Group Blog
 
All Blogs
 
เมือง 10 เปอร์เซ็นต์

คุณเคยได้ยินข่าวเล่าลือของเมือง ๆ นี้บ้างมั้ย ที่เขาว่ากันว่าใครที่เคยไปจะ สวย/หล่อ เพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แถมไม่ต้องเสียสตางค์ไปเข้าคอร์สอบสมุนไพร อาบน้ำแร่แช่น้ำนมให้วุ่นวาย เพียงใช้เวลาแค่นิดหน่อยไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแล้วเอ่ยคำพิเศษสั้น ๆ ออกมา แค่นั้นเองจริง ๆ สนใจแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญตามผมมาได้เลย

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองสักนิด และไม่อยากบอกให้คุณ ๆ เสียใจเลยว่าความจริงแล้วผมเป็นคนไม่หล่อ ไม่สูง ไม่ขาว ไม่ตี๋ หน้าตาออกจะจืดชืดเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ หลาย ๆ คนชอบเรียกผมว่า “ไอ้หน้าจืด” เวลาอยู่ลับหลัง ซึ่งบางครั้งผมก็ได้ยินเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากทำหน้าแหย ๆ ตอบกลับไป ซึ่งมันก็คงทำให้ใบหน้าของผมยิ่งจืดเข้าไปใหญ่

ผมเป็นพนักงานบัญชีธรรมดา ๆ อยู่ในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเหมือนที่คุณอาจพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ ผมเชื่อว่าในออฟฟิศของคุณจะต้องมีคนลักษณะอย่างผมอย่างน้อยอยู่คนหนึ่ง ลองหันไปดูรอบข้างสิครับ มีชายหนุ่มตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่แว่น ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ใส่เสื้อเรียบ ๆ สีอ่อน ๆ และดูเหมือนเขาจะมีเสื้อและกางเกงแบบนี้เป็นโหล ๆ เพราะคุณจะแทบสังเกตไม่ออกเลยว่าชุดที่เขาใส่ในวันนี้กับเมื่อวานนี้มันแตกต่างกันตรงไหน วัน ๆ เขาจะก้มหน้า ก้มตาทำแต่งาน ตกเย็นก็กลับบ้านตรงเวลา ชวนไปไหนก็ไม่ไป เป็นอย่างไรครับ พบกันบ้างไหมครับ ถ้าคุณพบนั่นล่ะคือผมเลย แต่เป็นก่อนที่ผมจะไปถึงเมือง 10 เปอร์เซนต์ นะ

ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับใครเท่าใดนักก็ยังมีคนชอบเข้ามายุ่งกับผมอยู่ดี หลาย ๆ คนมักจะหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ ทั้ง ๆ ที่ผมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ผมเคยได้ของขวัญจากเพื่อน ๆ เป็นต้นพริกขี้หนูแคะที่มีลูกเล็ก ๆ หลากสีติดอยู่พราวต้น ผมไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร ก็ได้แต่ขอบใจและนำต้นพริกมาวางไว้บนโต๊ะทำงานตามคำขอของผู้ให้ ผมไม่รู้อีกเช่นกันว่าการกระทำนั้นจะทำให้ผมจืดลงไปอีกมากเพราะมีสีสันสดใสของเม็ดพริกมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับบุคลิกของผมเมื่อมีคนมองมา

ผมเคยพยายามทำให้ตัวเองมีสีสันขึ้นด้วยการแต่งตัวสีฉูดฉาด บางทีก็พยายามตามกระแสวัยรุ่น แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งเน้นปมด้อยของผมเข้าไปใหญ่ นั่นจนกระทั่งผมได้ข่าวเมือง 10 เปอร์เซนต์นี้มา เมือง ๆ นี้ถือเป็นเมืองในตำนานของบรรดาชนชั้นระดับรากหญ้าในสังคมรูปนิยมเลยทีเดียว อยากรู้ไหมครับว่าผมได้ข่าวจากใคร ...ถึงไม่อยากรู้ผมก็จะบอกหล่ะ ในอดีตออฟฟิศของผมยังมีหญิงสาวที่เปรียบเสมือนมนุษย์ล่องหนอยู่คนหนึ่ง บอกตามตรงผมก็เพิ่งสังเกตเห็นเธอไม่นานนี้ ซึ่งก็เป็นหลังจากที่เธอกลับมาจากการเดินทางไปตามหาเมือง 10 เปอร์เซ็นต์นั่นเอง

เธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการของบริษัทและมักจะนั่งตัวลีบอยู่หลังห้องเสมอ ๆ แม้ที่นั่งของเธอจะอยู่ระหว่างทางเดิน แต่ทุกคนก็เดินผ่านเธอไปอย่างไม่สนใจราวกับว่าเธอเป็นหัวหลักหัวตอก็ปาน แต่เดี๋ยวนี้หรือครับที่นั่งรอบข้างของเธอไม่เคยว่างเลยสักวัน มีแต่คนอยากจะเข้าไปทักทายพูดคุยกับเธอ ผมพยายามหาจังหวะอยู่นานในที่สุดก็สบโอกาสที่จะได้อยู่กับเธอสองต่อสอง ได้ถามคำถามที่สงสัยมานาน และวันนั้นก็เป็นวันที่ เมือง 10 เปอร์เซ็นต์ เมืองที่มีแต่คนที่ดูดี ผู้คนมีอัธยาสัยไมตรี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิที่สามารถเนรมิตให้ทุกคนดูดีขึ้นได้ 10 เปอร์เซ็นต์ในชั่วพริบตา ได้เข้ามาฝังแน่นเกาะติดอยู่ในสมองของผม

แต่ยังหรอกผมไม่ได้คิดออกเดินทางไปในทันที ผมไม่ใช่คนหูเบาที่เชื่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว ผมยังรอคำยืนยันจาก ลุงแช่ม ยามประจำของบริษัทที่ผมได้ข่าวว่าแกกำลังออกเดินทางไปตามหาเมือง 10 เปอร์เช็นต์อยู่เช่นกัน ลุงแช่มเป็นยามที่หน้าดุที่สุดเท่าที่ผมรู้จักมา ผมเคยได้ข่าวว่า มีซอยลัดซอยหนึ่งใกล้ ๆ บริษัท มีบ้านที่มีหมาดุมากอยู่บ้านหนึ่งเจ้าของมักจะปล่อยให้มันออกมาวิ่งเพ่นพล่านไปมา ชาวบ้านจะเดินทางลัดก็ไม่ได้ต้องอ้อมกันเป็นกิโล ไปบอกกับเจ้าของหมาเขาก็ไม่สนใจ บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องก็หายเงียบไป ในที่สุดก็มีคน ๆ หนึ่งเจ้าความคิดมาจ้างลุงแช่มให้ไปจัดการ ด้วยวิธีง่าย ๆ ให้ลุงแช่มเดินผ่านทางนั้นเมื่อเจอเจ้าหมาตัวต้นเหตุ ก็ให้ลุงแกยืนจ้องหน้าทำตาขมึงทึงใส่มัน และก็ได้ผลหลังจากวันนั้นมีคนพูดกันว่าหมาตัวนั้นไม่รู้เป็นอะไรหางมันตกติดก้นตลอดเวลา อีกทั้งเวลาได้ยินเสียงคนเดินมันก็จะรีบวิ่งไปหาที่ซ่อนไม่กล้าอหังการ์อีกต่อไป

ลุงแช่มหายไปเกือบเดือนก็กลับมา ใช่แล้วครับเป็นความจริงว่าแกดูดีขึ้นมาก มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ใบหน้าที่ดุจนหมาหงอยกลับกลายเป็นอบอุ่นมีชีวิตชีวา มาถึงขั้นนี้เป็นคุณ ๆ ยังจะอยู่เฉยได้อีกหรือ ผมรีบเข้าไปสอบถามรายละเอียดกับแก ลุงแช่มตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่สดใสราวกับไปทำเบบี้เฟชมา ไม่นานนักผมก็ได้ข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการ

หลังจากนั้นผมรีบยื่นจดหมายขอใช้วันหยุดที่เหลืออยู่ทันที ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีเวลาสิบกว่าวันในการเดินทางไปตามคำแนะนำของอดีตมนุษย์ล่องหนสาวเจ้าหน้าที่ธุรการและลุงแช่มยามหน้าดุ ทั้งคู่ร่วมกันเขียนจดหมายให้ผมสามซอง แต่ล่ะซองมีสีต่างกันคือสีดำ สีเทา และสีขาว ทุกซองถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนา พร้อมกับกำชับว่าเมื่อจะเริ่มออกเดินทางค่อยแกะจดหมายที่อยู่ในซองสีดำอ่าน ห้ามแกะจดหมายฉบับอื่นอ่านก่อนโดยเด็ดขาด กำหนดเวลาและสีของซองที่ควรจะเปิดต่อไปจะถูกบอกไว้ในจดหมายฉบับที่เปิดก่อนหน้านั้นแล้ว

ในใจของผมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ผมพร้อมจะเผชิญอันตรายทั้งหลายทั้งปวงเพื่อไปให้ถึงจุดหมายแล้ว ซองจดหมายสีดำถูกแกะอย่างประณีต ผมล้วงเอาแผ่นกระดาษข้างในขึ้นมาอ่าน

“เดินไปตามทางที่อยากเดิน หยุดตรงที่ ๆ อยากจะหยุด พักตรงที่ ๆ อยากจะพัก ผ่อนคลายอารมณ์ สลัดเรื่องเศร้าหมองออกไปทำใจให้สงบ สุดท้ายจึงเริ่มทำในสิ่งที่คุณชอบและสามารถทำได้ในปัจจุบันให้ครบสามอย่าง กิจกรรมทั้งหมดจงใช้เวลาอย่างเต็มที่ไม่ต้องรีบร้อนให้ถือเอาความพอใจของตัวเองเป็นหลัก จนเมื่อเสร็จสิ้นแล้วให้แกะอ่านจดหมายในซองสีเทา” นั่นคือข้อความทั้งหมดของจดหมายฉบับแรก ผมรู้สึกฉงนใจเล็กน้อยแต่ก็เริ่มปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในทันที เป้ที่บรรจุเสื้อผ้ารวมไปถึงอุปกรณ์เดินทางไกลถูกสะพายขึ้นกลางหลัง และผมก็เริ่มออกเดินทาง

ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดีเลยคิดว่าจะออกเดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็หยุดพัก ผมเดินลงมาจากอพาร์ทเมนต์ ผ่านป้อมยามและร้านข้าวแกงเจ้าประจำ หลาย ๆ คนคงคิดว่าผมตกงานเพราะวันนี้เป็นวันจันทร์แต่ผมกลับใส่ชุดธรรมดาแบกเป้ออกมาเดินเตร่ บรรยากาศของวันธรรมดาในเวลาที่ปกติต้องทำงานนั้นให้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบหนึ่ง การจราจรคล่องตัว บนทางเท้าไม่มีคนพลุกพล่าน ร้านอาหารหลายร้านยังไม่มีคนเข้าไปนั่ง ผมปล่อยอารมณ์ไปตามจังหวะของการก้าวเดิน แล้วก็พบเป้าหมายแรก เป็นร้านคอฟฟี่ชอปเล็ก ๆ ที่อยู่หัวมุมถนน ตกแต่งอย่างเรียบ ๆ ไม่หรูหรา

