Group Blog
 
All Blogs
 
อยากเป็นคนเลวที่เธอรัก

“เป็นไงบ้าง ไม่ได้ติดต่อกันตั้งนานเลยนะ เราคิดว่าเราเข้าใจนะว่าหนึ่งรู้สึกอย่างไร เท่าที่ได้พูดได้คุยกันมามันไม่ได้สูญเปล่าหรอก อย่างน้อยเราก็ได้ซึมซับอะไรหลาย ๆ อย่าง เรายอมรับว่าหนึ่งเป็นคนที่รู้อะไร ๆ เกี่ยวกับเรามากที่สุด เป็นคนที่เรารู้สึก ไว้ใจ อบอุ่นใจ เมื่อได้คุยด้วย เวลาที่เราไม่มีใคร เวลาเราเหงา เมื่อเราหันกลับไป หนึ่งจะอยู่ตรงนั้นเสมอ ...

แต่ก็อย่างที่เคยพูดกันนะ ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน มนุษย์เราต้องมีสิ่งต่าง ๆ สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ บางครั้งมันก็มีสิ่งที่เราอยากทำแต่ก็ทำไม่ได้ บางครั้งมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายว่าทำไมเราถึงทำอะไรลงไป…

ไม่รู้เหมือนกันนะเรารู้สึกว่าหนึ่งมีเรื่องที่ปิดบังเราอยู่อีกมาก เข้าใจนะว่าบางเรื่องมันก็เปิดกันไม่ได้ แต่รู้ไหมว่ามันทำให้รู้สึกว่าไม่มั่นใจ เพราะมันไม่ชัดเจน หนึ่งก็รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราผ่านอะไรมาบ้างและแสวงหาอะไรอยู่ เรารอไม่ได้หรอกกับการเดินทางที่ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด เราอยากพักสักทีกับคนที่เรามั่นใจว่าเขารักเราจริง ๆ

ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน และเสียใจที่ทำให้เสียความรู้สึก ขอให้หนึ่งได้เจอคนดี ๆ ที่เหมาะสมนะ เราว่าความหวังของหนึ่งที่บอกกับเราน่ะเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้กัน ไม่ต้องไปไกล แค่คนของเรานี่ก็ไม่มีทางแล้ว….อยากเจอคนที่โชคดีคนนั้นเร็ว ๆ จัง หวังว่าการเดินทางของหนึ่งคงมีจุดสิ้นสุดนะแล้วเราจะแสดงความยินดีด้วยอย่างจริงใจ ….ไม่ว่าอย่างไรเราจะเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันไว้ตลอดไป.”

ยังไงก็เพื่อนกันนะ.
บี.

ผมนั่งอ่านอีเมลล์ฉบับนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่าความรู้สึกเก่า ๆ มันท่วมท้นขึ้นมาทุกทีที่ได้อ่านมัน หลังจากเธอห่างหายไปเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ผมก็ได้รับเมลล์ฉบับนี้มา ครั้งสุดท้ายที่พบกันผมยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพียงสังเกตเห็นแต่ว่าเธอเปลี่ยนไป พูดมากขึ้นเอาใจผมมากขึ้นก่อนที่จะจบด้วยคำว่า

“เราว่าหนึ่งกับเรานะเหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่านะ ยิ่งหนึ่งดีต่อเราเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเราไม่ดีพอสำหรับคนดี ๆ อย่างหนึ่งเลย ช่วงนี้ขอเวลาเราคิดใคร่ครวญคนเดียวสักพักนะ แล้วเมื่อเราคิดได้เราจะติดต่อกลับไป ...หวังว่าคงเข้าใจนะ”

