Group Blog
 
All Blogs
 

เมือง 10 เปอร์เซ็นต์

คุณเคยได้ยินข่าวเล่าลือของเมือง ๆ นี้บ้างมั้ย ที่เขาว่ากันว่าใครที่เคยไปจะ สวย/หล่อ เพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แถมไม่ต้องเสียสตางค์ไปเข้าคอร์สอบสมุนไพร อาบน้ำแร่แช่น้ำนมให้วุ่นวาย เพียงใช้เวลาแค่นิดหน่อยไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแล้วเอ่ยคำพิเศษสั้น ๆ ออกมา แค่นั้นเองจริง ๆ สนใจแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญตามผมมาได้เลย

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองสักนิด และไม่อยากบอกให้คุณ ๆ เสียใจเลยว่าความจริงแล้วผมเป็นคนไม่หล่อ ไม่สูง ไม่ขาว ไม่ตี๋ หน้าตาออกจะจืดชืดเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ หลาย ๆ คนชอบเรียกผมว่า “ไอ้หน้าจืด” เวลาอยู่ลับหลัง ซึ่งบางครั้งผมก็ได้ยินเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากทำหน้าแหย ๆ ตอบกลับไป ซึ่งมันก็คงทำให้ใบหน้าของผมยิ่งจืดเข้าไปใหญ่

ผมเป็นพนักงานบัญชีธรรมดา ๆ อยู่ในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเหมือนที่คุณอาจพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ ผมเชื่อว่าในออฟฟิศของคุณจะต้องมีคนลักษณะอย่างผมอย่างน้อยอยู่คนหนึ่ง ลองหันไปดูรอบข้างสิครับ มีชายหนุ่มตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่แว่น ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ใส่เสื้อเรียบ ๆ สีอ่อน ๆ และดูเหมือนเขาจะมีเสื้อและกางเกงแบบนี้เป็นโหล ๆ เพราะคุณจะแทบสังเกตไม่ออกเลยว่าชุดที่เขาใส่ในวันนี้กับเมื่อวานนี้มันแตกต่างกันตรงไหน วัน ๆ เขาจะก้มหน้า ก้มตาทำแต่งาน ตกเย็นก็กลับบ้านตรงเวลา ชวนไปไหนก็ไม่ไป เป็นอย่างไรครับ พบกันบ้างไหมครับ ถ้าคุณพบนั่นล่ะคือผมเลย แต่เป็นก่อนที่ผมจะไปถึงเมือง 10 เปอร์เซนต์ นะ

ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับใครเท่าใดนักก็ยังมีคนชอบเข้ามายุ่งกับผมอยู่ดี หลาย ๆ คนมักจะหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ ทั้ง ๆ ที่ผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ผมเคยได้ของขวัญจากเพื่อน ๆ เป็นต้นพริกขี้หนูแคะที่มีลูกเล็ก ๆ หลากสีติดอยู่พราวต้น ผมไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร ก็ได้แต่ขอบใจและนำต้นพริกมาวางไว้บนโต๊ะทำงานตามคำขอของผู้ให้ ผมไม่รู้อีกเช่นกันว่าการกระทำนั้นจะทำให้ผมจืดลงไปอีกมากเพราะมีสีสันสดใสของเม็ดพริกมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับบุคลิกของผมเมื่อมีคนมองมา

ผมเคยพยายามทำให้ตัวเองมีสีสันขึ้นด้วยการแต่งตัวสีฉูดฉาด บางทีก็พยายามตามกระแสวัยรุ่น แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งเน้นปมด้อยของผมเข้าไปใหญ่ นั่นจนกระทั่งผมได้ข่าวเมือง 10 เปอร์เซนต์นี้มา เมือง ๆ นี้ถือเป็นเมืองในตำนานของบรรดาชนชั้นระดับรากหญ้าในสังคมรูปนิยมเลยทีเดียว อยากรู้ไหมครับว่าผมได้ข่าวจากใคร ...ถึงไม่อยากรู้ผมก็จะบอกหล่ะ ในอดีตออฟฟิศของผมยังมีหญิงสาวที่เปรียบเสมือนมนุษย์ล่องหนอยู่คนหนึ่ง บอกตามตรงผมก็เพิ่งสังเกตเห็นเธอไม่นานนี้ ซึ่งก็เป็นหลังจากที่เธอกลับมาจากการเดินทางไปตามหาเมือง 10 เปอร์เซ็นต์นั่นเอง

เธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการของบริษัทและมักจะนั่งตัวลีบอยู่หลังห้องเสมอ ๆ แม้ที่นั่งของเธอจะอยู่ระหว่างทางเดิน แต่ทุกคนก็เดินผ่านเธอไปอย่างไม่สนใจราวกับว่าเธอเป็นหัวหลักหัวตอก็ปาน แต่เดี๋ยวนี้หรือครับที่นั่งรอบข้างของเธอไม่เคยว่างเลยสักวัน มีแต่คนอยากจะเข้าไปทักทายพูดคุยกับเธอ ผมพยายามหาจังหวะอยู่นานในที่สุดก็สบโอกาสที่จะได้อยู่กับเธอสองต่อสอง ได้ถามคำถามที่สงสัยมานาน และวันนั้นก็เป็นวันที่ เมือง 10 เปอร์เซ็นต์ เมืองที่มีแต่คนที่ดูดี ผู้คนมีอัธยาสัยไมตรี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิที่สามารถเนรมิตให้ทุกคนดูดีขึ้นได้ 10 เปอร์เซ็นต์ในชั่วพริบตา ได้เข้ามาฝังแน่นเกาะติดอยู่ในสมองของผม

แต่ยังหรอกผมไม่ได้คิดออกเดินทางไปในทันที ผมไม่ใช่คนหูเบาที่เชื่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว ผมยังรอคำยืนยันจาก ลุงแช่ม ยามประจำของบริษัทที่ผมได้ข่าวว่าแกกำลังออกเดินทางไปตามหาเมือง 10 เปอร์เช็นต์อยู่เช่นกัน ลุงแช่มเป็นยามที่หน้าดุที่สุดเท่าที่ผมรู้จักมา ผมเคยได้ข่าวว่า มีซอยลัดซอยหนึ่งใกล้ ๆ บริษัท มีบ้านที่มีหมาดุมากอยู่บ้านหนึ่งเจ้าของมักจะปล่อยให้มันออกมาวิ่งเพ่นพล่านไปมา ชาวบ้านจะเดินทางลัดก็ไม่ได้ต้องอ้อมกันเป็นกิโล ไปบอกกับเจ้าของหมาเขาก็ไม่สนใจ บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องก็หายเงียบไป ในที่สุดก็มีคน ๆ หนึ่งเจ้าความคิดมาจ้างลุงแช่มให้ไปจัดการ ด้วยวิธีง่าย ๆ ให้ลุงแช่มเดินผ่านทางนั้นเมื่อเจอเจ้าหมาตัวต้นเหตุ ก็ให้ลุงแกยืนจ้องหน้าทำตาขมึงทึงใส่มัน และก็ได้ผลหลังจากวันนั้นมีคนพูดกันว่าหมาตัวนั้นไม่รู้เป็นอะไรหางมันตกติดก้นตลอดเวลา อีกทั้งเวลาได้ยินเสียงคนเดินมันก็จะรีบวิ่งไปหาที่ซ่อนไม่กล้าอหังการ์อีกต่อไป

ลุงแช่มหายไปเกือบเดือนก็กลับมา ใช่แล้วครับเป็นความจริงว่าแกดูดีขึ้นมาก มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ใบหน้าที่ดุจนหมาหงอยกลับกลายเป็นอบอุ่นมีชีวิตชีวา มาถึงขั้นนี้เป็นคุณ ๆ ยังจะอยู่เฉยได้อีกหรือ ผมรีบเข้าไปสอบถามรายละเอียดกับแก ลุงแช่มตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่สดใสราวกับไปทำเบบี้เฟชมา ไม่นานนักผมก็ได้ข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการ

หลังจากนั้นผมรีบยื่นจดหมายขอใช้วันหยุดที่เหลืออยู่ทันที ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีเวลาสิบกว่าวันในการเดินทางไปตามคำแนะนำของอดีตมนุษย์ล่องหนสาวเจ้าหน้าที่ธุรการและลุงแช่มยามหน้าดุ ทั้งคู่ร่วมกันเขียนจดหมายให้ผมสามซอง แต่ล่ะซองมีสีต่างกันคือสีดำ สีเทา และสีขาว ทุกซองถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนา พร้อมกับกำชับว่าเมื่อจะเริ่มออกเดินทางค่อยแกะจดหมายที่อยู่ในซองสีดำอ่าน ห้ามแกะจดหมายฉบับอื่นอ่านก่อนโดยเด็ดขาด กำหนดเวลาและสีของซองที่ควรจะเปิดต่อไปจะถูกบอกไว้ในจดหมายฉบับที่เปิดก่อนหน้านั้นแล้ว

ในใจของผมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ผมพร้อมจะเผชิญอันตรายทั้งหลายทั้งปวงเพื่อไปให้ถึงจุดหมายแล้ว ซองจดหมายสีดำถูกแกะอย่างประณีต ผมล้วงเอาแผ่นกระดาษข้างในขึ้นมาอ่าน

“เดินไปตามทางที่อยากเดิน หยุดตรงที่ ๆ อยากจะหยุด พักตรงที่ ๆ อยากจะพัก ผ่อนคลายอารมณ์ สลัดเรื่องเศร้าหมองออกไปทำใจให้สงบ สุดท้ายจึงเริ่มทำในสิ่งที่คุณชอบและสามารถทำได้ในปัจจุบันให้ครบสามอย่าง กิจกรรมทั้งหมดจงใช้เวลาอย่างเต็มที่ไม่ต้องรีบร้อนให้ถือเอาความพอใจของตัวเองเป็นหลัก จนเมื่อเสร็จสิ้นแล้วให้แกะอ่านจดหมายในซองสีเทา” นั่นคือข้อความทั้งหมดของจดหมายฉบับแรก ผมรู้สึกฉงนใจเล็กน้อยแต่ก็เริ่มปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในทันที เป้ที่บรรจุเสื้อผ้ารวมไปถึงอุปกรณ์เดินทางไกลถูกสะพายขึ้นกลางหลัง และผมก็เริ่มออกเดินทาง

ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดีเลยคิดว่าจะออกเดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็หยุดพัก ผมเดินลงมาจากอพาร์ทเมนต์ ผ่านป้อมยามและร้านข้าวแกงเจ้าประจำ หลาย ๆ คนคงคิดว่าผมตกงานเพราะวันนี้เป็นวันจันทร์แต่ผมกลับใส่ชุดธรรมดาแบกเป้ออกมาเดินเตร่ บรรยากาศของวันธรรมดาในเวลาที่ปกติต้องทำงานนั้นให้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบหนึ่ง การจราจรคล่องตัว บนทางเท้าไม่มีคนพลุกพล่าน ร้านอาหารหลายร้านยังไม่มีคนเข้าไปนั่ง ผมปล่อยอารมณ์ไปตามจังหวะของการก้าวเดิน แล้วก็พบเป้าหมายแรก เป็นร้านคอฟฟี่ชอปเล็ก ๆ ที่อยู่หัวมุมถนน ตกแต่งอย่างเรียบ ๆ ไม่หรูหรา

ผมเลือกนั่งที่โต๊ะด้านในสุดซึ่งติดกับกระจกใสด้านหน้า กลิ่นหอมของกาแฟที่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้านพาให้ใจของผมสงบลงและเริ่มตีความข้อความในจดหมายอีกครั้ง ความคิดของผมในตอนแรกก่อนอ่านข้อความคือเมือง 10 เปอร์เซ็นต์นี้จะต้องเป็นเมืองที่อยู่ในสถานที่ลึกลับ ห่างไกล ต้องผ่านอุปสรรคร้อยแปดประการ ก่อนที่จะไปถึงด้วยความยากลำบาก แต่ถ้าพิจารณาตามข้อความแล้ว

เดินไปตามทางที่อยากเดิน – ถ้าผมไม่อยากเดินก็ไม่ต้องเดินสิ
พักตรงที่ ๆ อยากพัก – ผมไม่ได้อยากเดิน ซึ่งก็คืออยากพักนั่นเอง
ผ่อนคลายอารมณ์ – อันนี้นั่งสมาธิแวบเดียวก็สงบได้แล้ว
สลัดเรื่องเศร้าหมอง – อืมม ยากหน่อยแต่ถ้าเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่เกินความสามารถ ยิ่ง ถ้ามองข้อต่อไปที่ว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยแล้วหล่ะก็ยิ่งง่ายใหญ่ เวลาที่กำลังเพลินในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็มักจะลืมเรื่องเศร้าหมองอยู่แล้ว

ฉะนั้นใจความสำคัญก็คือทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุขและรู้สึกดีนั่นเอง ผมนึกไปถึงพิธีการเตรียมการในพิธีบางพิธีที่จะต้องให้ผู้เข้าร่วมเตรียมพร้อมทางจิตใจก่อน พิธีการก่อนเดินทางเข้าเมืองนี้ก็คงเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจทำตัวให้มีความสุขมากที่สุดจนกว่าตัวเองจะพอใจ กำหนดสิ่งที่อยากทำและสามารถทำได้สามอย่างขึ้นมาตามที่กำหนดไว้ในข้อความ ซึ่งผมก็เลือก หาหนังสือที่เคยอ่านแล้วประทับใจมาอ่าน หาหนังที่อยากดูมาดู และทุกมื้อผมจะแสวงหาอาหารที่ชอบมาทาน

เวลาผ่านไปสามวันผมรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามีพละกำลังและพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการเดินทาง จึงแกะจดหมายซองสีเทาออกอ่าน “เดินทางไปสถานยังที่ ๆ คุณคิดว่าศักธิ์สิทธิ์ที่สุดของเมืองที่คุณอยู่ โดยสถานที่แห่งนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสามอย่างดังนี้ หนึ่งคือ เป็นสถานที่ ๆ เงียบสงบ สองมีกระจกเงาบานใหญ่ที่สามารถสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาได้อย่างชัดเจน สามเป็นสถานที่ ๆ คุณพอใจ เมื่อพบแล้วให้เปิดจดหมายซองสีขาวออก” ผมนึกไปถึงทวิภพและนิยายอีกสองพันแปดร้อยกว่าเรื่องที่ตัวเอกต้องเดินทางโดยใช้กระจกเป็นประตูมิติ ในทันทีที่อ่านจบ

ผมจะต้องเดินทางผ่านไปกระจกเงานี่เอง จดหมายฉบับแรกถึงให้เตรียมตัวทำใจให้มีความสุข เมื่อคนเรามีความสุขจิตใจใฝ่ร้ายก็จะถดถอยลง เราจะเข้าใกล้ความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นและในที่สุดก็คงจะสามารถเดินทางผ่านประตูมิติซึ่งในที่นี้ก็คือกระจกเงาไปยังจุดหมายได้

หลังจากไตร่ตรองหาสถานที่อยู่ครู่ใหญ่ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วไปงานแต่งงานของบอสซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เขาจัดกันที่โบสถ์คริสต์เล็ก ๆ แต่ดูศักดิ์สิทธิ์และสวยงามแห่งหนึ่ง จำได้ว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งมีผนังกั้นด้วยกระจกเงารอบด้าน เข้าใจว่าเป็นคงกุศโลบายให้คนที่เข้าไปได้สำรวจตัวเองนั่นเอง ผมคว้าเป้ที่เตรียมไว้ตั้งแต่วันแรกขึ้นสะพายและรีบเดินทางไปยังโบสถ์แห่งนั้นทันที

โบสถ์เล็ก ๆ ดูสงบเงียบกว่าครั้งที่แล้ว ที่ได้มาเยือน ผมเดินลัดเลาะไปทางขวามือเดินผ่านพุ่มไม้เล็ก ๆ ที่ตัดแต่งไว้เป็นอย่างดี วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่งท้องฟ้าสีฟ้าใสแจ๋ว แดดร่ม มีสายลมเย็นเบา ๆ พัดผ่าน ในที่สุดผมก็เจอห้อง ๆ นั้น และดูเหมือนสวรรค์จะเป็นใจ มันเป็นจังหวะเหมาะที่ไม่มีใครกำลังใช้งานอยู่เลย

ในห้องจัตุรัสขนาด สามคูณสามเมตรแห่งนั้นผนังทุกด้านทำด้วยไม้เนื้อดี มีกระจกเงาบุตั้งแต่ระดับเอวขึ้นไปจนสุดเพดานทั้งสี่ด้าน ผมยืนอยู่ที่ปากประตูของห้อง เบื้องหน้าติดกับผนังมีแท่นยื่นออกมาประมาณหนึ่งฟุต บนแท่นมีพระคำภีร์เล่มโตหน้าปกสีแดงวางสงบนิ่งอยู่บนเบาะผ้าสีเดียวกัน

ผมเดินตรงเข้าไปหน้าแท่นนั้น ด้วยแรงแห่งศรัทธาและแกะซองจดหมายสีขาวออก ในซองมีกระดาษสองชิ้น ชิ้นหนึ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งเล็ก ชิ้นเล็กถูกพับไว้อย่างดี ผมจึงอ่านข้อความในกระดาษชิ้นแรกก่อน

“มองลึกเข้าไปในกระจกตั้งจิตอธิษฐานด้วยความมุ่งมั่น เมื่อคิดว่าพร้อมแล้วให้แกะกระดาษชิ้นเล็กและเอ่ยคำที่เขียนไว้บนนั้น”

ผมมองไปยังกระจกที่อยู่เบื้องหน้าและปฏิบัติตามข้อความที่ได้อ่าน ในที่สุดจิตใจผมก็เข้าสู่ห้วงแห่งความสงบ ผมรวบรวมสมาธิจนสามารถสังเกตเห็นความมุ่งมั่นและศรัทธาที่ฉายออกมาจากดวงตาเบื้องหน้าอย่างเต็มเปี่ยม ผมก้มหน้าลงไปหยิบกระดาษชิ้นเล็กที่วางไว้บนแท่นขึ้นมาดู ในกระดาษชิ้นนั้นเขียนไว้ด้วยคำ ๆ หนึ่ง เป็นคำ ๆ เดียวโดด ๆ ผมทดลองอ่านออกเสียงออกมาแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเพ่งสายตาตรงไปยังกระจกเงาเบื้องหน้าอีกครั้ง และเอ่ยคำศักดิ์ศิทธิ์คำนั้นออกมาเบา ๆ

ฉับพลันนั้นเองได้เกิดปรากฎการณ์มหัศจรรย์อย่างสุดแสนเกิดขึ้น บนกระจกปรากฎใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนขึ้นมา ดูไปแล้วหน้าตาก็คล้าย ๆ กับกันผมแต่ดูดีกว่ามาก เขามีใบหน้าผ่องใสอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกทั้งยังดูเป็นคนอารมณ์ดีมีชีวิตชีวา น่าคบหา ผมพยักหน้าให้เขา เขาก็พยักหน้าตอบกลับมา ผมยักคิ้วข้างซ้ายให้ เขายักคิ้วข้างขวาตอบกลับมา หลังจากทดลองติดต่อกันอีกหลายวิธี ผมจึงตระหนักว่าบุคคลเบื้องหน้านี้ก็คือตัวของผมเอง และในขณะนี้ผมได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของเมือง 10 เปอร์เซ็นต์แล้ว

หลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่ง กลายเป็นศูนย์รวมของเพื่อน ๆ ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาพูดคุยชิดใกล้ ผมพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ในตอนหลังนอกจากจะสามารถทำให้ตัวเองดูดีขึ้น 10 เปอร์เซ็นได้แล้วผมยัง สามารถทำให้คนที่พบเจอดูดีขึ้นได้อีกด้วย

ไม่เชื่อใช่ไหม ถ้าอย่งนั้นตามมาเลยครับ คุณเห็นหญิงสาวผมยาวชุดสีเหลืองเบื้องหน้าไหม ที่กำลังจะเดินสวนกับผมนี่ล่ะ ใกล้เข้ามาแล้ว อีกนิด.. อีกนิดครับ หล่อนมองมาที่ผมแล้ว ในที่สุดผมก็ได้จังหวะกล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ คำเดียวสั้น ๆ ออกมาเบา ๆ

บุปผาแห่งรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้านวลนั้น เห็นไหมว่าหล่อนน่ารักขึ้นอีกเป็นกอง บอกแล้วว่าผมทำได้จริง ๆ ยังไม่เชื่อผมอีกหรือ ได้ครับ ถ้าเช่นนั้นเอาอย่างนี้ผมจะทำให้คุณ ดูดีขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะกัน อย่าเพิ่งคิดว่าผมโม้สิ ไปหากระจกเงามาบานหนึ่ง เช็ดให้สะอาดเลยนะ ให้สามารถเห็นใบหน้าของคุณสะท้อนกลับออกมาได้อย่างชัดเจน เสร็จแล้วใช่ไหมครับ เอาล่ะ มองไปที่กระจก รวบรวมสมาธิ แล้วเอ่ยคำศักดิ์สิทธิ์ออกมา

อ้าว... ผมยังไม่ได้บอกคำศักดิ์สิทธิ์ไปหรือ แหม… ขอโทษทีครับไม่รู้ลืมไปได้อย่างไร เอาใหม่นะมองเข้าไปในกระจกแล้วเอ่ยตามผม เบา ๆ ก็ได้ แต่ลากเสียงยาว ๆ ได้จะยิ่งดีครับ เอาล่ะ

“1…”
“2…”
“3…”

“ชีคคคคค..........”

