำเสียอีกเมื่อได้รับการอธิบายจากน้ำเสียงที่อ่อนน้อมนั้นภายหลัง ในเวทีปราศรัยที่ผมเขียนบทให้ท่านเป็นครั้งแรกแม้ผมซึ่งเป็นคนเขียนบทยังคล้อยตามคำหวานที่ท่านกล่าวออกมาตามปลายปากกาของผมเลย อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดผู้ไม่รู้เรื่องราวที่ถูกเกณฑ์มานั่งฟัง

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ดาราย่อมมีวันดับแสงตัวของท่านก็เช่นกัน อีกไม่นานก็คงจะเป็นเพียงความทรงจำบทหนึ่ง แม้จะรู้สึกเสียดายบ้างที่ต่อไปนักแสดงคนสำคัญของผมคงจะต้องจบบทบาทไป แต่ผมก็จะเพิ่มสิ่งที่เข้าไปทดแทนกัน นักแสดงคนใหม่นี้จะถูกใจผมกว่าเดิม แม้เขาจะไม่มีพรสวรรค์ในการแสดงสักเท่าไหร่แต่ในเรื่องของการทำความเข้าใจบทแล้วไม่มีใครที่จะเข้าใจบทที่ผมเขียนมากไปกว่าเขาอีกแล้ว ผมได้เพิ่มตัวละครตัวหนึ่งเข้าไปอย่างลับ ๆ และแนบเนียนจนท่านไม่ได้สังเกตหรือสังเกตแต่ไม่ได้สนใจมากว่าปีแล้ว เขาค่อย ๆ มีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันกลายเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งไปแล้ว อีกไม่นานหรอก ผมจะยกเขาให้เป็นตัวเอกแทน เพียงแค่ยังต้องใช้เวลาอีกสักนิด

แต่ในตอนนี้คงต้องให้นักแสดงอีกคนรับช่วงบทของ ”ท่าน” ไปก่อน ผมล้วงโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดขึ้นมา แล้วโทรติดต่อเขาทันที

“ท่านรอง หรือครับ ....ครับ แผนการสำเร็จแล้ว ถ้า “ท่าน” ร้องขอมือปืนระดับพระกาฬ ก็ให้ส่งคนสนิทของท่านรองไปได้เลย จัดการให้เรียบร้อย นะครับ ...ครับ ไม่ต้องห่วงครับ ผมดันท่านรองเต็มที่แน่ ๆ เรื่องอื่น ๆ ผมเตรียมไว้แล้วครับ”

…แล้วบทภาพยนตร์ของผมก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน.

**************************************************************




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 19:04:41 น.
Counter : 285 Pageviews.  

1  2  3  4  

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.