น้ำเสียงที่เรียบ ช้า แต่ชัดเจนนั้นดังก้องในหัวผมไปตลอดทั้งสัปดาห์ เฝ้าแต่คิดว่าเพราะอะไร บางครั้งในใจก็ยังมีความหวังอยู่บ้างว่าเธอแค่ขอเวลาไปคิดเท่านั้นเองอาจไม่มีอะไรมากก็ได้ อย่าเพิ่งคิดไปเองสิ บางครั้งก็คิดว่าอย่างนี้มันเข้าข่าย คำว่า “ดีเกินไป” ประโยคอมตะในการขอบอกเลิกหรือเปล่า จนในที่สุดข้อสรุปก็ได้ถูกส่งมาในรูปของอีเมลล์ฉบับนี้นั่นเอง

เป็นอันว่าการคาดคะเนของผมใช่ว่าจะผิดไปทั้งหมด อย่างน้อยความคิดในวูบแรกของผมก็ถูกต้อง เพียงแต่ว่าในตอนนั้นผมยังไม่สามารถยอมรับความจริงได้เท่านั้นเอง แค่มีความหวังสักเศษเสี้ยวหนึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะยึดมันเอาไว้ จนท้ายที่สุดเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดลง ความเป็นจริงก็ปรากฎขึ้น.

ผมยิ้มให้กับตัวเอง หวนนึกว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน.....

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมจะสร้างกำแพงกันตัวเองไว้ ไม่สนิทชิดเชื้อกับใคร แล้วบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าต้องสร้างฐานะก่อนต้องพร้อมก่อนถึงจะมีเวลาให้เรื่องของความรัก แต่ในโลกมนุษย์นี้มีหลายเรื่องที่เราไม่สามารถกำหนดมันได้ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความรักนั่นเอง

ผมพบเธอโดยบังเอิญขณะที่กำลังเดินฝ่าสายฝนสวนกัน ผมถือร่มคันใหญ่ ส่วนเธอเดินตากฝนผ่านมาอย่างช้า ๆ เหมือนกับไม่ได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างเลยแม้แต่น้อยนิด ผมมองไม่ออกเช่นกันว่าบนใบหน้าของเธอนั้นสิ่งที่ไหลพาดผ่านมันคือหยาดฝนหรือหยาดน้ำตา เธอมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยเหมือนอยู่ในโลกของเธอเพียงคนเดียว

“ไปด้วยกันไหม ?“ ผมร้องถาม แม้ว่าจะเห็นว่าไปคนละทาง ผมคิดว่าสามารถไปส่งเธอใกล้ ๆ ได้

ไม่มีเสียงตอบเธอเดินผ่านไปด้วยความเร็วคงที่ วินาทีนั้นในใจผมคิดว่าเธออาจจะทำอะไรโง่ ๆ ก็ได้ ไหน ๆ เราก็เกิดมาร่วมโลกกันแล้ว อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ผมตัดสินใจหันหลังเดินจ้ำตามเธอไป เมื่อทันก็ยืดมือขึ้นเพื่อให้ร่มขยายอาณาเขตครอบครุมไปถึงร่างของเธอด้วย เธอยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ ผมสังเกตเห็นเธอเริ่มหนาวสั่นคงเป็นเพราะเสื้อผ้าที่เปียกถูกกระแสลมพัดผ่าน จึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบผ้าขนหนูที่ผมมีติดไว้ประจำตัวเผื่อไว้อาบน้ำที่ ๆ ทำงานหลังจากออกไปพบลูกค้าไกล ๆ ขึ้นมาให้เธอ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอมีปฎิกิริยาโต้ตอบ เธอรับไปแล้วคลุมผ่านไหล่ เห็นมือทั้งสองของเธอกุมผ้าขนหนูแน่นจนผมเกรงว่า ไม่ผ้าขนหนูก็คงเป็นมือน้อย ๆ นั้นที่จะฉีกขาด