...ยินดีต้อนรับเข้าสู่เมือง 10 เปอร์เซ็นต์ครับ.

********************************************************




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 17:55:41 น.
Counter : 184 Pageviews.  

เขื่อน

พุดเอามือเท้าคางมองท้องฟ้าจากทางหน้าต่าง ท้องฟ้าสีฟ้าใส หมู่เมฆขาวราวปุยนุ่นโบยบินอยู่เบื้องบน บางครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ ชวนให้สมองน้อย ๆ จินตนาการไปแสนไกล สายลมเย็นโชยพัดเอากลิ่นหอมของดอกพุดซ้อนที่ปลูกอยู่ริมระเบียงบ้านเข้ามาปะทะ พุดสูดลมหายใจเข้าไปอย่างเต็มที่ กลิ่มหอมเย็นของดอกไม้พาให้ใจปลอดโปร่งดีเหลือเกิน

เบื้องล่างมองลงมาจากหน้าต่างนั้นเป็นธารน้ำสายน้อยไหลลงมาจากไหล่เขาเบื้องบน น้ำในลำธารใสสะอาด มีปลาใหญ่น้อยว่ายวนเวียน มองเห็นหญิงสาวหลายคนนุ่งกระโจงอกลงอาบน้ำและซักเสื้อผ้าอยู่ตามสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปหาสายนที แม้มันจะเป็นธารน้ำสายเล็ก ๆ แต่ก็เป็นธารแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านมานานแสนนาน

หมู่บ้านของพุดเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขา ชาวบ้านต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ส่วนมากก็มีอาชีพหาของป่า จับปลาและทำนา ชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขโดยแทบไม่ต้องติดต่อพึ่งพาโลกภายนอก หลายคนตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเข้าไปตัวเมืองเลยด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ผู้ใหญ่บ้านที่เข้าเมืองไปรับนโยบายหลายครั้งหน่อย และครั้งสุดท้ายที่ไปก็มีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับหมู่บ้านมาบอกกับทุกคน

“ทางรัฐบอกว่าจะสร้างเขื่อนเพื่อขยายกำลังผลิตไฟฟ้า สร้างแล้วประเทศไทยจะก้าวหน้า”

“แล้วอย่างไรหล่ะ ผู้ใหญ่”

“ท่านว่าถ้าเขื่อนขึ้น บ้านเราน้ำจะท่วมมิดหลังคา”

“อ้าวว...ทำไมเป็นยังงั้นหล่ะ”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จำมาได้เท่านี้ แต่เห็นย้ำอยู่อย่างเดียว เพื่อประเทศไทยพัฒนา”

“แล้วจะอยู่กันอย่างไรหล่ะ”

“ก็ต้องย้ายไปทางบ้านโคก ท่านบอกจะจัดที่ให้”

“เขาจะเริ่มเมื่อไหร่หล่ะผู้ใหญ่”

“ประมาณเดือนตุลา ก็อีกเกือบครึ่งปีนะ เตรียมตัวให้พร้อมไว้นะ แรก ๆ อาจจะลำบากสักนิด ถือว่าทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินก็แล้วกัน”

หลังจากผู้ใหญ่เรียกประชุมวันนั้น ก็เริ่มมีคนแปลกหน้าหลายคนเข้ามาสำรวจพื้นที่ แม่บอกว่าเป็นพวกสำรวจธรรมชาติเขาจะมาดูว่าถ้าสร้างเขื่อนแล้วอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง พุดเห็นเขาเข้าไปในป่าอยู่บ่อย ๆ บางครั้งก็เอาตลับเมตรออกมาวัดรอบโคนต้นไม้ใหญ่ ขีดเขียนลงไปในแผนที่เป็นการใหญ่ เวลาพวกเขามาแต่ละทีมักจะมีเด็ก ๆ นำทางเข้าไปในป่า เพราะมีขนมมาแจก บางครั้งก็มีสตางค์ให้ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ พุดเคยตามเข้าไปทีหนึ่ง และได้ยินนายช่างตัวสูงสวมหมวกสีเหลืองเอ่ยว่า ป่านี้อุมสมบูรณ์จริง ๆ มีต้นไม้ใหญ่ ๆ มากมาย พุดภูมิใจที่เขาบอกเช่นนั้นเพราะป่าแห่งนี้ก็เหมือนกับบ้านของพุดนั่นเอง

บ่ายวันหนึ่งมีรถบัสคันเล็กวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน พุดเห็นผู้ใหญ่เข้าไปต้อนรับ และบอกชาวบ้านว่ามีนักศึกษามาทัศนศึกษาให้ช่วยกันดูแลด้วย ชาวบ้านดีใจมากเพราะหลายคนเคยไปช่วยนักศึกษาทำศาลาอเนกประสงค์ที่บ้านเหนือเมื่อปีที่แล้ว เห็นบอกกันว่านักศึกษาเหล่านี้คืออนาคตของชาติ พวกเขาคือคนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

พุดเคยสงสัยเหมือนกันว่านักศึกษาคือตัวอะไร ปีที่แล้วจึงไปแอบดูพร้อมกับเด็ก ๆ อีกหลายคน แล้วก็รู้ว่านักศึกษาก็คือคนเหมือนกันนี่หล่ะ แต่จะแต่งตัวสวยงามกว่า บางคนมีเครื่องประดับแพรวพราว บางคนก็หิ้วกระเป๋าสีสดเดินส่ายเอวไปมา แต่งหน้าทาปากกันสวยงามราวกับนางละคร

แต่นักศึกษากลุ่มใหม่นี้ดูท่าทางเคร่งเครียดกว่าชุดเก่าที่มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ตลอดเวลา เห็นผู้ใหญ่บอกว่าพวกเขามาเพราะได้ยินข่าวเรื่องการสร้างเขื่อน และไม่เห็นด้วยกับหลวงเลยมาดูสถานที่จริงว่าเป็นอย่างไร หนุ่มนักศึกษาหลายคนให้ชาวบ้านนำทางเข้าป่าไปสำรวจอาณาเขตที่ทางการบอกว่าจะใช้สร้างเขื่อน เมื่อออกมาก็บอกว่าชาวบ้านไม่จำเป็นต้องย้ายบ้านแล้ว พวกเขาจะไปดำเนินการให้เอง แม้พุดจะยังเด็กแต่ก็รู้สึกได้ถึงความมั่นใจในน้ำเสียงนั้นจริง ๆ

ไม่นานนักผู้ใหญ่ก็เอาหนังสือพิมพ์มาให้ชาวบ้านดู ในนั้นมีข่าวว่านักศึกษากลุ่มหนึ่ง เสนอให้กั้นเขื่อนไปทางบ้านโคกเพราะน้ำจะได้ไปขังในพื้นที่แห้งแล้ง พร้อมกับแสดงรายละเอียดการสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ ๆ ทางการจะสร้างเขื่อนในปัจจุบันนั้นเป็นเขตป่าอุดมสมบูรณ์ที่ควรสงวนรักษาไว้ แต่นักการเมืองและผู้ใหญ่หลายคนบอกว่าถ้าทำอย่างนั้นจะเสียเวลาและงบประมาณที่ได้ทำการสำรวจมาเนิ่นนานแล้ว อีกทั้งต้องมาเริ่มต้นกันใหม่อีก แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการตามมติของสภา เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

หนังสือพิมพ์ถูกส่งมาเรื่อย ๆ ฉบับหนึ่งนั้นมีรูปถ่ายชาวบ้านไปชูป้ายสนับสนุนการสร้างเขื่อนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญในป้าย ๆ หนึ่งเขียนชื่อหมู่บ้านของพุดตัวเบ้อเร่อเลย ผู้ใหญ่เลยเอามาให้ดูว่าคนที่อยู่ในรูปนั้นเป็นญาติใครบ้างหรือเปล่าทุกคนพากันส่ายหน้าและพยายามค้นหากันอยู่พักใหญ่ว่าใครได้ไปงานสนับสนุนนี้บ้างแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครรู้สักคน วันเวลาผ่านไปชาวบ้านไม่ได้ข่าวคราวจากนักศึกษากลุ่มนั้นอีกแล้วไม่มีแม้หนังสือพิมพ์ที่พวกเขาส่งมาให้บ่อย ๆ ทำให้หลายครอบครัวเริ่มเตรียมตัวที่จะย้ายบ้านเพราะใกล้กำหนดเข้าไปทุกที

ในที่สุดทุกคนก็ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่อีกที่หนึ่ง ที่ ๆ ดินแห้งแตกระแหง บ่อบาดาลมีแต่น้ำสีน้ำตาลขุ่นคลัก ชาวบ้านหลายคนมองพื้นที่เล็ก ๆ ที่ได้รับเป็นกรรมสิทธิอย่างปลง ๆ อย่าว่าแต่จะทำนาปลูกข้าวเลย แค่วัวควายที่เลี้ยงไว้เอามาปล่อยมันก็วิ่งเต็มพื้นที่แล้ว เขื่อนแห่งนี้ไม่เพียงแต่กั้นกระแสน้ำมันยังกั้นกระแสแห่งความหวังของชาวบ้านอีกด้วย

และก็ถึงวันนั้นวันที่เขื่อนเปิดใช้งาน พ่อพาพุดมายืนดูบ้านเดิมที่ค่อย ๆ จมน้ำหายไป ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดแค่หลังคาบ้านเท่านั้นแม้กระทั่งในขอบตาของแต่ละคนก็ดูเหมือนจะพลอยโดนท่วมไปด้วย พุดเอาหลังมือมือเช็ดหยาดน้ำตาแล้วเบนสายตามองไปทางอื่นจึงเห็นนายช่างตัวสูงสวมหมวกเหลืองที่เคยมาสำรวจป่ายืนอยู่บนดอนที่น้ำท่วมไม่ถึงถัดลงไปเบื้องล่าง ด้านขวามือของเขาเป็นรถแบล็กโฮวขนาดใหญ่ มีเต๊นต์ที่พักตั้งเรียงรายอยู่ เขากำลังโบกมือให้กับพุด พุดโบกมือตอบพร้อมกับสังเกตเห็นตัวอักษรสีเขียวบนผ้าขาวผืนโตที่ติดอยู่ข้างรถพ่วงสิบแปดล้อขนาดใหญ่ ซึ่งพอจะอ่านสะกดตามที่แม่สอนได้ว่า “โครงการสัมปทานไม้ใต้น้ำ”