ผมเลือกนั่งที่โต๊ะด้านในสุดซึ่งติดกับกระจกใสด้านหน้า กลิ่นหอมของกาแฟที่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้านพาให้ใจของผมสงบลงและเริ่มตีความข้อความในจดหมายอีกครั้ง ความคิดของผมในตอนแรกก่อนอ่านข้อความคือเมือง 10 เปอร์เซ็นต์นี้จะต้องเป็นเมืองที่อยู่ในสถานที่ลึกลับ ห่างไกล ต้องผ่านอุปสรรคร้อยแปดประการ ก่อนที่จะไปถึงด้วยความยากลำบาก แต่ถ้าพิจารณาตามข้อความแล้ว

เดินไปตามทางที่อยากเดิน – ถ้าผมไม่อยากเดินก็ไม่ต้องเดินสิ
พักตรงที่ ๆ อยากพัก – ผมไม่ได้อยากเดิน ซึ่งก็คืออยากพักนั่นเอง
ผ่อนคลายอารมณ์ – อันนี้นั่งสมาธิแวบเดียวก็สงบได้แล้ว
สลัดเรื่องเศร้าหมอง – อืมม ยากหน่อยแต่ถ้าเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่เกินความสามารถ ยิ่ง ถ้ามองข้อต่อไปที่ว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยแล้วหล่ะก็ยิ่งง่ายใหญ่ เวลาที่กำลังเพลินในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็มักจะลืมเรื่องเศร้าหมองอยู่แล้ว

ฉะนั้นใจความสำคัญก็คือทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุขและรู้สึกดีนั่นเอง ผมนึกไปถึงพิธีการเตรียมการในพิธีบางพิธีที่จะต้องให้ผู้เข้าร่วมเตรียมพร้อมทางจิตใจก่อน พิธีการก่อนเดินทางเข้าเมืองนี้ก็คงเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจทำตัวให้มีความสุขมากที่สุดจนกว่าตัวเองจะพอใจ กำหนดสิ่งที่อยากทำและสามารถทำได้สามอย่างขึ้นมาตามที่กำหนดไว้ในข้อความ ซึ่งผมก็เลือก หาหนังสือที่เคยอ่านแล้วประทับใจมาอ่าน หาหนังที่อยากดูมาดู และทุกมื้อผมจะแสวงหาอาหารที่ชอบมาทาน

เวลาผ่านไปสามวันผมรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามีพละกำลังและพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการเดินทาง จึงแกะจดหมายซองสีเทาออกอ่าน “เดินทางไปสถานยังที่ ๆ คุณคิดว่าศักธิ์สิทธิ์ที่สุดของเมืองที่คุณอยู่ โดยสถานที่แห่งนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสามอย่างดังนี้ หนึ่งคือ เป็นสถานที่ ๆ เงียบสงบ สองมีกระจกเงาบานใหญ่ที่สามารถสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาได้อย่างชัดเจน สามเป็นสถานที่ ๆ คุณพอใจ เมื่อพบแล้วให้เปิดจดหมายซองสีขาวออก” ผมนึกไปถึงทวิภพและนิยายอีกสองพันแปดร้อยกว่าเรื่องที่ตัวเอกต้องเดินทางโดยใช้กระจกเป็นประตูมิติ ในทันทีที่อ่านจบ

ผมจะต้องเดินทางผ่านไปกระจกเงานี่เอง จดหมายฉบับแรกถึงให้เตรียมตัวทำใจให้มีความสุข เมื่อคนเรามีความสุขจิตใจใฝ่ร้ายก็จะถดถอยลง เราจะเข้าใกล้ความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นและในที่สุดก็คงจะสามารถเดินทางผ่านประตูมิติซึ่งในที่นี้ก็คือกระจกเงาไปยังจุดหมายได้