เราเดินต่อไปสักพักหนึ่งเธอจึงหยุดลงหันหน้าเข้าหาผม ซบหน้าลงกับอกของผม ช่วงเวลานั้นผมทำอะไรไม่ถูกจริง ๆ รู้แต่ว่าสิ่งที่ผมสงสัยเมื่อกี้นี้ว่าบนใบหน้าของเธอสิ่งที่ไหลผ่านคืออะไรบัดนี้ผมได้คำตอบแล้ว ความอุ่นของหยาดน้ำตาที่ไหลออกมากระทบกับหน้าอกของผมนั้น ดูเหมือนจะมีความรู้สึกสื่อออกมาด้วยกำแพงใจผมถูกทำลายลง ผมเอื้อมมือขวาที่ไม่ได้ถือร่มโอบกอดเธอพร้อมกับตบหลังเธอเบา ๆ เป็นกอดแรกในชีวิตลูกผู้ชายของผม...

ผมพาเธอเข้าไปนั่งในคอปฟี่ชอปข้างทาง สั่งชาร้อนมาให้เธอและกาแฟสำหรับตัวผมเอง มองออกไปข้างนอกพายุฝนยังสาดซัดไม่หยุดยั้งดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ผมกวาดสายตากลับมาที่ข้อมือด้านซ้าย เห็นนาฬิกาแสดงเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ยังไม่ดึกมากนักผมคิดในใจ และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับเธอ ผมเพิ่งสังเกต ณ เวลานั้นเองว่าเธอเป็นคนที่น่ารักพอสมควรทีเดียว ตั้งแต่พบกับเธอเรายังไม่ได้พูดคุยโต้ตอบกันเลยแม้แต่คำเดียว และในเวลานี้สายตาของเธอก็มองเหม่อลอยออกไปด้านนอกตลอดเวลา

ผมไม่อยากรบกวนเธอจึงนั่งนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น สักพักบริกรหนุ่มก็นำชาและกาแฟมาให้ ผมเลื่อนถ้วยชาที่มีควันกรุ่นไปให้เธอ พร้อมกับสะกิดหลังมือเธอเบา ๆ เธอหันหน้ากลับมามองที่ผมและถ้วยชา ก่อนที่จะหันกลับไปที่กระจกด้านข้างอีกครั้ง ผมเติมนมและน้ำตาลลงถ้วยกาแฟ ยกขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา ในใจคิดว่าอาการน่าเป็นห่วงแฮะ... จนกระทั่งได้ยินเสียงเบา ๆ เหมือนลอยมาตามลมดังขึ้นไกล ๆ

“คิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายหรือ”

ผมคิดอยู่ครู่นึงจึงรับคำไป เพราะคิดได้ว่าเธออาจผิดหวังจากคนที่หลอกลวงฉะนั้นผมจึงไม่ควรที่จะโกหกเธออีก เพราะอาจไปสะกิดอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจเธอเข้า

“ฉันสภาพแย่ขนาดนั้นเลยหรือ”

“ก็ไม่แย่มากนักหรอกนะ แต่ก็ไม่ปกติแน่ ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ รู้อย่างเดียวว่ามันคงหนักหนาสาหัสมาก ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คิดไปดีกว่านะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากดีกว่า ยิ่งคิดยิ่งหนักหัวเปล่า ๆ จิตใจไม่ปกติอารมณ์ก็ไม่ปกตินะ” ผมตอบกลับไปก่อนหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง

“ฉันท้อง ...เขาให้ไปเอาเด็กออก” เธอกล่าวออกมาปนเสียงสะอื้น

“.........” ผมอึ้งไปนานทีเดียว ดูแล้วเธอน่าจะประมาณ 18-19 ปี คงกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่

“แล้วคุณ เอ่อ ...จะทำอย่างไรล่ะ” ผมเริ่มตะกุกตะกัก เมื่อรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับ 2 ชีวิต