“การพัฒนากับทรัพยากรที่สูญเสียไป สิ่งที่ได้กลับมาคืออะไร” พุดไม่เข้าใจหรอก เพียงแต่ตั้งคำถามขึ้นมาเฉย ๆ ตามแผ่นป้ายประท้วงของเหล่านักศึกษาที่เคยเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะเท่าที่สมองน้อย ๆ สามารถคิดได้ เขื่อนทำให้พุดและชาวบ้านต้องอพยพออกจากหมู่บ้าน ทำให้ลำธารและป่าที่สวยงามสูญสลาย อีกทั้งกระชากเอาวิญญาณบรรพบุรุษที่สถิตย์อยู่กับสถานที่แห่งความทรงจำไปด้วย และพุดก็ยังมองไม่เห็นสิ่งที่ชาวบ้านจะได้กลับมา นอกจากความภาคภูมิใจที่ชาวบ้านหลายคนพูดด้วยเสียงแผ่วเบาและแววตาละห้อยหดหู่ว่า “อย่างน้อยพวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้าหล่ะวะ”

************************




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:55:33 น.
Counter : 144 Pageviews.  

เพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง

ผมกำลังจับตาดูการถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนในโทรทัศน์อย่างใจจดใจจ่อ ในขณะที่ลูกชายวัย 5 ขวบกว่า ๆ กำลังนั่งเล่น เคาน์เตอร์ สไตร์ก ออนไลน์ อยู่ห่างออกไปด้านหลังไม่ไกลมากนัก นาน ๆ ทีก็จะได้ยินเสียงคำราม ฆ่ามัน ๆ เล็ดรอดไรฟันของเขาออกมาเบา ๆ

ภาพบนหน้าจอกำลังดุเดือดเข้มข้น สมาชิกสภาคนหนึ่งกำลังอภิปรายถึงประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐมนตรีในกระทรวงไร้สาระสนเทศ เรื่องโครงการจัดตั้งศูนย์ให้บริการสิ่งศักสิทธิ์ออนไลน์ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้แก่บรรดาเซียนหวย ที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในการเล่นหวยได้จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ และต่างประเทศได้อย่างสะดวกสบายมากกว่าที่เป็นอยู่

“ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ผิดปกติวิสัย ของโครงการนี้ครับ”
“จากข้อมูลที่ได้มาเราพบว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการมีราคาเกินจริงมากกว่าราคาที่ควรจะเป็นครับ”

ชายร่างท้วมที่สวมสูทสีดำสนิทในโทรทัศน์ยกบอร์ดสีเขียวที่จัดทำขึ้นมาเอง วางไว้บนแท่นเบื้องหน้า ก่อนที่จะกล่าวต่ออย่างคล่องแคล่ว
“ยกตัวอย่างเช่นนี่ครับ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในโครงการครับ ราคาเครื่องละ 150,000 บาท ผมไม่รู้เหมือนกันว่านี่มันราคาคอมหรือราคารถกันแน่....”

“5555 เหอ ๆ หึ ๆ ก๊ากกกก ๆ” เสียงหัวเราะหลากหลายอารมณ์ดังขึ้นมาอย่างครื้นเครงในสภา สมาชิกสภาที่กำลังอภิปรายหยุดรอจังหวะหลังจากปล่อยมุขไปสักครู่อย่างมืออาชีพ ก่อนที่จะเริ่มต่อ

“ผมมีข้อเปรียบเทียบครับพิจารณาในตารางช่องที่สองนะครับ ในสมัยที่ผมเป็นรัฐบาลก็ได้เคยพิจารณาโครงการที่มีประโยชน์มหาศาลนี้เช่นกันครับท่าน ราคาที่ผมเสนอตอนนั้น แค่ 99,999 บาท เพียงช่วงเวลาผ่านมาราคาขึ้นไปอีก 50000 บาทเชียวหรือครับท่านประธานที่เคารพ นี่ยังไม่รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เลยนะครับ ประชาชนไม่ใช่ควาย นะครับท่าน”

“คุณอภัยครับ กรุณาสุภาพด้วยครับ”
“ครับท่าน เอ้อ... ขอโทษครับ ขออภัยด้วยครับท่านสมาชิกทุกท่าน ผมเพียงแต่คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมากไปหน่อยครับ”

ผมละสายตาจากจอโทรทัศน์ไปที่ห้องทางด้านซ้ายมือ เพราะเสียงเพลงอัลเตอร์ที่ดังผ่านประตูออกมา พร้อมกับร่างลูกสาววัยแรกแย้มของผมที่เดินตรงดิ่งไปที่ห้องครัวโดยไม่สนใจแม้แต่จะทักทายพ่อที่อยู่ใกล้ ๆ ใจของผมสลดลงครู่นึงแต่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมเมื่อนึกไปถึงว่า ผมไม่เคยปฏิเสธเมื่อเธอมาร้องขออยากได้อะไรจากผมเลย และถ้าเธอมีปัญหาอะไรก็คงเข้ามาปรึกษาเองน่ะแหล่ะ งานทุกวันนี้ก็หนักจะตายชักอยู่แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลให้มากมาย เธอยังมีทั้งแม่ ทั้งครูที่โรงเรียนนี่นา

ในที่สุดผมก็กลับมาสนใจการอภิปรายบนหน้าจอต่อ คราวนี้เป็นทีของท่านรัฐมนตรีกระทรวงไร้สาระสนเทศ อภิปรายถึงกรณีทุจริตโครงการฯ ซึ่งประเด็นหลักที่ทางฝ่ายค้านใช้ในการยื่นถอดถอนท่านออกจากตำแหน่งแล้ว

“ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีนี้ผมสามารถชี้แจงได้ครับ...” ชายวัยกลางคนสวมสูทสีเทาเข้ารูป ศีรษะค่อนไปทางล้าน แบบที่คนไทยโบราณเรียกแร้งกระพือปีกลุกขึ้นยืนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม

“เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ว่าราคาที่สินค้าได้รับมานั้นได้ผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอนมาก จนกว่าจะมาถึงผม...”

สมาชิกสภาทุกคนต่างลอบร้องคำ “ร้ายกาจ” ในใจ ขิงแก่จะอย่างไรยิ่งเผ็ดร้อนแรงกว่า เพียงขึ้นประโยคมาก็สลัดความรับผิดชอบไปให้เบื้องล่างได้แล้วส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็แค่เถลือกไถลไปตามน้ำเท่านั้น มิน่าบุคคลคนนี้ถึงได้เป็นรัฐมนตรีมากว่า 6 กระทรวง บางคนถึงกับจดใส่สมุดโน๊ตไว้เป็นบทเรียนเลยทีเดียว

เว้นจังหวะไปช่วงหนึ่ง รัฐมนตรีเจ้าของฉายา ”ไหลไปกับสายน้ำ” ที่นักข่าวตั้งให้เมื่อสิ้นปีที่แล้ว จึงเริ่มชี้แจงต่อ

“ผมและที่ปรึกษาอีก 16 คนได้พิจารณาเป็นอย่างดีแล้วว่า อุปกรณ์ที่เสนอมานั้นอยู่ในระดับที่มีคุณภาพราคาจึงแพงกว่า แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสมนะครับ....”

“อ๊อดด......... อ๊อดดๆๆๆๆๆ...” เสียงอ๊อดดังมาจากทางหน้าบ้าน หลังจากเสียงแรกดังขึ้นแล้วเงียบหายไปนานเกือบ 5 วินาที เสียงต่อ ๆ มาก็ดังกระหน่ำขึ้นราวกับปืนกลที่กระหน่ำยิงอย่างไม่เกรงใจกัน ผมหันไปมองแวบหนึ่งก่อนที่จะเรียกให้ ลูกชายที่กำลังเล่นเกมส์อย่างเมามันอยู่ว่าใครมาหา เห็นเขาระดมยิงศัตรูที่อยู่บนหน้าจออยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเดินไปที่ประตู

ไม่นานนัก เขาก็วิ่ง ตึ๊ก ๆ กลับมา เข้าไปทุบประตูห้องที่อยู่ทางซ้ายมือ พร้อมกับร้องเรียก
“พี่บีม ๆ แฟนพี่มาหาแน่ะ...”

สำเนียงเจื้อยแจ้ว ของเด็กชายลอยมากระทบกับโสตประสาทของผม ห้วงคิดคำนึงพาลหลุดลอยไปถึงลูกสาวอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกสาวมีแฟนกับเขาแล้ว ยังรู้สึกว่าเพิ่งจะอยู่ในช่วงก่อนวัยรุ่นได้ไม่นานเองนี่นา เห็นทีจะไม่ได้การซะแล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงยิงเรืออยู่ด้วย อย่างนี้คงต้องเรียกมาสั่งสอนซะหน่อยแล้ว

ผมแสร้งเป็นลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่ม ในจังหวะที่ลูกสาวผมเดินก้มหน้าออกไป ในช่วงขากลับจึงลอบมองออกไปตรงม้าหินซึ่งเป็นที่ ๆ ทั้งคู่คุยกันอยู่ เห็นทั้งคู่นั่งหน้างุ้มใส่กัน เหมือนกับโกรธแค้นกันมาเนิ่นนาน ฝ่ายชายดูท่าทางก็อายุพอ ๆ กันกับลูกสาวของผม ผมถอนหายใจก่อนที่จะนั่งลงพร้อมกับคิดว่าเด็กสมัยนี้นอกจากแก่แดดแก่ผมแล้วยังมีพฤติกรรมแปลก ๆ เยอะจริง ๆ แล้วอย่างนี้จะให้ไปตามดูโดยตลอดได้อย่างไรล่ะ