หลังจากไตร่ตรองหาสถานที่อยู่ครู่ใหญ่ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วไปงานแต่งงานของบอสซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เขาจัดกันที่โบสถ์คริสต์เล็ก ๆ แต่ดูศักดิ์สิทธิ์และสวยงามแห่งหนึ่ง จำได้ว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งมีผนังกั้นด้วยกระจกเงารอบด้าน เข้าใจว่าเป็นคงกุศโลบายให้คนที่เข้าไปได้สำรวจตัวเองนั่นเอง ผมคว้าเป้ที่เตรียมไว้ตั้งแต่วันแรกขึ้นสะพายและรีบเดินทางไปยังโบสถ์แห่งนั้นทันที

โบสถ์เล็ก ๆ ดูสงบเงียบกว่าครั้งที่แล้ว ที่ได้มาเยือน ผมเดินลัดเลาะไปทางขวามือเดินผ่านพุ่มไม้เล็ก ๆ ที่ตัดแต่งไว้เป็นอย่างดี วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่งท้องฟ้าสีฟ้าใสแจ๋ว แดดร่ม มีสายลมเย็นเบา ๆ พัดผ่าน ในที่สุดผมก็เจอห้อง ๆ นั้น และดูเหมือนสวรรค์จะเป็นใจ มันเป็นจังหวะเหมาะที่ไม่มีใครกำลังใช้งานอยู่เลย

ในห้องจัตุรัสขนาด สามคูณสามเมตรแห่งนั้นผนังทุกด้านทำด้วยไม้เนื้อดี มีกระจกเงาบุตั้งแต่ระดับเอวขึ้นไปจนสุดเพดานทั้งสี่ด้าน ผมยืนอยู่ที่ปากประตูของห้อง เบื้องหน้าติดกับผนังมีแท่นยื่นออกมาประมาณหนึ่งฟุต บนแท่นมีพระคำภีร์เล่มโตหน้าปกสีแดงวางสงบนิ่งอยู่บนเบาะผ้าสีเดียวกัน

ผมเดินตรงเข้าไปหน้าแท่นนั้น ด้วยแรงแห่งศรัทธาและแกะซองจดหมายสีขาวออก ในซองมีกระดาษสองชิ้น ชิ้นหนึ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งเล็ก ชิ้นเล็กถูกพับไว้อย่างดี ผมจึงอ่านข้อความในกระดาษชิ้นแรกก่อน

“มองลึกเข้าไปในกระจกตั้งจิตอธิษฐานด้วยความมุ่งมั่น เมื่อคิดว่าพร้อมแล้วให้แกะกระดาษชิ้นเล็กและเอ่ยคำที่เขียนไว้บนนั้น”

ผมมองไปยังกระจกที่อยู่เบื้องหน้าและปฏิบัติตามข้อความที่ได้อ่าน ในที่สุดจิตใจผมก็เข้าสู่ห้วงแห่งความสงบ ผมรวบรวมสมาธิจนสามารถสังเกตเห็นความมุ่งมั่นและศรัทธาที่ฉายออกมาจากดวงตาเบื้องหน้าอย่างเต็มเปี่ยม ผมก้มหน้าลงไปหยิบกระดาษชิ้นเล็กที่วางไว้บนแท่นขึ้นมาดู ในกระดาษชิ้นนั้นเขียนไว้ด้วยคำ ๆ หนึ่ง เป็นคำ ๆ เดียวโดด ๆ ผมทดลองอ่านออกเสียงออกมาแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเพ่งสายตาตรงไปยังกระจกเงาเบื้องหน้าอีกครั้ง และเอ่ยคำศักดิ์ศิทธิ์คำนั้นออกมาเบา ๆ

ฉับพลันนั้นเองได้เกิดปรากฎการณ์มหัศจรรย์อย่างสุดแสนเกิดขึ้น บนกระจกปรากฎใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนขึ้นมา ดูไปแล้วหน้าตาก็คล้าย ๆ กับกันผมแต่ดูดีกว่ามาก เขามีใบหน้าผ่องใสอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกทั้งยังดูเป็นคนอารมณ์ดีมีชีวิตชีวา น่าคบหา ผมพยักหน้าให้เขา เขาก็พยักหน้าตอบกลับมา ผมยักคิ้วข้างซ้ายให้ เขายักคิ้วข้างขวาตอบกลับมา หลังจากทดลองติดต่อกันอีกหลายวิธี ผมจึงตระหนักว่าบุคคลเบื้องหน้านี้ก็คือตัวของผมเอง และในขณะนี้ผมได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของเมือง 10 เปอร์เซ็นต์แล้ว

หลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่ง กลายเป็นศูนย์รวมของเพื่อน ๆ ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาพูดคุยชิดใกล้ ผมพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ในตอนหลังนอกจากจะสามารถทำให้ตัวเองดูดีขึ้น 10 เปอร์เซ็นได้แล้วผมยัง สามารถทำให้คนที่พบเจอดูดีขึ้นได้อีกด้วย

ไม่เชื่อใช่ไหม ถ้าอย่งนั้นตามมาเลยครับ คุณเห็นหญิงสาวผมยาวชุดสีเหลืองเบื้องหน้าไหม ที่กำลังจะเดินสวนกับผมนี่ล่ะ ใกล้เข้ามาแล้ว อีกนิด.. อีกนิดครับ หล่อนมองมาที่ผมแล้ว ในที่สุดผมก็ได้จังหวะกล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ คำเดียวสั้น ๆ ออกมาเบา ๆ

บุปผาแห่งรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้านวลนั้น เห็นไหมว่าหล่อนน่ารักขึ้นอีกเป็นกอง บอกแล้วว่าผมทำได้จริง ๆ ยังไม่เชื่อผมอีกหรือ ได้ครับ ถ้าเช่นนั้นเอาอย่างนี้ผมจะทำให้คุณ ดูดีขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะกัน อย่าเพิ่งคิดว่าผมโม้สิ ไปหากระจกเงามาบานหนึ่ง เช็ดให้สะอาดเลยนะ ให้สามารถเห็นใบหน้าของคุณสะท้อนกลับออกมาได้อย่างชัดเจน เสร็จแล้วใช่ไหมครับ เอาล่ะ มองไปที่กระจก รวบรวมสมาธิ แล้วเอ่ยคำศักดิ์สิทธิ์ออกมา

อ้าว... ผมยังไม่ได้บอกคำศักดิ์สิทธิ์ไปหรือ แหม… ขอโทษทีครับไม่รู้ลืมไปได้อย่างไร เอาใหม่นะมองเข้าไปในกระจกแล้วเอ่ยตามผม เบา ๆ ก็ได้ แต่ลากเสียงยาว ๆ ได้จะยิ่งดีครับ เอาล่ะ

“1…”
“2…”
“3…”

“ชีคคคคค..........”

...ยินดีต้อนรับเข้าสู่เมือง 10 เปอร์เซ็นต์ครับ.

********************************************************



Create Date : 15 กรกฎาคม 2548
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 17:55:41 น. 1 comments
Counter : 210 Pageviews.

 
ชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลย
เพราะเป็นคำว่าเมืองสิบเปอร์เซ็นต์ก็เลยทำให้เกิดการหักมุมนิดหน่อย
ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องสอนใจให้แง่คิดมากกว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์หรือลึกลับ

แต่แล้ว
เมื่อได้อ่านนั้น นอกจากจะได้ข้อคิดดี ๆ ให้ชีวิตแล้ว
ยังรู้สึกหัวใจอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกสวยงามด้านบวกอีกด้วย

ชอบมาก ๆ
ชอบสุด ๆ จริงนะคะ จริง ๆ แล้วชีวิตเราจะมีความสุขถ้าเราทำชีวิตเราให้มีความสุข

ให้สุขจากข้างในแล้วสะท้อนออกมาที่ตัวนะคะ


เมืองสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ในใจเราทุกคน


โดย: หมาเลี้ยงแกะ IP: 61.19.227.2 วันที่: 27 มีนาคม 2549 เวลา:14:12:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.