“ลูกของฉันนะ ฉันจะเก็บไว้ แต่จะบอก พ่อ... แม่... อย่างไร“ เธอสะอื้น คนรอบข้างเริ่มมองมาที่โต๊ะ ผมเริ่มรู้สึกว่าถูกพิพากษาไปแล้วว่าเป็นไอ้เลว ทำผู้หญิงร้องไห้ โต๊ะข้าง ๆ ที่อาจได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง อาจจะสรุปไปแล้วว่าผมนี่มันโคตรชั่วเลย ไม่มีความรับผิดชอบ

“ยังเรียนอยู่ด้วยใช่มั้ย” ผมถาม เธอพยักหน้าเบา ๆ เสียงสะอื้นยังมีออกมา

เรื่องใหญ่แฮะ ทำไงดีวะ ผมครุ่นคิดอยู่นานทีเดียว หาคำตอบไม่ได้ ความเครียดเริ่มเข้าครอบครองความรู้สึก สุดท้ายจึงตระหนักได้ว่า สิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็คืออารมณ์ของเธอตอนนี้มากกว่า ฉะนั้นต้องพยายามให้เธอระบายออกมาให้มากที่สุด ให้ความรู้สึกที่เก็บกดของเธอถูกปลดปล่อยออกมา น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดตอนนี้

“อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากเลย รู้มั้ยว่าความกลัวของมนุษย์จะขึ้นสูงสุดก็ตอนที่คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่ามันจะเกิดอย่างนู้นอย่างนี้ขึ้นมาน่ะแหล่ะ พอถึงเวลาที่เราเผชิญหน้ากับปัญหาที่เรากลัวจริง ๆ แล้วมันอาจจะเบากว่าที่เราคิดก็ได้นี่” ผมพยายามสรรหาคำพูดที่คิดว่าดูดีที่สุดที่ควรจะพูดออกไปในตอนนี้มาปลอบเธอไว้ก่อน

“แล้วครอบครัวรู้หรือเปล่า เรื่องเราคบกับแฟนน่ะ” ผมถามต่อไปเลยเพื่อให้เธอพูดออกมาให้มากที่สุด (ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์เวลามีทุกข์มักจะต้องการให้คนอื่นรับรู้ – เม็นอาร์ฟอร์มมาร์ วีเม็นอาร์ฟอร์มวีนัส)

“ไม่รู้หรอก ฉันออกมาอยู่อพาร์ตเมนต์คนเดียว ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งแล้ว เทอมนึงจะกลับสักครั้งสองครั้ง แต่ก็ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว ต่างคนต่างมีงานต้องทำ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของกันและกันหรอก”

“.........” ผมเงียบเพื่อให้เธอพูดต่อ และแสดงถึงความคิดที่อยู่ในใจ

“รู้มั้ยตอนนี้ ฉันคิดถึงใครมากที่สุด”

“.........” บางครั้งการเงียบก็หมายถึง คำว่า ”ไม่รู้” ได้เช่นกัน

สมัยเรียน ม.ปลาย ฉันถือเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ฉันเป็นคนที่ทุกคนชื่นชม เป็นคนที่ทุกคนอยากเป็น ฉันเป็นเจ้าหญิงของโรงเรียน แต่มีเพื่อนคนนึงที่ฉันไม่เห็นอยู่ในสายตาคนหนึ่ง เคยเตือนฉันไว้ว่า ทุกสิ่งมีสองด้าน ธรรมชาติไม่เคยลำเอียงต่อผู้ใด สุขมากก็ทุกข์มาก ตอนนี้เธออาจมองไม่เห็นไม่รู้จักว่าความทุกข์คืออะไร แต่ต่อไปเมื่อมันผ่านเข้ามา เธอพร้อมที่จะรับกับมันมั้ย