ผมหันกลับมาที่หน้าจออีกครั้งท่านรัฐมนตรียังอภิปรายอย่างยืดยาวต่อไป แม่น้ำทั้งห้าสายตอนนี้คาดว่าคงชักมาได้ถึง 4 สายแล้ว แต่ไม่นานนักผมก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังออกมาจากข้างนอกบ้าน ผมรีบวิ่งออกไปโดยทันที ภาพที่ปรากฏอยู่นั้นทำให้หัวใจของผมแทบหล่นไปอยู่ที่ตามตุ่ม ท่ามกลางเสียงร้องหวีดอย่างหวดกลัวของลูกสาวผมเด็กชายอายุไม่น่าจะเกิน15ปี มือหนึ่งถือ เอ็ม 16 มือหนึ่งถือระเบิดมือ เอ็ม 26 บนใบหน้ายังมีน้ำตานอง ยกปืนขึ้นจี้ที่ร่างของเด็กสาวซึ่งนอนหงายอยู่ด้านล่าง พร้อมกับกล่าวอย่างวนไปวนมาด้วยเสียงสั่นเครือออกมา

“บีมกล้า ดีอย่างไร ไม่รักเรา อ่ะ กล้าดีอย่างไร ขนาดพ่อแม่เรายังรักเราจะตายเลย เราเป็นคนดีนะ เป็นคนดีจริง ๆ ด้วย เพราะชายใช่มั้ย ดีหล่ะ เราจะฆ่ามัน ฆ่าให้หมดเลย ฮือ ๆ”

ไม่มีเสียงตอบจากลูกสาวของผมเพราะหล่อน ได้แต่สะอื้นออกมาด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่สุด ส่วนผมนั้นก็แทบไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก แต่จะอย่างไรจิตสำนึกแห่งความเป็นพ่อก็ยังพอจะแสดงอาณุภาพออกมาบ้าง จึงปลุกประโลมความกล้าในจิตใจขึ้นมา

“เอ่อ ไอ้หนู ใจเย็น ๆ ไว้ก่อนดีมั้ย ค่อย ๆ พูดกันก็ได้ มีอะไร มาตกลงกันดี ๆ ดีกว่านะ” ผมเริ่มอย่างสะเปะสะปะ
“ลุงไม่ต้องมายุ่งเลย นี่เรื่องระหว่างผมกับบีม คนอื่นไม่เกี่ยว ฮือ ๆ” หนุ่มน้อยพูดขึ้นพร้อมกับส่ายปืนไปมา จนทำให้ผมต้องเอี้ยวตัวหลบด้วยความเสียว
“ลุงเป็นพ่อบีมนะ ลูกลุง ลุงสั่งได้ทุกอย่างล่ะ เอางี้มั้ย เข้าบ้านกินน้ำก่อนสิ”
“พ่อบีมเหรอ บีมไม่รักผมแล้วน่ะ บีมไม่รักผม ผมเป็นคนดีนะ ดีมาก ๆ ด้วย ไม่เชื่อไปถามเพื่อน ๆ ผมได้”

สายตาของเขาเกิดประกายสับสนขึ้นมานั่นทำให้ผมกล้าเข้าใกล้มากกว่าเดิม
“เชื่อสิ ทำไมจะไม่เชื่อ ลุงดูโหงวเฮ้งเป็นนะ อย่างเอ็งนี่เป็นคนดีมาก ๆ เลย หน้าผากกว้าง คิ้วหนา เขาว่าเป็นคนมีบุญมาเกิดนะ”
“จริงเหรอ.... แล้วทำไมบีมไม่รักผมแล้วหล่ะ”
“เขาแค่งอนเท่านั้นหล่ะลูกลุง ๆ รู้ดี” ในจังหวะนั้นเองผมก็สังเกตเห็นว่าปืนที่เขาสะพายอยู่ไม่ได้ปลดล็อก นี่คงเป็นความดีของการฝึก ร.ด. ตอนสมัยเรียนมัธยม ที่ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ นั่นทำให้ผมได้คิดว่า ระเบิดมือก็ต้องปลดล็อกเช่นเดียวกันถึงจะทำงานได้ ในช่วงนั้นผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะหาโอกาสเข้าชาร์ตเขาให้ได้ เพราะจากสภาพรูปร่างเขาก็ยังไม่โตสมบูรณ์ ถึงแม้มันจะดูเสี่ยงไปสักหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าให้ไอ้เจ้าเด็กหนุ่มนี่ ฉุกใจปลดสลักสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสองสิ่งที่เขาถืออยู่ขึ้นมาได้

“งั้นเหรอ ลุงช่วยพูดให้ผมหน่อยได้มั้ย ผมรักบีมนะรักมากด้วย”
“ได้เดี๋ยวลุงพูดให้เลย” ผมรีบกำหนดเป้าหมายก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ พยายามหาทางสบตากับลูกสาวเพื่อให้รับรู้แผนการณ์ แต่เธอก็ยังก้มหน้าตามเดิม
“บีมม.... ลูก....” ในช่วงเวลานั้นเองผมอาศัยจังหวะที่เขาเผลอ หันกลับไปคว้ามือที่จับระเบิดมือของเขาไว้แน่น ส่วนอีกมือก็จับข้อมืออีกข้างไว้ โน้มตัวเขาลงและกระทุ้งเข่าเข้าไปที่ท้องน้อยอย่างสุดกำลัง เด็กหนุ่มทรุดลงตรงเบื้องหน้าผม มือค่อย ๆ หมดแแรง คลายออก ผมรีบปลดระเบิดมือและเอ็ม 16 ที่คล้องคอของเขาอยู่โดยเร็วและหยิบเชือกร่มที่อยู่แถวนั้นมัดมือไขว้หลังเขาไว้อย่างแน่นหนา ก่อนที่จะถอยหลังกลับมาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วปาดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้าออก

เด็กหนุ่มยังซึมเซาเอ่ยประโยคเดิมวนไปวนมา ด้วยเสียงที่สั่นเครือ

ในตอนแรกผมคิดจะแจ้งตำรวจ แต่นึกขึ้นมาได้ว่า ในกลางกรุงเช่นนี้เด็กหนุ่มหาอาวุธสงครามมาได้ ย่อมมีความเป็นมาอยู่ เกิดผมไปเหยียบตาปลาลูกคนใหญ่คนโตเข้าหล่ะจะมิเป็นเรื่องราวไปใหญ่โตหรือ จึงสอบถามเบอร์โทรศัพท์ทางบ้านของเขาจากลูกสาวแล้วโทรไปบอกให้มารับทราบเหตุการณ์และรับลูกชายกลับไป

ผมนั่งคอยอยู่หน้าบ้านไม่นานนัก รถยนต์ยุโรปคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาเทียบที่ริมรั้ว ชายวัยกลางคนกับหญิงสาวอายุไร่เรี่ยกันก้าวลงมาจากรถ ผมรีบเดินไปเปิดประตูให้ทักทายและชักชวนให้เข้ามานั่งตรงม้าหิน บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นจึงแก้มัดเด็กหนุ่มและยัดเยียดให้เขานั่งลงที่ตรงกลางระหว่างผู้ปกครองของเขา

“ผมต้องขอโทษ จริง ๆ ครับ ไม่รู้ว่าแกทำไปได้อย่างไร ความจริงแกเป็นเด็กดีมากนะครับเนี่ย ไม่งั้นผมไม่ไว้ใจบอกที่ซ่อนอาวุธให้แกรู้หรอก คุณก็รู้นี่น่าเดี๋ยวนี้ผู้ร้ายขโมยขโจนวิ่งพล่านกันเต็มเมือง ความจริงก็ก่ะเอาไว้ให้แกป้องกันตัวเผื่อวันไหนเกิดฟลุคโจรมันขึ้นบ้านขึ้นมา แต่ก็เฮ้อ... ไม่รู้ว่าแกจะเอามาเล่นแบบนี้”

“เอ่อ... ถ้าไม่รังเกียจผมยินดีจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนะครับ” ว่าแล้วเขาก็หยิบ ซองขาวหนาปึ้กที่เตรียมไว้ขึ้นมา พร้อมกับค่อย ๆ เลื่อนมันมาเบื้องหน้าผม

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ เด็ก ๆ ก็อย่างนี้หล่ะครับ ควบคุมสติ อารมณ์ไม่ค่อยจะอยู่...”

“ค่ะ เดี๊ยนก็ว่าอย่างนั้นแหล่ะค่ะ ลูกเดี๊ยนนี่เลี้ยงมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก นะคะ แม่นมก็แม่นมชั้นหนึ่ง พยาบาลก็ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ดิฉันให้แกเข้าคอร์สอบรมดนตรีเพื่อพัฒนาอารมณ์ ด้วยนะคะ เปียนโน เชลโล่ ไวโอลิน นี่แกเล่นได้หมดค่ะ รางวัลไม่รู้จะเอาไปกองไว้ที่ไหนแล้ว ชั้นว่ามันต้องเป็นเพราะเพื่อน ๆ แน่เลยค่ะ แย่นะคะเด็กสมัยนี้เนี่ย โรงเรียนแทนที่จะไว้ใจได้กลับเป็นแหล่งซ่องสุมไป อาจารย์ก็ไม่รู้เอาหูเอาตาไปไว้ที่ไหน” แม่ของเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นทั้ง ๆ ที่ผม ยังพูดไม่จบ

“นั่นก็เรื่องหนึ่งนะ อีกเรื่องก็พวกสื่อนี่หล่ะ ทั้งภาพยนตร์ โฆษณา วีดีโอเกมส์ ประโคมโหมเข้าไป ดูสิมีแต่เรื่องยิงกัน ฆ่าล้างโคตร ฆาตรกรรมหั่นศพ แล้วจะไม่ให้เด็กมันเลียนแบบได้อย่างไร ก็เห็นกันอยู่ทุกวัน ไม่รู้พวกผู้ใหญ่ในสภาเขาทำอะไรกันอยู่นะเนี่ย เห็นทีผมคงจะต้องใช้อิทธพลสักหน่อยแล้ว ความจริงก็ไม่อยากเลยนะเนี่ย คุณรู้จักท่านรัฐมนตรีสาทิตมั้ย นั่นน่ะเพื่อนกันเองนะ .... ฯลฯ” คนเป็นพ่อสมทบขึ้นบ้าง

ผมนั่งมองเด็กชาย ที่ยังงึมงำประโยคเดิมอยู่ ด้วยสายตาที่เหม่อลอย ประโยคของเขาเริ่มสั้นลง เหลือเพียงแค่ “ไม่รักผม ไม่รักผม” จนผมไม่รู้แล้วว่าใครไม่รักใครกันแน่ พ่อแม่ของเขา เพื่อน ๆ หรือลูกสาวของผม สงสารก็สงสารแต่จะทำอย่างไรได้ อีกไม่นานเขาคงจะได้บินไปเรียนต่างประเทศเร็วกว่าที่คิดไว้ ความอ้างว้างความโดดเดี่ยวที่เขาเผชิญมาทั้งชีวิตคงจะรุมเร้ามากขึ้นไปอีก แล้วเมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากจะคิดไปถึงเลย ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้เปลือกนอกที่สดใจจะห่อไว้ด้วยจิตใจที่เหี่ยวเฉา