“ฉันเก็บเอามาคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วบอกกับตัวเองว่า ทำไมฉันจะไม่เคยเจอกับความทุกข์ ฉันเคยร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง เมื่อคราวที่ปู่กับย่าเสีย ไปในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เชื่อมั้ยมันเทียบกับเวลานี้ไม่ได้เลย ฉันแทบไม่รู้สึกอะไร ไม่ว่าความร้อน หนาว หิว อิ่ม รู้อย่างเดียวว่ามันเจ็บ เศร้า หดหู่ เหงา กลัว วนเวียนกันไปมา ทุกครั้งที่ฉันมีสติฉันจะนึกถึงมัน ฉันเคยนึกถึงวิธีแก้ แต่ก็นึกไม่ออก ฉันจะหลุดจากมันไปได้อย่างไร ฉันอยากจะหลุดไปให้ไกล ๆ ฉันยอมรับว่าวูบหนึ่งเคยคิดทำลายตัวเอง แต่ฉันนึกถึงย่าที่เลี้ยงดูฉันมาแต่เล็ก นึกถึงหลักธรรมที่ท่านเคยสอน การฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์ แต่ทำไมฉันมานึกถึงมันในตอนนี้ แต่ว่าไปนะ ฉันก็ฆ่าตัวเองมาตั้งนานแล้ว ฉันตายไปแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังรับกรรมอยู่ และก็รู้แล้วว่ามันเป็นบาปมหันต์จริง ๆ”

..ทำไมคนเรามักคิดได้ทีหลังทุกที หรือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเมื่อเราสนใจในสิ่งหนึ่งเราจะละเลยอีกสิ่งหนึ่งไป บางครั้งไม่ตั้งใจ บางครั้งก็เป็นเจตนาของเราเอง..

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป น้ำตาของเธอแห้งเหือดไปแล้ว(วูบหนึ่งผมนึกเสียใจที่ไม่ได้เห็นน้ำตาอันใสสุกสกาวนั้นกลอกกลิ้งบนใบหน้าอันเนียนนวลนั้นอีก ) แต่แววตาของเธอยังเหม่อลอยเช่นเดิม

“ฉันต้องไปแล้ว จะไปอยู่กับเพื่อนสักพักหนึ่ง ไม่ต้องห่วงหรอก ขอบคุณมากนะ สำหรับวันนี้ “ เธอลุกขึ้นและเดินจากไปช้า ๆ ทิ้งผมให้มองเงาหลังของเธอเดินออกจากร้านฝ่าสายฝนออกไป

ควันร้อนกรุ่นจากถ้วยชายังไม่จาง มันลอยขึ้นสูงม้วนตัวแล้วก็หายไปในอากาศ แต่ก็มีควันระลอกใหม่ลอยขึ้นมาเรื่อย ๆ ในทิศทางเดียวกัน มันคงไม่หยุดจนกว่าความร้อนจากน้ำชาในถ้วยจะหมดสิ้นไป ผมยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับร้องขอกาแฟอีกถ้วยหนึ่ง ราวกับจะขอพึ่งพิงความขมของกาแฟมากลบเกลื่อนความขมของชีวิตที่เพิ่งได้รับรู้ กาแฟเป็นกาแฟธรรมดาที่ไม่ได้อร่อยเลิศเลอ แต่ผมยังไม่อยากกลับบ้าน...

ชีวิตผมกลับมาเป็นเหมือนเดิม วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นเคย ทำงาน กลับบ้าน นอน หยุดเสาร์-อาทิตย์ ออกไปเดินห้าง ดูหนัง ทำงาน แต่ก็มีบ้างเวลาผมอยู่คนเดียว ภาพของเธอมักจะเป็นภาพแรก ๆ ที่ผมนึกถึงเสมอ เธอจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ทำอะไร เป็นสิ่งที่ผมนึกต่อไป อาจเป็นเพราะว่า เธอเหมือนกับเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เหงียบเหงาและเรียบง่ายของผมก็เป็นได้

แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็กลับมา เธอยืนรอผมอยู่หน้าร้านกาแฟร้านเดิม ซึ่งเป็นที่ ๆ ผมเดินผ่านเป็นประจำ พร้อมกันผ้าขนหนูผืนที่ผมให้เธอยืม...