พ่อแม่ลูกร่ำลาจากไป ทิ้งไว้แต่ซองขาวที่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกันมันดีเมื่อสักครู่ ใจหนึ่งก็อยากจะคืนไป แต่ใจหนึ่งก็อยากจะเก็บไว้ ท้ายที่สุดมาคิดได้ว่าถึงผมจะคืนไปเขาก็คงจะไม่รับแน่ ๆ อยู่แล้วจึงตัดใจเก็บไว้เสียเอง ผมหยิบซองขาวเข้าบ้าน นิ้วมือสัมผัสกับความหนาของสิ่งที่อยู่ภายในพร้อมกับคาดเดาค่าของมัน

ลูกชายของผมยังนั่งเล่นเกมส์อยู่ที่เดิม บนจอโทรทัศน์ปรากฏภาพของสภาที่กู่ไม่กลับเสียแล้ว สมาชิกต่างฝ่ายต่างงัดอาวุธของตัวเองที่เตรียมมาออกมาใช้กันอย่างเต็มที่ บางคนถือกระป๋องที่บรรจุโคนสีดำสนิทสาดใส่สมาชิกฝ่ายตรงข้ามจนดำสกปรกไปตาม ๆ กัน บ้างก็ถูกสีจากฝ่ายตรงข้ามป้ายจนลายพร้อยไปทั่วทั้งตัว ฝ่ายคนป้ายก็ยังถือพู่กันแปรงทาสียิ้มหัวเราะร่า มีหลายคนปรากฏงูพาดอยู่บนลำคอพยายามกันงูไม่ให้กัดตัวเองคาดว่าคงพลาดออกแรงขว้างไปไม่พ้นคอนั่นเอง ส่วนเหล่ารัฐมนตรีนั้นหนักหน่อยเพราะผมเห็นถูกเอามีดกรีดสาวไส้ออกมาเป็นขด ๆ จนกองเป็นวง ๆ บนโต๊ะ แต่ก็ดูท่านยังสบายดี ค่อย ๆ เก็บไส้เหล่านั้นยัดเข้าพุงทีละน้อย แม้อีกด้านของลำไส้จะถูกฉุดดึงไว้ด้วยอีกพวกที่พยายามสาวก็ตาม บรรดาสิงสาราสัตว์ ทั้งสัตว์ป่า สัตว์ปีก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พากันวิ่งเล่นจนเต็มสภาไปหมด

ภาพพลันตัดไปที่ร่างของรัฐมนตรีกระทรวงไร้สารสนเทศ ที่กำลังยืนให้สัมภาษณ์ ที่ด้านล่างของจอมีชื่อพร้อมตำแหน่งบอกไว้ใต้เส้นสีแดง พณฯ สาทิต(มน 3*) บรรพกิตเจริญรุ่งโรจน์รัตนชาติบริภัทร รัฐมนตรีกระทรวงไร้สาระสนเทศ ข้าง ๆ ยังมีร่างของภรรยาของเขานาง รอบคอบ(ผ*) สกุลสุดโสภา กำลังติดสติ๊กเกอร์ข้อความ “สามคนยังพออยู่ ถ้ามีอีกกูฆ่าแน่” ที่ท้ายรถประจำตำแหน่งคันโต ทันใดนั้นบรรดาสัตว์ทั้งหลายต่างพากันกรูออกมาจากสภา ก่อให้เกิดปัญหายุ่งเหยิงไปทั่วบริเวณ และกระจายวงกว้างออกไป ทั่วเมือง ทั่วจังหวัดและทั่วประเทศ

ตาของผมเริ่มเบิกกว้างขึ้น หันมองไปรอบด้าน ลูกชายของผมกำลังเล่นเอ็ม 16 ที่เด็กหนุ่มคนนั้นทิ้งไว้ ลูกสาวของผมลูบคลำระเบิดมือและค่อย ๆ เลื่อนสลักออก ผมก้มหน้าลงมองในซองที่อยู่ในมือ แกะออกดูภายในนั้นกลับมีแต่แบงค์กงเต็กเป็นฟ่อน ๆ ก่อนที่จะปลิวกระจายออกมาสู่สายลม เสียงหัวเราะของเหล่าปีศาจที่ว่ายวนเวียนอยู่แถวนั้นพลันดังโหยหวนขึ้นมา

ผมทะลึ่งพรวดตื่นขึ้นมาจากฝันที่ร้ายอย่างสุดแสน พาให้คนที่นอนอยู่ข้างกาย สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วย
“ฝันร้ายหรือ...”
“อืมมม…” ผมครางรับ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า แล้วจึงพยุงตัวขึ้นมานั่งกึ่งนอน รอจนตาชินกับความมืดจึงเอื้อมไปหยิบขวดน้ำกับแก้วที่วางอยู่บนหัวเตียงมารินดื่ม ก่อนที่จะสำลักออกมาจนฝอยน้ำฟุ้งกระจายเมื่อได้ยินคำพูดที่ตามมาของเธอ

“คุณ ฉันว่าจะเปลี่ยนกลับไปใช้นามสกุลเดิมนะ ทางบ้านเขาไม่ค่อยชอบนามสกุลคุณเลย เขาว่ามันโหลล่ะ...”

*********************
มน 3 = เมียน้อย 3 คน
ผ = ผัว
- เป็นคำย่อที่เกิดจากตรากฏหมายฉบับหนึ่งที่ได้รับการโหวตจากคนส่วนน้อยแต่ได้รับการประกาศให้ใช้กับบุคคลทั่วประเทศ ในดินแดนแห่งหนึ่ง
นอกจากข้างบนยังมี

มน2ล1 = เมียน้อยสองเลิกแล้ว 1 แต่ยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู
ยม = ยังไม่มีเมีย
ฯลฯ.




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:51:01 น.
Counter : 187 Pageviews.  

บนเส้นทาง

ผมก้าวขึ้นรถเมลล์พร้อมพบความประหลาดใจ เนื่องด้วยมีที่นั่งว่างอยู่ในส่วนของเบาะเดี่ยวช่วงท้ายรถ มันเป็นเบาะสีน้ำเงินเข้มตั้งอยู่บนฐานสแตนเลสที่สูงกว่าปกติเพราะอยู่ตรงกับส่วนของล้อรถด้านขวา ซึ่งถือเป็นที่นั่งว่างที่เดียวในรอบสองปีนี้เลยที่ผมได้เจอในช่วงเวลาที่มีผู้คนคับคั่งเช่นนี้

ผมแทรกตัวเข้าไปนั่งอย่างระมัดระวังหลังจากสังเกตแล้วว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่บนเบาะแน่ ๆ ในตอนนั้นรถกำลังจะวิ่งขึ้นสะพานขนาดปานกลางแห่งหนึ่ง และเมื่อบึ่งไปถึงตัวสะพานก้นที่สัมผัสกับเบาะได้ไม่นานนักของผมก็มีอันต้องลอยขึ้นตามแรงส่งของรถที่คนขับไม่แม้แต่จะคิดลดความเร็วลงและเปลี่ยนเกียร์ตามทฤษฎี ข้าวต้มมัดในกระจาดของแม่ค้าที่นั่งอยู่เบื้องหน้าลอยมาตกลงบนหน้าตักของผมพอดี ผมหยิบไปคืนให้แก แต่แกไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะกำลังรวบรวมบรรดาขนมชิ้นอื่น ๆ ที่ตกอยู่ตามพื้นและตามตัวของบรรดาผู้โดยสารอีกหลายคน

“กริ้งง....กริ้งงงงงงง” หนุ่มแรพคนหนึ่งกดออดแจ้งให้คนขับทราบว่าต้องการจะลงป้ายข้างหน้านี้แต่ไม่รู้ว่าจังหวะแรกเขากดพลาดไปหรือเปล่าเลยทำให้เสียงกริ่งออกมาเป็นสองจังหวะ

“บรื้น...บรื้นๆๆๆ” คนขับรถเมลล์ตอบสนองต่อเสียงกริ่งในทันที และก็หยุดลงเมื่อเลยป้ายที่ชายหนุ่มต้องการลงไปอีกสองป้าย

“สองกริ้ง สองป้ายนะเพ่” เด็กหนุ่มกระเป๋ารถตะโกนไล่หลัง หลังจากจากหนุ่มแรพเดินคอตกลงไป ผมเห็นใบหน้าส่วนล่างของคนขับจากกระจกที่อยู่ด้านหน้าเบื้องบนของเขา มีรอยยิ้มแสดงอาการสะใจปรากฎอยู่อย่างชัดเจน ผมรู้สึกสงสารหนุ่มคนนั้นจริง ๆ เขาคงต้องเสียเวลาเดินกลับไปอีกหลายนาที เสื้อกันหนาวตัวโคร่ง กางเกงหลุดตูดและหมวกไหมพรมหนาเตอะที่ประดับตัวอยู่ คงช่วยเรียกเหงื่อจากร่างผอมซีดนั้นได้อีกเยอะภายใต้อากาศที่แสนจะร้อนระอุเช่นนี้

เป็นสถิติที่น่าแปลกประหลาดใจเป็นที่สุดเช่นกันว่าถ้าผมมีที่นั่งบนรถเมลล์เมื่อใด ผมไม่เคยได้นั่งไปจนสุดสายปลายทางซึ่งเป็นจุดหมายเลยสักครั้ง คราวนี้ก็เช่นเดียวกันผมลุกขึ้นให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งนั่ง ครรภ์ของหล่อนโตจนผมคิดว่าในนั้นอาจจะมีลูกแฝดสี่อยู่ก็ได้ หล่อนยังจุงเด็กอายุ 5-6 ขวบมาด้วยอีกคน สำหรับรายนี้ผมไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อยว่าควรหรือไม่ควรที่จะลุกให้นั่งเพราะหล่อนมีถึงสามเคสในคนเดียว เป็นผู้หญิง-มีครรภ์-แถมพ่วงด้วยเด็กที่ช่วยตัวเองไม่ได้อีกหนึ่งคน ในหางตาของผมยังเห็นอีกหลายคนพยายามลุกให้หล่อนเช่นเดียวกันแต่ผมไวกว่าเพราะอยู่ตรงประตูท้ายรถพอดี จึงเป็นฝ่ายช่วงชิงความอิ่มเอิบใจนั้นมาเสียเอง

ผ่านไปอีกสองป้ายหลังจากผมได้ฟังเสียงขอบคุณจากหญิงท้องคนนั้น ยายแก่คนหนึ่งปรากฎร่างขึ้นบนรถ ผมกะอายุดูว่าถ้าไม่ 90 กว่า ๆ ก็คงจะทะลุหลักชัยแห่งชีวิตไปแล้ว แกเดินตัวค่อมง่อนแง่น มีไม้เท้าด้ามหนึ่งนำหน้าเท้าขวาและซ้ายจึงก้าวตามอย่างช้า ๆ หญิงสาวและชายหนุ่มหลายคนลุกขึ้นให้ท่านนั่ง หญิงชราเลือกนั่งตรงเบาะคู่ท้ายสุด ซึ่งอยู่แถวเดียวกับเบาะเดี่ยวที่ผมสละให้พี่ผู้หญิงคนนั้น ชายหนุ่มที่นั่งติดกระจกขยับตัวชิดเพื่อให้ท่านนั่งโดยสะดวก หญิงชรานั่งขากลางหลังค้อมลงแทบติดเบาะ พร้อมกับกล่าว เจริญพรให้ผู้ที่สละที่นั่งให้ หญิงสาวผู้มีน้ำใจหันมายิ้มให้ผมเป็นทำนองว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ก่อนที่จะถอยหลังมายืนโหนราวใกล้ ๆ

“อ้าย..ย..ย หนู มานั่งกับยายมั้ย” หญิงชราร้องเรียกเด็กผู้ชายที่อยู่ในชุดลูกเสือสำรองสวมหมวกลูกเสือผูกผ้าพันคอเรียบร้อย เขายืนอยู่ถัดไปข้างหน้าประมาณสี่แถว

“ไม่ครับยาย”
“ทำไมหล่ะ”
“ยายนั่งคนเดียวสบายกว่าอยู่แล้ว”
“ลูกเสือมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น ฮับ” เด็กชายตอบด้วยเสียงดังฟังชัด
หญิงชรา พยักหน้าหงึก ๆ ไม่พูดอะไรอีก สักพักหนึ่งผมจึงเห็นชายที่นั่งบนเบาะที่เด็กผู้ชายคนนั้นเกาะอยู่ลุกขึ้นและเดินเบียดผู้คนออกไปยืนอยู่ตอนหน้าของรถ

ผมตาสว่างขึ้นมาทันทีหลังจากที่ยืนห้อยโหนด้วยความอ่อนเพลียได้สักพัก เมื่อเห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งสะพายย่ามเดินขึ้นมา ผมเข้าใจว่าท่านเพิ่งจะบวชได้ไม่นานและคงไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน เพราะปกติที่นั่งสำหรับพระจะอยู่เบาะหน้าติดกับประตูรถ แต่นี่ท่านก้าวขึ้นมาตอนหลังของรถ พี่ผู้หญิงที่ผมลุกให้นั่งนั้นลุกพรวดขึ้นทันที หล่อนจูงลูกออกมาจากที่นั่งพร้อมกับกล่าวนิมนต์

“นิมนต์ค่ะหลวงพี่”
“ไม่เป็นไรหรอกโยม อาตมาขึ้นไม่กี่ป้าย เดี๋ยวก็ลงแล้ว โยมก็หอบลูกหลานพะรุงพะรัง อาตมาจะบาปเสียเปล่า ๆ”
“นั่งที่อิฉันก็ได้มังคะ” หญิงชราข้าง ๆ กล่าวขึ้นบ้าง
“ไม่เป็นไรโยม อาตมาพอยืนไหว”

ภิกษุหนุ่มถอยมาด้านหลังของผมซึ่งอยู่ติดหน้าต่าง แล้วยืนสำรวมก้มหน้ามองต่ำ ผมหันไปมองท่านแวบหนึ่งเลยสังเกตเห็นหญิงสาว 5-6 คนที่นั่งเบาะยาวด้านหลังกำลังซุบซิบกันอยู่ ผมเข้าใจว่าพวกหล่อนคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในกรณีเช่นนี้ ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเช่นกัน

อีกสองป้ายผ่านไปกลิ่นเหล้าฉุนกึกก็โชยขึ้นมาพร้อมกับร่างโซซัดโซเซร่างหนึ่ง เขาเกาะขอบราวอย่างง่อนแง่นและนั่งลงตรงกระไดชั้นบนสุด ลำคอแสดงอาการพะอืดพะอมเต็มที่จนหลายคนเสียวว่าจะมีอะไรหลุดออกมา รถแล่นไประยะหนึ่งก็หยุดลง กระเป๋ารถคงไปบอกคนขับแล้ว สักพักหนึ่งร่างที่แข็งแรงกำยำก็ปรากฎขึ้น

“พี่ ลงป้ายนี้น่ะแหล่ะ สร่างเมาแล้วค่อย หารถขึ้นใหม่”
“ครายว่ากูเมาวะ ไม่ได้เมา ซากกะหน่อย เอิ้กส์”
“เฮ้ยอ้ายโก้ มาช่วยกันแบกมันลงดีกว่าพูดไม่รู้เรื่องแล้ว” คนขับรถบอกกับกระเป๋า ที่อยู่ด้านล่าง

ทั้งคู่ช่วยกันดึงร่างนั้นไปวางไว้ที่ป้ายรถโดยสาร อย่างทุลักทุเล แม้ว่าพวกเขาจะพยายามจัดให้นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวแต่ร่างหนาที่โอนเอนไปมาซ้ายทีขวาทีนั้นก็ไถลลงไปกองกับพื้นอยู่ดี ท้ายที่สุดผมเห็นพนักงานขับรถโวยวายและเตะร่างที่กองอยู่นั้นอย่างแรงไปทีหนึ่ง ก่อนที่ผมจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นเขาก็เดินผ่านหน้าต่างด้านนอกติดถนนไป พร้อมเสียงสบถอย่างรุนแรง

“ฉิ..บ หาย แม่ง อ้วกใส่กางเกงกู”

รถเมลล์แดงยังพุ่งตรงไปข้างหน้า อีกไม่กี่ป้ายก็จะสุดสายแล้ว หลวงพี่และหญิงสาวที่ลุกให้หญิงชรานั่งเพิ่งลงไปป้ายที่แล้วนี่เอง ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือกำราวเหล็กแนบแน่นมั่นคง แต่รู้สึกว่าขาข้างซ้ายที่เป็นขาเทียมนั้นเริ่มปวดหนึบ ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว.

**********************




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:38:32 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ความเชี่ยวของสายน้ำ

ผม สายน้ำและนาวา

ช่วงนี้น้ำโขงกำลังขึ้นเต็มฝั่ง สายน้ำสีน้ำตาลแดงไหลเชี่ยวกราก พัดพาเอาสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไหลตามไปด้วย แต่ไม่ว่ากระแสน้ำไหลจะเชี่ยวสักเพียงใดก็ไม่อาจพัดพาเอาความรู้สึกที่อยู่ในใจของผมไปได้ มันคอยเฝ้าวนเวียนเกาะเกี่ยวชวนให้คิดคำนึงถึงคนที่ไม่อยากนึกถึงตลอดเวลา บางครั้งก็ชุ่มชื่นไปทั้งหัวใจหาใดปานบางครั้งก็เจ็บปวดราวเอามีดมากรีดแทงเสียดไปถึงขั้วหัวใจ คงจะมีเพียงแค่สิ่งเดียวกระมังที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกสองอย่างที่แตกต่างกันอย่างสุดแสนนี้ได้ในเวลาเดียวกัน

ผมนั่งอยู่ที่ร้านอาหารริมฝั่งน้ำ รอบข้างมีแต่ชาวต่างชาติผมขาวผมทองทั้งหนุ่มแก่ซึ่งดูจะสนใจกับธรรมชาติแวดล้อมเป็นอย่างมาก ทั้งที่ในความคิดผมแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น ผมล้วงสตางค์ออกจากกระเป๋า ลุกขึ้นจากโต๊ะเดินเข้าไปหาหญิงชราเจ้าของร้าน ชำระเงินแล้วเดินออกไปตามริมเขื่อนที่ความยาวไม่มากเท่าไหร่นัก ดีที่วันนี้แดดไม่จัดมากนัก ลมก็พัดมาพอเหมาะพอดี

วันนี้คือวันครบรอบปีที่ผมย้ายข้ามมาทำงานในฝั่งลาว ที่ผ่านมาทุก ๆ สองอาทิตย์ผมจะข้ามมาฝั่งไทยซึ่งก็มักจะเป็นวันเสาร์ ผมต้องข้ามสะพานมิตรภาพมาแต่เช้า บางครั้งก็กลับในช่วงสาย บางทีก็กลับตอนเย็น ๆ สะพานมิตรภาพเป็นสะพานที่ไม่ยาวมากนักมีรถโดยสารวิ่งประจำอยู่ วิ่งรับส่งแค่บนสะพาน ถ้าจะไปไกลกว่านั้นจะต้องหาทางต่อรถเอาเอง ถ้าเป็นทางฝั่งลาวไม่มีปัญหาเพราะจะมีคนขับรถรับส่งประจำตัวให้อยู่แล้ว แต่เมื่อมาในฝั่งไทยคราวนี้ถึงคราวที่ผมจะต้องหาทางไปเอง ซึ่งปกติก็จะเรียกใช้บริการสามล้อเครื่อง วิ่งเข้าไปในเมืองหนองคาย เข้าร้านหนังสือเจ้าประจำหาหนังสืออ่านบ้าง ไปซื้อของใช้ที่ซุปเปอร์สโตร์บ้าง แต่เป้าหมายวันนี้คือที่ทำการไปรษณีย์

ผมยอมรับว่าที่หนีจากเมืองใหญ่มา เป็นเพราะสองสิ่งหลัก ๆ หนึ่งคือความรู้สึกของตัวเอง สองคือความเป็นอยู่ของตัวเอง แม้ว่าจะมีสิ่งอื่น ๆ เข้ามาประกอบบ้างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง ความแออัดยัดเยียด สายตาที่แต่ละคนมองกัน ผมเอียนกับมันแล้วกับสิ่งที่ต้องบริโภคทุกวันโดยมิได้อยากรับเลย แต่เมื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันทุกคนจะต้องถูกจับเรียงราวกับปลาหมึกตากแห้ง มีการคัดเกรด เอ บี ซี ดี และไร้เกรด พวกสุดท้ายนี่จะมีมากที่สุดแต่ก็จะมีอำนาจน้อยที่สุดด้วย อำนาจมักจะตกอยู่ในพวกแรก พวกที่มีการศึกษา มีชาติตระกูล มีฐานะ แต่ความประพฤติเทียบกันแล้วยังไม่รู้ว่าใครดีกว่าใคร

ผมรู้ดีว่าการหนีนั้นคือการกระทำของผู้แพ้ แต่ใครเล่าจะเป็นผู้ชนะได้ตลอดไป ผมถือว่าการพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญเป็นอุปสรรคที่จะต้องฝ่าไปให้ได้ แต่ก่อนอื่นคงต้องประคองนาวาหัวใจลำน้อย ๆ นี้ให้ฝ่ากระแสพายุแห่งอารมณ์ซึ่งแสนจะปั่นป่วนของตัวเองไปให้ได้เสียก่อน...