ผมกลับมาจากห้วงแห่งความคิด ใบหน้าไม่มีร่องรอยของน้ำตา เพราะผมไม่เคยเสียใจในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันแม้แต่นิดเดียว ผมกับเธอคบกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเกินเลย สำหรับผม ผมรู้ตัวเองว่าในเวลานั้นผมมีแต่เธอ อะไรที่ไม่เกินความสามารถผม ผมทำให้เธอได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการไปขอร้องแฟนเก่าของเธอเพื่อให้เขาทำดีกับเธอมากกว่านี้ เพราะว่าเธอเคยเปิดใจว่ายังรักเขาอยู่ไม่คลาย ไม่ว่าเขาจะร้ายกับเธอสักเพียงใด

ผมเซ็นชื่อเป็นพ่อของเด็กให้เธอเมื่อเธอเข้าโรงพยาบาลเพราะแท้งลูก เธอนอนโรงพยาบาลอยู่สองอาทิตย์ ไม่มีญาติสักคนไปเยี่ยม ผมนอนเฝ้าเธออยู่สามวันจนแทบเสียงาน ท้ายที่สุดก็ขอร้องให้น้องสาวไปเฝ้าต่อเพราะต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด กลับมาผมเห็นหน้าเธอพร้อมคำพูดเบา ๆ ว่า “เราขอบใจ...ขอบใจจริง ๆ” แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม หลังจากนั้นความสัมพันธ์เราก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ไปไหนไปกัน จนใคร ๆ ก็มองว่าไม่ใช่แค่เพื่อนแล้ว เพียงแต่ผมยังแนะนำตัวเธอต่อเพื่อน ๆ ผมว่านี่ “น้องสาวบุญธรรม” เธอก็ได้แต่ยิ้ม

ผมไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากเธอเพราะว่าผมพอใจกับสิ่งที่ได้มาอยู่แล้วเพียงแต่ว่า ผมไม่บอกเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของผมให้เธอฟังเท่านั้นเอง เพราะฐานะของเราต่างกันมากเกินไป เธอเป็นลูกนายพล แม่เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เธอพรั่งพร้อมทั้งความรู้ ความสามารถ เพียงแต่เธอเลือกเดินทางผิดคบคนผิดเท่านั้นเอง(แต่บางครั้งผมก็รู้สึกดีใจนะเพราะมันทำให้เราได้มาพบกัน) แล้วจะให้ผมบอกว่าแม่ผมขายข้าวแกง พ่อขับรถแท็กซี่ บ้านที่อยู่ก็เป็นของคนอื่น ตัวผมกว่าจะจบก็ต้องกู้เงินรัฐบาลเรียนตอนนี้ ก็ยังเป็นหนี้อยู่เป็นแสน ๆ ได้อย่างไร เธอจะได้หาว่าผมคบกับเธอเพราะหวังผลประโยชน์น่ะสิ ผมไม่ต้องการให้เธอคิดเช่นนั้น และมันคงเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าผมปิดบังเธออยู่...

หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่ แต่จดหมายฉบับนั้นถูกลบไป ผมไม่ได้เศร้าเสียใจ และวิตกกังวลอีกแล้ว เมื่อได้รู้ความจริงว่าเธอคิดที่จะไป มันก็เท่านั้น จากนั้นจึงปิดสวิตท์ไฟที่หัวเตียงและล้มตัวลงนอน ในใจคิดเพียงว่าคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์เพราะ ไม่ว่าคืนนี้จะหลับตาลงหรือไม่ วันพรุ่งนี้ก็จะต้องมาถึงอยู่ดี.

****************************************



Create Date : 12 กรกฎาคม 2548
Last Update : 12 กรกฎาคม 2548 18:27:25 น. 0 comments
Counter : 189 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

biblio
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add biblio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.