**************************


เธอ

เธอก้าวเข้ามาในชีวิตผมอย่างธรรมดา ๆ เป็นเพื่อนร่วมงานธรรมดา ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ความเคารพนับถือเฉกเช่นพี่น้อง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้นจริง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่มันเปลี่ยนไปวันที่เธอพาเขาเข้ามา วันนั้นเองที่ผมเริ่มรู้สึกตัว ผมเครียดจนทำอะไรไม่ถูก ไม่มีจิตใจที่จะทำงาน และเริ่มคิดขึ้นมาว่าเป็นเพราะอะไร ใช่เพราะเสียงหัวเราะและความสนิทสนมของเขาและเธอหรือไม่ แต่ในที่สุดวันที่แสนยาวนานก็ผ่านไปผมแสนโล่งใจเมื่อรู้ว่าเขาคือพี่ชายแท้ ๆ ของเธอ นั่นคงเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมคงจะไม่ลืมไปทั้งชีวิต

ทุกครั้งที่เธอทำอะไรให้ไม่ว่าจะเป็นชงกาแฟ เปลี่ยนดอกไม้บนโต๊ะ หรือว่าส่งเมลล์หวานซึ้งมา ผมพยายามคิดว่ามันคือมิตรภาพระหว่างเพื่อนไม่มีอะไรนอกเหนือกว่านั้น แต่ในใจกลับหวานชื่นขึ้นมาได้ทุกที ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปและผมไม่ชอบเลยกับความรู้สึกเช่นนี้ มันทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้อีกไม่นานผมคงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป

เธอคงไม่รู้หรอกว่าภายในใจผมคิดเช่นไร เธอยังคงเป็นเธอ ยังสม่ำเสมอกับทุกคน จนในที่สุดเขาคนนั้นก็เข้ามา คราวนี้เขาไม่ใช่พี่ของเธอ แล้ววันเวลาแห่งความปวดร้าวของผมก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคำพูดของเขาและเธอที่ผมได้ยินกลายเป็นอาวุธร้ายที่พุ่งเข้าใส่โสตประสาท ทุกการกระทำที่เห็นกลายเป็นภาพบาดตา ซึ่งทำให้เจ็บไปได้ถึงขั้วหัวใจ

ผมสูญสิ้นความภาคภูมิใจไปอย่างง่ายดาย จิตใจที่คิดว่าแข็งแกร่งกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่จะคิดได้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เขาและเธอ ไม่ใช่สิ่งที่เห็นหรือได้ยิน แต่เป็นความคิดของผมนั่นเองที่ผู้ร้ายที่แท้จริง มันแปลภาพและการกระทำเหล่านั้นเป็นความหมายต่าง ๆ ขึ้นมา ทั้งที่ผมอยากรับรู้และไม่อยากรับรู้ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ผมเจ็บ

ในที่สุดเขาก็จากไป เธอกลับมาเหมือนเดิม แต่ผมรู้แล้วว่าตัวเองนั้นอ่อนแอเพียงใด ต่อให้เธอรับรัก ผมก็คงประคองรักของเราไปไม่ได้นาน ด้วยจิตใจที่คับแคบและหวาดระแวงแถมยังสุดอ่อนแอ คงไม่มีใครที่จะยอมรับมันได้ ผมไม่ได้หวังแค่ความรักชั่วครั้งชั่วคราวลองแล้วก็เลิก หลายคนว่าผมคิดมากและหัวโบราณแต่ผมก็คิดเช่นนี้จริง ๆ

ผมตัดสินใจจากเธอมา ไม่ได้แสดงว่าผมชอบ ไม่ได้บอกรัก เพียงแต่บอกว่าได้งานใหม่ที่ดีกว่าและจะก้าวไปสู่อนาคตใหม่ที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น...

****************

เหงา

ความเงียบเหงาของเวียงจันทน์ ทำให้ผมได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับตัวเองและพิจารณาถึงความเป็นไปแห่งชีวิต ผมได้รู้ว่าเพียงแค่แม่น้ำโขงกั้นกลางความเป็นอยู่ระหว่างสองฝากฝั่งกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน ที่นี่ไม่มีห้างใหญ่โต หรือโรงหนังมัลติเพ็กซ์ แม้จะมีคลับ ผับหรือบาร์อยู่บ้างแต่มันก็ไม่ใช่ที่สิงสถิตย์ของผมอยู่แล้ว ผมชอบที่จะออกไปท่องเที่ยวไกล ๆ เข้าป่าปีนภูเขาไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็หาเวลาไปได้ยากเต็มทีเนื่องจากงานที่อยู่ทำเป็นข้อจำกัด และสถานที่เหล่านั้นก็อยู่ห่างจากตัวเมืองไปไกลโขทีเดียว

หลายครั้งผมจะนั่งเหงาอยู่บนดาดฟ้าของตึกซึ่งมีสี่ชั้นเป็นคืน ๆ เฝ้าจับจ้องมองดาวที่อยู่บนฟ้า ในยามที่เดือนเด่นก็จะเฝ้าถามจันทร์ว่าสิ่งที่ทำไปถูกต้องหรือเปล่า พระจันทร์ไม่เคยตอบผมมีแต่ตัวของผมเองที่ให้คำตอบว่า ไม่ว่าที่ทำไปจะถูกต้องหรือไม่ตอนนี้เราก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นอยู่ดี

จิตใจของผมเริ่มสงบลง มีรวนเรบ้างบางครั้งที่คิดถึงเธอ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ ผมไม่ได้นึกรักใครอีก ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่มีสาวงาม เพียงแต่ว่าในใจผมยังมีเพียงแต่เธอก็เท่านั้น คุณอาจจะว่าผมเป็นคนงมงาย ทำอะไรไม่เข้าเรื่อง รักแล้วไม่บอกจะได้ผลอันใด ผมยอมรับในทุกเรื่องว่าเป็นเช่นนั้นจริง แต่ก็อยากบอกว่า คนเราทุกคนนั้นแตกต่างกัน ยิ่งเป็นเรื่องของความคิด อารมณ์ ความรู้สึกแล้วด้วย

คุณอาจจะหาคนที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนได้ แต่ผมเชื่อว่าคุณไม่สามารถหาคนที่มีความคิด ความรู้สึกเหมือนกันราว ๆ กับเป็นคน ๆ เดียวกันได้แน่นอน นั่นคือสิ่งที่ผมว่าน่าสนใจที่สุด เพราะมันทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และทำให้เกิดสังคมที่แสนวุ่นวายแต่มีชีวิตชีวาขึ้นมา

*******************

การ์ดสีชมพูใบนั้น

ผมได้มันมาเมื่อวันพุธที่แล้ว เพียงแค่อ่านลายมือที่จ่าหน้าซองก็รู้ว่าเป็นของเธอ แม้จะทำใจไว้แล้วแต่ผมก็ยังคิดว่ามันมาอย่างรวดเร็วเกินไป อาจเป็นเพราะว่าในใจผมยังหวังว่าเธอจะรอ เธออาจจะยังไม่มีใครเมื่อผมพร้อมที่จะกลับไป ...ผมยิ้ม จะให้เธอรออะไรหล่ะ ในเมื่อเราก็ไม่ได้แสดงอะไรให้เธอรู้เลย

ผมเอากรรไกรตัดซองด้วยความประณีต คลี่การ์ดขึ้นดู ในนั้นมีกระดาษจดหมายสีขาวนวลแผ่นหนึ่งวางอยู่ มันเป็นสารที่เธอแอบฝากมาให้ผม…

“คนฉลาดคือคนที่เห็นโอกาสแล้วก็พยายามไขว่คว้ามัน คนโง่คือคนที่เห็นโอกาสแล้วไม่พยายามทำอะไรให้ได้มา คนฉลาดที่สุดคือคนที่สร้างโอกาสขึ้นมาเองได้ ส่วนคนที่โง่ที่สุดคือคนที่ไม่เห็นแม้กระทั่งโอกาสที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง” ผมนึกถึงข้อความในหนังสือที่เคยอ่านมาได้และจัดตัวเองอยู่ในประเภทหลังสุดในทันทีเมื่อได้ซึมซาบกับข้อความในกระดาษสีขาวนั้น

แย่จังที่ผมอยากจะบอกว่าผมรู้สึกดีใจที่รู้ว่าเธอคิดเช่นเดียวกันกับผมแม้มันจะสายไปแล้วก็ตาม ผมเพิ่งรู้สึกตัวตอนนี้เองว่าสิ่งที่เธอทำให้ผมนั้นมันแตกต่างกับคนอื่น ถ้าคุณถามว่าผมเสียดายไหม ผมจะตอบคุณอย่างจริงใจว่าผมเสียดาย แต่ถ้าหากถามผมว่าถ้าผมรู้ก่อนหน้านี้ผมจะจากเธอมาหรือเปล่า ผมคงตอบว่าผมจะจากเธอมาเช่นเดิมด้วยความเชื่อที่ว่า “หัวใจที่อ่อนแอคงไม่สามารถมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ได้” แต่ผมคงไม่จากเธอมาในลักษณะนี้เป็นแน่

ผมเดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์ หลังจากส่งจดหมายตอบและของขวัญวันแต่งงานไปให้เธอ ผมเดินผ่านตลาดท่าเสด็จเพื่อไปยังเขื่อนหินริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกครั้งหนึ่ง

สายน้ำสีแดงลูกรังยังคงไหลเชี่ยว อารมณ์ของผมยังแปรปรวน ผมได้แต่หวังว่ามันจะสงบลงสักวันหนึ่ง เมื่อถึงวันนั้นผมคงจะออกเรือละจากฝั่ง แล่นออกไปสู่ทะเลกว้างได้อย่างสบายใจเสียที...

*****************




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 17:33:03 น.
Counter : 151 Pageviews.  

1  2  3  4  

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.